อำนาจทมิฬในซูดาน

อำนาจทมิฬในซูดาน
ทหารประชาธิปไตย
ประชาชนชาวซูดาน ได้ทำการเรียกร้องให้จอมเผด็จการประธานาธิบดีโอมา อัล-บาซา คืนอำนาจให้ประชาชน ในเดือนเมษายน การชุมนุมประท้วงเป็นเวลาหลายเดือนจนในที่สุดคณะทหารก็ทำการยึดอำนาจ และเข้าปกครองประเทศ แต่ประชาชนที่ร่วมกันประท้วงขับไล่จอมเผด็จการ ไม่ยอมรับการยึดอำนาจของทหาร ตรงข้ามประชาชนส่วนใหญ่เรียกร้องให้คณะรัฐประหารคืนอำนาจให้กับประชาชนโดยจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนชั่วคราวขึ้นมาดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง จึงเกิดการประท้วงคณะทหารมาอย่างต่อเนื่องอีก
จนคณะทหารต้องเปิดการเจรจากับกลุ่มแกนนำการประท้วง และยอมรับเงื่อนไขโดยขอเวลาอีกไม่นาน
อย่างไรก็ตามสุดท้ายคณะทหารก็ฉีกข้อตกลง จึงเท่ากับเป็นการจุดชนวนการประท้วงให้เกิดขึ้น คราวนี้ประชาชนใช้วิธีการประท้วงอย่างสงบและสันติ จะเรียกว่าอารยขัดขืนก็ได้ นั่นคือการไปนั่งประท้วงในแหล่งชุมนุมสาธารณะ ซึ่งปกติจะเป็นที่ชุมนุมสันทนาการของประชาชนในเมืองหลวงคาทูม ที่ประชาชนหลากหลายอาชีพ และชนชั้นด้วยวัยที่แตกต่างกัน จะออกมาจับกลุ่มพูดคุย แสดงความคิดเห็นหรือสันทนาการกันเป็นประจำ จนอาจเรียกได้ว่าเป็นแหล่งนัดพบสาธารณะ แต่คราวนี้ประชาชนกลับมานั่งชุมนุมประท้วงคณะรัฐประหารให้คืนอำนาจให้ประชาชน
อย่างไรก็ตามการประท้วงที่ทำโดยสงบและสันติทำได้ไม่นาน ก็มีกองกำลังทหาร อาวุธครบมือ พร้อมยานพาหนะเคลื่อนที่เร็ว เข้ามากราดยิงประชาชนล้มตายเป็นจำนวนมาก ทางคณะทหารอ้างว่าผู้เสียชีวิตมีจำนวนไม่เกิน 46 คน แต่รายงานจากผู้ประท้วงแจ้งว่าเสียชีวิตนับร้อย แค่ที่ต้องดึงศพขึ้นมาจากแม่น้ำไนล์ก็ 40 ศพแล้ว และผู้เห็นเหตุการณ์ที่เป็นแพทย์ก็ยืนยันชัดเจน
ยิ่งมีการปราบปราม ประชาชนก็ยิ่งออกมาต้าน สหภาพอาชีพต่างๆตั้งแต่กลุ่มแพทย์ กลุ่มทนาย กลุ่มคนงานก่อสร้าง ต่างก็ออกมาประณามการปราบปรามครั้งนี้ และจะเข้าร่วมการประท้วงด้วยการนัดหยุดงานทั่วประเทศ
จากการเปิดเผยของผู้ประท้วงที่รอดมาได้ อ้างว่ากลุ่มกองกำลังที่มาระดมยิงใส่ประชาชนที่นั่งประท้วงในสาธารณะ คือ กลุ่มทหารเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Support Forces) หรือภาษาอาหรับของชาวซูดานเรียว่า จันจาวีด (Janjaweed) ภายใต้การนำของนายพลเฮเมดติ (Memedti) ซึ่งยังคงนำการโจมตีอยู่ และตั้งสิ่งกีดขวางตามถนน รอบๆคาทูมเมืองหลวงซูดาน
นายพลฮาเมดตินี้ปัจจุบันเป็นรองประธานคณะรัฐประหาร แต่ในความเป็นจริงปัจจุบันเป็นผู้ที่ทรงอำนาจสูงสุดในคณะทหาร อนึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ไม่ยอมรับว่าคณะทหารนี้เป็นรัฐบาลชั่วคราว เพราะในอดีตคณะทหารเหล่านี้คือสภาความมั่นคงที่ให้การปกป้องอดีตประธานาธิบดีที่เขาทำการยึดอำนาจนั่นเอง
