การล่าชาวอารยันภายในธิเบตของนาซี

การล่าชาวอารยันภายในธิเบตของนาซี
เมื่อ ค.ศ 1938 ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ผู้นำของพรรคนาซีและสถาปนิกที่สำคัญของโฮโลคอสต์ ได้ส่งทีมห้าคนไปธิเบต ค้นหาต้นกำเนิดของเชื้อชาติอารยัน ผู้เขียน ไวบาฟ ปูรันดาเล ได้เล่าเรื่องราวที่น่าหลวใหลของการเดินทางไปธิเบตผ่านอินเดัยครั้งนี้ตำนานแห่งแอตแลนติสมีประวัติศาสตร์ที่มืดและน่ากลัว เจ้าสมุทร แอตแลนติส เป็นเรื่องราวบันดาลใจน่าเกรงกลัวผิดธรรมดา แต่ตำนานที่นิยมแพร่หลายมีด้านมืดที่ถูกลืม มันได้รับเอาไว้โดยนาซี และเมืองที่สูญหายไปได้ถูกใช้อ้างเหตุผลการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว
Himmer’s Crusade : The True Story of the 1938 Nazi Expedition to Find the Origins of the Aryan Race โดยคริสโตเฟอร์ เฮล เป็นเรื่องราวการเดินทางของนาซีเมื่อ ค.ศ 1938 ผ่านอินเดียไปสู่ภูเขาน่ากลัวของธิเบต ภายในการค้นหาส่วนที่เหลืออยู่ของชาวอารยัน ชนชาติปกครองที่สูญหายไป มันเป็นภารกิจของเอสเอสนำโดยบุคคลที่ซับซ้อนสองคน บุคคลหนึ่งกำลังใช้นาซีเดินตามเป้าหมายสุดท้ายของเขาเอง และบุคคลหนึ่งผูกพันต่อลัทธินาซีที่ต่อจากนั้นเขาได้ดำเนินการทดลองทางเชื้อชาติโดยใช้กระโหลกของนักโทษ ณ เอาชวิทซ์ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ มีความฝัน เขาเชื่อว่าไรช์ที่สามเเป็นผู้มาเกิดใหม่ของเชื้อชาติโบราณทเหนือกว่า มันเป็นการอ้างเหตุผลของเขาต่อกฏเผด็จการของนาซี ความทะเยอทะยานของมันไปสู่ยุโรป และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว อะไรที่เขาต้องการเป็นบางสิ่งบางอย่างที่จะพิสูจน์ความเหนือกว่าของชาวอารยันนี้ผู้เชื่อมั่นเข้มแข็งที่สุดคนหนึ่งต่อชนชาติปกครองอารยันคือ ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ เขาได้ลุกขึ้นกลายเป็นที่สองเท่านั้นต่อฮิตเลอร์ของอำนาจภายในไรช์ที่สาม เมืองตำนานของแอตเเลนติส ได้ถูกกล่าวถึงครั้งแรกภายในช้อเขียนของเพลโต ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์พยายามค้นหาเมืองผ่านการเดินทางไปธิเบตเป็นจุดสำคัญต่อการคิดของนาซีเกี่ยวกับเชื้อชาติอารยันและตำนานของแอตแลนติสให้เขาโอกาสดังกล่าวนี้แอตเเสนติสเป็นทวีปทั้งหมดภายในใจกลางของมหาสมุทรแอตแลนติคอาณาจักรของมันได้ครอบงำยุโรป อัฟริกา เเละอเมริกาใต้ ด้วยการครอบงำของมัน ทำให้ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ต้องการ และนัยอะไรก็ตามที่ชาวเยอรมันเป็นสายเลือดของผู้ออกแบบอาณาจักรที่สูญหายนี้ เพื่อที่เขาอ้างเหตุผลอุดมการณ์นาซีใหม่ของเขา อุดมการณ์นาซีเกี่ยวกับเชื้อชาติเยอรมันอับอายด้วยความพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เศรษฐกิจของพวกเขาพังทลาย โชคชะตาของพวกเขาภายในระเบียบโลกแตกกระจายบุคคลของพวกเขาเต็มใจรับเอาความคิดใหม่ แนวคิด การเมือง – และตำนาน มันได้ขับเคลื่อนการลุกขึ้นมาของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และผู้สนับสนุนที่ยิ่งใหญ่ ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ รู้ว่าพวกเขามีช่องว่างทางวัฒนธรรมต้องเติมนั่นคือทำไมเขาและพรรคนาซีได้รับเอาตำนานอารยันเป็นของพวกเขาเอง มันสอดคล้องมุมมองเหยียดผิวของโลกที่สมบูรณ์ของพวกเขาเมื่อ ค.