INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (22)

กิติมา อมรทัต  ไร่นาน อรุณรังษี สองปัญญาชนมุสลิมร่วมสมัย (22)

จรัญ มะลูลีม

ศาสดามุฮัมมัด มหาบุรุษแห่งอิสลาม (หะยาต มุฮัมมัด) (ภาค 1 และ 2)

          หุซัยนฺ ฮัยกัลเขียน กิติมา อมรทัต อุ่น หมั่นทวี (อดีตอาจารย์ ประจำสาขาศาสนาเปรียบเทียบ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดล) และจรัญ มะลูลีม (ในขณะที่แปลหนังสือเล่มนี้ผมทำงานอยู่ที่สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) อิสลามิคอะคาเดมี จัดพิมพ์ พิมพ์ครั้งที่ 1 ในเดือนธันวาคม 2537 จำนวน 2,000 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 2 พฤศจิกายน 2540 จำนวน 1,500 เล่ม ปกอ่อน ราคา 240 บาท ปกแข็งราคา 260 บาท สำหรับหนังสือเล่มนี้เริ่มต้นด้วย คำอุทิศว่า แด่บรรดาผู้แสวงหาสัจธรรมเพื่อสัจธรรม

ในฐานะหนึ่งในผู้แปลผมมีความเห็นว่าส่วนที่สำคัญในการแนะนำเข้าสู่เนื้อหานั้นอยู่ที่บทนำ ซึ่งเขียนโดยอิบนุ อับดุลลอฮ์ อาลุชชัยค์ ประธานสมาคมยุวมุสลิมโลก  รัฐมนตรีว่ากระทรวงอุดมศึกษา ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียและอิสมาอีล รอญี  อัลฟารูกี  นักวิชาการคนสำคัญของโลกมุสลิมจากมหาวิทยาลัย Temple มลรัฐฟิลาเดลเฟียและมุฮัมมัด มุศเฏาะฟา อัลมะรอฆี นักการศาสนาจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร หรือที่ผู้คนเรียกเขาว่าชัยค์แห่งอัลอัซฮัร มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรของอียิปต์  อันเป็นมหาวิทยาลัยที่มีนักศึกษาจากประเทศมุสลิมและประเทศที่มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่มาเล่าเรียนมากที่สุดของโลกถึง 105 ประเทศ

โดยทั้ง 3 คำนำทำให้รู้จักศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้อย่างเห็นเป็นรูปธรรม  จึงขอนำเสนอคำนำของทั้งสามท่านดังนี้

คำนำของหะซัน อิบนุอับดุลลอฮ์ อาลุชชัยค์

หนังสือ หะยาตมุฮัมมัด ซึ่งเขียนโดย ดร.มุฮัมมัด หุซัยฺ ฮัยกัลนั้นเป็นที่รู้จักดีแก่ผู้อ่านภาคภาษาอาหรับ  อันเป็นชีวประวัติของอัครบรมศาสดามุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ศาสนทูตผู้เลอเลิศ

ดังที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้กล่าวไว้ว่า หนังสือนี้คือความพยายามอันใหม่ที่จะแสดงความจริงแท้ทางประวัติศาสตร์ของรายละเอียดแห่งชีวิตท่านศาสดา    ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์เหล่านี้  รวมทั้งจะปฏิเสธคำกล่าวหา  อันมดเท็จต่ออิสลามและศาสนทูตของอิสลามด้วยวิธีเดียวกัน  หนังสือนี้ได้วัตถุดิบมาจากแหล่งที่แท้จริง  และเขียนด้วยจิตใจที่มิได้ถูกผูกมัดด้วยไสยศาสตร์  ความเขลาเบาปัญญาหรือความหวังลมๆ แล้งๆ เราเชื่อใจว่าจะต้องมีงานวิจัยของนักวิชาการอื่นๆ  หลายท่านติดตามมา  เพราะนักการศึกษาภาคภาษาอังกฤษนั้น  มีความต้องการอันจำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีหนังสือที่ทำให้พวกเขา  ได้รู้แจ้งถึงลักษณะและประวัติศาสตร์ของอิสลาม

