ประวัตศาสตร์ มนุษยชาติ (44)

ประวัตศาสตร์ มนุษยชาติ
ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์
การทำสงครามขั้นเด็ดขาดของบุตร แห่งมนุษย์กับหัวโจกแห่งมารร้าย เพื่อทำลายล้างความอยุติธรรม และสถาปนาความยุติธรรมขึ้นบนโลก อันเป็นสันติภาพอันสถาพรของ
มวลมนุษยชาติในยุคสุดท้าย
ดังที่ได้ดำเนินเรื่องมาอย่างยืดยาวรวมสิบเอ็ดบท ในที่สุดจึงได้มาถึงซึ่ง ข้อสรุปอันสำคัญที่จะทำให้การศึกษาค้นคว้าวิเคราะห์วิจัยของเราสำเร็จ สมบูรณ์ลงได้ ฉะนั้นผู้หนึ่งย่อมเล็งเห็นได้ด้วยตนเองแล้วว่า พระเจ้ามิได้ ทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นเพียงจักรกลตัวหนึ่งของเครื่องจักรเครื่องหนึ่ง และ ให้มันทำงานไปโดยตัวของมันเอง ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ก็มิได้ถูกสร้างขึ้น มาให้เพียงมีหน้าที่สะสมทรัพย์สินเงินทองเอาไว้อย่างมากมาย โดยผ่านทาง วิธีการอย่างไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสัมมาอาชีพหรือผ่านทางอบายมุข เพื่อว่า
ให้เป็นที่พึงพอใจต่อความต้องการในทางวัตถุของตน เมื่อหากมิใช่เป็นเช่น นั้นแล้ว! มันมีความคิดอันยิ่งใหญ่ในประการใดที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการสร้าง สรรค์ของพระเจ้าเล่า
เราได้เห็นมาโดยตลอดแล้วว่า มีจักรวรรดิและราชวงศ์อันมากมาย ในอดีตที่ยึดถือแต่เฉพาะแง่มุมของวัตถุ และได้ละเลยต่อความจริงอีกด้าน หนึ่งของชีวิต ทั้งนี้เพราะพวกเขาไม่เข้าใจถึงความลึกซึ้งของธรรมชาติแห่ง มนุษย์ หรือเพราะว่าไม่ได้ประเมินค่ามันให้ถูกต้อง หรืออาจเป็นเพราะพวก เขายึดเอาจินตนาการ ตัณหา ราคะและโมหะในแบบของพญามาร แทน ทางนำของบรรดาศาสดาของพระเจ้า บรรดานักปราชญ์ได้กำหนดคุณ สมบัติของมนุษย์ไว้ด้วยกันสามมิติคือ
1. ชีวิตทางวัตถุของปัจเจกชน
2. ชีวิตทางสังคม
3. โลกแห่งจิตวิญญาณและญาณทัศนะ
บรรดาผู้ที่ให้ความสำคัญเฉพาะในมิติแรก และเชื่อถือในความอิสระ เสรีอย่างเต็มที่ของมนุษย์ ถึงแม้มันจะเป็นอันตรายต่อตัวของเขาเองก็ตาม โดยการมองข้ามคุณลักษณะอันลึกซึ้งของมนุษย์ จึงทำให้พวกเขาหลงลืม ในมิติหนึ่งที่สำคัญอีกสองประการ บรรดาผู้ที่ให้ความสำคัญเฉพาะมิติที่หนึ่ง และที่สองแต่เพิกเฉยละเลยในมิติที่สาม ย่อมประสบกับความสำเร็จเฉพาะ ด้านการสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อม แต่จะขาดคุณค่าต่างๆ ทางจิตวิญญาณและ ศีลธรรมจรรยาไป
