INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การเป็นเพื่อนแบบกวนจ้งกับเป้าสูหยา(管鲍之交)

การเป็นเพื่อนแบบกวนจ้งกับเป้าสูหยา(管鲍之交)

โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

1.ความหมาย
คำว่า การเป็นเพื่อนเหมือนก่วนเป้า (管鲍之交) เป็นสุภาษิตจีนที่แสดงถึงตัวอย่างของการเป็นเพื่อนที่ดี คือ สนับสนุนกัน ช่วยเหลือกันเมื่อเพื่อนมีปัญหา และเกื้อหนุนให้เพื่อนทำงานรับใช้ชาติในตำแหน่งที่มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถได้เต็มที่
ก่วนจ้ง(管仲) เป็นรัฐบุรุษจีนที่มีสติปัญญาล้ำเลิศ เมื่อสมัยชุนชิว(春秋)ในราชวงศ์โจวในเวลาประมาณ 2600 ปีก่อน เขามีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่ลึกซึ้ง ก่อนที่วิชาเศรษฐศาสตร์แยกมาออกเป็นสาขาวิชาเอกเทศ สิ่งที่น่าสนใจคือ ความรู้ความคิดของก่วนจ้งครอบคลุมทั้งเศรษฐศาสตร์มหภาคและจุลภาค และได้นำความรู้เหล่านี้ มาใช้ในการบริหารเศรษฐกิจ จนรัฐฉีกลายเป็นมหาอำนาจในสมัยนั้น ความคิดของเขาในเรื่องกลไกตลาด การแบ่งงานกันทำ ความสำคัญของการบริโภค และการใช้จ่ายของรัฐที่มีต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของตน ล้วนเป็นแนวคิดที่สำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ก่วนจ้งแม้เป็นผู้มีสติปัญญา และมีความรู้ความสามารถในการบริหารราชการที่ดีมาก แต่เขาก็ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานในช่วงเวลาก่อนที่เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้มีอำนาจในการบริหารของรัฐ หากไม่มีการแนะนำของเป้าสูหยา(鲍叔牙) เพื่อนรักที่แนะนำเขาให้แก่ฉีหวนกง(齐桓公) ผู้ครองรัฐฉี(齐国)แล้ว เขาไม่เพียงแต่ไม่มีโอกาสทำงานบริหารกิจการบ้านเมือง ซึ่งมีผลทำให้รัฐฉีมีความเจริญก้าวหน้า และก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในช่วงเวลานั้นแล้ว ยังอาจต้องถูกประหารชีวิต และชื่อของก่วนจ้ง อาจปรากฏในประวัติศาสตร์จีนเพียงเป็นอาจารย์ของเจ้าชายรัฐฉีคนหนึ่งที่มีโอกาสก้าวขึ้นมาเป็นผู้ครองรัฐ แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ และมีโทษถึงขั้นต้องถูกประหารชีวิต
รัฐฉี(齐国)เป็นรัฐใหญ่ ทั้งในสมัยชุนชิว(春秋)และจั้นกว๋อ(战国)ในราชวงศ์โจว(周朝)มีพื้นที่กว้างใหญ่ มีทำเลที่ตั้งดี และมีสภาพการเมืองเศรษฐกิจที่ดีเป็นส่วนใหญ่ในช่วงเวลากว่า 500 ปีในยุคเลียดก๊กของราชวงศ์โจวตะวันออก(东周列国时期)


