ทุนกับการเลือกตั้งท้องถิ่น (2563)

ทุนกับการเลือกตั้งท้องถิ่น (2563)
การเลือกตั้งของไทยนั้นเป็นโอกาสในการขยายกิจการของทุนชาติและทุนข้ามชาติสู่การครอบครอง ผูกขาดอํานาจรัฐโดยธรรมของการปกครองระบอบเผด็จการซ่อนรูปที่ช่วงชิงการสร้างรัฐธรรมนูญเป็นกติกาควบคุมคู่ ต่อสู้ทางธุรกิจโดยใช้โอกาสการครอบครองบุคคลที่อยู่ในตําแหน่งควบคุมการปกครอง สร้างอํานาจให้เป็นเครื่องมือ ทางธุรกิจหากพิจารณาจากสมมุติฐานดังกล่าวนี้แล้วจะเห็นว่าคณะปกครองในประเทศไทยนั้นเป็นดั่งมาเฟียร์คุ้มครอง และเอื้ออํานวยประโยชน์ให้นายทุนที่ส่งมาจัดการสังคมเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดเท่านั้น หมดศักยภาพเมื่อไหร่ก็ สามารถเปลี่ยนคน เปลี่ยนกติกาได้ทันที ทุนใหญ่ระดับชาติขึ้นไปถึงทุนข้ามชาติหรือทุนสากลที่ผ่านมานั้นจะเข้ามา ในรูปเครือข่ายมีโครงสร้างเป็นแนวดิ่งทางการปกครองและจะหยุดเครือข่ายโดยตรงเพียงการเลือกตั้งระดับชาติ เท่านั้น ต่อมามีคณะกรรมการ การเลือกตั้ง (กกต.)ทําให้คณะธุรกิจมองเห็นช่องทางการควบคุมผู้ชนะเลือกตั้งได้ สะดวกขึ้น และลงลึกถึงการปกครองระดับท้องถิ่นได้โดยตรง นักการเมืองทุกระดับจึงเป็นได้เพียงเหยื่อของนายทุนที่ ใช้จับอํานาจเท่านั้น การเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศในวันที่ 20 ธันวาคม 2563 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดการเชื่อมต่อของ ทุนชาติกับทุนท้องถิ่นอย่างแยบยล พื้นที่เลือกตั้งที่มีการแข่งขันเพียง 2 คนหรือมีโอกาสชนะเพียง 2 คนหรือ 2 กลุ่ม จะมีกลุ่มทุนเดียวกันแทรกแซงเพื่อสนับสนุนให้มีส่วนในการควบคุมอํานาจท้องถิ่นอย่างผูกขาด นัยสําคัญที่เกิดขึ้นคือ ระหว่างการหาทุนหาสียงเป็นการจัดระดับความสําคัญของทุนท้องถิ่นให้กับทุนใหญ่ที่แทรกแซง เกี่ยวข้องโดยบริสุทธิ์ ใจซึ่งไม่ว่าใครหรือกลุ่มใดจะชนะนายทุนผู้อยู่เบื้องหลังก็จะเป็นผู้ควบคุมผู้ชนะอย่างแยบยลถึงขั้นสนับสนุนหัวหน้าทีม หนึ่งและลูกทีมอีกทีมหนึ่งเพื่อเข้าไปควบคุมการคัดคานอํานาจให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด จะเห็นได้ว่าในกรณีนี้มีการใช้ทุน 2 ทุนมาจากกลุ่มธุรกิจเดียวกันมีขนาดใหญ่กว่าทุนท้องถิ่นและไม่ขัดแย้งกับกลุ่มในท้องถิ่นทางธุรกิจจึงมีความสะดวกที่ จะทําธุรกิจในท้องถิ่นต่อไป ทุน เป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการเลือกตั้งจะมากหรือน้อยนั้นอยู่ที่การเตรียมการ จัดการและ ตัวผู้สมัคร
การจัดการทุนที่มีอย่างจํากัดนั้นก็สามารถชนะได้หากเตรียมการที่ดี
การเตรียมกระแสกับเวลาเตรียมตัวกระแสกับการเลือกตั้งนั้นไม่มีความจําเป็นอย่างมีนัยสําคัญต่อกัน ในด้านความสัมพันธ์ที่แปรเปลี่ยนเป็นคะแนน