ในระหว่างการประท้วงคณะทหารได้พยายามเจรจาต่อรองกับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มคำประกาศเพื่อเสรีภาพ และกองกำลังเพื่อการเปลี่ยนแปลง แต่สุดท้ายก็ฉีกข้อตกลง และทำให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่อีกครั้ง
ขณะเดียวกันเฮเมดดิก็ให้ข่าวว่าหน่วยทหารที่ออกกราดยิงนั้นเป็นมือที่สามที่ปลอมตัวและรถมาเข่นฆ่าประชาชน และกล่าวหาว่าผู้ประท้วงเป็นเพียงกลุ่มกวนเมือง แต่ต้องการสังหารหน่วยกำลังเคลื่อนที่เร็วของเขา จึงขอประกาศเตือนผู้ประท้วงว่าอย่าตกเป็นเครื่องมือของแก๊งกวนเมือง มิฉะนั้นอาจประสบภัยถึงชีวิตได้ พร้อมกันนี้ก็ยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ย่านอับบาสิตและมันซูร่า ว่ามีการใช้รถปลอมว่าเป็นหน่วยกำลังเคลื่อนที่เร็วมากราดยิงประชาชน นายพลผู้นี้มีชื่อจริงว่า มูฮัมมัด ฮัมดาน ดากาโล
ต่อคำถามถึงการจัดให้มีการเลือกตั้ง เฮเมดิกล่าวว่าเราจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายหลังการจัดการควบคุมสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยใน 9 เดือน แต่ประชาชนผู้ประท้วงไม่ไว้วางใจคณะรัฐประหารที่อาจละเมิดสัญญา และไม่ยอมคืนอำนาจให้ประชาชน หลังการสถาปนาอำนาจเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เกรงว่าอาจมีการดำเนินการไปสลายขั้วของกลุ่มแกนที่นำการประท้วง ด้วยการใช้กำลังรุนแรง ถึงขั้นลอยสังหารก็ได้
ดังนั้นกลุ่มผู้ประท้วงจึงเรียกร้องให้มีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นมาปกครองประเทศเป็นการชั่วคราว และจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว
อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศอียิปต์ ซาอุดิอารเบีย และสหรัฐอาหรับอมิเรตต่างให้ความสนใจ
ในประเด็นนี้มีการวิเคราะห์ว่า ซูดานนั้นเป็นประเทศใหญ่ในอาฟริกาเหนือ และมีชายแดนติดต่อกับอียิปต์ หากประชาชนทำการปฏิวัติประชาธิปไตยสำเร็จ ก็อาจเป็นแรงบันดาลใจให้ชาวอียิปต์ลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลรัฐประหารของนายพลซีซีได้ ส่วนยูเออีและซาอุฯต่างก็กลัวการลุกฮือของประชาชนขึ้นมา ล้มล้างอำนาจการปกครองเผด็จการก็ได้ ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลทั้ง 3 ประเทศอาจให้การสนับสนุนคณะรัฐประหารซูดานให้คุมอำนาจต่อไป ที่สำคัญซูดานได้ส่งกำลังไปสนับสนุนการรบในเยเมนให้ฝ่ายซาอุฯ ยูเออี
ประเด็นสุดท้ายที่น่าคิด คือ หน่วยกำลังเคลื่อนที่เร็วของเฮเมดตินั้นได้รับเงินสนับสนุนจากอียู เพื่อให้เป็นการสนับสนุนการปฏิบัติการยับยั้งการอพยพของชาวซูดานที่จะเดินทางลี้ภัยไปยุโรปข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแบบชาวลิเบีย และการสกัดกั้นหรือยับยั้งผู้อพยพของหน่วยนี้ก็คือการสังหารโหดนั่นเอง เพราะหน่วยกำลังเคลื่อนที่เร็วนี้เคยมีประวัติในการสังหารโหดที่ดาเฟอ ที่ซูดานใต้ ที่ได้ทำการแยกตัวออกมาจากซูดานเหนือนั่นเอง