ก่วนจ้งเป็นรัฐบุรุษผู้วางรากฐานเศรษฐกิจการเมืองของรัฐฉี แต่เขาไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตการงานในช่วงต้นของชีวิต ก่วนจ้ง(管仲)และเป้าสูหยา(鲍叔牙)เป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งสองเคยร่วมทำการค้า และเป็นทหารด้วยกัน ในการทำการค้า เป้าสูหยาผู้มีฐานะการเงินดีกว่า มักเป็นผู้ลงทุนมากกว่า แต่พอถึงเวลาแบ่งปันผลกำไร ก่วนจ้งก็ได้รับส่วนแบ่งกำไรที่เท่าเทียมกันกับเป้าสูหยา มีคนบอกว่า เป็นการไม่ยุติธรรมที่แบ่งกำไรเท่ากัน ก่วนจ้งลงทุนน้อยกว่า จึงควรแบ่งส่วนกำไรน้อยกว่า แต่เป้าสูหยาชี้แจงว่า ในการทำการค้า ก่วนจ้งมีส่วนร่วมที่สำคัญ และเนื่องจากเขามีครอบครัวที่ยากจนสมควรได้รับส่วนแบ่งกำไรที่เพียงพอแก่การเลี้ยงครอบครัว ในช่วงที่เป็นทหาร ถ้ามีข้าศึกมารุกราน และฝ่ายรัฐฉีต้องล่าถอย ก่วนจ้งก็จะเป็นคนที่ถอยออกมาก่อน คนอื่นจึงบอกว่า ก่วนจ้งเป็นคนขี้ขลาด แต่เป้าสูหยาก็แก้ต่างให้เขาว่า ก่วนจ้งต้องพยายามรักษาชีวิตไว้ เพื่อเลี้ยงดูแม่ที่มีอายุมาก เรื่องเหล่านี้ทำให้ก่วนจ้งรู้สึกซาบซึ้งมาก บอกคนว่า เป้าสูหยาเป็นเพื่อนที่รู้จักเขาดีมาก
การเป็นเพื่อนที่สนิทใกล้ชิดกัน ทำให้เป้าสูหยารู้ดีว่า ก่วนจ้งเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ มีความรู้ความสามารถหลายด้านที่เหมาะแก่การรับราชการที่มีตำแหน่งสูง ในเวลานั้น รัฐฉีมีผู้ครองรัฐที่โหดร้ายและโง่เขลาเบาปัญญา คีอ ฉีเซียงกง(齐襄公)ซึ่งขุนนางและข้าราชการต่างไม่ให้ความเคารพนับถือ แต่ก็ต้องจำยอมอยู่ใต้การปกครอง ทำตามคำาสั่งที่มัวเมา ปราศจากเหตุผล ครั้งหนึ่งฉีเซียงกงสั่งให้นายทหารสองคน คือ เหลียนเชิง(连称)และก่วนจื้อฟู่(管至父)ไปรับราชการในเมืองชายแดนที่ทุรกันดารมาก นายทหารทั้งสองถามว่า แล้วเขาจะกลับมาเมืองหลวงได้อีกเมื่อไหร่ ในเวลานั้น พอดีฉีเซียงกงกำลังกินแตงอยู่ จึงตอบกลับไปว่า ถึงปีหน้า เมื่อผลแตงสุขงอมเก็บเกี่ยวได้แล้ว ก็จะให้กลับมา และเปลี่ยนให้คนอื่นไปรับราชการแทน แต่พอเวลาผ่านไปหนึ่งปี เมื่อแตงสุกงอมแล้ว ฉีเซียงกงก็ไม่มีวี่แววที่จะเรียกตัวนายทหารทั้งสองกลับมา และส่งคนอื่นไปแทน นายทหารทั้งสองจึงสั่งให้ลูกน้องนำเอาแตงผลหนึ่งไปถวายผู้ครองรัฐ เพื่อเตือนฉีเซียงกงว่า บัดนี้ถึงเวลาแตงสุกแล้ว ตามคำสัญญา