สงครามอิหร่านกับเกมตรึงกำลังสหรัฐฯ เมื่อสนามรบตะวันออกกลางกลายเป็นเกมการแข่งขันมหาอำนาจ

สงครามอิหร่านกับเกมตรึงกำลังสหรัฐฯ เมื่อสนามรบตะวันออกกลางกลายเป็นเกมการแข่งขันมหาอำนาจ
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
บทนำ: คำถามที่สำคัญกว่าการถามว่าใครจะชนะ
สงครามอิหร่านกับสหรัฐฯ ไม่ควรถูกมองเพียงในกรอบว่าใครมีกำลังทหารเหนือกว่า เพราะในสงครามระหว่างประเทศหรือมหาอำนาจ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การแพ้หรือชัยชนะในสนามรบแต่คือความสามารถในการทำให้อีกฝ่ายต้องแบกรับต้นทุนเป็นเวลานาน ดังนั้นการเคลื่อนกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินรบ เรือคุ้มกัน นาวิกโยธิน ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และกำลังสนับสนุนจำนวนมากเข้าสู่ตะวันออกกลาง ของสหรัฐฯจึงมีความหมายมากกว่าการเตรียมพร้อมโจมตีอิหร่านโดยตรง
คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ หากอิหร่านไม่สามารถเอาชนะสหรัฐฯ ในสงครามแบบปกติได้ อิหร่านจะสามารถทำให้สงครามมีต้นทุนสูง ยืดเยื้อ และบังคับให้สหรัฐฯ ต้องทุ่มทรัพยากรจำนวนมากไว้ในตะวันออกกลางได้หรือไม่ และหากทำได้ จีนกับรัสเซียจะได้รับประโยชน์ทางยุทธศาสตร์จากสถานการณ์ดังกล่าวเพียงใด
มุมมองนี้ทำให้สงครามอิหร่านกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันของชมหาอำนาจที่กว้างกว่าเดิม โดยสนามรบไม่ได้มีเพียงอิหร่าน อ่าวเปอร์เซีย หรือช่องแคบฮอร์มุซ แต่รวมถึงเอเชียแปซิฟิก ยุโรป ตลาดพลังงาน และความสามารถของสหรัฐฯ ในการรับมือวิกฤติหลายด้านพร้อมกัน
กำลังทหารสหรัฐฯ: จากการป้องปรามสู่การสร้างทางเลือก
การส่งกำลังทางทหารขนาดใหญ่เข้าสู่ภูมิภาคไม่ได้หมายความว่าผู้นำสหรัฐฯ ตัดสินใจโจมตีแล้วเสมอไป ในทางยุทธศาสตร์ การสร้างกำลังให้พร้อมก่อนการตัดสินใจมีข้อดี เพราะทำให้ประธานาธิบดีมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งการข่มขู่ การเจรจา การป้องกันฐานทัพและเส้นทางเดินเรือ หรือการโจมตีหากตัดสินใจในภายหลัง
การเดินทางของเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Theodore Roosevelt จากซานดิเอโกเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการในตะวันออกกลางจึงควรมองในกรอบ “เตรียมทางเลือก” มากกว่าการตีความว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่าจะเกิดการโจมตีทันที ขณะเดียวกัน รายงานเรื่องการเพิ่มเรือบรรทุกเครื่องบินและกำลังพลก็สะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการให้คู่ต่อสู้เชื่อว่าตนมีศักยภาพที่จะเพิ่มระดับการใช้กำลังได้
อย่างไรก็ตาม การสะสมกำลังย่อมมีต้นทุนทั้งทสงตรงและทางอ้อม เพราะกำลังที่ถูกตรึงอยู่ในตะวันออกกลางไม่สามารถนำไปใช้ตอบสนองวิกฤติอื่นได้อย่างรวดเร็วเท่าเดิม โดยเฉพาะหากเกิดสถานการณ์พร้อมกันในเอเชียตะวันออก ยุโรป หรือคาบสมุทรเกาหลี
การคว่ำบาตร: ทำให้อิหร่านอ่อนแอ แต่ไม่ได้แปลว่าจะยอม
มาตรการคว่ำบาตรและการกดดันทางเศรษฐกิจสามารถทำให้ค่าเงินอิหร่านอ่อนตัว สร้างปัญหาเงินเฟ้อ ลดความสามารถในการเข้าถึงเงินตราต่างประเทศ และทำให้รัฐบาลต้องบริหารทรัพยากรอย่างจำกัด แต่ความอ่อนแอทางเศรษฐกิจไม่ได้แปลโดยอัตโนมัติว่าอิหร่านจะยอมตามข้อเรียกร้องทางการเมือง
ค่าเงินเรียลที่อ่อนลงมีทั้งด้านบวกและด้านลบต่อการส่งออก สินค้าที่ต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ในสกุลเงินภายในประเทศอาจแข่งขันได้มากขึ้น แต่รายได้จากน้ำมันเป็นเงินดอลลาร์ และปัญหาที่สำคัญคือการขนส่ง การประกันภัย การชำระเงิน และความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตร ดังนั้นน้ำมันอิหร่านอาจขายได้ในราคาส่วนลด แต่ไม่ได้หมายความว่าสามารถส่งออกได้อย่างเสรี