การสร้างกระแสผู้สมัครส่วนใหญ่แทบจะทุกคนเข้าใจว่ามีความจําเป็นอย่างมากโดยเพาะกับผู้สมัคร ที่จรมาจากต่างถิ่นแต่มีความพร้อมที่จะสมัครในเงื่อนไขอื่นๆหรือผู้สมัครที่มีชื่อเสียงและถูกทาบทามให้ลงสมัครเป็น ตัวแทนทางการเมืองโดยไม่ตั้งใจมาก่อนกระแสจะมีความหมายสําคัญคือเป็นการแจกจ่ายกิจกรรมกับแกน-หัวคะแนน แต่ถ้าเป็นเพียงกระแสที่ลอยมาหรือกระแสอวกาศในโลกออนไลน์ก็จะไร้ความหมายในวันเลือกตั้งหมายถึงการจัดตั้ง จะต้องดําเนินการให้เสร็จสิ้นก่อน โดยทั่วไปกระแสจะเฟื่องฟูได้เร็วจะต้องมีจํานวนจัดตั้งเพื่องานปล่อยข่าวให้เป็น กระแสนั้นจะประมาณร้อยละ 30 ของเป้าชนะที่คํานวณไว้ กระแสที่สร้างไว้เป็นด้านบวกของผู้สมัครต้องมีความจริง ที่จับต้องได้เป็นรูปธรรมเชิงประจักษ์สอดคล้องกับวิถีในท้องถิ่น ข้อควรคํานึงตลอดคือกระแสควรมีระยะเวลาไม่เกิน 90 วัน เมื่อให้ประชาชนเบื่อหรือชาชนจนเฉยเมยกับกระแสและเป็นโอกาสการตอบโต้ของคู่แข่ง
ในกรณีที่จัดตั้งยังไม่ได้เป้าตามจํานวน การเกาะกระแสที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งจําเป็นของผู้สมัครที่คิดจะ ทํากระแส กรณีนี้จะต้องระวังการเปลี่ยนแปลงอย่างมากเนื่องจากไม่สามารถควบคุมกระแสได้โดยส่วนใหญ่จะเป็น กระแสที่เกิดจากสื่อส่วนกลางหรือสื่อกระแสหลัก ที่บางพื้นที่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมกระแสเหล่านี้จะไม่ดํารงอยู่นานนัก การเกาะกระแสให้ประชาชนเข้าใจร่วมในการเกี่ยวข้องของผู้สมัคร กับกระแสที่เกิดขึ้นมีช่องว่างในการ แทรกแซง และตอบโต้จากคู่แข่งได้สะดวกอีกทั้งยังไม่มีจัดตั้งที่มากพอที่จะแก้สถานการณ์เป็นการเสี่ยงสูงต่อการเกิด กระแสด้านลบจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระวังเกาะติดลงลึกกับกระแสโดยตลอด การมีบุคคลากรทํางานนี้จะต้องมี ความเชี่ยวชาญเชิงงานข่าวเป็นการเฉพาะและต้องไม่ลืมที่จะทําควบคู่กับการขายจัดตั้งให้ได้ตามเป้าหมาย
การรักษากระแสในขณะที่ผู้สมัครมีการจัดตั้งที่สมบูรณ์ประมาณร้อยละ 30 ของเป้าชนะจะสามารถ ควบคุมหรือรักษากระแสได้ง่ายกว่าผู้สมัครที่มีการจัดตั้งไม่สมบูรณ์หากเป็นกระแสนิยมด้านบวกของผู้สมัครจะต้อง จัดระบบในการรักษากระแสให้คงอยู่ในแต่ละพื้นที่ซึ่งต้องคํานึงถึงเวลาที่สอดคลองกับการดําเนินชีวิตในชุมชนกับการ รักษากระแสที่จะต้องกระทําให้เป็นลักษณะเดียวกับคลื่นน้ําทะเลที่ซัดเข้าฝั่ง ต้องมีความสม่ําเสมอตลอดเวลาและ จะต้องรักษากระแสให้ได้ถึงช่วงกลางฤดูการหาเสียงหรือประมาณก่อนเลือกตั้ง 7 วันเพื่อให้มีเวลามากพอที่จะเปลี่ยน กระแสเป็นคะแนนและจะต้องดึงกระแสเพื่อมารักษาตั้งแต่ก่อนฤดูการหาเสียงหรือก่อนจะมีการประกาศวันเลือกตั้ง กระแสบวกที่จะต้องรักษาหรือแอบอิงนั้นต้องคํานึงเสมอว่าเป็นเพียงความนิยมไม่ใช่การตัดสินใจเลือก หากมีตัวแปร ที่ตรงกับความต้องการของประชาชนมากกว่าความนิยม การแปรเปลี่ยนเป็นคะแนนก็จะเปลี่ยนไป
