วิกฤตเลบานอนกับการเมืองโลกตะวันออกกลาง ตอนที่ 2

วิกฤตเลบานอนกับการเมืองโลกตะวันออกกลาง ตอนที่ 2
กลุ่มการเมือง14 มีนาคมและ 8 มีนาคม กับตัวแสดงในเลบานอน
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ทันทีที่นายซาอัด ฮารีรี่ นายกรัฐมนตรีรักษาการเลบานอนได้ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น ทำให้กระแสการเมืองของเลบานอนปะทุและร้อนแรงขึ้นอีกครั้งและนักวิชาการด้านตะวันออกกลางศึกษามองว่า นั่นอาจจะเป็นสัญญาณอันเลวร้ายของเลบานอนที่กำลังจะเกิดขึ้นและวิกฤตครั้งใหญ่อาจจะปะทุขึ้นก็เป็นได้
สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า นาย ซาอัด ฮารีรี นายกรัฐมนตรีรักษาการของประเทศเลบานอน ตัดสินใจลาออกจากการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว หลังจากพยายามมาเกือบ 9 เดือน แต่ยังไม่สามารถตั้งรัฐบาลใหม่ให้แก่ประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนักได้ ด้วยกับความไม่ลงรอยกับประธานาธิบดี มิเชล อาอุลและกลุ่มก้อนการเมืองอื่นๆ นายฮารีรี่บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 15 ก.ค. 2021 ว่า ประธานาธิบดี มิเชล อาอุน ไม่รับข้อเสนอในการจะตั้งคณะรัฐมนตรีล่าสุดของเขา ฮารีรี่กล่าวว่า“ระหว่างการสนทนา เราเสนอให้ประธานาธิบดีใช้เวลาในการทบทวนข้อเสนอนานกว่านี้ แต่นายอาอุนกล่าวว่า ดูเหมือนเราจะไม่สามารถตกลงกันได้”
ส่วนท่าทีทางด้านประธานาธิบดี อาอุน ได้ออกแถลงการณ์แสดงความกังขาของการลาออกของนายฮารีรี่ทันทีว่า นายฮารีรี่ตั้งใจจะจัดตั้งรัฐบาลจริงหรือไม่?และเหมือนว่าเขาเตะถ่วงอะไรบางอย่างอยู่ และประธานาธิบดียังได้กล่าวอีกว่า ฮาริรีปฏิเสธคำขอของเขาที่ให้แก้ไขข้อเสนอต่างๆเพื่อจะให้มีการหารือเพิ่มเติม แต่เขาไม่รับฟัง แสดงว่า เขาตัดสินใจไว้ก่อนแล้วว่าจะลาออก หรือมีนัยยะทางการเมืองอะไรบางอย่างอยู่
นักวิเคราะห์มองว่าเป็นไปได้ สิ่งที่ฮารีรี่พยายามจะให้ประธานาธิบดียอมรับ คือการสร้างอำนาจของกลุ่มก้อนทางการเมืองของเขาแต่เพียงผู้เดียวในประเทศเลบานอน โดยมุ่งสร้างอำนาจจากกลุ่มซุนนีเพียงและกลุ่มพันธมิตร(กลุ่ม14 มีนาคม) และต้องการจะโดดเดี่ยวกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์และการแผ่อิทธิพลของอิหร่าน ในขณะที่นักวิเคราะห์ยังมองว่า ประธานาธิบดี มิเชล อาอุลยังคงต้องรักษาดุลอำนาจการเมืองกลุ่มต่างๆไว้ รวมถึงกลุ่มก้อนการเมืองของฝ่ายชีอะฮ์และกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ ถึงแม้กลุ่มประเทศอาหรับ(อาหรับอ่าว)ได้แสดงท่าทีต่อการช่วยเหลือต่อเลบานอนที่เป็นลบก็ตาม เนื่องจากมองว่าอิทธพลของฮิซบุลเลาะฮ์และการขยายอิทธิพลของอิหร่านที่มีต่อเลบานอนมากเกินไป ดังที่ได้มีกระแสข่าวออกมาว่ากลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์พร้อมจะแก้ปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลงและน้ำมันก็ยิ่งทวีคูณความวิกฤติมากยิ่งขึ้นนั้น โดยจะขอให้อิหร่านขายน้ำมันและเชื้อเพลิงต่อเลบานอน จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางต่อรัฐบาลเลบานอนและต่อฮิซบุลลอฮ์ และฮิซบุลเลาะฮ์ยังได้นำสินค้าจากอิหร่านมาจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเลบานอนในราคาที่ชาวเลบานอนสามารถซื้อได้เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนสินค้าบริโภคที่มีราคาแพงลิ้ว