จีนมีความสำคัญในจุดนี้ เพราะเป็นผู้ซื้อรายสำคัญของน้ำมันอิหร่านและมีช่องทางทางการเงินและการค้าทางเลือก ขณะเดียวกันจีนเองก็ไม่ต้องการให้วิกฤติรุนแรงจนกระทบเสถียรภาพด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก ดังนั้นผลประโยชน์ของจีนจึงอยู่ที่การรักษาช่องทางเศรษฐกิจไว้ มากกว่าการผลักดันให้อิหร่านเข้าสู่สงครามอย่างไร้ขอบเขต
ฮอร์มุซ: จุดที่อิหร่านสามารถเปลี่ยนสงครามให้เป็นต้นทุนของโลก
ช่องแคบฮอร์มุซคือเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของอิหร่าน เพราะไม่ได้จำเป็นต้องปิดช่องแคบโดยสมบูรณ์จึงจะสร้างผลกระทบได้ เพียงทำให้เรือเดินทางยากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หรือทำให้บริษัทประกันและเจ้าของเรือต้องเรียกค่าความเสี่ยงสูงขึ้น ต้นทุนพลังงานก็สามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในช่วงวิกฤติล่าสุด ปริมาณน้ำมันที่ผ่านฮอร์มุซยังคงมีอยู่มากพอควร แต่ต้นทุนการขนส่งและประกันภัยเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง นี่สะท้อนว่าอิหร่านสามารถสร้าง “ต้นทุนทางอ้อม” ให้กับเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯได้ แม้จะไม่สามารถเอาชนะกำลังทหารสหรัฐฯ โดยตรงก็ตาม
นี่คือแก่นสำคัญของสงครามแบบไม่สมมาตร ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าไม่จำเป็นต้องทำลายกองทัพของฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่า แต่สามารถทำให้การใช้กำลังของอีกฝ่ายมีราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ หากราคาน้ำมันสูง เงินเฟ้อกลับมา และรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องใช้งบประมาณด้านสงครามเพิ่มขึ้น แรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศก็จะเพิ่มตามไปด้วย
จีนและรัสเซีย: ต้องการให้อิหร่านชนะ หรือเพียงต้องการให้ลสงครามของสหรัฐฯ แพงขึ้น?
ประเด็นนี้ควรระวังการสรุปเกินหลักฐานว่า จีน รัสเซีย และอิหร่านมีแผนร่วมกันแบบพันธมิตรทางทหารที่ควบคุมโดยศูนย์บัญชาการเดียวกัน หลักฐานสาธารณะยังไม่เพียงพอสำหรับข้อสรุปเช่นนั้น แต่มีความเป็นไปได้ที่จะชชเกิด “การบรรจบกันของผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์” โดยต่างฝ่ายต่างดำเนินนโยบายของตนเอง แต่ผลลัพธ์กลับส่งเสริมกัน
อิหร่านมีบทบาทเป็นผู้ดึงกำลังสหรัฐฯ เข้าสู่ตะวันออกกลาง รัสเซียอาจได้รับประโยชน์จากการที่ทรัพยากรทางทหารและความสนใจของสหรัฐฯ ถูกแบ่งออกไป ขณะที่จีนมีศักยภาพที่จะรักษาช่องทางเศรษฐกิจ ซื้อพลังงานจากอิหร่าน และใช้สถานการณ์เพื่อขยายบทบาททางการทูต
ดังนั้นเป้าหมายของจีนหรือรัสเซียไม่จำเป็นต้องเป็น “ให้อิหร่านชนะ” เพราะชัยชนะอย่างเด็ดขาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจสร้างความปั่นป่วนเกินกว่าที่ทั้งสองประเทศต้องการ สิ่งที่อาจมีประโยชน์มากกว่าคือการทำให้อิหร่านไม่พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว และทำให้สหรัฐฯ ต้องใช้เวลา เงิน และกำลังจำนวนมากในการจัดการวิกฤติ
ต้นทุนที่ซ่อนอยู่: การตรึงกำลังในตะวันออกกลาง
เมื่อสหรัฐฯ เพิ่มกำลังในตะวันออกกลาง ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงค่าอาวุธหรือเชื้อเพลิง แต่รวมถึง “ค่าเสียโอกาส” ด้วย เรือบรรทุกเครื่องบินและกำลังคุ้มกันที่อยู่ในภูมิภาคไม่สามารถย้ายไปยังเอเชียตะวันออกได้ในทันที เครื่องบินรบและระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ถูกจัดวางเพื่อรับมืออิหร่านก็ไม่สามารถนำไปใช้ในทุกสมรภูมิพร้อมกัน
นี่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ สูญเสียความสามารถในการป้องกันจีน เพราะยังมีฐานทัพ กำลังทางอากาศ เรือดำน้ำ ขีปนาวุธ และเครือข่ายพันธมิตรในอินโดแปซิฟิก แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอย่างมากหากเกิดวิกฤติพร้อมกันหลายแห่ง
ในมุมนี้ สิ่งที่จีนต้องการอาจไม่ใช่การเปิดสงครามกับสหรัฐฯ แต่คือการทำให้สหรัฐฯ ต้องบริหาร “สงครามหลายโต๊ะ” ในเวลาเดียวกัน ยิ่งสหรัฐฯ ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากในตะวันออกกลาง ความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อวิกฤติอื่นก็ยิ่งลดลง
