INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเจริญและความเสื่อมของการพัฒนาประเทศ ตอนที่ 1

6435769769870853576335

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความเจริญและความเสื่อมของการพัฒนาประเทศ ตอนที่ 1

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

   แต่ละประเทศในโลกมีผลการพัฒนาที่แตกต่างกัน บางประเทศมีรายได้สูงมาก ประชาชนกินดีอยู่ดี  บางประเทศมีรายได้ต่ำ ประชาชนมีชีวิตที่อดอยากขาดแคลน บางประเทศ แม้มีรายได้เฉลี่ยสูง แต่ประชาชนก็มีความเหลื่อมล้ำมากในฐานะการเงินและชีวิตความเป็นอยู่ บางคนมีรายได้สูงมาก มีชีวิตที่ฟุ่มเฟือยหรูหรา แต่คนบางกลุ่มมีรายได้ที่ไม่เพียงพอกับการเลี้ยงชีพ

   นักเศรษฐศาสตร์ที่ศึกษาการพัฒนาเศรษฐกิจ จะให้ความสนใจปัจจัย หรือแรงผลักดันที่มีผลต่อการพัฒนา และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศต่างๆในโลกมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันมาก  นอกจากนั้น ประเทศที่เคยเจริญรุ่งเรืองในอดีต ต่อมากลายเป็นประเทศ ที่ล้าหลังกว่าประเทศอื่น และบางประเทศที่เคยล้าหลังกว่าประเทศอื่น ต่อมา กลับกลายเป็นประเทศมั่งคั่ง เหตุที่เป็นเช่นนี้ เกิดจากอัตราการเจริญเติบโตและความสำเร็จในการพัฒนาประเทศที่แตกต่างกัน  นักเศรษฐศาสตร์ ได้พยายามแสวงหาปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และอธิบายถึงความแตกต่างของผลการพัฒนาประเทศ แต่มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน เช่น เชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการลงทุน พัฒนาเทคโนโลยี ทรัพยากรมนุษย์ การส่งออก และมีถกเถียงในบทบาทของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศ

  ปัจจัยที่มีผลต่อการพัฒนา มีทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  เช่น ทำเลที่ตั้ง ภูมิอากาศ ขนาดประเทศ ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร รวมทั้งคุณภาพ วัฒนธรรม ประเพณี อุปนิสัยของประชาชน ซึ่งบ่มเพาะมาเป็นเวลานาน และสิ่งที่สร้างขึ้นโดยมนุษย์ โดยเฉพาะนโยบายการพัฒนาประเทศ ด้านการพัฒนาเทคโนโลยีกำลังคน และความพร้อมมูลของสิ่งสาธารณูปโภค
สิ่งมีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ บางอย่างเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่มีหลายอย่างเปลี่ยนแปลงได้  แม้แต่ทรัพยากรธรรมชาติก็เปลี่ยนแปลงได้ในระยะยาว  โครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ก็เปลี่ยนแปลงได้จากการปรับเปลี่ยนนโยบาย วัฒนธรรม ประเพณี อุปนิสัยประชาชน ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการวิวัฒนาการเป็นเวลานาน แม้ยากที่จะเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนไม่ได้เลย  การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษา อาจทำให้อุปนิสัยของประชาชน ปรับปรุงดีขึ้นได้  การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนความเชื่อและอุปนิสัยของประชาชนได้
ปัจจัยทางธรรมชาติ  และวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์  อาจมีความสำคัญน้อยกว่านโยบาย ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรม เหมือนกัน จะมีผลการพัฒนาแตกต่างกันจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ดังตัวอย่างประเทศจีนที่หลังการปฏิรูป เปลี่ยนจากประเทศที่ยากจนล้าหลังขึ้นเป็นมหาอำนาจของโลก โดยภาคเศรษฐกิจต่างๆมีความเจริญก้าวหน้า และประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก

 ตัวอย่างการดำเนินนโยบาย ที่ทำให้มีผลการพัฒนาไม่เหมือนกัน มีอยู่หลายประเทศ เข่น กรณีของเยอรมันตกและเยอรมันตะวันออก ในช่วงของการแบ่งแยกเยอรมันเป็นสองส่วน หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันตะวันตกและตะวันออกมีฐานะเศรษฐกิจไม่แตกต่างกันมาก แต่เมื่อผ่านไปกว่า 40 ปี จนถึงค.ศ.1990 ที่มีการรวมประเทศอีกครั้ง เยอรมันตะวันตกมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าเยอรมันตะวันออกมาก

 ในกรณีของเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ก็เช่นเดียวกัน ก่อนเกาหลีจะแยกเป็นสองประเทศ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกาหลีเหนือมีสภาพทางเศรษฐกิจดีกว่าเกาหลีใต้ แต่ปัจจุบัน เกาหลีใต้ มีรายได้ที่สูงกว่าเกาหลีเหนือหลายเท่าตัว เกาหลีใต้มีรายได้เฉลี่ยเกือบสี่หมื่นดอลลาร์อเมริกันในขณะที่เกาหลีเหนือเป็นประเทศที่ยากจน มีรายได้เฉลี่ยเพียง 1261ดอลลาร์เท่านั้น
ในกลุ่มอาเซียน สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีรายได้สูงที่สุด ปัจุบัน มีรายได้เฉลี่ยเกินหนึ่งแสนดอลลาร์อเมริกัน สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ ในปีค.ศ.1965 ตอนทีสิงคโปรประกาศอิสรภาพแยกตัวออกจากมาเลเซีย มีรายได้เฉลี่ยเพียง 500 ดอลลาร์อเมริกัน แต่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจ จนมีรายได้เฉลี่ยสูงขึ้นกว่า 200 เท่าตัวในเวลาหกทศวรรษ ในทางตรงกันข้าม ฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยเป็นประเทศที่มีรายได้สูงกว่าประเทศอื่นโดยส่วนใหญ่ในอาเซียน ปัจจุบัน มีฐานะเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าหลายประเทศในอาเซียน

 ประเทศที่มีรายได้สูง เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น ก็มีการเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้อเมริกายังเป็นประเทศที่มีผลิตภัณฑ์ประชาชาติสูงที่สุดในโลก แต่ความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจงต่างๆ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม ได้ทดถอยลงมาก ญี่ปุ่น ซึ่งมีภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งมากในทศวรรษ1980 ก็ประสบความถดถอยทางเศรษฐกิจนหลายทศวรรษ ในปี 2009 ญี่ปุ่นมีขนาดเศรษฐกิจวัดโดยผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ใหญ่เป็นที่สองของโลก ปัจจุบัน ตกลงมาเป็นอันดับที่สี่ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นมีการพัฒนาเศรษฐกิจในอัตราที่สูงมาก ปีค.ศ.2009 ญี่ปุ่นยังมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าจีน แต่ในปัจจุบัน ขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่นวัดโดยผลิตภัณฑ์ประชาชาติ มีขนาดเพียงหนึ่งในสี่ของจีน  บทความชุดนี้ กล่าวถึงปัจจัยต่างๆที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศ่เจริญเติบโตหรือเสื่อมถอย ตามหัวข้อต่อไปนี้: ก. ความคิดผู้บริหารประเทศ และนโยบายการพัฒนาประเทศ  ข.สถาบัน ค.การพัฒวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ง.ทรัพยากรมนุษย์ จ.เสถียรภาพ ฉ.สิ่งสาธารณูปโภค ช.สถานการณ์เศรษฐกิจโลก

ความคิดของผู้บริหารประเทศ

 ความคิดของคนเป็นสิ่งมีพลัง ถ้าคิดดี คิดถูก จะมีประโยชน์ แต่ถ้าคิดไม่ดี คิดไม่ถูก ก็สร้างความเสียหาย คนทั่วไปที่ไม่มีอำนาจในการบริหารประเทศ ความคิด จะมีผลกระทบต่อความสำเร็จ หรือความล้มเหลวในชีวิต แต่ความคิดของบุคคลที่มีอำนาจการบริหารประเทศจะมีผลกระทบต่อความเจริญหรือความเสื่อมของการพัฒนาประเทศได้ ยิ่งมีอำนาจในการปกครองประเทศมาก ผลกระทบที่เกิดจากความคิดเขา ไม่ว่าจะไปในทางดีหรือทางร้าย ก็จะยิ่งมีมาก

