สถานการณ์ร้อนระอุที่ยูเครน

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
สถานการณ์ร้อนระอุที่ยูเครน
เมื่อค่ำวันอังคาร(๒๐ เมษายน)ที่ผ่านมานี้ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกีแห่งยูเครนได้เชื้อเชิญประธานาธิบดี วลาดมีร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ผ่านคำปราศรัยต่อสาธารณะ ให้มาเจรจากัน เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดล่าสุดที่เกิดขึ้นจากกรณีที่รัสเซีย ได้เคลื่อนหน่วยรบที่ทรงพลังมหาศาล โดยเฉพาะหน่วยรถถัง ไปเรียงรายตั้งมั่นยังชายแดนด้านตะวันออกของยูเครน เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ในขณะที่การหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินอยู่
ความเคลื่อนไหวทางทหารครั้งนี้ส่อท่าทีคล้ายกับว่า รัสเซียพร้อมจะบุกเข้ายึดครองยูเครนไว้ทั้งหมดกระนั้น โดย
ข่าวด้านการทหารสหรัฐประเมินว่า หน่วยรบทางยุทธศาสตร์ของรัสเซียมีราว ๔๐ กองพันด้วยกัน โดยกำลังพลรวมทั้งสิ้นราว ๔๐,๐๐๐ นาย
นับเป็นการชุมนุมพลครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด นับแต่ปี ค.ศ. ๒๐๑๔ ซึ่งในคราวนั้นรัสเซียรุกรานเข้ายูเครน เพื่อยึดคาบสมุทร”ไครเมีย”แล้วผนวกเข้าไว้อย่างสะดวกดาย
ก่อนหน้าเคลื่อนพลภาคพื้นดินครั้งล่าสุด รัสเซียส่งกองเรือราว ๒๐ ลำเข้าซ้อมรบในทะเลดำซึ่งมีพื้นที่ทะเลติดทั้งรัสเซียและยูเครน ประกอบไปด้วยเรือรบหลากหลายชนิด เช่น เรือฟรีเกต เรือติดขีปนาวุธ รวมทั้งเรือเล็กติดขีปนาวุธต่อต้านเรือใต้น้ำและยานลำเลียงครึ่งน้ำครึ่งบกขนาดใหญ่
ในคำปราศรัยประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวเรียกร้องขอให้ชาวยูเครน ร่วมมือกันเผชิญหน้าการคุกคามของกองทัพรัสเซียและว่า”ยูเครนกับรัสเซียทั้งๆ ที่เคยอยู่ร่วมกันในอดีต แต่ก็มีอนาคตที่แตกต่างกัน เราคือเรา ท่าคือท่าน จึงไม่จำเป็นที่จะต้องเกิดปัญหาระหว่างกัน ตอนนี้เรายังมีโอกาส ก่อนที่อะไรจะสายเกินไป ในอันที่จะหยุดยั้งความสูญเสียทางทหารในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้”
แต่จนกระทั่งขณะที่เขียนเรื่องนี้ ก็ยังไม่มีท่าทีใด ๆจากประธานาธิบดีปูติน เพียงแต่รัฐบาลเครมลินออกแถลงผ่านกระทรวงกลาโหมว่า การเคลื่อนไหวทางทหารดังกล่าว ไม่เป็นการคุกคามยูเครน แต่เป็นไปเพียงเพื่อรักษาอธิปไตยของรัสเซียเท่านั้นเอง
ตั้งแต่มีการหยุดยิงระหว่างรัสเซียกับยูเครนมาเมื่อต้นปีนี้ ก็มีการละเมิดการหยุดยิง(อันเปราะบาง) เป็นระยะๆ จนกระทั่งขณะนี้ทหารยูเครนเสียชีวิตไปแล้วกว่า๓๐ นายและส่วนหนึ่งเสียชีวิตเกิดจากการซุ่มยิงด้วยพลแม่นปืนรัสเซีย
ความขัดแย้งระหว่างยูเครนกับรัสเซียนั้น มีมาตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลายลง เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๑ ทำให้ต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่
แต่ยูเครนมีจุดอ่อนตรงที่พื้นที่ด้านตะวันออกติดรัสเซียนั้น พลเมืองพูดภาษารัสเซียและมีวิถีชีวิตแบบรัสเซีย ในขณะที่พื้นที่พรมแดนติดยุโรปกลับมีวิถีชีวิตแบบยุโรปทั่วไป แถมคุ้นเคยกับระบบทุนนิยม
สภาพการณ์เช่นนี้ ทำให้ชาวูเครนเกิดแบ่งแยกออกเป็นสองค่ายคือค่ายฝักใฝ่ยุโรปและค่ายฝักใฝ่รัสเซีย
ความแตกแยกระหว่างสองค่ายเกิดความชัดเจนขึ้นในปี ค.ศ. ๒๐๑๔ เมื่อประธานาธิบดีวิคเตอร์ ยานูโควิช ปฏิเสธไม่นำยูเครนเข้าสหภาพยุโรป เลยกลายเป็นการลุกฮือโค่นล้มประธานาธิบดี ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ หลังจากมีการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง
จากนั้นฝ่ายที่สนับสนุนรัสเซียก็เปิดฉากก่อจลาจลขึ้นในไครเมีย ต่อต้านรัฐบาล แถมมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้ายึดสถานที่สำคัญ เรียกร้องให้ผนวกไครเมียเข้ากับรัสเซีย พร้อมเดินแผนต่อด้วยการลงประชามติ ซึ่งเสียงส่วนใหญ่เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์สนับสนุนให้แยกไครเมียเข้าผนวกกับรัสเซีย ซึ่งก็”เข้าทาง”ตามความต้องการของรัสเซีย โดย”ปูติน”ฉวยโอกาสลงนามในประกาศผนวกไครเมียและเมือง “เซวาสโตโปล”เข้าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของรัสเซีย ท่ามกลางเสียต่อต้านของยูเครน ของชาติยุโรปอื่นๆและของสหรัฐอเมริกา อภิมหาอำนาจโลก
ความขัดแย้งก็เลยมีมาตั้งแต่บัดนั้น จนถึงวันนี้
ถามว่า เหตุไฉน รัสเซียจึงเพิ่มกำลังพลที่พรมแดนด้านตะวันออกของยูเครน ล่าสุด
ตอบง่ายๆ ตามประสานักข่าวไร้กึ๊นว่า รัสเซียต้องการทดสอบท่าทีของสหรัฐ ว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร หากรัสเซียจะบุกเข้ายึดยูเครนทั้งประเทศกลับคืนไปเหมือนครั้งที่ยังเคยอยู่ในสหภาพโซเวียต
ซึ่งก็นับว่าเสี่ยงต่อการเกิดสงครามมาก(อย่างน้อยก็กับยูเครน)
รัสเซียคงเล็งเห็นว่าสหรฐไม่พร้อมจะช่วยยูเครนเท่าไร แม้จะมีกองกำลังนาโต้อยู่ เพราะช่วงนี้ทุกชาติเจอกับปัญหาการแพร่ระบาดของ “โควิด 19” คงไม่กล้าช่วย”ยูเครน”ได้มากมายอะไร
ก็ไม่รู้ว่า การหยั่งท่าทีของรัสเซียเที่ยวนี้ จะเป็นไปดังที่คาดหมายหรือไม่
เห็นที่จะต้องรอฟังเสียงของประธานาธิบดีสหรัฐ”โจ ไบเดน” อีกทีหนึ่ง







