ประวัติและเหตุการณ์หลังวันอาชูรอ : ชีวิตและน้ำตาแห่งหลานศาสดาอิสลาม ตอนที่ 1
ประวัติและเหตุการณ์หลังวันอาชูรอ : ชีวิตและน้ำตาแห่งหลานศาสดาอิสลาม ตอนที่ 1
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
โศกนาฎกรรมและความอธรรมในวันอาชูรอ ฮ.ศ. ๖๑ ที่เกิดขึ้นกับท่านอิมามฮุเซน (อ.) และบรรดาผู้ติดตามท่าน ณ แผ่นดินกัรบาลาห์ ประเทศอิรัก มีการกล่าวถึงรายละเอียดนั้นอย่างกว้างขวางทีเดียวและถูกตีแผ่ถึงเรื่องราวที่แสนจะเจ็บปวดและน่าเศร้าสลดยิ่งต่อการกระทำที่เกิดขึ้นกับหลานแห่งศาสดาอิสลาม ดังนั้นจึงจะได้เห็นถึงในเหตุการณ์แห่งวันอาชูรออ์และหลังวันอาชูรอนั้นได้ในมิติต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น
– การเชื้อเชิญท่านอิมาม (อ.) และการไม่รักษาสัญญาที่มีให้กับท่านของชาวกูฟะฮ์
– การเข่นฆ่าสังหารผู้เป็นแขกที่พวกเขาได้เชื้อเชิญมา
– การปิดกั้นแหล่งน้ำต่อท่านอิมาม (อ.) และบรรดาสหาย บรรดาเด็กๆ และสตรีที่เป็นลูกหลานจากอะฮ์ลุลบัยต์ของท่าน
– สงครามที่ไร้ความเท่าเทียมกันระหว่างนักรบที่มีอาวุธครบมือจำนวน 3 หมื่นคน กับฝ่ายของอิมามฮุเซน (อ.) ที่มีจำนวนเพียง 72 คน
– การโจมตีบรรดาสตรีและเด็กๆ
– การเผากระโจมที่พักของสตรี
– การใช้ม้าเหยียบย่ำบนเรือนร่างของบรรดาชะฮีด
– การจับกุมสตรีและเด็กๆ เป็นเชลย และฉุดกระชากลากจูงบุคคลเหล่านั้นไปตามเมืองต่างๆ และยังมีการอธรรมในด้านต่างๆ อีกมากมาย
ขบวนเชลยอะลุลบัยต์(ลูกหลานศาสดา)
เช้าวันที่๑๑ เดือนมุฮัรรอม ฮ.ศ. ๖๑ ณ ท้องทุ่งกัรบาลาห์ ประเทศอิรัก แสงอาทิตย์เริ่มปรากฏส่องแสงประกายเป็นสีแดงจัด พร้อมกับฝุ่นทรายที่ฟุ้งกระจายหนาทึบอยู่ในอากาศที่ปรากฏเป็นแสงสีแดงเช่นกัน ราวกับกับว่ามันได้แสดงออกถึงความเสียใจและความโศกเศร้าให้กับการถูกสังหารหลานของศาสดา
ในอีกด้านหนึ่งของกระโจม ทหารกำลังรีบตระเตรียมกองทัพเพื่อเดินทางสู่เมืองกูฟะฮ์ อิบนุสะอัด ได้เรียกนายทหารมาเพื่อปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไรต่อไป ผลจากการหาหรือปรากฏออกมาว่า ครอบครัวของอิมามฮุเซน จะต้องถูกจับเป็นเชลยและนำไปยังกูฟะฮ์และต่อจากนั้นส่งต่อไปยังดามัสกัส(เมืองชาม ซีเรีย) ณ ทำเนียบของยาซีด บิน มุอาวียะฮ์ และจากการปรึกษากับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ อุมัร อิบนุสะอัดได้ส่งม้าเร็วนำข่าวไปบอกคอลีฟะฮ์ยาซีดว่า