กระแสไม่ได้เป็นเรื่องบวกเสมอไปกระแสด้านลบก็เกิดขึ้นได้จะต้องทําลายกระแสลบ ด้วยการ ควบคุมไม่ให้แพร่กระจายออกไปเป็นวงกว้างหรือลึกลงมากยิ่งขึ้นซึ่งจะต้องใช้ปรากฏการณ์พิสูจน์แล้วสร้างกระแสใหม่ หรือสร้างกระแสใหม่ที่ใหญ่และสําคัญกว่าเดิมเพื่อเป็นการเบี่ยงเบนกระแสลบจะต้องมีความชัดเจนในพื้นที่ของกระแส ซึ่งจะต้องมีทีมงานจัดตั้งเกาะติดมวลชนที่รับรู้กระแสเป็นกลไกสําคัญ ระยะเวลาในการลบกระแสและสร้างกระแส ใหม่จะต้องไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนการเลือกตั้งโดยประมาณ
กระแสเป็นเพียงเรื่องราวให้เกิดการรับรู้ไม่ใช่การตัดสินใจไปลงคะแนนหรือเลือกใคร การเปลี่ยน กระแสเป็นเรื่องใหม่หรือเป็นคะแนนได้นั้นจะต้องใช้พลังจัดตั้งมวลชนสู่มวลชนกันเองด้วยกิจกรรมร่วมที่มีความหวัง จะได้ประโยชน์ที่ชัดเจนในปัจจุบันหรือออนาคตที่มวลชนมีความเชื่อว่าจับต้องได้
การมีสํานักงานอุปกรณ์และบุคคลากรที่มีความรู้ในการจัดการหาเสียงเลือกตั้งเป็นศูนย์ลับการมี ศูนย์ลับเป็นเรื่องยากเพราะการหาเสียงเลือกตั้งเป็นเรื่องของมวลชนในท้องถิ่นที่ใกล้ชิดรู้จักกันทั้งตัวบุคคลและพื้นที่ จึงปกปิดได้ยาก ดังนั้นควรที่จะจัดตั้งนอกพื้นที่เลือกตั้งและดําเนินการโดยบุคคลภายนอกที่มีความรู้พิเศษจะเป็นการ ดีที่สุด การดําเนินภาระกิจของศูนย์ลับนี้นอกจากภารกิจภายในศูนย์แล้วยังต้องมีภารกิจประเมินผลความนิยมและ ตรวจสอบแกน-หัวคะแนนเป็นงานหลักซึ่งมักจะทําให้เกิดความไม่เข้าใจกันในงานจึงต้องระวังเรื่องสัมพันธ์ขวางหรือ ความขัดแย้งกับทีมเปิดให้มาก การกําหนดภารกิจของศูนย์ลับนี้รวมถึงกําหนดวิธีแข่งขันและเป้าหมายการเคลื่อนไหว บุคคลเป้าหมาย การก้าวของการเคลื่อนไหวพื้นที่ ความเข้มข้นแม่นยําขึ้นอยู่กับความละเอียดในศิลปะการ เคลื่อนไหวมากกว่าศาสตร์ใดๆ จึงควรมีบุคคลากรพื้นที่ร่วมภารกิจในการชี้เป้าที่ชัดเจน และมีการทดแทนส่วนที่เสื่อม ไปตามเป้าคะแนนที่กําหนดไว้ตลอดเวลา เนื่องจากผู้สมัครทุกคนมีลักษณะรับเหมางานหาเสียงเลือกตั้งทั้งหมด จึง มักจะเลือกทีมงานการเมืองในพื้นที่เป็นผู้ปฏิบัติงานหรือแกน-หัวคะแนนโดยไม่คํานึงและไม่รับรู้ถึงการพัฒนาหรือการ เสื่อมสภาพของผู้ปฏิบัติงานหรือแกน-หัวคะแนน เมื่อมีทีมงานประเมิน-ตรวจสอบจึงทําให้ขัดแย้งกับความเชื่อใน บางส่วน
