เศรษฐกิจโลก-ไทยถดถอยหรือไม่แค่ไหน

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
เศรษฐกิจโลก-ไทยถดถอยหรือไม่แค่ไหน
ตั้งหัวข้อนี้ขึ้นมา เพราะเหตุผลสองประการครับ คือ ๑. การแพร่ระบาดของ”โควิด 19” ๒. ความยืดของสงครามยูเครน ทำให้ผมประเมินเอาเอง โดยไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันทั้งนั้น ว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะเกิดภาวะถดถอยแล้ว เพราะในบ้านเราทุกวันนี้ ทำมาหากินค่อนข้างจะฝืดเคือง โดยเฉพาะในระดับรากหญ้าคือคนใช้แรงงาน ซึ่งต่างล้วนเพ้อฝันว่า สักวันหนึ่งจะได้รัฐบาลใหม่ที่เก่งกล้าสามารถกว่า(รัฐบาลปัจจุบัน)มาช่วยแก้ไข
ตามความคิดของผมนั้น สาเหตุเกิดจากเหตุผลสองประการ ที่น่าจะทำให้เศรษฐกิจเกิดภาวะถดถอย คือ:
๑ การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครน เหนือดินแดนยูเครน ทำท่าจะยืดเยื้อไม่รู้ว่าจะยาวนานต่อไปอีกเท่าไรกลายเป็นอุปสรรคต่อการผลักดัน ให้เศรษฐกิจโลกก้าวหน้า จาก”สงครามยิง”มากลายเป็น”สงครามการค้า”คือ”สงครามคู่ขนาน”เสริมส่งให้เกิด ความขาดแคลนพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตและการขนส่งและ
๒ การแพร่ระบาดของ”โควิด 19”ทั่วโลก ยังไม่มีสัญญานว่าจะหยุดลงง่ายๆ อาจกลับมาแพร่ระบาดระลอกใหม่ ด้วยการ”กลายพันธุ์”เป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ แม้ความน่ากลัวจะไม่ร้ายแรงถึง”เอาถึงตาย”เหมือนแรกๆ แต่การกลับมาแพร่ระบาดซ้ำอีกในจีน น่าสพรึงมากครับ เพราะตอนนี้จีนเอง ก็ต้องค่อยๆผ่อนคลายมาตรการป้องกัน ด้วยการเลิกเคร่งครัดนโยบาย”ศูนย์โควิด”ไปเรียบร้อยแล้ว (เพราะถูกกดดันทางการเมือง)เริ่มปล่อยนักเดินทางจีนสู่โลกกว้าง เท่ากับเปิดกาสให้กลับมีการการแพร่ระบาดระลอกใหญ่ครั้งต่อๆ ไปอีก
ต่อไปนี้ ผมจะหันกลับไปดูว่า สถาบันการเงินสำคัญของโลกคือ “ธนาคารโลก” มีหลักฐานอะไรหรือไม่อย่างไรที่ว่า เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย
ก่อนจะลงลึกไปมากกว่านั้น ผมใคร่นำเสนอเป็นเบื้องแรก เพื่อทำความเข้าใจก่อนว่า “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย”คืออะไร ครับ