ศ 1935 ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ได้ก่อตั้งหน่วยงานภายในเอสเอสเรียกว่า อาเนินแอร์เบอ หรือสำนักงานมรดกบรรพบุรุษ การค้นหาบุคคลจากแอตเเลนติสไปที่ไหนภายหลังฟ้าผ่าและน้ำท่วม และร่องรอยของเชื้อชาติที่ยิ่งใหญ่ยังคงหลงเหลืออยู่ที่ไหนและสามารถค้นพบได้ เมื่อ ค.ศ 1938 เขาได้ส่งทีมของชาวเยอรมันห้าคนไปธิเบต บนการปฏิบัติการค้นหาชาวอารยันสมาชิกสองคนของทีมโดดเด่นกว่าคนอื่น สมาชิกคนหนึ่งคือเเอรนสต์ชาเฟอร์ นักสัตวศาสตร์อายุ 22 ปีที่มีพรสวรรค์ เคยไปพรมแดนอินเดียจีน ธิเบต สองครั้งก่อนหน้านี้ ชาเฟอร์ ได้เข้าร่วมเอสเอสไม่นานภายหลังที่นาซีได้ชัยชนะเมื่อ ค.ศ 1933 ก่อนที่ไฮน์ริช ฮิมเลอร์ได้กลายเป็นผู้สนับสนุนต่อการเดินทางไปธิเบตชาเฟอร์หลงใหลกับการล่าสัตว์ และชอบสะสมถ้วยรางวัลภายในบ้านเบอร์ลินของเขา ภายในการล่าสัตว์ครั้งหนึ่ง ในขณะที่พยายามยิงเป็ดจากเรือและภรรยาของเขาอยู่ด้วย เขาได้ลื่นลงตอนเล็งปืนและยิงหัวภรรยาของเขาโดยอุบัติเหตุ ทำให้เธอเสียชีวิตสมาชิกคนที่สองคือ บรูโน เบเกอร์ นักมานุษยวิทยาวัยหนุ่มเข้าร่วมเอสเอสเมื่อ ค.ศ 1935 เขาทำการวัดกะโหลกและรายละเอียดใบหน้าของชาวธิเบต และทำหน้ากากใบหน้า เขากล่าวว่า เพื่อการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสัดส่วน และต้นกำเนิดของชาวธิเบต ความสำคัญและการพัฒนาของเชื้อชาตินอร์ดิกภายในภูมิภาคนี้เรือบรรทุกชาวเยอรมันห้าคนเข้าเทียบท่า ณ โคลอมโบภายในศรีลังกาเมื่อ ค.ศ 1938 จากที่นี่เขาได้นั่งเรืออีกลำหนึ่งไปมาดราส และเรือลำที่สามไปกัลก้ตตา ผู้มีอำนาจอังกฤษภายในอังกฤษกังวลถึงการเดินทางของชาวเยอรมันและคิดว่าพวกเขาเป็นสายลัย เริ่มแรกพวกเขาลังเลที่จะยอมให้พวกเขาผ่าน อินเดีย และวารสารไทม์อินเดียบริหารโดยอังกฤษได้พาดหัวข่าวกล่าวหาเป็นสายลับเกสตาโปภายในอินเดียผู้มีอำนาจอังกฤษภายในกางทอก รัฐสิกขึมทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย อาณาจักรภูเขาอิสรภาพในขณะนั้นลังเลต่อการยอมให้ชาวเยอรมันเข้าไปสู่ธิเบตผ่านสิกขึม แต่ในที่สุดทีมนาซีสามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ เมื่อสิ้นปีชาวเยอรมันห้าคน ด้วยธงสวัสดิกะติดอยู่กับล่อและกระเป๋าเดินทางของพวกเขา ได้เข้ามาสู่ธิเบตสวัสดิกะเป็นสัญลักษณ์ที่แพร่หลายภายในธิเบต เรียกจักกันตามท้องที่เป็น ยุงตรุง ชาเฟอร์และทีมมองเห็นมันอย่างมากมายระหว่างเวลาของพวกเขาภายในอินเดียด้วยท่ามกลางชาวฮินดู มันเป็นสัญลักษณ์มายาวนานแห่งโชคชะตาที่ดี แม้แต่วันนี้สัญลักษณ์ได้ถูกมองเห็นข้างนอกบ้านภายในวัด ตามหัวมุมถนน และบนด้านหลังรถบรรทุกดาไล ลามะ องค์ที่สิบสามได้เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ 1933 และดาไล ลามะ องค์ใหม่อายุสามปีเท่านั้น