เกิดอะไรขึ้นที่กัรบาลาห์และจะขอรางวัลตอบแทนตามที่สัญญาไว้ เขาคิดว่ายาซีดคงจะต้องพอใจกับสิ่งที่พวกเขาได้กระทำลงไปอย่างแน่นอน และทำอย่างไรให้ลูกหลานของอิมามฮุเซนได้รับความอับอายและความอัปยศอดสูมากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ดังนั้นอุมัร อิบนุ สะอัดจึงให้แต่ละคนแสดงความคิดเห็นว่าจะใช้วิธีใดที่จะทำให้ขบวนการของอิมามฮุเซนได้รับความทุกข์ทรมานมากที่สุด บางคนแนะนำว่า” มันจะเป็นการเพิ่มความเจ็บปวดให้กับพวกเขา โดยการให้พวกเขาเหล่านั้นเดินไปพร้อมๆกับศรีษะของบุคคลที่พวกเขารักและเทิดทูน” อิบนุ สะอัดได้ตกลงตามนั้น และได้รับสั่งให้ชิมมีรและเกาลีเดินไปกับขบวนและกองเชลย เพื่อให้แน่ใจว่าลูกหลานของอิมามฮุเซนได้ถูกนำไปยังดามัสกัสอย่างรีบเร่ง
เมื่อเตรียมการเสร็จสมบูรณ์ นายทหารที่ได้รับการแต่งตั้งได้ตรงเข้าไปล่ามโซ่ตรวนบรรดาสตรีและเด็ก พวกเขาได้ทำอย่างป่าเถื่อนที่สุด ด้วยการล่ามโซ่ที่รอบต้นคอ ข้อมือและข้อเท้า ผู้หญิงถูกนำขึ้นบนหลังอูฐโดยปราศจากกูบและอานที่นั่ง เชือกและโซ่ถูกผูกเข้าต่อเชื่อมกันโดยล่ามมือของผู้หญิงไว้กับต้นคอของเด็ก ขบวนเชลยถูกนำไปยังบริเวณที่ร่างของบรรดาชะฮีด(ผู้เสียสละชีวิต)นอนเรียงรายกันอยู่ ซึ่งมันเป็นความเจ็บปวดและทุกร์ระทมของสตรีและเด็กที่เห็นภาพเรือนร่างไร้วิญญาณนอนเรียงราย ไร้ศรีษะ พร้อมกลิ่นเลือดที่โชยมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนทำให้ขบวนเชลยควบคุมตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะสตรีและเด็กๆ หลายคนได้ถลาลงจากหลังอูฐทั้งๆที่เชือกและโซ่ผูกมัดติดอยู่ โถมไปบนเรือนร่างไร้วิญญาณ ผู้เป็นพี่ชาย ลูกชายและญาติสนิท
ทหารคุ้มกันที่ได้รับการแต่งตั้งให้ไปกับขบวน ตรงเข้ามาใช้แส้ฟาดอย่างไม่ปรานี ไม่เว้นแม้กระทั้งเด็กเล็กๆ ที่ความผิดของพวกเขาเพียงการที่ต้องพบเห็นภาพร่างของผู้ที่เป็นที่รัก นอนเคลื่อนโดยปราศจากผ้ากะฟั่น(ผ้าห่อศพ)
พวกผู้หญิงและเด็ก ถูกกระชากลากขึ้นหลังอูฐทีละคนอีกครั้ง โดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้พวกเขาได้โศกเศร้าเสียใจหรือร่ำไห้กับร่างไร้วิญญาณของผู้ที่เป็นที่รัก โดยเฉพาะอิมามฮุเซน ที่นอนจมกองเลือด ไร้ผ้ากะฟั่น(ผ้าห่อศพ)และร่างที่ทุกตัดศรีษะ มันชั่งสร้างความเจ็บปวดและหดหู่ยิ่งสำหรับท่านหญิงซัยนับผู้เป็นน้องสาวและอิมามซัยนุลอะบีดีน ผู้เป็นลูกชายที่หลงเหลือจากการถูกสังหารในวันอาชูรอ
