INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เรียม เพศยนาวิน และตุนกู อับดุรเราะห์มาน ตอนที่ 1

เรียม เพศยนาวิน และตุนกู อับดุรเราะห์มาน ตอนที่ 1

จรัญ มะลูลีม

 

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียได้พัฒนาแน่นแฟ้นจนมีความใกล้ชิดกันมาก ไม่ใช่เฉพาะในระดับราชวงศ์เท่านั้น  แต่การพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังเชื่อมโยงไปถึงระดับผู้นำ บุคคลสำคัญ ตลอดจนประชาชนระหว่างสองประเทศอีกด้วย  เช่น เรียม เพศยนาวิน      นาวสาวไทยคนแรกของประเทศไทยที่เสกสมรสกับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งรัฐเปอร์ลิส และตุนกู อับดุรเราะห์มาน ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศมาเลเซียผู้มีมารดาเป็นคนไทย เติบโตและเรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์  เป็นต้น

เรียม เพศยนาวิน อดีตนางสาวไทยคนแรกประจำปี 2482 ซึ่งนับถือศาสนาอิสลาม เป็นชาวอำเภอบางรัก จังหวัดพระนคร เธอถือกำเนิดจากครอบครัวที่มีพ่อเป็นมุสลิม   ส่วนแม่ของเรียมเป็นชาวไทยเชื้อสายจีน สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนมหัสดัมอิสลามวิทยาลัย    เรียมได้รับตำแหน่งนางสาวไทยด้วยวัยเพียง 16 ปี จากนั้นเธอได้พบกับสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งรัฐเปอร์ลิส คือสมเด็จพระราชาธิบดีซัยยิด ปุตราฯ แห่งสหพันธรัฐมลายา ในปี 2495 ก่อนจะกลายเป็นประเทศมาเลเซียในปัจจุบัน

พระราชาธิบดีตุนกู ซัยยิด ฮารูน ปุตรา อิบนิ อัลมัรฮูม ซัยยิด ฮัซซัน ญะมาลูไลล์ (Tuanku Syed Harun Putra ibni Almarhum Syed Hassan Jamalullai)  สมเด็จพระราชาธิบดีจากรัฐเปอร์ลิส  ได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 3 แห่งสหพันธรัฐมลายาในวันที่ 21 กันยายน ปี 2503 – 20 กันยายน ปี 2508

ก่อนสมรสกับนางสาวไทย เรียม เพศยนาวิน สมเด็จพระราชาธิบดี ซัยยิด บุตรา ฯ แห่งรัฐเปอร์ลิส มีราชินีชาวมาเลเซียคือ เต็งกู บัดรียะฮ์ บินติเต็งกู อิสมาอีล (Tengku Budriah binti Tengku Ismail) อยู่แล้วและมีโอรสธิดารวม 8 องค์ ซึ่งราชินีพระองค์นี้เป็นธิดาของสุลต่านเมืองปาตานี  ก่อนที่ปาตานีจะผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม

ในปี 2494 สมเด็จพระราชาธิบดีซัยยิด ปุตรา ฯ จากรัฐเปอร์ลิส ซึ่งขณะนั้นดารงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีองค์ที่ 3 แห่งสหพันธรัฐมลายา เสด็จเยือนประเทศไทยเป็นการส่วนพระองค์ พร้อมกับมีพระประสงค์จะเยี่ยมเยือนและประทับกับครอบครัวชาวมุสลิมในประเทศไทย

นายเจ๊ะอับดุลลาห์ หลังปูเต๊ะ  อดีตรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูลในขณะนั้น ได้จัดที่ประทับให้ที่บ้านนายนิพนธ์ สิงห์สุมาลี ย่านถนนตก พระราชาธิบดี ซัยยิด ปุตราฯ ทรงรับรู้เรื่องนางสาวไทยผู้เป็นมุสลิมอยู่เป็นเนืองๆ

ขณะเดียวกันในเวลานั้น  เรียม เพศยนาวิน ก็พักอยู่ที่บ้านนายนิพนธ์ผู้เป็นญาติอยู่แล้ว  จึงทำให้พระราชาธิบดี ซัยยิด ปุตรา ฯลฯ ได้พบกับเรียม ที่สุลต่านสนพระทัยเป็นอย่างมาก ต่อมาอีก 2 เดือนจึงมีพิธีเสกสมรสอย่างเรียบง่ายขึ้นในวันที่ 18 กรกฎาคม ปี 2494 ที่ถนนตก กรุงเทพมหานคร โดยมีจุฬาราชมนตรีทำพิธีทางศาสนาพร้อมกับญาติสนิทของเรียมและแขกจากมลายามาร่วมงาม