อาร์โนลด์ เจ ทอยน์ปี นักประวัติศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของอังกฤษ ได้ ให้สัมภาษณ์อย่างยืดยาวกับนิตยสาร “ไลฟ์” ของอเมริกา เขากล่าวไว้ว่า “มนุษย์ได้ยอมจำนนต่อลัทธิสสารนิยม และจากทัศนะเช่นนั้นเอง เราจึงมี มันโดยไม่ขาดตกบกพร่องในสิ่งใด อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า แต่เรากลับ ต้องล่มสลายในด้านจิตวิญญาณของสิ่งต่างๆ อย่างไรก็ตามข้าพเจ้าคิดว่ายังพอมีเวลาที่จะละวางทัศนะที่ผิดพลาดนี้และกลับคืนสู่ศาสนา ดังนั้นผู้ที่มีวิจารณญาณมองไปไกลกว่ามิติทั้งสองนั้น มุ่งมองและ
ลูกษามนุษย์และจุดมุ่งหมายในการสร้างสรรค์จากมิติทั้งสามดังกล่าว ทั้ง พราะความเป็นจริงของมนุษย์มันเป็นดังนั้น และมนุษย์ไม่อาจรู้จักตัวเอง ได้ในหนทางอื่นใดนอกไปจากวิธีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น มิติที่สามนี้ให้อำนาจแก่ มนุษย์ ที่จะประเมินค่าถึงทางเข้าและทางออกบนเวทีแห่งชีวิตส่วนตัวและ สังคม นี้คือวิถีแห่งการดำรงชีวิตที่ถูกต้องโดยเดินผ่านมิติต่างๆ เหล่านี้ มนุษย์ก็จะต้องได้รับความสมบูรณ์ของเขาเอง และเขาจะต้องมองหาทาง นี้ เพราะเขาถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์นี้
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ปัญหาจึงเกิดคำถามขึ้นว่า ความยำเกรงต่อบาป ของคนเรานั้น สามารถนำเขาไปสู่มิติเหล่านี้ได้หรือไม่ จึงขอให้เราเริ่มวิจัย ถึงปัญหานี้เพื่อหาคำตอบหนึ่ง
ความยำเกรงต่อบาป
นักจิตวิทยาบางท่านปฏิเสธถึงการมีอยู่ของความยำเกรงต่อบาป พวกเขาเชื่อว่าที่เรียกกันว่าความยำเกรงต่อบาปนั้น โดยจริงๆ แล้วเป็นเพียง ผลของการฝึกฝนมาเมื่อยังเด็กๆ อยู่ หรืออีกนัยหนึ่ง นักวิชาการจำนวน มาก เช่น รุสโซ เชื่อว่ามีพลังอำนาจหนึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของธรรมชาติ ของมนุษย์ ซึ่งสามารถแยกแยะความดีจากความชั่ว เด็กๆ ผู้ที่ไม่ได้อยู่ใต้ อิทธิพลของสภาพแวดล้อมหนึ่ง ซึ่งฝึกพวกเขาในทางใดทางหนึ่ง ที่ซึ่งความ ยำเกรงต่อบาปของเขายังไม่ได้ถูกทำให้ไขว่เขว ย่อมสามารถที่จะเข้าใจ ความดีและความชั่วได้ ทั้งนี้เป็นหลักขั้นพื้นฐานและที่เป็นสัญชาตญาณ (โปรดดู Emile ของรุสโซ โดยเฉพาะเล่ม 4)
เราอาจเห็นด้วยว่าส่วนหนึ่งของความดีและความชั่วนั้นเป็นไปตาม ประเพณี ยกตัวอย่างเช่น การแต่งกาย อาหารและบางสิ่งซึ่งอาจเป็นสิ่งดี