อิมามซัยนุลอะบีดีน(บุตรชายอิมามฮุเซน)ถูกล่ามโซ่ที่หนักอึ้ง ต้องเดินเท้าเปล่าไปตามถนนทั้งที่มีอาการไข้อย่างหนัก และศรีษะของบรรดาชะฮีดได้ถูกเสียบขึ้นปลายหอกนำหน้าขบวน
ตามกำหนดการ ขบวนได้เคลื่อนไปอย่างรีบเร่งสู่กูฟะฮ์ สภาพของเชลยนั้น ถ้าเด็กคนใดตกลงจากหลังอูฐ เชือกที่คอของเด็กที่ผูกเชื่อมติดกับข้อมือของผู้ใหญ่ก็จะตึงและดึงให้ตกจากหลังอูฐมาด้วยกัน และทหารจะเข้ามาอย่างรวดเร็วแล้วใช้แส้ฟาดก่อนที่จะนำขึ้นบนหลังอูฐอีกครั้ง
เมืองกูฟะฮ์
ด้วยกับการเร่งรีบทำให้ขบวนเชลยได้มาถึงยังเขตเมืองกูฟะฮ์เพียงไม่กี่ชั่วโมง และขณะนั้นชิมร์และเคาลีได้ตกลงกันว่า ขบวนจะหยุดรออยู่หน้าประตูเมืองก่อน เพื่อให้ไปส่งข่าวถึงการมาถึงของขบวนเชลยแก่เจ้าเมือง
อุมัร อิบนิ สะอัด ได้มาพร้อมกับกองเชลย เมื่อใกล้ถึงประตูเมืองกูฟะฮ์ ประชาชนต่างก็จ้องมองและร้องตะโกนใส่เชลยนั้น อีกทั้งไชโยโห่ร้อง และเต้นรำตำเพลงอย่างสนุกสนาน และอีกมุมบรรดาเชลยแห่งลุกหลานศาสดาได้หมดเรี้ยวแรงและอยู่ในภาวะความเศร้าและตื่นกลัว ซึ่งภาพแห่งการฆ่าอิมามอุเซนและการเผากระโชมนั้นยังอยู่ในดวงตาของพวกเขา จนกระทั้งได้มีหญิงผู้หนึ่งได้ขึ้นไปยังหลังคาบ้าน และตะโกนเสียงดังว่า”พวกเจ้าเป็นเชลยมาจากเผ่าไหนกัน? เสียงตอบไปยังพวกเธอว่า “ พวกเราเชลยแห่งลูกหลานศาสดามุฮัมมัด” และต่อมาหญิงผู้นั้นได้ลงมาจากหลังคาบ้าน ได้เตรียมผ้าคลุม เสื้อผ้า ให้กับเชลยได้ห่มและสวมใส่ ด้วยสายตาที่เศร้าหมองอีกทั้งรัดทดและปวดร้าวยิ่ง
อิมามซัยนุลอะบีดีน มีอาการโอดโรยและหมดเรี้ยวแรงอีกทั้งมีอาการตัวร้อนจากพิษไข้เดินไม่ค่อยจะไหวและได้อยู่ท่ามกลางสตรีที่คอยดูแลอยู่ และยังมีฮะซัน บุตรของอิมามฮะซัน หรือรู้จัก ฮะซัน อัลมุซันนา ที่ถูกจับเป็นเชลยด้วย แต่ตัวของเขามีบาดแผลทั่วกายและอยู่ในอากายของคนที่จะใกล้จะสิ้นชีวิตเพราะความเหนื่อยล้าอีกทั้งความเจ็บจากบาดแผลนั้น
เมื่อประชาชนเริ่มรู้และเข้าใจแล้วว่า เชลยนี้คือลูกหลานของอิมามฮุเซน ประชาชนต่างก็กระวนกระวาย และตะโกนร้องเพื่อส่งสัญญาณ จนกระทั้งทุกคนเข้าใจและรับรู้ตรงกัน และอยู่ในอาการของการตกใจอีกทั้งเศร้าสลด ทำให้บางคนร้องตะโกน ตีอกชกตัว จนทำให้อิมามซัยนุลอะบีดีนกล่าวกับพวกเขาว่า”พวกท่านจะร่ำไห้กับเราและเสียใจกับเรา แล้วพวกเจ้าไม่อยากรู้ดอกหรือว่าใครคือผู้สังหารเราและทำร้ายเรา???