หลังเสร็จสิ้นพิธีเสกสมรส  พระราชาธิบดี ซัยยิด ปุตรา ฯ ได้แต่งตั้ง เรียม ขึ้นสู่ตำแหน่ง “เจะปวน” (พระมเหสีรอง) มีตำแหน่งเป็น “รานี” หรือพระชายาที่สอง มีพระนามเต็มว่า เจะปวน มาเรียม (Che Puan Mariam) ทั้งสองพระองค์มีโอรสธิดารวม 4 องค์ คือ เซด ราชิต, เซด อัศนีย์, เซด บัดรีชา ซึ่งโอรสองค์ที่ 3 พระองค์นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานชื่อไทยให้ว่า “รังสิกร” ส่วนองค์สุดท้ายเป็นธิดา มีพระนามว่าชารีฟะฮ์ เมลานี

เจะปวนมาเรียมใช้ชีวิตในรัฐเปอร์ลิส มาเลเซีย ด้วยความสุขและมีชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ จนวันที่ 29 กันยายน ปี 2529 ขณะที่มีอายุได้ 64 ปี ก็ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคหัวใจวายเฉียบพลัน

ร่างเจะปวนถูกฝังอยู่ ณ สุสานหลวงประจำราชวงศ์ญะมาลูไลล์ ของพระราชาธิบดี ซัยยิด ปุตรา ฯ ในรัฐเปอร์ลิศ ประเทศมาเลเซีย และหลังจากนั้นอีก 14 ปีในวันที่ 16 เมษายน ปี 2543 สมเด็จพระราชาธิบดีซัยยิด ปุตราฯ  ก็เสด็จสวรรคตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวที่โรงพยาบาลกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

เมื่อครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 พร้อมด้วยสมเด็จพระราชินี เสด็จเยือนสหพันธรัฐมลายาครั้งแรก ในโอกาสนี้ สมเด็จพระราชาธิบดีซัยยิด ปุตราฯ  ในฐานะสมเด็จพระราชาธิบดีหรือยังดีเปอร์ตวนอากงองค์ที่ 3 แห่งสหพันธรัฐมลายา สมเด็จพระราชินี หรือรายา ประไหมสุหรี พร้อมด้วย เจะปวนมาเรียม ทรงรับเสด็จทั้งสองพระองค์โดยพร้อมเพรียงกัน  นับเป็นการพัฒนาความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศในระดับราชวงศ์ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางสาวไทยได้ก้าวสู่ตำแหน่งรานีของพระราชาธิบดีมาเลเซีย

 

ตุนกู อับดุรเราะห์มาน  สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทย-มาเลเซีย

ประวัติศาสตร์ของมาเลเซีย ได้กล่าวยกย่องผู้เป็นปฐมนายกรัฐมนตรีแห่งมาเลเซีย คือ ตุนกู อับดุรเราะห์มาน ผู้ซึ่งมีเลือดสยามครึ่งหนึ่งจากมารดา ในการต่อสู้เพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้เกิดมาเลเซียอย่างทุกวันนี้

นอกจากนั้นในบทเรียนประวัติศาสตร์ของมาเลเซียยังกล่าวถึงความเป็นสยามของผู้นำอย่างชัดเจน นั่นหมายถึงการให้เกียรติต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศตั้งแต่ก่อนที่มาเลเซียจะได้รับเอกราช  ทั้งนี้มีคนไทยหลายคนที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความใกล้ชิดระหว่างกันในแต่ละด้าน เช่น พันเอก ดร. ถนัด คอมันตร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับการยกย่องในฐานะผู้วางรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ  โดยมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการก่อตั้ง “สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (หรืออาเซียน) และนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย

หลังจากประเทศมาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษ ผู้นำมาเลเซียคนแรกๆ มักจะมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีกับประเทศไทย โดยเฉพาะตุนกู อับดุรเราะห์มาน นายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซียที่มีมารดาเป็นคนไทย ผู้ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้าฯ ให้แต่งงานกับลูกเจ้าเมืองเกอดะฮ์ เพื่อเป็นการสร้างสันทวไมตรีระหว่างสองประเทศ