โชคดีเหลือเกินที่ความมีเหตุผลของอิสลาม  ได้ต่อต้านความพยายามทั้งหลายที่จะทำให้ตัวท่านศาสดากลายเป็นพระเจ้าไปเสียเองนั้นไว้อย่างเหนียวแน่น  ทั้งๆ ที่มีข้อเท็จจริงว่าไม่เคยมีใครได้รับความรักจากสาวกของตนมากมายเหมือนอย่างเช่นท่าน    แต่มุสลิมทั้งหลายก็ได้ปฏิเสธข้อแนะทุกอย่างที่กล่าวหาว่า ท่านศาสดามีอำนาจหรือลักษณะพิเศษเหนือมนุษย์   ในตัวของตัวเองรวมทั้งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความเข้าใจ   ในลักษณะของผู้ก่อตั้งหรือผู้นำของศาสนาอื่นๆ ในประวัติศาสตร์ที่ถือว่ามีความเก่งกาจผิดมนุษย์แล้ว   การที่ชาวมุสลิมยังยึดถืออย่างแน่นแฟ้นว่าศาสดามุฮัมมัดคือมนุษย์นั้นนับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์  เป็นชัยชนะอย่างแท้จริงของเหตุผลทางประวัติศาสตร์ของมุสลิม   หนังสือนี้คือเครื่องบรรณาการแก่ทัศนคติอันสำคัญของชาวมุสลิมในเรื่องราวของศาสนาเช่นนี้

นี่คือข้อเท็จจริงที่ทำให้การแสวงหาท่านศาสดามุฮัมมัด  ในทางประวัติศาสตร์นั้นเป็นสิ่งที่มิใช่เพียงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เท่านั้น   แต่ยังสำเร็จตามวัตถุประสงค์อีกด้วย  มันเน้นความสำคัญของหนังสือเล่มนี้และอวยพรให้แก่การค้นพบของมัน   เนื่องจากว่าหนังสือเล่มนี้ได้เชื้อเชิญให้มีการค้นคว้าวิจัยกันต่อไป และให้โอกาสมากขึ้น ก่อนที่มุสลิมจะเริ่มกลั่นกรองหะดีษ (คำสอนของท่านศาสดามุฮัมมัด) ปากเปล่าและหะดีษที่เขียนไว้เกี่ยวกับท่านศาสดามุฮัมมัด   ชาวมุสลิมเหล่านั้น   ได้ทำงานนี้ด้วยจิตใจที่เชื่อโดยไม่หวั่นไหวว่าท่านศาสดามุฮัมมัดนั้นเป็นมนุษย์   โดยมั่นใจอย่างสมบูรณ์ในความสำเร็จแห่งภารกิจของท่าน   โดยมีประวัติศาสตร์เป็นประจักษ์พยานอย่างเต็มที่

ความพยายามของชาวมุสลิมเหล่านี้นี่เองทำให้เกิดศาสตร์แห่งการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือขึ้น  ประการแรกไม่ว่าภาษา, แบบอย่างการเขียน, รูปฟอร์ม, การรวบรวม และศัพท์ที่ใช้ในหะดีษทุกบทที่รายงานมานั้น จะต้องได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียด   ประการที่สอง เนื้อหาในด้านการสร้างความคิดของหะดีษทุกบท  จะต้องได้รับการทดสอบอย่างสำคัญในเรื่องความคงเส้นคงวาอยู่กับร่องกับรอยทั้งภายใน   และภายนอก (นั่นคือเข้าร่องเข้ารอยกับตัวมันเองกับพระมหาคัมภีร์กุรอานกับหะดีษบทอื่นๆ และกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้หรือไม่)  แล้วเนื้อหานั้นก็ต้องถูกทดสอบต่อไป  ในเรื่องความตรงกับประเด็นทางประวัติศาสตร์  และความมีเหตุผลและความสมเหตุสมผลหรือสอดคล้องอย่างเป็นระบบกับความเป็นจริง    ประการสุดท้าย อิสนาด (หรือคณะผู้รายงานหะดีษ)  ทุกคนจะต้องได้รับการตรวจสอบในเรื่องความถูกต้อง  และข้อพิสูจน์ว่าเป็นจริงจึงทำให้เกิดอิลมุรริญาล หรือการตรวจสอบ รายละเอียดของชีวิตส่วนตัวของสหายและบรรดาผู้อยู่ในสมัยเดียวกันกับท่านศาสดามุฮัมมัดอย่างละเอียด   นับพันๆ คนนี่คือ “การวิเคราะห์วิจารณ์”  ของอิสลามซึ่งมีอยู่เมื่อพันปีมาแล้ว!    เป็นการค้นคว้าวิจัยทางตำรับตำราที่เป็นวิทยาศาสตร์และเป็นไปตามความเป็นจริง    มิได้เสริมแต่งชนิดที่โลกไม่เคยเห็นหรืออาจจะไม่เคยมีอยู่   ทั้งๆ ที่ศาสตร์แห่งการวิเคราะห์วิจารณ์ในสมัยปัจจุบันได้เจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมากก็ตามความละเอียดประณีตในเชิงวิชาการเช่นนี้   ทำให้อิสลามเป็นศาสนาที่มีการวิพากษ์   มีลักษณะของนักวิชาการและผู้ทันสมัยมาช้านาน  ก่อนที่ความเป็นพระในศาสนาอื่นๆ (สำหรับฆราวาสนั้นไม่ต้องพูดถึงกันแล้ว)  จะบรรลุถึงมาตรฐานที่เล็กน้อยที่สุด  ในเรื่องการอ่านออกเขียนได้แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับมนุษยชาติทั้งหมด   ที่จิตใจรักการวิพากษ์และจิตใจเชิงวิทยาศาสตร์เช่นนี้ได้หมดไปจากชาวมุสลิมพร้อมๆ กับความเสื่อมโทรมของพวกเขาเสียแล้ว