  ตัวอย่างเห็นได้ชัด คือ ประเทศจีน หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ ขึ้นยึดอำนาจการปกครองประเทศในปีค.ศ.1949  เหมาเจ๋อตง(毛泽东)เป็นผู้บริหารประเทศที่มีอำนาจสูงสุดใน 30 ปีแรก นโยบายการบริหารประเทศจีน ส่วนสำคัญเกิดจากความคิดของเหมา ในตอนแรก จีนมีการปฏิรูปที่ดิน ชาวนามีที่ดินของตนเอง มีผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นมาก ต่อมา มีการรวมกลุ่มเป็นคอมมูนประชาชน(人民公社)ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามลำดับ ในคอมมูนที่ดินเป็นของส่วนกลาง เครื่องมือ เครื่องใช้ ก็เป็นสินทรัพย์ส่วนกลาง สมาชิกคอมมูนทำงานร่วมกัน ชีวิตประจำวันทั้งการบริโภค การเดินทาง การรักษาพยาบาล ได้รับการดูแลจากคอมมูน ผลผลิตที่ได้มา นอกจากส่วนที่บริโภคแล้ว จะต้องส่งมอบให้รัฐบาล ต่อมา มีนโยบาย“ก้าวกระโดดไปข้างหน้าที่ยิ่งใหญ่”(大跃进:great leap forward) รณรงค์เพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเท่าตัวภายในหนึ่งปี โดยเหมาเจ๋อตงเชื่อว่า ถ้ามีความมุ่งมั่น ก็จะสร้างผลภายได้มากขึ้นได้ตามที่คิด แม้ผู้นำรัฐบาลบางคนที่มีความรู้เศรษฐกิจ ได้คัดค้านว่า การเร่งผลผลิตให้เพิ่มขึ้นเท่าตัวในเวลาเพียงหนึ่งปี เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เหมาไม่เชื่อ และติเตียนว่า ที่พูดเช่นนี้ เป็นการทำลายความกระตือรือร้นของประชาชน จึงไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน แต่ผลของนโยบายการเข้ากระโดดไปข้างหน้า ทำให้มีการรายงานเท็จว่าได้ผลผลิตการเกษตรว่าเพิ่มขึ้นมากตามเป้า และมีการปูนบำเหน็จเจ้าหน้าที่ท้องที่ที่รายงานเท็จ ลงโทษเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ที่รายงานข้อมูลจริง แต่เมื่อรายงานผลผลิตเพิ่ม ก็ต้องส่งมอบผลผลิตให้รัฐบาลมากขึ้น ทำให้มีผลิตผลทางการเกษตรที่เหลือบริโภคให้แก่ประชาชนน้อย หลังจากมีการใช้นโยบายก้าวกระโดดไปข้างหน้าที่ยิ่งใหญ่ ประชาชนหลายสิบล้านคนต้องล้มตายจากการขาดแคลนอาหาร

 ในทศวรรษ 1950-60 นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมจีนเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก ถ่านหิน ปิโตรเคมี และเครื่องจักรกล จีนมีความปรารถนาที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมทันสมัยที่มีเทคโนโลยีสูง โดยมุ่งหวังที่จะเป็นประเทศอุตสาหกรรมก้าวหน้าในเวลาสั้น แต่การพ้ฒนาอุตสาหกรรมหนัก ต้องมีเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งในเวลานั้น จีนยังเป็นประเทศยากจน ขาดแคลนทั้งเงินทุน เงินตราต่างประเทศ และเเทคโนโลยี แต่ด้วยความปรารถนาแรงกล้า รัฐบาลจีนยอมทุ่มเทเงทุนและทรัพยากรจำนวนมากในการพัฒนาอุตสาหกรรม

 ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงที่มีนโยบายการเข้ากระโดดไปข้างหน้ายิ่งใหญ่ เหมาเจ๋อตง รณรงค์ให้มีการถลุงเหล็กขนานใหญ่ ให้ประชาชนตั้งเตาถลุงเหล็กในครัวเรือน และตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเอาไม้เป็นเชื้อเพลิงในการถลุงเหล็ก แต่เหล็กที่ได้มามีคุณภาพต่ำ ใช้งานไม่ได้  การตัดไม้ทำลายป่า ก็ทำให้มีภัยแล้งมากขึ้น

   นอกจากความผิดพลาดของนโยบายเศรษฐกิจแล้ว ความขัดแย้งในความคิด ก็สร้างผลเสียแก่การเมืองและสังคมจีนมาก ตลอดเวลา 27 ปีที่เหมาเจ๋อตงมีอำนาจในการปกครองประเทศ มีการรณรงค์เรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น(阶级斗争)หลายครั้ง แต่ละครั้ง มีผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกลงโทษ ถูกทรมานจำนวนมาก เหมาคิดว่า การเมืองการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ความคิดการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นสิ่งสำคัญ ตั้งแต่ยังไม่ขึ้นมามีอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อเขามีอำนาจสูงสุดในพรรคคอมมิวนิสต์ เขาก็สนใจในเรื่องการควบคุมความคิด มีการณรงค์เรื่องการปรับปรุงความคิดถูกต้อง(整风运动) วิพากษ์วิจารณ์พวกที่มีความคิดไม่บริสุทธิ์หลายครั้ง มีผู้ถูกลงโทษจำนวนมาก  เมื่อเขามีอำนาจรัฐ ก็ใช้แนวคิด“ยึดการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นหลัก”(以阶级斗争为纲)เป็นนโยบายการปกครองประเทศ

 ในปีค.ศ.1956 เหมาเจ๋อตงได้ประกาศแนวคิด”ร้อยบุปผา” (百花齐放 百家争鸣)รณรงค์ให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจใดๆ แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นการหลอกล่อผู้ที่เห็นต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์ออกมาแสดงตนโดยกลอุบาย”ล่องูออกจากรู”(引蛇出洞) ซึ่งก็ใช้ได้ผล มีผู้ที่เห็นต่างออกมาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ต่อมาผู้แสดงความคิดเห็นเหล่านี้ ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกปฏิกิริยาและถูกลงโทษในขบวนการต่อต้านฝ่ายขวา(反右运动)

  ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ และสังคม ของจีนในช่วงสามสิบปีแรก ส่วนหนึ่งจึงเกิดจากความคิดของเหมา ที่เน้นเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น(阶级斗争)และการปฏิวัติตลอดเวลา(不断革命论) เพื่อรักษาอำนาจการปกครองประเทศ

 ในระหว่างปีค.ศ.1966-1976 ประเทศจีนเกิดเหตุการณ์ “ปฏิวัติวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่“(文化大革命)ที่สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองใหญ่หลวง เศรษฐกิจถดถอยไปมาก บ้านเมืองมีภาวะวุ่นวาย เหตุการณ์การปฎิวัติวัฒนธรรมนี้ เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ จนบัดนี้ ยังมีการถกเถียงกันถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนั้น แต่ที่ชัดเจนคือ เหมาเจ๋อตงเป็นต้นคิดเหตุการณ์ครั้งนี้ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และสังคมจากการปฏิวัติวัฒนธรรมมีมาก ใรระยะแรก มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้พิทักษ์แดง (红卫兵) กับคนที่เป็น“ปฏิกริยา”(反动派) ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ที่ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกทรมาน บางคนถูกฆ่า และบางคนฆ่าตัวตาย เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ความชั่วร้ายของความคิดการต่อสู้ทางชนชนชั้น และการเชื่อผู้นำอย่างงมงายของเยาวชนปรากฏให้เห็นชัดเจน

  เหตุการณ์ในประเทศจีน ระหว่างปีค.ศ.1966-1976 คนจีนเรียกว่า“การปฏิวัติวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่” ที่แท้เป็นการทำลายวัฒนธรรมจีนครั้งใหญ่ โบราณวัตถุ โบราณสถาน ประเพณี วัฒนธรรม ที่งดงาม เช่น การเคารพพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เชื่อฟังผู้ใหญ่ ซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น เหมาเจ๋อตงและแก๊งสี่คน(四人帮)ปลุกระดมมวลชนออกมาสร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่ประเทศ  พวก“เรดการ์ด”หรือกองพิทักษ์แดง(红卫兵)ที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชนืที่หลงคิดว่าตนเองรักชาติ และมีความจงรักภักดีต่อพรรคและผู้นำประเทศ ลุกฮือขึ้นต่อต้านพวกปฏิกิริยา ทำร้ายประเทศชาติ ช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการที่มีความรู้ มีชื่อเสียง รวมทั้งผู้อพยพจากต่างประเทศที่กลับมาทำงานช่วยชาติจำนวนมาก ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกไล่ออกจากงาน และถูกทรมาน เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือได้ว่า เป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความชั่วร้ายของการมีความเชื่อที่ผิดๆ