การกําหนดเป้าชนะระดับหน่วยเลือกตั้งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องเข้าใจบริบทสังคมหรือชุมชนที่ ชัดเจนเพราะในปัจจุบันมีเศษซากความขัดแย้งทางการเมืองลงลึกถึงครัวเรือน การทําความเข้าใจเพื่อขยายฐานนิยม ให้ได้เป้าชนะจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมิฉะนั้นจะเป็นการยุยงเพิ่มเป็นตัวเร่งความขัดแย้งขึ้นได้ และจะเกิดเป็นกระแส ลบในที่สุด เป้าชนะที่ได้จึงเป็นเพียงสถิติของผู้ที่เคยชนะในอดีตจึงต้องปรับให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในขณะหา เสียงเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้มักจะไม่เป็นที่เชื่อถือของผู้สมัคร หลักการจัดตั้งแกน-หัวคะแนน โดยเฉพาะในระยะก่อนฤดูหา เสียงมักจะมองเป็นเรื่องง่ายทําให้ประมาทต่อการทํางาน อีกประการหนึ่งเมื่อกําหนดเป้าชนะถึงระดับหน่วยเลือกตั้ง ผู้ปฏิบัติมักจะมองว่าเป็นการเตรียมการซื้อเสียงมากกว่าการหาเสียงจึงอาศัยประสบการณ์มากกว่าการจัดตั้งและขยาย มวลชนทําให้เกิดความสับสนในการทํางาน ที่สําคัญเข้าสู่มิติการต่อรองด้านการเงินกับผู้สมัครที่มีลักษณะเป็น ผู้รับเหมาหากการต่อ-รองไม่สามารถตกลงราคากันได้อาจจะทําให้เกิดความขัดแย้งและกระแสลบในโค้งสุดท้ายซึ่งเป็น การยากในการแก้ไข นายทุนใหญ่จึงใช้ความพร้อมของทุนในการแก้ปัญหาแต่หากไม่ทําการขยายมวลชนจัดตั้งอย่าง เพียงพอก็จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด การปฏิบัติงานของศูนย์ลับจึงต้องมีความสําคัญและแม่นยํา แต่จะขัดแย้งกับ ความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเป้าชัดเจนให้บริหารเป้าให้มั่นคง ด้วยการขยายงานหาเสียงร่วมกับเป้าเมื่อมีผลปฏิบัติ เกิดกระแสที่ชัดเจนจะทําให้หาเสียงได้ง่ายขึ้นเนื่องจากจะทํางานหาเสียงกับเป้าหมายเท่านั้นไม่จําเป็นจะต้องหาเสียง กับคนทั่วไปที่เป็นฝ่ายตรงข้ามแต่กระแสจะไม่เฟื่องฟูเหมือนการหาเสียงทั่วไป
การใช้ทุนในการบริหารเป้าชนะนั้นจะต้องใช้ประมาณร้อยละ 30 ของเป้าชนะเป็นอย่างน้อยจะใช้ใน รูปแบบไหนออยู่ที่การตกลงเป็นรายบุคคลแต่ต้องระวังกฎเกณฑ์ กกต. ด้วยซึ่งคู่แข่งที่เป็นฝ่ายแพ้จะนํามาใช้หรือจ้าง วานเป็นเครื่องมือฟ้องร้องกันภายหลังการนับคะแนนให้วุ่นวายได้ ผู้ชนะที่มีทุนมากพอจึงต้องเกาะติดในเรื่องนี้ด้วย การเปิดกระแสด้วยควาพร้อมเรื่องทุนเกิดกระแสให้เด่น-ดัง ได้ง่ายในช่วงฤดูหาเสียงเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันก็เป็น การดึงดูดเสือ สิงห์ กระทิง แรด ทางการเมืองมาให้ปวดหัวด้วยเช่นกัน การใช้ทุนไม่ให้เด่น-ดังนั้นจะใช้เพียงผ่าน จัดตั้งเพื่อปฏิบัติงานหาเสียงเท่านั้นความละเอียดในการใช้ทุนทุกครั้งจะต้องสอดคล้องและพึงพอใจกับงานและ ผู้ปฏิบัติงานงานการหาเสียงในลักษณะนี้จะตรงข้ามกับการใช้ทุนเตรียมซื้อเสียงเนื่องจากเป็นคุณค่าของงานศิลป์หรือ การใช้ทุนทางสังคมของผู้ปฏิบัติมากกว่างานที่เห็นรูปธรรมหรือศาสตร์ทางสังคมการใช้ทุนจะแพงมากขึ้นในขณะที่เนื้อ งานจะน้อยลงแต่แปรเป็นคะแนนได้ง่ายขึ้น