เขาทั้งสองจะต้องกลับมาอยู่เมืองหลวงแล้ว แต่ฉีเชียงกงเมื่อได้เห็นแตงแล้ว รู้สึกโกรธมาก หาว่าเหลียนเชิงและก่วนจื้อฟู่ส่งแตงมาประชดตน บอกว่า ข้าฯจะให้เจ้าทั้งสองอยู่ต่อไปอีกโดยไม่มีการกำหนดเวลากลับมา ที่กล่าวว่า ถึงเวลาแตงสุกแล้วให้ทั้งสองกลับมา เป็นเพียงคำพูดเล่นเมื่อปีก่อน เหลียนเชิงและก่วนจื้อฟู่ เมื่อได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกโกรธแค้นมาก จึงนำกำลังทหารบุกมาที่เมืองหลวงก่อการกบฏ เพื่อสั่งสอนผู้ครองรัฐที่ไม่รักษาวาจาสัตย์ โดยสนับสนุนให้กงซุนอู๋จือ(公孙无知) ขุนนางคนหนึ่งขึ้นมาเป็นผู้ครองรัฐเมื่อทำการกบฏได้สำเร็จ และฆ่าเชียงกงไปแล้ว
ก่อนหน้านั้น คุณชายจิ่ว(公子纠)และคุณชายเสี่ยวไป๋(小白) ซึ่งเป็นน้องต่างมารดาของฉีเซียงกง เมื่อเห็นบ้านเมืองมีความยุ่งเหยิงมาก จึงหนีออกไปอยู่รัฐอื่น โดยคุณชายจิ่ว ที่มีก่วนจ้งเป็นอาจารย์ ออกไปอยู่รัฐหลู่(鲁)และคุณชายเสี่ยวไป๋ ที่มีเป้าสูหยาเป็นอาจารย์ออกไปอยู่รัฐจวี่(莒国)ซึ่งรัฐทั้งสองอยู่ไม่ไกลจากรัฐฉี ก่วนจ้งและเป้าสูหยาเป็นผู้มีความรู้ คุณชายทั้งสองจึงเชิญมาเป็นอาจารย์ ก่วนจ้งบอกเป้าสูหยาว่า ฉีเซียงกงไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว ไม่คุณชายจิ่วหรือคุณชายเสี่ยวไป๋ ซึ่งเป็นลูกผู้ครองรัฐคนก่อนเช่นเดียวกับฉีเซียงกง ก็จะได้ขึ้นเป็นผู้ครองรัฐ การเป็นอาจารย์ของคุณชายทั้งสอง จึงเป็นโอกาสดีที่จะทำงานบริหารบ้านเมืองต่อไป เมื่อฉีเซียงกงเสียชีวิตไปแล้ว


กงซุนอู๋จือ ด้วยการสนับสนุนของเหลียนเชิงและก่วนจื้อฟู่ จะสถาปนาตัวเองให้เป็นผู้ครองรัฐฉี แต่ขุนนางและข้าราชการต่างๆไม่ยอมรับ จึงเกิดการสู้รบกันเป็นแรมเดือน ในที่สุด กงซุนอู๋จือถูกฆ่าเสียชีวิต เหล่าขุนนางจึงส่งคนไปเชิญคุณชายจิ่วที่รัฐหลู่ และคุณชายเสียวไป๋ที่รัฐจวี่มาเป็นผู้ครองรัฐ ถ้าคนไหนมาถึงก่อน ก็จะขึ้นมาเป็นผู้ครองรัฐ โดยคิดว่า เมื่อมีผู้มาเป็นผู้ปกครองรัฐแล้ว ความวุ่นวายต่างๆให้หมดไปสักที
เมื่อรัฐหลู่(鲁)และรัฐจวี่(莒)ที่คุณชายทั้งสองอาศัยอยู่ทราบข่าว รัฐฉีจะเชิญคุณชายคนใดคนหนึ่งไปเป็นผู้ปกครองรัฐ จึงต่างรีบส่งคุณชายจิ่วและคุณชายเสี่ยวไป๋กลับรัฐฉีโดยมีกองกำลังทหารคุ้มครอง แต่รัฐจวี่มีที่ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองหลวงของรัฐฉีมากกว่า กองกำลังทหารของรัฐหลู่ซึ่งมีก่วนจ้งร่วมเดินทางอยู่ด้วย