ในสมัยหนึ่งและสถานที่หนึ่ง แต่เป็นสิ่งไม่ดีในเวลาและสถานที่อื่น แต่ สำหรับผู้ที่มีสติปัญญาและเหตุผลผู้ซึ่งถูกควบคุมอยู่ด้วยกับความคิด ส่าหไปล่ามารถยอมรับได้ว่าความดีและความชั่วทั้งหมด จะเป็นอย่างที่ ว่านี้ ทั้งนี้เพราะความไว้วางใจ การปฏิบัติตามพันธสัญญาให้ครบถ้วน การ ช่วยเหลือคนยากจนและคนอ่อนแอ การทำงานเพื่อมนุษยชาติ ความเป็น พี่น้องกัน ความเสมอภาคและคุณธรรมอื่นๆ อีกในทำนองนี้ ล้วนหยั่งราก ลึกลงไปในธรรมชาติของมนุษย์ ในอีกด้านหนึ่ง การหลอกลวง ความ อยุติธรรม การละเมิดสัญญา ความเห็นแก่ตัวและอื่นๆ ในทำนองนี้ ย่อม เป็นสิ่งที่ต้องถูกประณามอยู่เสมอไปและในทุกๆ สถานที่ เพราะฉะนั้นย่อม ไม่มีผู้ใดจะมากล่าวได้ว่าคุณสมบัติทั้งหมดเหล่านั้นจะมาถูกยึดถือให้เป็น ความเลวโดยสัญชาตญาณ
ฉะนั้นผู้หนึ่งต้องยอมรับการมีอยู่ของความยำเกรงต่อบาป แต่ด้วย กับเงื่อนไขที่จำเป็นดังต่อไปนี้ ดังว่าความยำเกรงต่อบาปโดยตัวของมันเอง ไม่อาจนำพามนุษย์ไปสู่ความสมบูรณ์ได้ นั้นคือ ความยำเกรงต่อบาปต้อง ไม่อาจนำพามนุษย์ไปสู่ ได้รับการฝึกฝนเช่นเดียวกันกับแร่ธาตุต่างๆใต้พื้นดิน ที่จะต้องนำมาถลุง และทำให้บริสุทธิ์ หาไม่แล้ว! มันก็จะถูกทำให้เสียหายไปภายใต้สิ่งแวดล้อม ของสภาพแวดล้อมที่ฉ้อฉล อันเป็นผลให้นักจิตวิทยาเหล่านี้ไม่อาจยอมรับ มันได้ ดังนั้นจึงปฏิเสธการมีอยู่ของมัน สิ่งนี้ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ ต้องการศาสดาผู้ปราศจากบาป
อุดมการณ์ของมนุษยชาติ
นับจากบรรพกาลจนถึงปัจจุบันสมัย มนุษย์ได้นำเสนอความคิดเห็น ไว้อย่างมากมายเพื่อพัฒนาสังคมและปัจเจกชนที่อาศัยอยู่ในสังคมนั้น แต่เนื่องจากมนุษย์ไม่ได้สำเหนียกอย่างเพียงพอถึงความลี้ลับต่างๆ ในทาง ความอยู่ดีกินดีของจิตวิญญาณและวัตถุธาตุ และความอวิชชาของเขาจะมีผลกระทบอย่างมาก เขาจึงไม่สามารถนำเสนอความคิดเห็นใดๆ ที่จะ สามารถทำให้ความต้องการต่างๆ ในทางธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะ เต็มรูปแบบให้เป็นผลที่พอใจได้
ตร. เบิรโรว์ส กล่าวไว้เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยทวินส์ ต้นว่า เขาเคยได้ยินไอส์ไตน์กล่าวว่า “วิทยาศาสตร์จะบอกกับเราว่าที่นั้น เป็นอะไร แต่ศาสนาจะบอกกับเราว่าที่นั้นควรจะมีอะไร” และวิตเตอร์ ฮูโก้ กล่าวไว้ว่า “ยิงมนุษย์ก้าวหน้าไปมากเท่าใด ความต้องการในทางศาสนา ของเขาก็ยิ่งมีมากขึ้นตามไปด้วย
ความยุ่งยากอีกประการหนึ่งของอุดมการณ์ต่างๆ เหล่านั้นก็คือไม่ว่าสติปัญญาจะบอกอะไรกับเรา ไม่ว่ามันจะถูกต้องสักแค่ไหนแต่มันก็ ยังไม่มีหลักประกันว่า เราจะปฏิบัติตามความคิดเห็นต่างๆ เหล่านั้นของ อุดมการณ์ดังกล่าว ผู้คนส่วนใหญ่รับรู้โดยผ่านทางสติปัญญาและความรู้ ของพวกเขาว่า การพนัน แอลกอฮอล์ การลักขโมยและการประกอบ อาชญากรรมเป็นสิ่งไม่ดี แต่กระนั้นพวกเขาต่างตกเป็นเหยื่อของการปฏิบัติ ตามสิ่งไม่ดีเหล่านั้น