เมื่อท่านหญิงซัยนับและอุมมุลกุลซุม สูกสาวทั้งสองของอิมามอะลี ได้มองเห็นกำแพงเมืองกูฟะฮ์ ทำให้ย้อนนึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่เธอทั้งสองพักอยู่ที่นั้นเป็นเวลาถึงสี่ปี ในช่วงที่บิดาอิมามอะลี ได้เป็นคอลีฟะฮ์ปกครองรัฐอิสลาม ในสมัยนั้นบรรดาสตรีในเมืองกูฟะฮ์แข่งขันกันเพื่อเข้ามาเป็นผู้ใกล้ชิดกับเธอและได้ให้เกียรติเธอทั้งสอง บางครั้งยังเชื้อเชิญเธอไปยังบ้านเรือนของพวกนาทด้วยความยินดี หรือถ้าบ้านใดมีเด็กน้อยคลอดออกมาจะเชิญเธอไปร่วมแสดงความยินดีอันเป็นมงคลนั้น แต่วันนี้เธอทั้งสองรู้สึกประหลาดใจต่อการกระทำของชาวกูฟะฮ์ ที่เคยได้รับเกียรติยกย่อง แต่ทว่าท่านหญิงซัยนับคงรู้แล้วว่าสำหรับชาวกูฟะฮ์แล้ว พวกเขาเป็นผู้ทรยศ และจากการที่มุสลิม บินอะกีนได้ถูกสังหารเป็นหลักฐานที่ยืนยันอย่างดีต่อความไม่จริงใจของชาวกูฟะฮ์
การเตรียมพร้อมในการจัดขบวนเชลยแห่งลูกหลานศาสดา ได้เริ่มต้นด้วยการเดินไปตามถนน ผ่านบริเวณย่านการค้าของเมือง ซึ่งมีชุมชนและผู้คนชุมนุมกันอย่างแน่นหนา บรรดาอะลุลบัยต์แห่งศาสดาและผู้ใกล้ชิดอิมามอุเซนได้มองเห็นฝูงชนที่ยืนเรียงรายอยู่สองฝั่งถนน และได้มีเสียตะโกนตลอดเส้นทางนั้นว่า
“โอ้ ประชาชนขาวกูฟะฮฺ เรากำลังนำตัวซัยนับและอุมมุลกุลซุม หลานสาวศาสดาและบรรดาคนในครอบครัวของฮุเซน สำหรับพวกท่านที่ยังไม่รู้เรื่องราว เราขอประกาศว่า ฮุเซนผู้ซึ่งทำการต่อต้านคอลีฟะฮ์ยาซีดและปฏิเสธการบัยอะฮฺ(ให้สัตยาบัน)ในสิทธิการเป็นคอลีฟะฮฺของอิสลาม ซึ่งฮุเซนจำเป็นต้องถูกสังหารพร้อมกับพรรคพวกของเขา ณ ทุ่งกัรบาลาห์ บัดนี้ครอบครัวของเขาและผู้ติดตามเขาที่อยู่ในฐานะเป็นเชลยจะถูกนำไปยังทำเนียบของคอลีฟะฮฺยาซีด เพื่อไปรับโทษที่พวกเขาได้ก่อการกบฏ ประชาชนชาวกูฟะฮ์ทั้งหลาย นี่คือชะตากรรมที่กำลังรอทุกคนที่สงสัยในอำนาจของยาซีด และใครที่ได้ทำการคัดค้านและก่อกบฏ จะไม่มีการไว้ชีวิต”
ประชาชนเมื่อได้ยินเสียงขู่นั้น ต่างก็ได้หลบไป เหลืออยู่แค่เพียงจำนวนน้อยนิด ทำให้ประชาชนบางคนได้กล่าวกันและรู้สึกประหลาดใจในสะภาพของขบวนเชลยที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งพวกเขาได้คาดเดาได้ถึงความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานจากใบหน้าที่ซูบซีดอิดโรยจากการสูญเสีย หลายคนพากันร่ำไห้ ความโศกเศร้าและเจ็บปวด แต่ไม่มีใครกล้าที่จะประท้วงหรือช่วยเหลือเพราะกลัวว่าตนเองจะได้รับชะตากรรมเช่นเดียวกัน
เมื่อขบวนเดินมาถึงบริเวณตลาด มีฝูงชนหนาแน่นทำให้เดินผ่านไปค่อนข้างลำบาก ขบวนได้หยุดชั่วครู่ และในขณะนั้นบรรดาเด็กๆและสตรีบุคคลที่เป็นครอบครัวของศาสดา เหนื่อยล้า รู้สึกกระหายเป็นที่สุด เพราะไม่มีน้ำที่จะดื่มตลอดการเดินทางจากกัรบาลาห์สู่กูฟะฮ์