อิสราเอลได้ออกมาโต้ตอบต่อท่าทีฮิซบุลเลาะฮ์ว่าเรา อิสราเอลมีความกังวลต่อพฤติกรรมของฮิซบุลเลาะฮ์ในการขอความช่วยเหลือต่ออิหร่านในการขนส่งเชื้อเพลิงและน้ำมันต่อเลบานอน เพราะเท่ากับเลบานอนกำลังเดินไปสู่การคว้ำบาตรจากสหรัฐฯและยุโรป ถ้าได้นำน้ำมันและเชื้อเพลิงจากอิหร่าน ในขณะที่ซัยยิดฮะซัน นัสนุลเลาะฮฺได้ประกาศกร้าวว่า ถ้ารัฐบาลเลบานอนไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤติการขาดแคลนเชื้อเพลิงและน้ำมันได้ เราฮิซบุลเลาะฮ์จะเจราจากับอิหร่านในการซื้อเชื้อเพลิงและน้ำมันเอง เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศ
ย้อนดูการเมืองเลบานอนอดีตถึงปัจจุบัน
เลบานอน ( Lebanon)ภาษอาหรับเรียกว่าลุบนาน: (لُبْنَان) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐเลบานอน ( Republic of Lebanon : جمهورية لبنان) เป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ ติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และถือเป็นหนึ่งใน 15 ดินแดนที่ประกอบเป็น “แหล่งกำเนิดแห่งมนุษยชาติ” (Cradle of Humanity) เลบานอนมีพรมแดนติดกับประเทศซีเรียและประเทศอิสราเอล
เลบานอนอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมาก่อน และได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 1943 หลังจากนั้น เลบานอนได้พัฒนาประเทศจนสามารถรักษาความเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การเงินศิลปะและวัฒนธรรมของภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้นับตั้งแต่อดีตไว้ได้ อย่างไรก็ดี ในช่วงปี ค.ศ. 1975 – 1991 เลบานอนตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามกลางเมือง มีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอาหรับและกลุ่มคริสเตียนในเลบานอน ในที่สุด ทุกฝ่ายสามารถหาข้อยุติและร่วมกันพัฒนาฟื้นฟูประเทศหลังจากภาวะสงครามกลางเมืองอีกครั้ง
ประเทศเลบานอนถือว่าเป็นประเทศอาหรับที่อยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีประชาชนไม่มาก ว่ากันว่าไม่ถึงสิบล้านค้น (บางข้อมูลบอกว่ามีแค่6.8ล้านคน) มีเนื้อที่เล็ก หรือประมาณ10,452ตารางกิโลเมตร จะใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาหลัก และภาษาฝรั่งเศสก็มีอิทธิพลอยู่พอสมควร ส่วนภาษาอังกฤษก็มีการพูดกันอย่างกว้างขวาง
เสน่ห์ของเลบานอน คือความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรมและมีสถานที่เป็นมรดกโลกหลายแห่งทีเดียว มีจุดท่องเที่ยวหลายแห่งที่งดงาม จนทำให้ถูกขนานนามว่า”เบรุต คือ ปารีสตะวันออก” หรือ เลบานอนคือ สวิตเซอแลนด์แห่งตะวันออกกลาง