ช่างเป็นเรื่องที่น่าสดชื่นเสียนี่กระไร   ที่ได้เห็นร่องรอยแห่งการตื่นขึ้นมาใหม่และความมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่ของจิตใจแบบนี้   ซึ่งอิสลามอันเป็นผู้ชนะเลิศในเรื่องการเป็นศาสนาธรรมชาติและในความมีเหตุผลในศาสนา ได้ทำนุบำรุงมาหลายศตวรรษนี้   ปรากฏขึ้นมาในหนังสือเล่มนี้และในความมีเหตุผลในศาสนา ได้ทำนุบำรุงมาหลายศตวรรษนี้  ปรากฏขึ้นมาในหนังสือเล่มนี้

ความสำเร็จของบรรพบุรุษของเรานั้นใหญ่หลวงนัก  จึงเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องทำตัวให้มีค่าควรแก่บรรพบุรุษทั้งหลายเหล่านั้น    เราจะต้องรับประโยชน์จากความสำเร็จของท่านเหล่านั้นเมื่อได้รับความบันดาลใจจากตัวอย่างของบรรพบุรุษของเราแล้ว   เราก็ควรที่จะต้องเคลื่อนไหวและปรารถนาที่จะทำให้เท่าเทียม  และเหนือกว่าบรรพบุรุษให้ได้   หนังสือเรื่องหะยาตมุฮัมมัดของ ดร.มุฮัมมัด หุซัยนฺ ฮัยกัลนั้นคือการก้าวไปในทิศทางนี้ได้อย่างดี

หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าอีกอย่างหนึ่งคือผู้สนใจที่คล่องภาษาอังกฤษได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับอิสลามและท่านศาสดา  ที่เขียนอย่างมีอคติมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว การเขียนที่มีอคติเช่นนี้ได้กีดกันมิให้ผู้ที่มิใช่มุสลิม  มีโอกาสที่จะได้รับแสงสว่างอันแท้จริงของวะหฺยุ (วิวรณ์)  รวมทั้งการอำนวยประโยชน์ที่อิสลาม  สามารถเกื้อกูลแก่การแก้ปัญหาความเจ็บป่วยทางจิตใจและทางสังคมของมนุษย์ในสมัยปัจจุบันได้  บัดนี้ถึงเวลาอันสมควรแล้วที่อิสลามจะได้ออกเสียงต่อต้านพลังของความไม่นับถือพระผู้เป็นเจ้าและความนิยมวัตถุ  ซึ่งทำให้มนุษย์ปัจจุบันนี้ตาบอดไปและทำลายความพยายามที่จะแสวงหาสัจธรรมของพวกเขาด้วย อัลลอฮฺ (ศุบฯ)มิได้ทรงประสงค์ให้มนุษย์หลงทางไป  ในความสงสัยคลางแคลงใจหรือต้องเสื่อมเสียไปด้วยความอยุติธรรม  ความแปลกแยกและความถือเผ่าถือพันธุ์   ตรงกันข้ามพระองค์ทรงประสงค์ให้มนุษย์ได้รู้ถึงความเป็นพี่น้องกันทั่วโลก    โดยอาศัยความยุติธรรม , สัจธรรม, เกียรติภูมิและความเมตตาการุณย์  พระองค์ทางประสงค์ให้เขาได้ทรงตัวอยู่อย่างสมดุล    ทรงประสงค์จะนำเขาไปสู่สันติสุข   ความกินดีอยู่ดีและความสุข  พระองค์ได้ตรัสไว้ในพระคัมภีร์ของพระองค์ว่า