ท่านหญิงสะกีนะฮ์ ลูกสาวของอิมามฮุเซนได้ร้องขอน้ำดื่มจากท่านหญิงซัยหนับ แต่ท่านหญิงซัยหนับรู้ดีว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปยื่นมือขอน้ำหรือขอความเมตตาจากพวกทหารนั้น เพราะแม้แต่ อะลี อัสกัร เด็กน้อยอายุแค่๓เดือนยังไม่ได้รับความปราณี จากที่ไปขอน้ำ จนกระทั้งได้คำตอบโดยการยิงธนูใส่ที่ต้นคอ และท่านหญิงยังจำได้ว่า พี่ชายของท่านหญิง ก็ถูกสังหารในแผ่นดินกัรบาลาห์สภาพที่หิวกระหาย
ผู้คนจำนวนมากมามุงดูทหารและเชลยที่ถูกล่ามโซ่และมัดด้วยเชือก ซึ่งบุคคลเหล่านั้นคือลูกหลานของศาสดา เป็นลูกๆของอิมามฮุเซน ซึ่งพวกเขาได้มาพร้อมกับศรีษะที่ถูกตัดขาดจากร่าง ทำให้ประชาชนนั้นตกใจและสะเทือนความรู้สึกของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง และมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่งได้เปิดประตูออกมาดู ต่างสอบถามต่อกันถึงขบวนเชลยนั้น จนทำให้พวกเขารู้ความจริงว่า เชลยเหล่านั้นคือลูกหลานของศาสดาและเป็นผู้ที่รอดชีวิตจากการสังหารหมู่ในแผ่นดินกัรบาลาห์ และพวกเขาไม่ได้เป็นดั่งที่ข่าวออกไปว่าเป็นพวกกบฎ
ได้มีหญิงชราคนหนึ่งได้มองเห็นสภาพของสะกีนะฮ์จากระเบียง และได้วิ่งมาพร้อมกับแก้วน้ำในมือ ฝ่าแถวทหารที่ยืนเรียงรายตรงมาหาสะกีนะฮ์ บุตรสาวของอิมามฮุเซนพร้อมกับยื่นน้ำเย็นในมือให้กับเธอ และหญิงผู้นั้นได้กล่าวกับสะกีนะฮ์ว่า “ฉันทราบดีว่าเธอกระหายน้ำอย่างมากและคงจะหิว ดูจากสภาพของเธอที่ปรากฏร่องรอยการเจ็บปวดและทรมานยิ่ง แต่ก่อนที่เธอจะดื่มน้ำนี้ ขอให้เธอวิงวอน(ดุอา)ต่อพระเจ้าให้ทรงคุ้มครองเด็กๆของฉันให้พ้นจากชะตากรรมเหมือนที่เธอและครอบครัวของเธอกำลังประสบอยู่ด้วยเถิด ขอต่อพระองค์โปรดอย่าให้เด็กๆของฉันต้องได้รับความโศกเศร้าและทุกข์ทรมานดั่งเช่นที่เธอกำลังได้รับและเจ็บปวดอยู่ในขณะนี้เลย”
ท่านหญิงสะกีนะฮ์ได้ทำตามที่หญิงชราผู้นั้นได้ร้องขอ แต่ทว่าสะกีนะฮ์มิอาจกลั้นน้ำตาของเธอไว้ได้ เมื่อนึกถึงสิ่งที่เธอสูญเสีย สูญเสียผู้เป็นบิดา สูญเสียน้องชายในวัยแบเบาะ อะลียุลอัสฆัร(วัยสามเดือน) และสะกีนะฮ์รู้สึกเจ็บปวดในขณะที่เธอมีน้ำอยู่ในมือ แต่ไม่อาจจะดื่มมันได้ เพราะเธอไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ที่จะไม่ให้ห้องไห้ออกมา ท่านหญิงซัยนับได้เห็นเหตุการณ์นั้น และพยายามมองดูว่าหญิงชรานั้นคือใคร แต่ท่านหญิงซัยนับรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมนางจึงมีใจเมตตาที่นำน้ำให้สะกีนะฮ์ จนทำให้ท่านหญิงซัยนับนึกถึงพ่อของหญิงชราผู้นั้น