ดังนั้นอาณาจักรธิเบตนับถือศาสนาพุทธถูกควบคุมโดยผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ชาวเยอรมันได้ถูกปฏิบัติอย่างดีมากจากผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและชาวธิเบตโดยทั่วไป และบรูโน เบเกอร์ ได้ช่วยเหลือเหมือนเป็นแพทย์แก่ท้องที่ระยะหนึ่ง ณ เวลานั้น ชาเฟอร์และทีมสามารถใช้เวลามากขึ้นสำรวจเพื่อการวิจัยอย่างเเท้จริง บนภารกิจที่ซ่อนเร้นของการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ภายในด้านเหมือนเช่น สัตวิทยา เเละมานุษยวิทยา แต่กระนั้นการวิจัยของเยอรมันถูกตัดให้สั้นลงเนื่องจากการหลีกเลี่ยงไม่ได้ของสงครามบรูโน เบเกอร์ ได้วัดกระโหลกและคุณลักษณะอื่นของชาวธิเธต 376 คน ถ่ายภาพ 2000 ภาพ หล่อศรีษะ ใบหน้า มือ และหูของชาวธิเบต 17 คน และรวบรวมนิ้วมือและลายนิ้วมือของชาวธิเบตอีก 350 คน เขาได้รวบรวมสิ่งประดิษฐ์ทางชาติพันธุ์วิทยา 2000 ชิ้น สมาชิกคนอื่นได้ถ่ายภาพยนตร์ขาวดำยาว 18,000 เมตร และถ่ายภาพ 40,000 ภาพเมื่อการเดินทางของพวกเขาถูกตัดให้สั้นลง ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ได้จัดการให้ทีมเยอรมันบินออกจากกัลกัตตา ณ ช่วงเวลาสุดท้าย และตัวเขาเองได้ไปทักทายพวกเขาเมื่อเครื่องบินบินลงที่มิวนิคชาเฟอร์ ได้นำทรัพย์สมบัติของธิเบตส่วนใหญ่ของเขาไปไว้ที่ปราสาทซาลซ์เบิรก เขาได้ย้ายไประหว่างสงคราม แต่เมื่อกองกำลังพันธมิตรเข้ายึดครองเบอร์บินเมื่อ ค.ศ 1945 ภาพของธิเบตจำนวนหนึ่งและวัตถุอื่นได้หายไป แต่การสะสมส่วนใหญ่ได้รอดพ้นและอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์และหอจดหมายเหตุภายในเยอรมันและอเมริกาไวบาฟ ปูรันดาเร เป็นผู้เขียน “Hitler and India : The Untold Story of His Hatred For the Country and Its People” ฮิตเลอร์และอินเดีย :เรื่องราวที่ไม่บอกกล่าวของความเกลียดชังของเขาต่อประเทศและบุคคลของพวกเขา

นาซีที่ปกครองเยอรมันตั้งแต่ ค.ศ 1933 จนกระทั่งความพ่ายแพ้ของพวกเขาภายในสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อ ค.ศ 1945 ได้ถูกชักจูงอย่างมากว่าชาวเยอรมันแท้จริงเป็นสมาชิกของชาติปกครองที่ลิขิตให้ปกครองโลกปรัชญานี้ทำให้เกิดความชั่วช้าอย่างน่ากลัวของโฮโลคอสต์ ด้วยการฆ่าชาวยิวมากกว่าหกล้านคน รวมทั้งชาวยิปซี และบุคคลอื่นที่ไม่ใช่อารยันถูกมองเหมือนเป็นความผิดของการทำให้เลือดเยอรมันที่บริสุทธิ์สกปรกอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำพรรคนาซี ยืนยันว่าเยอรมันเหนือกว่าทุกเชื้อชาติอื่น ฮิตเลอร์ ได้กลายเป็นลุ่มหลงกับความบริสุทธิ์ทางเชื้อชาติ และใช้ถ้อยคำอารยัน อธิบายความคิดของเชื้อชาติเยอรมันที่บริสุทธ์ของเขา เชื้อชาติอารยันมีหน้าที่ควบคุมโลก นาซีเชื่อว่าชาวอารยันมีเลือดบริสุทธิ์ที่สุดของบุคคลทุกคนบนโลก ชาวอารยันอุดมคติมีผิวสีอ่อน ผมสีบอร์น และตาสีฟ้าไมใช่ชาวอารยันได้ถูกมองเป็นไม่บริสุทธิ์หรือเเม้แต่ชั่วร้าย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เชื่อว่าความเหนือกว่าของชาวอารยันได้ถูกคุกคามโดยเฉพาะจากชาวยิว ดังนั้ลำดับชั้นของเชื้อชาติได้ถูกสร้างด้วยชาวอารยัน ณ บนสุด ด้วยชาวยิว ชาวยิปซี