ต้องมีผู้ชํานาญการบริหารมวลชนกับคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ชัดเจนเพื่อขจัดปัญหาแทนผู้สมัคร และติดต่อประสานงานที่เสี่ยงต่อความผิดระเบียบ กกต.เนื่องจากระเบียบกกต.เป็นระเบียบที่ไม่มีความชัดเจนจึงเป็น ช่องว่างของผู้มีอํานาจควบคุมระเบียบหาประโยชน์ต่อ-รอง กับนายทุนผู้สมัครได้ง่าย การใช้เทคนิคดําเนินการจึงต้อง มาจากผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมจะรับผิดแทนผู้สมัครเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม และยังใช้ความรู้ความสามารถด้านการหา เสียงเลือกตั้งใช้งานได้อีกด้วย ที่สําคัญคือการจัดระบบการหาเสียงเลือกตั้ง ถึงแม้ว่าจะมีทุนมากเพียงใดหาก จัดระบบไม่ดีพอก็จะเป็นการทําน้ําพริกละลายแม่น้ํา ไม่มีทางสู่ชัยชนะได้ การจัดระบบหาเสียงเลือกตั้งจะต้อง กระทําก่อนมีประกาศเลือกตั้ง และทําการประเมินเป้าชนะเพื่อทําการจัดตั้งมวลชนตามอัตราส่วน โดยส่วนใหญ่จะ จัดระบบในช่วงปลายฤดูการหาเสียงเลือกตั้งหรืออาทิตย์สุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งเพราะเข้าใจว่าการจัดระบบหาเสียง เป็นการจัดระบบเพื่อการซื้อเสียงเท่านั้นหรือเพียงแค่การทําโพล (polt) เป็นการเข้าใจผิดด้วยการโฆษณาฐานคติของผู้ ที่อวดอ้างตัวเองเป็นผู้รู้ทางการเมืองล่องลอยหลักคิดอยู่ในความฝันทั้งที่ไม่รู้จักการเมืองของประชาชนเลย แสดงตัว รังเกียจนักเลือกตั้งที่อยู่กับความจริง ปัญหาเช่นนี้ฟูมฟักอยู่ในนักคิดไร้ปัญญามายาวนานเมื่อเกี่ยวพันธ์เข้าสู่ในฐานอํานาจแนวคิดนี้จึงเป็นอุปสรรคในการเติบโตของการเมืองภาคประชาชนที่เป็นความไม่สงบในการเมืองไทย มีความ วุ่นวาย จมอยู่ในวงจรอุบาทว์ไม่รู้จบ การบริหารการหาเสียงเลือกตั้งนั้นต้องบริหารแกนกับงานและระเบียบ กกต. อย่างละเอียดทุกชิ้นงาน เช่น ติดป้าย แจกใบปลิว ฯลฯ ต้องมีเป้าและจุดประสงค์ที่ชัดเจนส่วนใหญ่สื่อด้านกว้าง เหล่านี้ไม่สัมพันธ์กับการจัดตั้ง
การบริหารบัญชีเลือกตั้งจะต้องละเอียดถึงระดับบุคคลเนื่องจากบัญชีเลือกตั้งเป็นรายชื่อผู้ปฏิบัติงาน ที่ชัดเจนในแต่ละระดับควรที่จะนํามาใช้ประโยชน์และแต่ความล่าช้าของหน่วยงาน กกต.บัญชีเลือกตั้งไม่เคยพร้อม ก่อนการเลือกตั้งในช่วงฤดูหาเสียงทีมงานหาเสียงสามารถใช้บัญชีเลือกตั้งครั้งล่าสุดเท่าที่จะหาได้ก็สามารถใช้ ประโยชน์ได้มากกว่าร้อยละ 80 จะมีเปลี่ยนแปลงบ้างไม่มากนัก การบริหารบัญชีเลือกตั้งให้ได้เป้าชนะต้องสอดคล้อง กับงานระดับบุคคลในแต่ละครัวเรือนและแต่ละหน่วยเลือกตั้งการเพิ่ม-ลดเป้าชนะขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของ สถานการณ์เลือกตั้งผู้บริหารเป้าชนะต้องปรับเป้าให้ทันกับการทํางานของแกน-หัวคะแนนระดับหน่วยเลือกตั้งเป็น อย่างน้อยเวลาและความฉับไวในการตัดสินใจจะต้องไม่ผิดพลาดโดยเฉพาะการเพิ่มเป้าชนะเพราะเป็นการเพิ่ม ทรัพยากรในการหาเสียง