และท่านหญิงซัยนับคิดว่ายังจำใบหน้าของหญิงชรานั้นได้ ถึงแม้ว่าจะล่วงเลยมากหลายสิบปีแล้วก็ตาม เธอคือ อุมมุลอัยมัน ผู้ซึ่งมาเยี่ยมเยียนเราและครอบครัวของเราอยู่เป็นประจำ ณ นครกูฟะฮ์ในสมัยของบิดา และนางยังได้มอบความรักและความภักดีตลอดมา และท่านหญิงซัยนับแปลกใจว่าทำไม อุมมุลอัยมันจำท่านไม่ได้ และเพื่อขจัดความสงสัยท่านหญิงซัยนับได้หันไปยังอุมมุลอัยมันและกล่าวขึ้นว่า” อุมมุลอัยมัน ฉันขอขอบคุณต่อเธอที่มีใจเมตตาต่อสะกีนะฮ์ และขอพระเจ้าโปรดประทานพรให้กับเธอในความ มีน้ำใจต่อครอบครัวของศาสดาที่ได้รับความสูญเสียและเป็นเชลย”” อุมมุลอัยมัน ได้มองยังซัยนับด้วยความฉงนงงงวย คงเป็นไปได้ที่นางคงไม่ได้ยินคำประกาศเกี่ยวกับขบวนเชลยนี้เป็นแน่ จึงไม่รู้ว่าเชลยเหล่านี้คือใคร นางจ้องมองท่านหญิงซัยนับ แต่เหมือนกับว่านางไม่รู้จัก เพราะว่าซัยนับได้นำผมของเธอนั้นมาปิดใบหน้าไว้(ไม่คลุมศรีษะ) เพราะถูกกระชากผ้าคลุมออกไป แต่ด้วยความทุกข์ระทมที่ได้รับนั้น ทำให้ท่านหญิงซัยนับถูกชราลงไปมาก ฝุ่นจากดินทรายคลุมใบหน้า ความหิวโหยและความกระหายบวกกับความสูญเสียและความเจ็บปวดทุกข์ระทมนั้นได้ทำให้ท่านหญิงเปลี่ยนไป จนทำให้แม้แต่ผู้ที่เคยพบเห็นท่านหญิงไม่กี่วันที่ผ่านก็ยังจำเธอแทบไม่ได้ ทำให้อุมมุลอัยมันพูดขึ้นว่า “ โอ้ ท่านหญิง ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงมาอ้างถึงครอบครัวของศาสดา ฉันเข้าใจดีว่าแท้จริงครอบครัวของศาสดา ประกอบด้วย ท่านอิมามอะลี ท่านหญิงฟาติมะฮ์ อิมามฮะซัน และอิมามฮุเซน และยังมีน้องสาวของเขาอีกสองท่าน คือ ซัยนับและอุมมุลกุลซูม ฉันขอวิงวอนให้บุคคลเหล่านั้นอยู่ที่มนะดีนะเถิด และฉันขอถามว่า ท่านเกี่ยวอะไรกับท่านหญิงซัยนับของฉันด้วยเล่า? ผู้ซึ่งฉันได้ไปมาหาสู่กับบ้านของเธอและคอยรับใช้และจงรักภักดี และฉันได้ระลึกถึงเธออยู่ตลอดและหวังว่าสักวันหนึ่งคงจะได้พบกับเธออีก”
ท่านหญิงซัยนับทราบดีว่า อุมมุลอัยมันคงจำเธอไม่ได้ เธอจึงรวบผมที่ปิดใบหน้าเพื่อให้อุมมุลอัยมันมองเห็นใบหน้าอย่างชัดๆ พร้อมกับกล่าวว่า
“อุมมุลอัยมัน ฉันคือซัยนับที่ท่านได้พูดถึง และนี่คืออุมมุลกุลซูลน้องสาวของฉัน พวกเราเป็นหลานของศาสดาคนเดียวกับที่ท่านเคยพบ ในสภาพเช่นนี้ที่ท่านไม่สามารถบอกได้ว่าเราคือใคร พีชายของเรา อิมามอุเซนถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมพร้อมกับสหายคนอื่นๆ และหลานชาย ลูกชายของฉันถูกสังหารทั้งหมด ณ แผ่นดินกัรบาลาห์โดยทหารของยาซีด บุตรของมุอาวียะฮ์ ถ้าท่านมองไปข้างหน้าจะเห็นว่าศรีษะของฮุเซนที่เธอรักยิ่งนักนั้น ถูกเสียบไว้ที่ปลายหอก”