และชาวผิวดำ ณ ล่างสุด บุคคลที่ด้อยกว่าเหล่านี้ถูกมองเป็นการคุกคามอย่างหนึ่งต่อความบริสุทธิ์และความเข้มแข็งของชาติเยอรมันถ้อยคำอารยันต้นกำเนิดหมายถึงบางสิ่งบางอย่างแตกต่างกัน ภายในนาซี เยอรมัน ถ้อยคำชาวอารยัน และไม่ใช่ชาวอารยันได้ถูกใช้ระบุใครเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเยอรมัน และใครไม่ได้เป็น ภายในต้นศตวรรษที่ยี่สิบ นักวิชาการและบุคคลอื่นใช้ถ้อยคำ อารยัน เป็นการรวมกลุ่มของบุคคลทางเชื้อชาติ แม้ว่าคำนิยามต้นกำเนิดอยู่บนพื้นฐานการศึกษาโครงสร้างของภาษา นักคิดบางคน เช่น ฮูสตัน แชมเบอร์ลิน ส่งเสริมความคิดว่าชาวอารยันเหนือกว่าทางเชื้อชาติ และวัฒนธรรมต่อกลุ่มของบุคคลอื่นตั้งแต่การเริ่มต้นของพรรคนาซีภายใน ค.ศ 1920 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และผู้ร่วมอุดมการณ์ของสังคมนิยมแห่งขาติส่งเสริมแนวคิดของเชื้อชาติอารยัน พวกเขาปรับตัว ควบคุม และหัวรุนแรงต่อความเชื่อของการมีอยู่ของเชื้อชาติอารยัน และความเหนือกว่าของมันให้สอดคล้องกับอุดมการณ์และนโยบายของพวกเขา ผู้นำนาซีใช้แนวคิดนี้สนับสนุนความคิดว่าเยอรมันเป็นส่วนหนึ่งของชนชาติปกครอง ยิ่งกว่านั้นพวกเขาได้ระบุว่า ไม่ใช่อารยัน ใช้ส่วนใหญ่กับชาวยิวถูกระบุเป็นการคุกคามทางเชื้อชาติที่สำคัญต่อสังคมเยอรมัน ถ้อยคำได้ถูกใช้กับชาวโรมา – ยิปซี และชาวผิวดำ ด้วยความมุ่งหมายของนาซีคือ การสร้างชนชาติปกครอง มันหมายความถึงการกระตุ้นบุคคลด้วยเลิอดบริสุทธิ์ – บุคคลด้วยผมสีบลอนด์ และตาสีฟ้า – มีลูกมากขึ้น เมื่อ ค.ศ 1935 ผู้นำเอสเอส ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ได้สร้างโครงการเรียกว่า บีเบินส์บอรน หมายถึงการเกิดของชีวิต ความมุ่งหมายของโครงการคือ การให้หญิงสาวบริสุทธิ์ทางเชื้อชาตินี้มาสู่ศูนย์เลเบินส์บอร์นเหล่านี้ สร้างเด็กกับนายทหารเอสเอวคนหนึ่งพวกเธอสามารถมีลูก ณ ศูนย์เลเบนส์บอร์น ลูกได้ถูกเอาไปจากแม่ของพวกเขาและให้แก่เอสเอส รับผืดชอบการศึกษาและการเลี้ยงดูของพวกเขา เด็กเหล่านี้เจริญเติบโตไม่เคยรู้จักพ่อเเม่ทางสายเลือดของพวกเขาเลย โครงการเลเบินส์บอร์นได้ไปต่อระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองของ ประเทศที่เยอรมันยึดครอง เอสเอสได้ลักขโมยเด็กที่มีผมสีบอร์นและตาสีฟ้า และนำพวกเขามาสู่ศูนย์เลเบินส์บอร์น ณ ที่นี่พวกเขาถูกบังคับไม่ให้ยอมรับประวัติของพวกเขา และยอมรับการสอนของนาซี เด็กบางคนได้ถูกบอกว่าพ่อเเม่ของพวกเขาได้ทอดทิ้งพวกเขา เมื่อ ค.ศ 1938 ไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ผู้นำที่สำคัญของพรรคนาซีขอเยอรมันและสถาปนิกที่สำคัญของโฮโลคอสต์ ส่งทีมสมากชิกห้าคนไปธิเบตค้นหาต้นกำเนิดของเชื้อชาติอารยัน ก่อนปีสงครามโลกครั้งที่สองเริ่มต้น กลุ่มของชาวเยอรมันเดินทางอย่างซ่อนเร้นระหว่างพรมแดนตะวันออกของอินเดีย พวกเขาอยู่บนภารกิจการค้นหาแหล่งที่มาของเชื้อสายอารยันอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เชื่อวาชาวนอร์ดิก “อารยัน” ได้เข้ามาสู่อินเดียจากทางเหนือ 1500 ปีก่อนหน้านี้ และชาวอารยันได้ผูกพันกับการกระทำอย่างน่าอับอายของการผสมพันธุ์กับบุคคลไม่ใช่อารยันท้องที่ พวกเขาได้สูญเสียคุณลักษณะที่ทำให้พวกเขาเหนือกว่าทางเชื้อชาติต่อบุคคลทุกคนบนโลก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ได้แสดงความเกลียดชังอย่างลึกซึ้งต่อชาวอินเดีย และการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของพวกเขา ตามไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ ผู้นาของเอสเอส อนุทวีปอินเดียยังคงคุ้มค่าที่จะดูอย่างใกล้ชิด มันเป็นตรงที่ธิเบตเข้ามาสู่เรื่องราวใครที่ยืนยันความคิดเชื้อสายที่เหนือกว่าของชาวนอร์ดิกผิวขาวจะเป็นผู้เชื่อมั่นเรื่องราวของจินตนาการเมืองแอตเเลนติสที่สูญหายไป ตรงที่บุคคลของเลือดบริสุทธิ์ที่สุดครั้งหนึ่งเห็นได้ชัดมีชีวิตอยู่ เชื่อว่าตั้งอยู่บางแห่งระหว่างอังกฤษและโปรตุเกสภายในมหาสมุทรแอตเเลนติคเกาะตำนานนี้ได้ถูกกล่าวหาว่าจมลงโดยสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ขาวอารยันทุกคนที่รอดชีวิต ได้ย้ายไปสู่สถานที่ปลอดภัยมากขึ้น ภูมิภาคหิมาลัยถูกเชื่อว่าเป็นที่หลบภัยนั้น ธิเบตโดยเฉพาะ เพราะว่ามันมีชื่อเสียงต่อการเป็นหลังคาของโลกเมื่อ ค.ศ 1938 นักวิทยาศาสตร์เยอรมันห้าคนได้ดำเนินการสืบหาอย่างผิดธรรมดา พวกเขาได้เสี่ยงภัยชีวิตของพวกเขาไปสู่อาณาจักรห่างไกลที่สุดเเห่งหนึ่ง : ธิเบต การเดินทางอย่างเป็นทางการเพื่อการวิจัยสัตวิทยาและมนุษยวิทยาของประเทศ แต่ที่จริงเเล้วข้อมูลที่รวบรวมเพื่อเอสเอสได้ถูกใช้เพื่อความมุ่งหมายที่ลึกลับ ภารกิจความลับของพวกเขาคือ การค้นหาต้นกำเนิดของเชื้อชาติอารยัน

ภายใน “Mein Kampf” อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ประกาศเชื้อชาติไม่ใช่อารยันเหมือนเช่นชาวยิวเป็นต่ำตัิอย เชาเชื่อเยอรมันควรจะทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปได้ แม้แต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพื่อที่จะมั่นใจว่ายีนพูลของพวกเขายังคงบริสุทธ์ เมื่อ ค.ศ 1933 นาซีได้สร้างกฏหมายเพื่อการป้องกันผู้สืบเชื้อสายเป็นโรคกรรมพันธุ์ทำให้เกิดการฆ่าเชื้อบังคับบุคคลจำนวนมากระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นักโทษค่ายกักกันอดทนต่อการทดสอบทางเเพทย์ที่น่ากลัว ภายใต้ความช่วยเหลือของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์สร้างเชื้อชาติที่สมบูรณ์ โจเซฟ เมงเกอเลอ แพทย์เอสเอส ณ เอาซวิทซ์ ได้ควบคุมการทดลองหลายครั้งต่อทั้งหนุ่มสาวและเด็กฝาแฝดเขาใช้ยาหยอดตาเคมีทดลองเเละสร้างตาสีฟ้า ฉีดนักโทษด้วยเชื้อโรคร้ายเเรง และทำการผ่าตัดโดยไม่มีการดมยาสลบ ผู้ป่วยหลายคนของเขาตาย หรือพิการถาวรอย่างทรมาน และการทดลองที่น่ากลัวของเขาทำให้เขามีชื่อเล่นว่า เทวฑูตแห่งตวามตาย โดยรวมมันได้ถูกประมาณว่าบุคคลสิบเอ็ดล้านคนตายระหว่างการทำลายล้าง พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ตรงกับคำนิยามเชื้อชาติที่เหนือกว่าของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เมื่อรัสเซียได้ปลดปล่อยค่ายมรณะเอาชวิทซ์ เมื่อ ค.