พบกองกำลังของรัฐจวี่ในระหว่างการเดินทาง รู้ว่าคณะของคุณชายเสี่ยวไป๋ออกเดินทางไปก่อนแล้ว เห็นแต่กองหลังที่มีคุณชายเสี่ยวไป๋ประทับอยู่ ก่วนจ้งจึงง้างธนูยิงคุณชายเสี่ยวไป๋ ลูกศรไปโดนที่ท้องคุณชายเสี่ยวไป๋พอดี โชคดีที่ไปโดนหัวเข็มขัด แต่เสี่ยวไป๋เป็นคนมีไหวพริบ จึงแกล้งทำเป็นถูกยิงล้มลงไป ทำตัวสงบนิ่งไม่เคลื่อนไหว เหล่าบริวารก็ต่างร้องไห้แสดงความเสียใจ ขบวนรัฐหลู่และก่วนจ้งคิดว่า คุณชายเสี่ยวไป๋ถูกยิงตายไปแล้ว จึงเดินทางต่อไปเมืองหลวงราชฉีอย่างไม่รีบร้อน แต่เมื่อไปถึง กลับพบว่า คุณชายเสี่ยวไป๋ได้เดินทางไปถึงเป็นเวลานาน และเหล่าขุนนางได้ถวายตำแหน่งผู้ครองรัฐให้เขาไปแล้ว การที่เหล่าขุนนางรัฐฉีรีบแต่งตั้งให้คุณชายเสี่ยวไป๋เป็นผู้ครองรัฐ เพราะเห็นว่าเขามาถึงก่อน คิดว่าเขาคงเป็นผู้มีโชคดี ประกอบกับการรู้ว่า เสี่ยวไป๋เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ถ้าขึ้นมาเป็นผู้ครองรัฐ จะเป็นผลดีต่อรัฐฉี ซึ่งกำลังมีความแตกแยก แต่หากให้คุณชายจิ่วเป็นผู้ครองรัฐ รัฐหลู่ซึ่งก็เป็นรัฐใหญ่ อาจถือโอกาสเรียกร้องค่าตอบแทน และก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของรัฐฉีในภายหน้าได้
กองกำลังของรัฐหลู่แม้มาถึงช้า แต่ก็ไม่ยอมถอยไปทันที ผู้ครองรัฐหลู่ก็ส่งกองกำลังมาสมทบ และพยายามบุกเข้าไปในเมืองหลวงรัฐฉี เพื่อหวังจะให้คุณชายจิ่วได้เป็นผู้ครองรัฐ แต่ก็ต้องถูกกองกำลังของรัฐฉีต่อต้านจนต้องถอยทัพกลับไป ทหารรัฐฉีอยังไล่ตีต่อไป จนถึงใกล้ชายแดนรัฐหลู่ ผู้ปกครองรัฐหลู่กลัวกองกำลังของรัฐชี้จะบุกเข้ามา จึงประหารคุณชายจิ่ว และจับตัวก่วนจ้งไว้ เพื่อแสดงว่า เขายอมรับคุณชายเสี่ยวไป๋เป็นผู้ครองรัฐฉี และขอให้ฝ่ายฉีถอนกำลังออกไป
รัฐฉีแม้ถอนกำลังออกไป แต่ก็ส่งคนมาตามหาก่วนจ้ง ว่าจะจับกลับไปลงโทษ หลู่จวงกง(鲁庄公)ผู้ครองรัฐหลู่คิดจะยอมทำตามคำขอ แต่ซือโป๋(施伯) ขุนนางที่เป็นกุนซือของเขาห้ามไว้ บอกว่า ก่วนจ้งเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ ถ้าแต่งตั้งให้เขาเป็นขุนนางรัฐหลู่ จะใช้ประโยชน์ได้มาก ทำให้รัฐหลู่มีความเจริญก้าวหน้าขึ้นมาแข่งกับรัฐฉีได้ แต่ถ้าไม่ใช้เขาทำงาน ก็ควรฆ่าเขาทิ้งเสีย มิฉะนั้น ถ้าปล่อยให้เขากลับไปรัฐฉี และขึ้นมามีอำนาจ ก็จะเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของรัฐหลู่ได้