ปัจจุบันเราได้เห็นสหประชาชาติที่มีสมาชิกมากกว่า 150 ชาติจาก ทั่วโลก เป็นองค์การที่อ่อนแอ เพราะมติต่างๆ ที่ประกาศออกมาโดยทั่วๆ ไปแล้วก็จะปรากฏให้เห็นเป็นเพียงตัวหนังสือที่อยู่ในรายงานการประชุม ขององค์การ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสติปัญญาและความรู้ไม่มีการรับรองว่าจะ ต้องถูกนำไปปฏิบัติ
แต่แผนการของพระเจ้านั้น ย่อมไม่มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาด ใดๆ ขึ้นได้ เพราะมันมาจากแหล่งของความรู้อันเป็นอสงไขย มันถูกประกาศออกมาจากหัวใจอันสะอาดบริสุทธิ์ของบรรดาศาสดา มันจึงมีอิทธิพลต่อมวลมนุษยชาติ ยิ่งไปกว่านั้นเราได้เห็นมาแล้วว่า ผลตอบแทนและการถูกลงโทษที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งต่างๆ ของพระองค์ เป็นเหตุให้มนุษย์ต้องนำแผนการนี้สู่การปฏิบัติ ลำพังเพียงสติปัญญาและความรู้ อย่างเดียวยังไม่เป็นที่พอเพียง นั้นคือจะต้องมีคำยืนยันรับรองประการหนึ่ง ปรากฏอยู่ในการช่วยเหลือของพระเจ้า ความสามารถเหล่านี้เป็นเพียงสนาม สำหรับการฝึกฝนโดยผ่านทางระเบียบวินัยของพระเจ้าที่บรรดาศาสนทูต นำมา เพื่อว่ามนุษย์จะได้ถึงซึ่งความมั่งคั่งสมบูรณ์ของคุณสมบัติในทั้งสาม มิติดังกล่าว โดยไม่ต้องเฉไฉไขว่เขวออกไป
อย่างไรก็ตาม สมมุติว่ามนุษย์มีอุดมการณ์ที่ถูกต้องแบบหนึ่ง แต่ บรรดาผู้เผด็จการและบรรดาผู้ปรารถนาจะนำความคิดเห็นของตนมาบังคับ ใช้ จะยอมให้เราแยกแยะสัจธรรมออกจากความมดเท็จหรือไม่ พวกเขา จะไม่พยายามปกปิดโฉมหน้าที่เป็นจริงของอุดมการณ์ต่างๆ นั้นหรือ ใน วิธีการนี้ประชาชนที่ไม่รู้จักว่าศรัทธาที่แท้จริงเป็นอย่างไร ก็จะไม่ลุกขึ้น มาต่อสู้กับการกดขี่ และจึงถูกหลอกลวงอย่างได้ผล อย่างไรก็ตามกฎ บัญญัติหนึ่งที่มาจากพระเจ้าสามารถทำให้เป็นที่รับรู้ได้กับผู้คนโดยทั่วไป โดยผ่านทางการแสดงความมหัศจรรย์และสัญญาณต่างๆ อันเป็นสัจธรรม ซึ่งพระเจ้าทรงประทานมาให้กับบรรดาศาสนทูตของพระองค์ และผู้คน สามารถเข้าใจถึงความสัตย์จริงของมันได้และเชื่อถือศรัทธาในสัจธรรมนั้น และย่อมจะไม่สามารถมองหาข้อแก้ตัวใดๆ เพื่อมาคัดค้านก่อกบฏ
ความจำเป็นของการส่งบรรดาศาสนทูต
ก) ความเพรียบพร้อมสมบูรณ์ในทางส่วนตัว สังคมและจิตวิญญาณ ของมนุษย์ ถือเป็นจุดมุ่งหมายของการสร้างสรรค์
ข) ความยำเกรงต่อบาปแต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ มนุษย์เป็นมนุษย์ผู้สมบูรณ์ได้
ค) อุดมการณ์ต่างๆ ของมนุษย์ไม่อาจทำให้เกิดความพึงพอใจอย่าง เต็มที่ในความต้องการต่างๆ ทั้งหมดของธรรมชาติของมนุษย์ และไม่มีหลัก