ศ 1945 ท่ามกลางนักโทษทิ้งไว้ข้างหลัง ส่วนใหญ่ของเด็กเป็นคู่แฝดของโจเซฟ เมงเกอเรอ เด็กที่รอดชีวิตและหลายคนที่ตายเป็นตัวอย่างของการทดลองมนุษย์โดยโจเซฟ เมงเกอเลอคู่แฝดประมาณ 3,000 คู่ได้ถูกเลือกจากบุคคลประมาณ 1.3 ล้านคนได้มาถึงเอาชวิทซ์ เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ถึงตายได้ ประมาณ 200 คู่ของพวกเขาเท่านั้นที่รอดชีวิต โจเซฟ เมงเกอเลอ ทำงานภายในเอาชวิทซ์ตั้งแต่ ค.ศ 1943 ค่ายมรณะได้นำสนอเขาด้วยห้องทดลองที่สมบูรณ์ มันได้ให้อุปทานอย่างไม่จำกัดของตัวอย่างมนุษย์ที่จะศึกษาพันธุกรรม และเขาไม่ต้องยุ่งยากถ้าพวกเขาตาย ตามมาจากการฉีดยาถึงตาย และการทดลองที่น่ากลัวอื่นสุพันธุศาสตร์เป็นความเชื่อและการปฏิบัติมุ่งหมายที่จะปรับปรุงคุณภาพพันธุกรรมของมนุษย์ การวางแผนปรับปรุงพันธุ์ด้วยเป้าหมายของการสร้างเชื้อชาติมนุษย์ที่เหนือกว่า ด้วยการกำจัดคุณลักษณะที่ไม่ต้องการออก ความคิดของฟรานซิส กอลตันขาดศีลธรรมอย่างลึกซึ้งตั้งแต่เริ่มต้นแต่มันไม่ได้ไปถึงข้อสรุปที่น่ากลัวของมันหลายทศวรรษต่อมาเมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจ เมื่อ ค.ศ 1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ กลายเป็นผู้นำเยอรมัน เขาได้ฝันถึงการใช้สุพันธุศาสตร์สร้างเชื้อชาติมนุษย์ที่สมบูรณ์ ฟรานซิส กอลตันมีชื่อเสียงมากที่สุดต่อการศึกษาลายนิ้วมือ ความฉลาดและสุพันธุศาสตร์ของเขา เขาได้มองเห็นเป็นไปได้ของลายนิ้มือเป็นระบบอย่างหนึ่งของการระบุตัวตนส่วนบุคคลภายในอาชญกรรม เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์คนเเรกศึกษาความฉลาดใช้การทดลองภายในสภาพแวดล้อมของห้องทดลองโจเซฟ เมงเกเลอ ติดตามสุพันธุศาสตร์ สาขาวิชาที่กำเนิดภายในอังกฤษ และผู้ก่อตั้งของมัน ฟรานซิส กอลตันเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เคารพของนาซี เยอรมัน เป็นตัวอย่างชาติตรงที่เป้าหมายทางการเมืองที่สำคัญคือ สร้างเชื้อชาติทั้งหมดตามสุพันธุศาสตร์ อีวา คอร์ เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ 2019 เธอเป็นผู้รอดชีวิตของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ผู้สนับสนุนการยกโทษ และนักพูดสาธารณะ สร้างพลังด้วยทัศนคติไม่ยอมแพ้ อีวา คอร์ ปรากฎตัวจากความเป็นเด็กที่มีแผลบาดเจ็บ เธอ เป็นตัวอย่างที่สุกใสของพลังจิตวิญญานมนุษย์ที่จะเอาชนะ เธอเป็นผู้นำชุมชน ผู้สนับสุนนสิทธิมนุษยชน และผู้ให้การศึกษาที่ไม่รู้จักเหนื่อยอีวา คอร์ เป็นผู้รอดชีวิตของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว พร้อมด้วยน้องสาวคู่แฝดของเธอ มิเรียม คอร์ เป็นตัวอย่างของการทดลองมนุษย์ภายใต้การควบคุมของแพทย์เอสเอส โจเซฟ เมงเกอเลอ ณ ค่ายกักกันเอาชวิทซ์ภายในโปเเลนด์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง พ่อเเม่พี่สาวสองคนของเธอถูกฆ่าภายในห้องรมแก้ส ณ เอาชวิทซ์ เธอและมิเรียมเท่านั้นรอดชีวิต อีวา คอร์ น้องสาวฝาแฝดของเรอ มิเรียม พี่สาวสองคน และพ่อเเม่ได้ถูกขับไล่จากเก้กโก สลัมของชาวยิว ไปสู่ค่ายกักกันเอาชวิทซ์เมื่อ ค.ศ 1944 ภายหลังสี่วันของการเดินทางภายในรถบรรทุกวัว พวกเขาได้มาถึงเอาชวิทย์ ยามเอสเอสได้เข้าประชิดแม่ของอีวา คอร์ ระหว่างการคัดเลือกผู้มาถึงใหม่ ใครไปทำงานและใครไปห้องรมแก้ส ท่ามกลางเสียงร้องให้ของมนุษย์และหมาเห่าทหารเยอรมันได้พุ่งไปที่แม่ของเธอ และถามพวกเธอเป็นฝาแฝดหรือไม่แม่ของเธอได้ถามมันเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ ทหารเยอรมันกล่าวว่ามันเป็น แม่ของเธอได้บอกเขาว่าอีวาและมิเรียมเป็นฝาแฝด ฝาแฝดได้ถูกเอาออกไปทันทีแม้ว่าเเม่ของเธอได้ประท้วง อีวา คอร์ ได้กล่าวว่าครั้งสุดท้ายที่เธอได้มองเห็นแม่ของเธอ แขนของเธอได้ยื่นออกไปอย่างสิ้นหวัง เมื่อเธอถูกดึงตัวออกไป ฉันไม่ได้กล่าวอำลาต่อเธอเลย แต่ฉันไม่เชื่อว่ามันเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้มองเห็นเธอ ตอนอายุสิบปี ฝาแฝดอีวาและมิเรียม คอร์ ไดัถูกนำไปเอาชวิทซ์ ตรงที่โจเซฟ เมงเกอเลอใช้พวกเธอเพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เด็กประมาณ 200 คนถูกพบมีชีวิตอยู่โดยกองทัพรัสเซีย ณ การปลดปล่อยค่ายกักกันเอาชวิทซ์เมื่อ ค.ศ 1945 ส่วนใหญ่ของเด็กเป็นฝาแฝดของเมงเกอเลอ อีวาและมิเรียม คอร์ อยู่ท่ามกลางพวกเขา พวกเธอทั้งสองคนได้รอดชีวิต พวกเธอต้องอยู่ภายในค่ายกักกันแตกต่างกันสามค่ายตลอดเก้าเดือน ก่อนการกลับไปมีชีวิตอยู่กับป้าของพวกเธอภายในโรมาเนีย แต่มิเรียม คอร์ เสียชีวิตเมื่อ ค.ศ 1993 เมื่อเธอเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะเป็นผลตามามาของการทดลองต่อเธอเมื่อเป็นเด็ก

ในฐานะส่วนที่สำคัญของไฟนอล โซลูชันของนาซี ต่อปัญหาชาวยิว นาซีได้เสร้างศูนย์สังหารผูกพันต่อการฆ่าหมู่ ณ ศูนย์สังหารเหล่านี้นาซีได้ใช้ห้องรมแก้ส หรือรถเคลื่อนที่ ฆ่าชาวยิวและบุคคลอื่น ไฟนอล โซลูชันไม่ได้เป็นอย่างเดียวกับโฮโลคอสต์ โฮโลคอสต์ เป็นการฆาล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวเเห่งยุโรประหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่าง ค.ศ 1941 และ ค.ศ 1845 นาซีเยอรมัน ได้ฆ่าอย่างมีระบบชาวยิวประมาณหกล้านคนทั่วยุโรปที่เยอรมันยึดครอง การฆ่าได้ถูกดำเนินการผ่านการยิงทิ้งหมู่และเเก้สพิษภายในค่ายมรณะถ้อยคำโฮโลคอสต์ ได้มาจากภาษากรีก หมายความว่า บูชายัญด้วยไฟได้กลายเป็นถ้อยคำโดยทั่วไปมากที่สุด อ้างถึงการทำลายล้างอย่างมีระบบของชาวยิวภายในยุโรป ระหว่างปีที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เเละนาซีมีอำนาจภายในเยอรมันไฟนอล โซลูชันต่อปัญหาชาวยิวเป็นระยะสุดท้ายของโฮโลคอสต์ และเกิดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ 1941 ถึง 1945 เยอรมันมีศูนย์สังหารห้าแห่ง เยอรมันเนรเทศชาวยิวไปสู่ศูนย์สังหารเหล่านี้ทั่วยุโรป การเนรเทศจำนวนมากกำเนิดจากเกตโตภายในโปแลนด์และที่อื่นเอาชวิทซ์เป็นค่ายมรณะใหญ่ที่สุดของหกค่าย ตรงที่บุคคลจำนวนมากได้ถูกทรมาณเเละฆ่าระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวภายใต้คำสั่งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในฐานะของโศรกนาฏกรรมยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของโลก การฆ่าล้างได้บันดาลใจภาพยนตร์และหนังสือนับไม่ถ้วน ผลงานเหล่านี้ได้ช่วยให้เรามองเห็นอะไรได้เกิดขึ้นต่อบุคคลระหว่างช่วงเวลนี้ บุคคลประมาณ 1.3 ล้านคนได้ถูกส่งไปที่เอาชวิทซ์ เกือบ 1.1ล้านคนเป็นชาวยิว เเละบุคคล 960000 คนตายภายในเอาชวิทซ์นาซี ได้สร้างเอาชวิทซ์เมื่อ 1940 ภายในชานเมืองของออสวีซิมของโปแลนด์ การสร้างค่ายกักกันกลายเป็นจุดศูนย์กลางต่อการเดินตามไฟนอล โซลูชั่นของฮิตเลอร์ต่อชาวยิว นาซีได้ฆ่าบุคคลระหว่าง 1.1และ 1.5 ล้านคน ณ เอาชวิทซ์ รวมทั้งชาวยิวมากกว่าหนึ่งล้านคน แต่เป็น ถ้อยคำ “ไฟนอล โซลูชั่น” ของปัญหาชาวยิว การแก้ไขปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้ายเป็นถ้อยคำสละสลวยใช้โดยผู้นำของเยอรมัน นาซี มันอ้างถึงการฆ่าหมู่ของชาวยิวแห่งยุโรปไฟนอล โซลูชั่นได้นำมาสู่การสิ้นสุดของนโยบายมุ่งหมายการกระตุ้นและการบังคับชาวยิวออกไปจากเยอรมัน และส่วนอื่นของยุโรป นโยบายเหล่านี้ได้ถูกแทนที่โดยการทำลายล้างอย่างมีระบบ มันไม่ชัดเจนว่าเมื่อไรแน่นอนที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ตัดสินใจฆ่าชาวยิวแห่งยุโรป การตัดสินใจน่าจะทำเมื่อ ค.ศ 1941 ด้วยการบุกรัสเซียเมื่อ ค.ศ 1940 ก่อนการเริ่มต้นของ ไฟนอล โซลูชั่น เยอรมันได้สร้างเกตโต สลัมชาวยิวภายในลอดซ์ เมืองภายในโปแลนด์ที่เยอรมันยึดครอง ณ เวลานั้นลอดซ์เป็นบ้านต่อชุมชานชาวยิวใหญ่ที่สุดลำดับสองภายในยุโรป เมื่อ ค.ศ 1940 เยอรมันได้บังคับชาวยิวโปแลนด์มากกว่า 160,000 คนไปสู่เกตโตลอดซ์มันถูกล้อมรอบด้วยลวดหนามและรั้วไม้ แรงงานบังคับแออัดยัดเยียดและ ชีวิตภายในลอดซ์ เกตโต อดอยากและลำบากมากโจเซฟ เมงเกอเลอ แพทย์ที่เสียชื่อของเอาชวิทซ์ ได้คัดเลือกนักโทษบนชานชลา ณ เอาชวิทซ์ เพื่อห้องรมแก้สหรือการจำคุก เขาได้เลือกนักโทษเพื่อการทดลองทางแพทย์ด้วย ดำเนินการโดยเขา และแพทย์ค่ายกักกันคนอื่น ภายในการศึกษามหาวิทยาลัยของเขา โจเซฟ เมงเกอเลอได้เลือกศึกษามนุษยวิทยากายภาพเเละพันธุกรรม เมื่อ ค.ศ 1935 เขาได้ปริญญาเอกทางมนุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยมิวนิค โจเซฟ เมงเกอเลอ เป็นบุคคลที่เสื่อมเสียมากคนหนึ่งของโฮโลคอสต์ การรับใช้ของเขา ณ เอาช์วิทซ์ เเละการทดลองทางเเพทย์ทำให้เขากลายเป็นผู้กระทำผิดทางอาชญกรรมรับรู้กันอย่างกว้างขวางมากที่สุดผูกพันกับค่ายกักกันนั้น ชีวิตภายหลังสงครามภายในการหลบซ่อนได้กลายเป็นความล้มเหลวระหว่างประเทศที่จะนำผู้กระทำผิดอาชญกรรมของนาซีมาสู่ความยุติธรรมโจเซฟ เมงเกอเลอดึงเหยื่อของเขาส่วนใหญ่จากกลุ่มชาติพันธุ์สองกลุ่ม ชาวยิวและชาวโรมา กลุ่มหล่านี้เป็นที่น่าสนใจโดยเฉพาะต่อการวืจัยทางแพทย์ของนาซี เยอรมัน อุดมการณ์ของนาซีมองทั้งชาวโรมาและชาวยิวเป็นต่ำกว่ามนุษย์ และเป็นภัยคุกคามต่อเชื้อชาติเยอรมัน ต่อเหตุผลเหล่านี้ นักวิทยาศาสตร์นาซีไม่มองจริยธรรมทางเเพทย์ประยุกต์ใช้กับบุคคลของกลุ่มเหล่านี้เลย
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