ค้นจากวิกิพีเดีย ระบุว่า “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย”คือ” a significant decline in economic activity spread across the economy, lasting more than a few months, normally visible in real GDP, real income, employment, industrial production, and wholesale-retail sales.”แปลได้ความว่า”คืออาการเสื่อมคลาย(ลดลง)ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง แพร่ระบาดไปทั่วระบบ อาจดำรงอยู่นานหลายเดือน ปกติแล้วเห็นได้ชัดจาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ, จากรายได้ที่แท้จริง, จากการว่าจ้างงาน, จากผลิตผลอุตสาหกรรมและจากการขายส่งและขายปลีก”
สภาพการลดลงฮวบฮาบอย่างน่ากลัวของ”ตัวชี้”ต่างๆนี้ คือการบ่งบอกว่าภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจได้เกิดขึ้นแล้วแค่ไหน หรือไม่และอย่างไร
แต่ธนาคารโลกซึ่งใช้ตัวเลขต่างๆ ประเมินรอบด้านอย่างถี่ยิบ(โดยไม่มีความรู้สึกเจือปนอย่างผม)ว่าเวลานี้ภาวะดังกล่าวเพียงขยับใกล้เข้ามามากเท่านั้นในระดับโลก
ธนาคารโลกแถลงเมื่อวานนี้ (๑๐ มค.๖๖)ว่า
“ปีนี้ เศรษฐกิจโลกขยับเข้าใกล้ภาวะถดถอยอย่างน่ากลัว เนื่องจากเกิดความอ่อนแอลงมากในแง่ความเติบโต ในหมู่ชาติชั้นนำ เช่นสหรัฐ ยุโรปและจีน นี่คือคำเตือน”
รายงานนี้มีขึ้นในลักษณะเตือนภัยล่วงหน้าครับ เลยค่อยเบาใจหน่อย ว่ายังไม่เข้าข่าย”เกิดขึ้นแล้ว”เช่นที่ผมแสดงความกลัวจนเลยธง ไว้ในย่อหน้าแรกๆ
รายงานของธนาคารโลกชี้ว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะเติบโตเพียง ๑.๗ % ลดจากที่ประเมินไว้ที่ ๓ %
หากการพยากรณ์นี้ ต้องตรงตามที่ว่าจริง ก็นับว่าเป็นการเติบโตที่อ่อนตัวลงเป็นอันดับที่ ๓ ในรอบ ๓๐ ปีในการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกรายปี รองจากปี ๒๐๐๘ อันเป็นปีที่เกิดภาวะวิกฤติทางการเงินโลกและปี ๒๐๒๐ ซึ่งเป็นปีที่มีการแพร่ระบาดอย่างเต็มตัวของ”โควิด 19”
ในแง่สหรัฐ แม้ในปีนี้(๒๐๒๓)ยังหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ แต่ความเติบโตก็จะลดลง ๐.๕ % ก่อให้เกิดปัญหาต่อธุรกิจและผู้บริโภคในแง่ราคาข้าวของที่แพงขึ้นและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น หากการแพร่ระบาดของโควิด กำเริบขึ้นมาอีกและสงครามยูเครนเลวร้ายมากขึ้นไปกว่านี้
ทางด้านยุโรปซึ่งพึ่งพาการส่งออกไปยังจีน มายาวนาน ก็จะต้องยากลำบาก เพราะเศรษฐกิจจีนที่อ่อนตัวลง
รายงานระบุว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในบรรดาชาติที่พัฒนาแล้ว จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลง ขณะที่สงครามรุกรานยูเครนของรสเซีย ส่งให้ราคาอาหารโลกสูงขึ้น
รายงานระบุว่าชาติที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเศรษฐกจโลกหดตัว คือประเทศที่ยากจนมากๆ ในย่าน”สะฮารา อาฟริกา”อันเป็นแหล่งกระจุกความยากจนของโลกราว ๖๐ %
ความเติบโตทางเศรษฐกิจในรายประเทศนั้น รายงานระบุคร่าวๆ ว่า สหภาพยุโรปจะไม่เติบโตอีกเลยในปีต่อๆ ไป หลังที่เติบโตแล้วในปีที่ผ่านมาที่ ๓.๓ %
ส่วน”ชาติที่กำลังพัฒนา”นั้นปีนี้ เศรษฐกิจจะโตขึ้นที่ ๓.๔ % เช่นเดียวกันกับปีที่แล้ว ในขณะที่บราซิลเติบโตที่ ๐.๘ % และปากีสถาน ๒ %
ทั้งหมด ที่ผมนำมาถ่ายทอดนี้ มาจากรายงานผ่านสำนักข่าว “อัลจาซีรา”ครับ

น่าเสียดายที่”อัลจาซีรา”ไม่หยิบยกเอา ลาว เมียนมาร์ เวียดนามและไทยมาแสดงด้วย ซึ่งก็คาดว่าจะต้องมีอยู่ในรายงานนั้นครับ
ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตหรือไม่เพียงไร แค่ไหน แต่ก็พอจะมองออกว่า ย่อมส่งผลกระทบถึงทุกๆ ชาติอย่างแน่นอน เพราะชาติที่ยากจนมากๆ และชาติที่กำลังพัฒนา ยังต้องกู้ยืมเงินจากชาติที่พัฒแล้วโดยตรงในอัตราดอกเบี้ยสูง รวมทั้งกู้ผ่านธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งควบคุมโดยชาติที่พัฒนาแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าดอกเบี้ยต้องสูงตาม
ผมขอเดาว่า ไทยเราจัดอยู่ในกลุ่ม”ชาติที่กำลังพัฒนา” จึงเป็นไปได้ว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ น่าจะเติบโตที่ ๓.๔ % เช่นกัน
เศรษฐกิจไทยแม้ไม่เติบโต แต่ไม่ถึงกับเกิดภาวะถดถอย ตามมาตรฐานธนาคารโลก
แต่ก็น่าสนใจครับว่า ทำไมข้าวของจึงแพงขึ้น ๆ จนแทบจะจรดไม่ลงอยู่แล้ว
เกิดความบกพร่อง(ลดลง)ของปัจจัยตัวไหนหรือ ในแง่ “รายได้,การว่าจ้างงานและการขายส่ง-ขายปลีก”ข้าวของจึงแพงอย่างนี้
หากพบความบกพร่อง ณ ปัจยจใด รัฐบาลไทยก็สมควรจะเร่งหาทางแก้ไข เมื่อมีเวลาพอ ที่จะทุมเทบริหารประเทศ
ผมเพียงพยายามถ่ายทอดเรื่องนี้ ออกมาง่ายๆ ให้สาธารณชน ได้รับรู้เอาไว้ เท่านั้นแหละครับ
เพื่อจะได้ตระหนักว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกนั้น ส่งผลกระทบถึงเศรษฐกิจบ้านเราอย่างไร