การจับกระแสเป็นเรื่องสําคัญที่จะประเมินสถานการณ์ปัญหามักจะอยู่ที่ใครจับกระแส จับเมื่อไหร่ จับอย่างไร เป็นเรื่องศิลปะทางวิชาการไม่สามารถใช้ศาสตร์ใดๆได้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากการเลือกตั้งเป็นการ ตัดสินใจของประชาชนจํานวนมากที่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและอยู่ภายใต้การแข่งขันที่มีการโหมกระหน่ํา ความคิดทางสังคมให้ป็นฐานข้อมูลในการตัดสินใจของมวลชนตลอดเวลา การจับกระแสต้องใช้ผู้ชํานาญการเฉพาะ ด้านเป็นพิเศษที่เคยผ่านการทําวิจัยทางสังคมศาสตร์อย่างโชกโชนในพื้นที่มีความขัดแย้งสูง ผ่านการนําในการต่อสู้ทาง สังคม ผ่านการจัดตั้ง ผ่านการวางแผนการลือกตั้งได้รับชัยชนะทุกระดับจึงจะมีความรู้พอที่จะจับกระแสและแปล ความกระแสได้ มิฉะนั้นเสี่ยงต่อความแปลความที่ผิดพลาดและจะนํามาชี้นําการเคลื่อนไหวพลาดทั้งกระบวนการ นําไปสู่ความพ่ายแพ้ในที่สุด อีกประการหนึ่งในการประเมินศักยภาพของทีมงานคือการติดตามประเมินงานอย่าง ชัดเจนตลอดเวลา เป็นรูปธรรมอย่างสม่ําเสมอ การกระจายงานนั้นต้องกระจายลงสู่ฐานจัดตั้งทั้งหมดไม่ว่างาน เล็กน้อยหรืองานใหญ่ เมื่อมีการกระจายงานให้ผู้ปฏิบัติงานในจัดตั้งเป็นจํานวนมากรูปแบบการปฏิบัติอาจเกิดความไม่ เข้าใจกันซึ่งอาจเกิดความขัดแย้งขึ้นได้และไม่ทันต่อเวลาให้แก้ปัญหาบางประเด็นที่รูปธรรมไม่ชัดเจนให้ทําเป็นเรื่อง ลับและซ่อมแซมโดยทันทีในเรื่องนี้ โดยทั่วไปนายทุนที่สนับสนุนผู้สมัครจะมีทีมแก้ปัญหาสํารองอยู่แล้วเนื่องจากต้อง เตรียมพลังของกลุ่มทุนไว้ผลักดันหรือต่อรองกับผู้สมัครที่ตีตัวออกห่างเช่นกัน
ดังนั้นการตรวจสอบซ่อมแซมความนิยมจะต้องทําตลอดเวลาโดยเฉพาะกลุ่มทุนที่สนับสนุนการหา เสียงทั้งสองฝ่ายเพื่อคาดเดาความเป็นไปได้ของผู้สมัครที่มีโอกาสชนะมากกว่าและหาทางที่จะต่อ-รองให้ได้ประโยชน์ สูงสุดต่อไปเพราะการปกครองยังต้องมีฝ่ายบริหาร และฝ่ายตรวจสอบผู้ปกครองอีกเช่นกันซึ่งมีโอกาสที่อยู่ใต้อาณัติ กลุ่มทุนเช่นเดียวกัน การครอบครอง เพื่อปกครองเช่นนี้กําลังคืบคลานผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่นลงสู่ทุนท้องถิ่นที่ทํา หน้าที่เป็นเครื่องจักรอย่างเป็นขบวนการที่ไม่ทันคํานึงในความแยบยลของกลุ่มทุน ร่วมเป็นเครื่องจักรกดขี่ขูดรีด ประชาชนระดับรากหญ้าภายใต้การสนับสนุนผลักดันของข้าราชการน้อยใหญ่ที่หวังในอามิสสินจ้างรางวัล เป็นเชื้อให้ สังคมที่แข็งแรงจะลุกขึ้นต่อต้านทุกหย่อมหญ้าในที่สุดสังคมใหม่ในวังวนกลุ่มทุนใหม่ก็จะเกิดขึ้นหากไม่เปลี่ยนการ ปกครองประเทศไทยจะยั่งยืนต่อไปในใลกที่มีดมนต์เป็นการพลิกเปลี่ยนแผ่นดินแห่งยุคสมัยที่สมบูรณ์