รากฐานของชาวเลบานอนเดิมๆมาจากชนเผ่าหนึ่งที่อาศัยอยู่เทือกเขาเลบานอน คือพวก มาโรไนต์ นับถือศาสนาคริสต์มาตั้งแต่เดิม ได้ตั้งหลักแหล่งทางตอนเหนือของเลบานอนมาช้านานแล้วว่ากันว่าได้มาตั้งหลักแหล่งเป็นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ศตวรรษที่ ๖ หรือที่ ๗มาแล้ว ต่อมาอาหรับมุสลิมได้ใหลบ่าสู่ดินแดนเลบานอน
ในยุคต้นๆของประเทศเลบานอนชาวคริสต์นิกายมาไรไนต์เป็นผู้ปกครองเหนือดินแดนนี้ จนกระทั้งเกิดสงครามครูเสด และในค.ศ.ที่ ๑๑ ชาวคริสต์นิกายมาโรไนต์นั้นเลือกที่จะอยู่กับฝ่ายคริสตจักรคาโทลิค โดยยอมรับพระสันตะปาปาเป็นประมุขทางศาสนจักรและอาณาจักร จึงทำให้พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลางอย่างดีเยี่ยม ต่อมาดินแดนนี้อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรออ๊ตโตมัน(ตุรกี)ซึ่งเรืองอำนาจในยุคนั้น ทำให้ตุรกีได้เข้าดูแลระยะหนึ่ง และเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองอุบัติขึ้น ฝรั่งเศสและพันธมิตรได้รับชัยชน จึงทำให้ฝรั่งเศสตัดสินใจเข้ายึดครองพื้นที่ของเลบานอนและได้จัดระเบียบ ร่างรัฐธรรมนูญให้ชาวเลบานอนปกครอง และได้ให้อำนาจต่อชาวคริสต์นิกายมาโรไนต์ปกครองและมีอำนาจตลอดมา
ต่อมาชาวคริสต์มาโรไนต์เห็นว่าพวกของตนมีประชากรเพิ่มขึ้น กอรปกับต้องการพื้นที่เพิ่มเพื่อขยายอาณาเขตในการทำมาหากิน จึงได้ร้องขอต่อฝรั่งเศสให้ขยายพื้นที่และดินแดนกว้างเพิ่มขึ้น ดังนั้นอณาบริเวรของการปกครองชาวมาโรไนต์ได้แผ่ขยายไปยังพื้นที่ของอาหรับที่เป็นมุสลิม ทำให้ดินแดนเลบานอนมีดินแดนกว้างมากขึ้น อีกทั้งมีชนเผ่าอื่นๆร่วมอาศัยอยู่ด้วย ไม่ว่ามุสลิมนิกายชีอะฮ์ดรู๊ซหรือกลุ่มดะรูซียะฮ์ เป็นสาขาหนึ่งของชีอะฮ์ อิสมาอีลียะฮ์ มุสลิมนิกายชีอะฮ์อิมามียะฮ์ และยังมีมุสลิมนิกายซุนนีที่อาศัยอยู่ด้วยกันอีกมากมายหลายเผ่า
ต่อมาประเทศเลบานอนได้จัดตั้งระบอบการปกครองแบบจัดสรรปันส่วนตามประชากรผู้นับถือศาสนาและนิกาย โดยจัดอำนาจทางการเมืองตามอัตราส่วนของผู้นับถือศาสนา คือตำแหน่งประธานาธิบดีคือฝ่ายบริหารสูงสุด เป็นของชาวคริสต์มาโรไนต์ นายกรัฐมนตรี มาจากนิกายซุนนี และประธานรัฐสภามาจากนิกายชีอะฮ์ และรัฐมนตรีอื่นๆก็แบ่งไปตามสัดส่วนของประชากรผู้นับสือศาสนาและนิกาย
การปกครองของเลบานอนก็ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั้งเกิดสงครามระหว่างอาหรับกับอิสราเอล หรือเรียกว่าสงครามหกวัน(six days war) ซึ่งในขณะนั้นเลบานอนได้ยืนอยู่เคียงข้างกับปาเลสไตน์และอาหรับสู้รบกับอิสราเอล แต่ทว่าอาหรับเป็นฝ่ายแพ้สงคราม จึงทำให้ชาวปาเลสไตน์ได้ทลักอพยพเข้ามายังเลบานอนอย่างมหาศาลทีเดียว และได้มาตั้งถิ่นฐานและอาศัยอยู่ในเลบานอน และยังได้รับสัญชาติเป็นชาวเลบานอนอีกด้วย จึงทำให้ประชากรของเลบานอนที่เป็นมุสลิมมีจำนวนมากกว่าชาวคริสต์ และปัจจุบันถือว่ามุสลิมเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ
ซาอุดิอาระเบียถือว่าเป็นประเทศหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มการเมืองซุนนีในเลบานอน และซาอุดี้ได้ให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองนั้น(หรือกลุ่ม14มีนาคม) และยังสนับสนุนให้ฝ่ายการเมืองที่ตนสนับสนุนจัดทำแผนปฎิรูปรัฐธรรมนูญ โดยให้ถือว่าสมาชิกรัฐสภา(ส.ส.) ระหว่างชาวคริสต์และมุสลิมให้มีจำนวนเท่ากันและได้ลดอำนาจการบริหารของประธานาธิบดีลงและเพิ่มอำนาจฝ่ายบริหารให้กับนายกรัฐมนตรี และตามรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีนั้นมาจากฝ่ายการเมืองนิกายซุนนี
กลุ่มการเมืองซุนนีกลุ่มที่ซาอุดิอาระเบียให้การสนับสนุนเรียกว่า”กลุ่ม 14 มีนาคม”(14 March) และกลุ่มการเมืองได้เกิดขึ้นช่วงปีค.ศ.2005 โดยมีนโยบายต่อต้านการแทรกแซงของซีเรียและอิหร่าน และต่อต้านการตรึงกองกำลังทหารของซีเรียในเลบานอน กลุ่มการเมืองกลุ่มนี้ได้รับชนะการเลือกตั้งในปี 2005มีสมาชิกรัฐสภามากที่สุด จนได้จัดตั้งรัฐบาลและนายรอฟิก ฮารีรี่เป็นนายกรัฐมนตรี และหลังจากที่นายรอฟิก ฮารีรี่ได้ถูกลอบสังหาร ลูกชายของเขาคือ สะอัด ฮารีรี่เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อมา กลุ่มก้อนการเมืองนี้มีความเข้มแข็ง เพราะได้รวมพรรคการเมืองของซุนนีเกือบทั้งหมดและชาวคริสต์บางส่วนและกลุ่มดรู๊ซเป็นพันธมิตรเข้าด้วยกัน จนสามารถให้ซีเรียถอกกองกำลังออกไปจากเลบานอนหลังจากที่ได้อยู่มานานมากกว่า๑๙ปีเลยทีเดียว และต่อมากลุ่มกลุ่ม 14 มีนาคมนี้ยังเอนเอียงไปยังซาอุดี้ฯอีกทั้งยังรับนโยบายจากซาอุดิอาระเบีย และมีความพยายามจะสร้างอำนาจทางการเมืองเพียงกลุ่มเดียวในเลบานอน ต้องการจะลดบทบาทของฮิซบุลเลาะฮ์และอิทธิพลของอิหร่าน
ในขณะเดียวกันกลุ่มก้อนการเมืองในเลบานอนอีกกลุ่มที่มีนโยบายแตกต่างกับกลุ่ม14 มีนาคม คือ”กลุ่มการเมือง 8 มีนาคม”(8 March) ได้จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ.2005 เป็นกลุ่มชีอะฮ์ทางตอนใต้ของเลบานอนและกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์และพรรคอามัล มีนโยบายเป็นพันธมิตรกับซีเรีย ต่อต้านการุกรานของอิสราเอล ต่อต้านสหรัฐอเมริการในการจะปลดอาวุธกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ และว่ากันว่ากลุ่มก้อนการเมืองนี้เป็นกลุ่มก้อนการเมืองชีอะฮ์กับคริสเตียนมาโรไนต์เป็นพรรคการเมืองของประธานาธิบดีคนปัจจุบันอย่างเหนียวแน่นและต่อต้านการแทรกแซงของสหรัฐฯและซาอุดี้ตลอดมา ดังนั้นเราจึงเห็นตัวแสดงทางการเมืองในเลบานอนแล้วว่าเป็นอย่างไร และในตอนต่อไปจะกล่าวถึงการพัฒนาการของกลุ่มทั้งสองและมองผ่านสองขั้วอำนาจระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่านที่ได้สร้างตัวแทน(Proxy)เป็นตัวแสดงทางการเมืองในเลบานอน และยังมีตัวแสดงอื่นอย่างสหรัฐอเมริกากับอิสราเอลอีกด้วย ดังนั้นความวกฤติเลบานอนคงจะเห็นแล้วว่าอะไรคือตัวแปรสำคัญของความวิกฤติครั้งนี้ เราคงจะกล่าวกันในตอนต่อไป