คุณนางรัฐฉี ซีเผิง(隰朋) ที่รับมอบหมายให้มาตามตัวก่วนจ้งก็เป็นผู้มีสติปัญญา เมื่อรู้ว่า รัฐหลู่จะฆ่าก่วนจ้ง ก็รีบบอกว่า ฉีหวนกง(齐桓公) (คือคุณชายเสี่ยวไป๋ที่ขึ้นเป็นผู้ครองรัฐฉี) ถูกยิง มีความเครียดแค้นมาก อยากจับตัวก่วนจ้งกลับไปลงโทษประหารด้วยตนเอง รัฐหลู่หวังที่จะคืนดีกับรัฐฉี จึงจำใจปล่อยให้ซีเผิงนำตัวก่วนจ้งกลับไป
เมื่อก่วนจ้งมาถึงรัฐฉี เป้าสูหยาซึ่งคอยอยู่ที่เมืองชายแดนแล้ว สั่งให้ทหารปล่อยตัวก่วนจ้งออกจากกรงที่กักขัง เดินทางไปที่เมืองหลวง แล้วให้กว่านจ้งพักที่บ้านเขา ก่อนที่จะพาเขาไปเข้าพบฉีหวนกง ก่อนหน้านี้ หวนกงจะแต่งตั้งให้เป้าสูหยาเป็นอัครมหาเสนาบดี แต่เป้าสูหยาปฏิเสธ บอกว่าตำแหน่งนี้ ผู้ที่เหมาะสมที่สุดคือก่วนจ้ง เพราะเขาเป็นคนรอบรู้ มีความรู้ความสามารถ และมีกลอุบายลํ้าลึก หากให้เขาทำงาน รัฐฉีก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง ฉีหวนกงกล่าวว่า ก่วนจ้งหวังจะยิงข้าฯให้ตาย ข้าฯรู้สึกโกรธแค้นมาก อยากจับเขามาประหารชีวิตเสีย จะใช้ให้เขาทำงานใหญ่ได้อย่างไร เป้าสูหยาตอบว่า ตอนที่ก่วนจ้งหวังลอบฆ่าฉีหวนกง ก่วนจ้งอยู่กับคุณชายจิ่ว ก็ต้องจงรักภักดีต่อคุณชายจิ่ว ถ้าท่านให้อภัยเขา และแต่งตั้งให้เขาเป็นอัครเสนาบดี เขาก็ต้องจงรักภักดีต่อท่าน และปฎิบัติหน้าที่ตามที่มอบหมายได้เป็นอย่างดี ถ้าท่านอยากเห็นรัฐฉีเจริญรุ่งเรือง ก็ควรใช้ก่วนจ้งทำงาน
ฉีหวนกงเป็นคนใจกว้าง และมีสติปัญญาดี รู้ว่าการแก้แค้นเป็นเพียงเรื่องส่วนตัว และไม่มีประโยชน์แต่ถ้าใช้ก่วนจ้งทำงาน และมีผลปฏิบัติงานที่ดี ก็จะเป็นประโยชน์ต่อรัฐฉี จึงไม่ลงโทษก่วนจ้ง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้มีการเล่าลือกันว่า ก่วนจ้งเป็นผู้มีสติปัญญาล้ำเลิศ มีความรู้ความสามารถในการทำงานด้านต่างๆได้ดี ก็ต้องมีการพูดคุย ทดสอบความรู้ความคิดของเขา ก่อนที่จะให้เขาทำงาน
การสนทนาระหว่างฉีหวนกงกับก่วนจ้งใช้เวลาหลายวัน ครอบคลุมเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง ในการนี้ ก่วนจ้งได้แสดงวิสัยทัศน์ในด้านต่างๆ จนฉีหวนกงรู้สึกดีใจ และประทับจัยมาก จึงตัดสินใจแต่งตั้งให้ก่วนจ้งเป็นอัครเสนาบดี นโยบายที่ก่วนจ้งนำเสนอต่อฉีหวนกง และนำมาใช้ในการปฏิบัติในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี จะมีการกล่าวถึงในตอนต่อไป

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com