“มนุษย์เอ๋ย! แท้จริงเราได้ให้กำเนิดสูเจ้าทั้งเพศชายและเพศหญิง  และได้ทรงทำให้สูเจ้าเป็นก๊กเป็นเหล่าเพื่อสูเจ้าจะได้รู้จักกัน” (49 : 13)

“มนุษย์เอ๋ย! จงสำรวมตนต่อพระผู้อภิบาลของสูจ้า   ผู้ได้ทรงบังเกิดสูเจ้าจากอินทรีย์หนึ่งและได้ทรงบังเกิดคู่ครองจากอินทรีย์นั้น  และได้ทรงแพร่จากทั้งสองซึ่งผู้ชายและผู้หญิงมากมายและจงสำรวมตนต่ออัลลอฮ์  ผู้ซึ่งสูเจ้าต่างเรียกร้องต่อกันและกัน  และจงรักษาความสัมพันธ์ทางเครือญาติ   แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเฝ้าดูสูเจ้าเสมอ” (4 : 1)

“แท้จริงบรรดาศรัทธาชนนั้นเป็นพี่น้องกัน” ((49:10)

“แท้จริงอัลลอฮฺทรงสั่งในเรื่องความยุติธรรม  และการทำความดีและการบริจาคแก่ญาติสนิท และทรงห้ามจากการลามก  สิ่งชั่วช้าและการฝ่าฝืน   พระองค์ทรงตักเตือนสูเจ้าเพื่อสูเจ้าจะได้ระลึก” (16 : 90)

“มนุษย์เท่าเทียมดังกับซี่หวี”

“มนุษย์กับมุสลิมเปรียบเสมือนอาคารซึ่งยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน”

คุณค่าเหล่านี้ของอิสลาม  แท้จริงเป็นคุณค่าอันเดียวที่สามารถจะช่วยมนุษยชาติให้พ้นจากความล่มจมได้  ชีวิตของท่านศาสดาคือทางนำและลูกกุญแจไขให้เห็นความจริง

ความประพฤติของท่านคือตัวอย่างสำหรับให้ทุกคนทำตามในทุกกาลเวลาและทุกสถานที่

แก่นแท้ของศาสนาที่มีเหตุผล  และศาสนาแห่งสัจธรรมนั้นย่อมชี้ชวนและทำความมั่นใจให้แก่ศาสนิกนั้น   ด้วยการแสดงให้เห็นเท่านั้น  แต่การแสดงนั้นต้องเป็นไปอย่างซื่อสัตย์และจริงจังละเอียดทั่วถ้วน  และมีหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นได้  อีกทั้งต้องเป็นไปอย่างมีชีวิตชีวาและเว้าวอนด้วย   เป็นความเมตตาของอัลลอฮฺที่ท่านศาสตราจารย์อิสมาอีลรอญี  อัลฟารูกีได้แปลหนังสือเล่มนี้จนสำเร็จบริบูรณ์   ท่านเป็นนักวิชาการมุสลิมที่มีชื่อเสียงโด่งดัง   มีความรู้และมีความผูกพันในอิสลามอย่างลึกซึ้ง

ผู้สมควรที่จะกล่าวถึงเท่าเทียมกันนี้ก็คือ สมาคมยุวมุสลิมโลก  และสมาคมนักศึกษามุสลิมแห่งสหรัฐอเมริกาและแคนาดา  ในการที่ได้มีส่วนทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ   เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺได้โปรดนำทางพวกเขา   รวมทั้งบรรดาองค์การและสถาบันทางวิชาการอิสลามอื่นๆ ทุดแห่งซึ่งอุทิศตนให้แก่อิสลาม  และขอวิงวอนให้พระองค์ทรงช่วยเหลือพวกเขาในการทำงานเพื่อความรอดพ้นของมนุษยชาติด้วยเถิด

อัลลอฮ์พระองค์เดียวคือผู้ช่วยเหลืออนุเคราะห์เรา!   พระองค์เท่านั้นทรงเป็นพยานให้แก่การปฏิบัติภารกิจของเรา   และเป็นผู้พิพากษาการกระทำของเรา!

กรุงริยาฎ ซุลฮิจญะฮฺ ฮ.ศ. 1395

หะซัน อิบนุ อัลดุลลอฮฺ อาลุชชัยค์

ประธานสมาคมยุวมุสลิมโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา

ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *