INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ภาวะโลกร้อน: อาจมีข่าวดีปลายปีนี้

ภาวะโลกร้อน: อาจมีข่าวดีปลายปีนี้

ศ.พล.ท.ดร. สมชาย วิรุฬหผล

เราผ่านเรื่องเลวร้ายกันมามากตั้งแต่ปี 2019 จนถึงปี 2021 นี้ไม่ว่าจะเป็นการระบาดของโรค โควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนเจ็บป่วยเกือบ 200 ล้านคนเข้าไปแล้ว ยังมีผู้คนล้มตายอีกหลายล้าน เกิดผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจให้ตกต่ำยิ่งกว่าปี 1930 เพรามันกระจายไปทั่ว

นอกจากนี้การเผชิญหน้ากันทางทหารระหว่างมหาอำนาจ 2 ขั้ว คือ สหรัฐและพันธมิตรกับกลุ่มอำนาจใหม่นำโดยจีนรัสเซีย ก็ก่อให้เกิดสงครามตัวแทนและความตึงเครียดในหลายพื้นที่

ด้านภาวะแวดล้อม ประเด็นที่ทำให้ชาวโลกวิตกกังวลคือภาวะโลกร้อน ทั้งนี้บรรดาผู้เชียวชาญได้ให้การพยากรณ์ตามแบบจำลองภูมิอากาศโลกว่า โลกเราจะมีอุณภูมิสูงขึ้นโดยเฉลี่ยเกิน 1.5 องศา เซลเซียสภายในเวลา 12 ปี หรือน้อยกว่านั้นและจะร้อนขึ้นอีก 3 องศาเซลเซียสในช่วงปลายศตวรรษนี้

         ทั้งนี้จากปรากฎการณ์ที่เป็นอยู่พื้นที่ๆเคยปกคลุมด้วยหิมะอย่างขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ พบว่าทะเลเริ่มจับตัวแข็งล่าช้ากว่าปกติและในเกาะกรีนแลนด์ธารน้ำแข็งเริ่มละลายและแตกตัว เช่น ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่คือลาร์สัน ได้แตกชิ้นส่วนขนาดใหญ่ลงในมหาสมุทร และพื้นที่กรีนแลนด์ที่เคยปกคลุมด้วยน้ำแข็งตลอดปีเริ่มให้เห็นพื้นดินภายใต้ที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน

น้ำแข็งจากแผ่นดินที่ละลายลงในมหาสมุทรจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ซึ่งจากแบบจำลองมันจะเพิ่มขึ้นในอัตราทวีคูณซึ่งจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงถึง 7 เมตร ในช่วง 30 ปี หรือน้อยกว่านั้นทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำริมชายทะเลเกิดน้ำท่วม

ขณะเดียวกันการละลายของน้ำแข็งลงในมหาสมุทรจะทำให้ความเค็มของน้ำทะเลลดลง ก่อให้เกิดปัญหาการไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นซึ่งมีอิทธิพลต่อลมฟ้าอากาศเป็นอย่างมาก ซึ่งในขณะนี้ก็สามารถพบเห็นได้ถึงความแปรปรวนของภูมิอากาศที่นับวันจะรุนแรงขึ้นทุกปี

ด้วยภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นจะทำให้เกิดโรคระบาดที่ไม่เคยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ เช่น  ไข้มาลาเรีย ไข้เลือดออก ฯลฯ เพราะยุงที่เป็นพาหะจะแพร่ระบาดไปยังเขตอื่นๆที่อบอุ่นขึ้น ส่วนหนอนแมลงหรือหนูก็จะขยายพันธุ์และขยายตัวออกไปเพื่อเป็นพาหะนำโรคในพื้นที่ต่างๆมากขึ้น

ถ้าต้องการหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งจะนำไปสู่จุดที่ไม่อาจหวนคืนมาได้แล้ว ชาวโลกต้องร่วมมือกันกระทำอะไรบางอย่างเพื่อชะลอ หรือขจัดปัญหาโลกร้อนให้หมดไปอย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ข่าวดีที่จะนำเสนอในปลายปีนี้คือ การประชุมใหญ่ว่าด้วยเรื่องสภาพภูมิอากาศที่จัดโดยสหประชาชาติในเดือนพฤศจิกายน 2021 อันเป็นการประชุมต่อเนื่องจากการประชุมที่ปารีสเมื่อ 2015 จนมีการให้สัตยาบันกันไปแล้วว่าจะร่วมกันชะลอการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือคาร์บอนไดออกไซด์นั่นคือ การตกลงที่จะใช้พลังงานทดแทนการใช้พลังงานจากฟอสซิลนั่นคือน้ำมันและถ่านหิน

         ปัญหาคือคำมั่นสัญญาที่ประเทศต่างๆให้ไว้ว่าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการประชุมที่ปารีสอยู่มาก และประเทศสำคัญอย่างสหรัฐก็ไม่ได้ร่วมประชุมด้วย

ทั้งนี้เป้าหมายดังกล่าวคือการพยายามร่วมกันที่จะควบคุมอุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายในสิ้นศตวรรษนี้หรือ อย่างเลวร้ายก็ไม่ให้เกิน 2 องศาเซลเซียส

โดยแต่ละประเทศต้องนำเสนอแผนในการจัดการเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเป็นรูปธรรม และจะมีการประชุมทบทวนติดตามทุก 5 ปี

การประชุมครั้งที่ 2 นี้มีกำหนดประชุมในปี 2020 แต่ติดปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงเลื่อนมาปี 2021ในเดือน พ.ย ที่กลาสโกว์ สก๊อตแลนด์ และหลายประเทศได้แสดงเจตจำนงที่จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ตามแผน

ข่าวดีที่ส่งผลบวกต่อการประชุมที่จะมีขึ้นคือ สหรัฐตัดสินใจเข้าร่วมประชุมและร่วมมือในการพยายามลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

โดยนายโจไบเดนเมื่อเข้ารับตำแหน่งได้สั่งการให้รถยนต์ของราชการทั้งหลายเปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ แทนใช้น้ำมัน

นั่นนับเป็นก้าวแรกที่จะเป็นการชี้นำภาคเอกชนให้เคลื่อนไปในทิศทางของการใช้พลังงานทดแทน ที่รัฐบาลจะดำเนินการให้โครงการใหม่อื่นๆ

         ส่วนจีนได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวโลก ด้วยการนี้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศว่าจีนจะลดการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ ให้เป็นศูนย์ภายในปี 2060 โดยจีนไม่สนใจว่าประเทศอื่นๆจะทำหรือไม่

ทั้งนี้เพราะจีนเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จีนปล่อยคิดเป็น 28% ของการปล่อยก๊าซนี้จากฝีมือมนุษย์โลก

ข่าวดีที่ช่วยเกื้อหนุนต่อความร่วมมือในการลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ก็คือ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้ต้นทุนในการใช้พลังงานทดแทนลดลงอย่างมาก จนเป็นมูลเหตุจูงใจในภาคเอกชนหรือรัฐบาลประเทศต่างๆต้องเร่งรัดที่จะเดินไปในทิศทางนี้

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ได้ตั้งเป้าที่จะลดลงการปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ ให้เป็นศูนย์เช่น อังกฤษ 2019 ยุโรป 2020 ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างขานรับที่จะเริ่มในปีใกล้เคียงกัน

นับรวมกันจนถึงปัจจุบันมีกว่า 110 ประเทศที่ตั้งเป้าในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ในช่วงกลางศตวรรษนี้และหากนับรวมกันก็จะเป็นการลดการปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ ถึง 65% ของทั้งโลก

นอกจากข่าวดีในทางบวกที่หลายที่กล่าวมาแล้วเราก็อาจกลับมาพิจารณาผลลบหลายประการที่เกิดขึ้นเพื่อหามุมมองในด้านบวก

         ประการแรกการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว อันเป็นผลทำให้การผลิตลดลงและทำให้การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงด้วย

ผู้เชี่ยวชาญ ด้านระบบนิเวศน์ได้นำเสนอว่าผลจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทำให้มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลงอย่างเป็นนัยสำคัญทางสถิติ

นอกจากนี้ทำให้เอกชนหลายแห่งหรือแม้แต่รัฐบาลหันมาลงทุนในการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น เพื่อรับมือกับการขยายตัวในอนาคต ซึ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านนี้มากขึ้น ทำให้ต้นทุนยิ่งถูกลงไปอีก

อนึ่งการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากโควิด-19 ยังทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดโลกมีทิศทางลดลง ซึ่งส่งผลดีต่อการลงทุนใหม่ๆเช่นการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน

นอกจากมาตรการในการกระตุ้นให้ใช้ และพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนแล้ว ทั้งสหรัฐและสหภาพยุโรปยังประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนที่จะเป็นแกนนำในการพัฒนาอุตสาหกรรมทีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยรัฐบาลจะเป็นหัวหอกในเรื่องนี้

ในทางกลับกันหากประเทศใดที่ยังล่าช้าในการปรับปรุงตนเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่พัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็จะโดนสหรัฐ-ยุโรปเก็บภาษีนำเข้าเพิ่ม

         ข่าวร้ายก็คือสหประชาชาติระบุว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศกำลังใช้จ่ายในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเชื้อเพลิงฟอสซิลมากกว่าพลังงานคาร์บอนต่ำถึง 50% ซึ่งในจำนวนนี้คงนับรวม บราซิล รัสเซีย ออสเตรเลีย และซาอุดิอารเบียด้วย

อย่างไรก็ตามต้นทุนในการขุดบ่อน้ำมันใหม่หรือกระบวนการผลิต หิน-ทรายน้ำมัน หรือการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การลงทุนไม่ค่อยคุ้มค่าในการได้รับผลตอบแทนในระยะยาวอีกต่อไป นอกจากจะเป็นโครงการในประเทศด้อยพัฒนาที่ได้รับความคุ้มครองจากระบบผูกขาด

อย่างไรก็ตามในการประชุมที่กลาสโกว์นี้จะได้นำเอาประเด็นความร่วมมือจากสถาบันการเงิน ที่จะส่งเสริมการลงทุนต่อโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าการลงทุนที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

อนึ่งต้องเข้าใจว่าแม้แต่ละประเทศจะมีเป้าหมายร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในช่วงกลางศตวรรษนี้แต่ก็ยังมีเพียงไม่กี่ประเทศที่มีกลยุทธและแผนปฏิบัติที่เป็นไปได้ เป้าหมายจึงเป็นการท้าทายต่อเจตนารมณ์ของชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง

นอกจากผลกระทบในทางลบจากการเกิดภาวะโลกร้อนแล้วมันก็ยังมีผลกระทบที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางภูมิศาสตร์และภูมิศาสตร์เศรษฐกิจที่อาจทำให้บางประเทศเกิดความตกต่ำลง และบางประเทศอาจเจริญรุ่งเรืองกลับมาเป็นอภิมหาอำนาจใหม่ได้อีก ในที่นี้ขอยกตัวอย่างประเทศรัสเซีย

รัสเซียเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ 10 ล้าน ตร.กม. ครอบคลุมพื้นที่ที่สามารถอยู่อาศัยของโลกถึงหนึ่งในแปด รัสเซียยังมีประชากรมากเป็นอันดับที่ 9 ของโลก คือประมาณ 144 ล้านคน

ที่น่าสนใจคือผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนนั้น จะทำให้น้ำแข็งละลายทั้งบนดินและในทะเลซึ่งแน่นอนการละลายของน้ำแข็งและก็จะปล่อยเอาก๊าซมีเทนที่กักเก็บไว้ออกมาด้วยเป็นจำนวนมหาศาลและมีเทนก็เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่จะก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนด้วยซึ่งแม้ว่ามนุษย์จะพยายามลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลง ก็ลงได้แต่ชะลอการละลายของน้ำแข็งลง แต่กระบวนการนี้ถ้ายังไม่มีการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ที่จะหยุดยั้ง ก็จะดำเนินต่อไปแต่อาจช้าลง

         เมื่อน้ำแข็งละลาย ทะเลก็เปิดกว้างขึ้น รัสเซียเกือบครึ่งประเทศถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งโดยเฉพาะพื้นที่แถบไซบิเรีย

พื้นดินที่เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งก็จะเป็นโอกาสให้มีการทำเหมืองขุดค้นแร่ธาตุมากขึ้น รวมทั้งก๊าซธรรมชาติ

นอกจากนี้การที่ทะเลเปิดทำให้รัสเซียมีทางออกทะเลมากขึ้น โดยช่องแคบแบริงจะกลายเป็นเส้นทางเดินเรือผ่านมหาสมุทรอาร์คติค เรียบชายฝั่งตอนเหนือรัสเซียไปออกทะเล สามารถเชื่อมโยงเข้าสู่มหาสมุทรแอตแลนติคได้

วลาดิวอสต๊อกเมืองเอกทางฝั่งตะวันออกจึงจะกลายเป็นเมืองท่าที่สำคัญในการเชื่อมโยงการขนส่งและการค้าทางด้านนี้กับญี่ปุ่น เกาหลี แคนาดา และอลาสก้าของสหรัฐ

ส่วนด้านตะวันตกเมืองใหญ่อย่างเซนต์ปีเตอร์เบิร์คก็จะกลายเป็นเมืองท่าที่จะขนส่งสินค้าในย่านทะเลบอลติคติดต่อค้าขายกับประเทศที่ราบรอยต่อทะเลบอลติค เช่น  สวีเดน ฟินแลนด์ โปแลนด์ เยอรมัน และผ่านออกมหาสมุทรแอตแลนติคไปออกมหาสมุทรได้อีกทางหนึ่ง

ส่วนพื้นที่ทางเหนือของรัสเซียที่มีเส้นทางเดินเรือเปิดให้เพราะน้ำแข็งละลายในมหาสมุทรอาร์คติคก็จะทำให้เกิดเมืองท่าสำคัญๆอีกหลายแห่ง

ด้วยศักยภาพทางทหารและทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งบนแผ่นดิน รัสเซียจะกลายเป็นอภิมหาอำนาจที่ก้าวขึ้นมาแข่งขันกับสหรัฐได้อย่างสบาย

และนี่คือผลจากภาวะโลกร้อนที่จะทำให้สภาพภูมิรัฐศาสตร์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจเปลี่ยนไป

สำหรับประเทศไทย สภาวะแวดล้อมจะมีผลทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำชายทะเลถูกน้ำท่วม พื้นดินหดหาย ประชาชนต้องอพยพขึ้นไปอยู่ที่สูง

         กรุงเทพมหานครที่เป็นพื้นที่ต่ำคงหนีไม่พ้นน้ำท่วมหากไม่มีการวางแผนสร้างเขื่อน และประตูน้ำอย่างที่มหานครลอนดอนทำแล้ว เราจะเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล

ทางภาคใต้หลายพื้นที่จะจมทะเล การลงทุนในการขุดคลองก็จึงอาจไม่คุ้มค่าในระยะยาว

แต่การที่น้ำทะเลมีระดับสูงขึ้นจะทำให้ความต่างระดับของน้ำทะเลในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิคมีความใกล้เคียงมากขึ้น

ดังนั้นเส้นทางเดินเรือในอนาคตอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งช่องแคบมะละกา แต่อาจใช้ช่องแคบซุนดร้าและช่องแคบลอมบอกด์ได้เพราะกระแสน้ำจะไม่รุนแรงเหมือนปัจจุบัน

เมื่อเป็นดังนั้นเส้นทางเดินเรือจากยุโรปมาเอเชียก็อาจปรับเปลี่ยนโดยเวียดนามอาจเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่ใหญ่กว่าสิงค์โปร์ ซึ่งยิ่งจะทำให้เวียดนามกลายเป็นประเทศที่น่าลงทุนมากขึ้น กว่าแนวโน้มในปัจจุบัน

ส่วนปัญหาข้อพิพาทในทะเลจีนใต้คงจะทุเลาลงเพราะน้ำจะท่วมหมู่เกาะสแปรตลี่ที่จีนเข้าไปควบคุมอยู่ในขณะนี้ทำให้ความขัดแย้งในส่วนนี้ได้รับการเยียวยาจากปัญหาโลกร้อนตามมุมมองที่เป็นบวกนั่นเอง ซึ่งก็จะทำให้เวียดนามกลายเป็นจุดที่น่าสนใจการขนส่งทะเลเพิ่มขึ้น

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com