ปฏิทินการเมือง: ตัวเร่ง แต่ยังไม่ใช่คำตอบ
จังหวะเวลาทางการเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 และการเลือกตั้งของอิสราเอลในวันที่ 27 ตุลาคม 2026 ทำให้ช่วงเวลาก่อนและหลังการเลือกตั้งเป็นช่วงที่การตัดสินใจทางทหารอาจมีความหมายทางการเมืองสูง
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าการเคลื่อนกำลังทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อให้ตรงกับวันเลือกตั้งโดยตรง กองทัพต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการเคลื่อนย้ายกำลัง สะสมอาวุธ จัดระบบข่าวกรอง เติมเสบียง และประสานงานกับฐานทัพและพันธมิตร ดังนั้นการเตรียมกำลังล่วงหน้าจึงอาจเป็นทั้งการข่มขู่และการเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการจริง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจึงไม่ใช่การถามว่า “จะโจมตีหลังเลือกตั้งหรือไม่” แต่ควรถามว่า หากการเมืองสหรัฐฯ เปลี่ยนสมดุลหลังเลือกตั้ง รัฐบาลจะมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นหรือลดลงในการเลือกใช้กำลัง และอิหร่านจะสามารถทำให้ต้นทุนของการตัดสินใจนั้นสูงเพียงใด
เกมที่แท้จริง: ใครทนต้นทุนได้นานกว่า
หากมองสงครามนี้เป็นเกมการแข่งขันด้านความอดทน ภาพจะต่างจากการวัดกำลังทางทหารแบบดั้งเดิม สหรัฐฯ มีอำนาจเหนือกว่าอย่างมากในด้านเทคโนโลยี การบิน เรือรบ ข่าวกรอง และการโจมตีระยะไกล แต่อิหร่านมีข้อได้เปรียบในด้านภูมิศาสตร์ เครือข่ายตัวแทน ขีปนาวุธ โดรน และความสามารถในการสร้างความเสี่ยงต่อเส้นทางพลังงาน
จีนมีความสามารถในการช่วยรักษาช่องทางการค้าและพลังงานโดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สงครามโดยตรง ส่วนรัสเซียสามารถได้รับประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์จากการที่สหรัฐฯ ต้องแบ่งความสนใจและทรัพยากรออกไป
ดังนั้นสมการจึงไม่ใช่ “ใครมีกองทัพใหญ่กว่า” แต่เป็น “ใครสามารถแบกรับต้นทุนได้ยาวกว่าโดยไม่เสียเป้าหมายทางยุทธศาสตร์” หากสหรัฐฯ ต้องใช้กำลังและงบประมาณจำนวนมาก ขณะที่อิหร่านยังสามารถรักษาความสามารถในการตอบโต้ได้ สงครามก็อาจกลายเป็นกับดักด้านต้นทุนสำหรับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า
บทสรุป: จากสงครามอิหร่านสู่เกมตรึงกำลังมหาอำนาจ
สงครามอิหร่านจึงอาจเป็นมากกว่าความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ เพราะกำลังกลายเป็นบททดสอบความสามารถของสหรัฐฯ ในการบริหารกำลังและทรัพยากรท่ามกลางการแข่งขันกับมหาอำนาจอื่น
สหรัฐฯ ต้องการใช้กำลังทางทหารและแรงกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อบีบให้อิหร่านให้ยอมเข้าสู่เงื่อนไขที่ต้องการ แต่อิหร่านสามารถตอบโต้ด้วยการทำให้สงครามมีราคาแพงขึ้น ขณะที่จีนและรัสเซียอาจได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐฯ ต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากขึ้นในตะวันออกกลาง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่สงครามโดยตรง
นี่คือเหตุผลที่แนวคิด “การตรึงกำลัง” มีความสำคัญ หากอิหร่านไม่สามารถชนะสหรัฐฯ ได้ แต่สามารถทำให้สหรัฐฯ ไม่สามารถจบสงครามได้ง่าย อิหร่านก็อาจสร้างผลทางยุทธศาสตร์ได้เกินกว่าศักยภาพทางทหารของตนเอง
ในท้ายที่สุด ผู้ชนะของเกมนี้อาจไม่ใช่ฝ่ายที่ทำลายกองทัพของอีกฝ่ายได้มากที่สุด แต่อาจเป็นฝ่ายที่สามารถทำให้อีกฝ่ายต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลกับปัญหาหนึ่ง ขณะที่ตนเองยังรักษาความสามารถในการเปิดเกมอื่นต่อไปได้ นั่นทำให้สนามรบตะวันออกกลางไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของอิหร่านเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันว่า ใครจะสามารถบริหารกำลัง อำนาจ และต้นทุนในโลกที่เกิดวิกฤติหลายด้านพร้อมกันได้ดีกว่ากัน