เมื่อเจริญวัย ตุนกู อับดุรเราะห์มาน ยังติดตามพี่ชายเข้ามาศึกษาในกรุงเทพมหานครแล้วจึงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ ความสานึกในพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ไทย และความรู้สึกในความเป็น “ครึ่งไทย” ของตุนกู อับดุรเราะห์มาน นี้เองเป็นเหตุผลสำคัญที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียเป็นไปย่างราบรื่น (สมเกียรติ สุพรรณชนะบุรี, ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย พ.ศ. 2519-2526 กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2530, หน้า 10)

ความใกล้ชิดระหว่างกันของสองฝั่ง ดำเนินมาช้านานตั้งแต่มาเลเซียยังไม่ได้รับเอกราชจากอังกฤษ และสยามยังปกครองหัวเมืองมลายูบางส่วนของมาเลเซียปัจจุบัน ก่อนที่ไทรบุรีหรือรัฐเกอดะฮ์ในปัจจุบัน จะอยู่ในอาณัติอังกฤษเมื่อปี 2452 นั้น ไทรบุรียังเป็นส่วนหนึ่งของสยาม มีเจ้าพระยาฤทธิสงครามรามภักดีศรีสุลต่าน เป็นผู้ปกครอง ในปี 2446 ชายาชาวสยามของท่านสุลต่านได้ให้กำเนิดบุตรชายคนหนึ่ง ซึ่งถือกำเนิดเป็นชาวสยาม แต่เมื่อเติบใหญ่ขึ้นได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของอีกประเทศหนึ่ง นั่นคือ ตุนกู อับดุรเราะห์มาน

ด้วยเหตุผลนี้ บุคคลสำคัญที่สุดที่ได้มีบทบาทและอิทธิพลโดยตรงด้านการวางหลักการและการกำหนดนโยบายของมาเลเซียในการดำเนินความสัมพันธ์กับไทย ก็คือ ตุนกู อับดุรเราะห์มาน นายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย

ข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้ได้รับการยืนยันในเชิงประจักษ์ในหลายโอกาส หลายเหตุการณ์ ตลอดระยะเวลา 13 ปี ของการเป็นนายกรัฐมนตรีของ ตุนกู อับดุร เราะห์มาน (ปี 2500-2513) โดยตุนกู อับดุร เราะห์มาน ได้เคยแสดงทัศนะและความรู้สึกที่ตนมีต่อประเทศไทย    และประชาชนไทยในความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย อันเป็นทัศนะและความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อไทย ความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับประเทศไทยและสังคมไทย         ตลอดจนเป็นทัศนะที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างจริงจังที่จะส่งเสริมให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียให้มีความมั่นคงก้าวหน้าเพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ   (สุรพงษ์ ชัยนาม, นโยบายของไทยต่อมาเลเซีย กรุงเทพฯ: สยามปริทัศน์, 2560 , หน้า 17 )

พ.ศ. 2561 เป็นปีแห่งการครบรอบความสัมพันธ์ไทย-มาเลเซีย 60 ปี ซึ่งรัฐบาลไทยได้จัดงานและนิทรรศการต่างๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างกันที่มีมายาวนานและแน่นแฟ้น มุ่งสะท้อนความสัมพันธ์อันใกล้ชิดและยาวนานระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศซึ่งได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซียในช่วง 60 ปีที่ผ่านมา ผ่านนิทรรศการที่เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์การทูตระหว่างไทยกับมาเลเซีย

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี 2561 กระทรวงการต่างประเทศได้จัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อเฉลิมฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมาเลเซีย การจัดปาฐกถาพิเศษเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับมาเลเซียในหัวข้อ “สายสัมพันธ์พิเศษ: ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเกอดะฮ์กับสยามและสายสัมพันธ์ฉันท์ญาติมิตร ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ” โดย ตุนกู ดะโต๊ะ ดร. โซเฟีย เจวา ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานสาวของตุนกู อับดุรเราะห์มาน นายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซีย และพระขนิษฐาในสมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ที่ 14 แห่งมาเลเซีย

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com