  ในเดือนกันยายนค.ศ.1976 เหมาเจ๋อตงถึงแก่อสัญกรรม ต่อมา ในวันที่ 6 ตุลาคมในปีเดียวกัน แก๊งสี่คนก็ถูกโค่นล้ม ถือว่าเป็นการสิ้นสุดยุคการปฏิวัติวัฒนธรรมที่กินเวลากว่า10 ปี ในปลายปี 1976 ถึงปลายปี 1978 เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่าน จากระบบการวางแผนส่วนกลางสู่ระบบตลาด ในเวลานั้นมีการถกเถียงถึงแนวคิดการบริหารประเทศ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจในหมู่ผู้นำรัฐบาล แม้สองปีน้ันหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจจีนเปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว แต่การปฏิรูป อย่างเป็นทางการ ถือกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีค.ศ.1978 หลังการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

  ผลการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของประเทศจีน มีอยู่หลายประการ สรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้ ก.เปลี่ยนจากประเทศยากจนล้าหลังมาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลก ข.ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก ค.โครงสร้างเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก ง. การค้าและการลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นมามาก จ.พัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ฉ.มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมาก ช.คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ดีขึ้นกว่าเดิม ซ.พัฒนาชนบท และขจัดความยากจน ฌ.ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบาย เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป(บทความนี้ จะไม่กล่าวถึง ผู้สนใจ อ่านบทความชุด“การปฏิรูปในประเทศจีน:จากอดีดถึงปัจจุบัน(7) การปฏิรูปและการเปิดประเทศเศรษฐกิจ ในปลายทศวรรษ 1970 ซึ่งมีอยู่ 7 ตอนได้)

 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจีน มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับแนวคิดทางการเมืองของผู้นำประเทศในแต่ละสมัย การปฏิรูเศรษฐกิจของจีน เกิดขึ้นและดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเกิดจากความเชื่อในการบริหารเศรษฐกิจโดยระบบตลาด โดยผู้นำรัฐบาลที่มีอำนาจในช่วงการปฏิรูป แต่หลังสิ้นสุดการปฏิวัติวัฒนธรรม และการเสียชีวิตของเหมาเจ๋อตง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่รัฐบาลจีน ยังยึดถือแนวคิดของเหมา แต่ต่อมา เกิดแนวคิด”แสวงหาสัจจะด้วยการพิสูจน์จากการปฏิบัติ“(实践最检验真理的标准)ซึ่งมีการถกเถียงกันในวงกว้างและในที่สุดยอมรับโดยผู้ผู้มีอำนาจในรัฐบาล  คำพูดเติ้งเสี่ยวผิง ผู้นำการปฏิรูปในยุคแรกที่กล่าวขวัญกันมาก คือ “ไม่ว่าแมวขาวหรือแมวดำ ขอให้จบหนูได้ก็ถือว่าเป็นแมวที่ดี”(不管黑貓白貓,能捉老鼠的就是好猫) และ ”ข้ามแม่น้ำโดยการคลำก้อนหินใต้น้ำ(摸着石头过河)(เพื่อรู้ว่ามีความลึกเพียงใด) แสดงถึงแนวความที่เล็งเห็นผลในการปฏิบัติ โดยไม่ยึดมั่นในทฤษฎีอย่างตายตัวและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเหมาะสมตามสถานการณ์ เป็นแนวคิดที่มีมีความสำคัญต่อการกำหนดนโยบายการปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจของจีนในเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา

  การปฏิรูปประสบผลสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ก็สนับสนุนนโยบายการปฏิรูปมากขึ้น แต่นโยบายการปฏิรูป ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้าน ของผู้ที่ยังมีความศรัทธา ในระบบสังคมนิยม นอกจากนั้น การปฏิรูปนายทศวรรษแรก ยังต้องเผชิญกับความไม่เป็นระเบียบอยู่บ้าง ประชาชน รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาล ต่างแสวงหาผลประโยชน์จากนโยบายการปฏิรูป ภาวะเงินเฟ้อ ก็เพิ่มขึ้น ในกลางปีค.ศ. 1989 กลุ่มนักศึกษาและประชาชนมีการชุมนุมที่จตุรัสเทียนอันเหมิน(天安门)ในกรุงปักกิ่ง คัดค้านการทุจริตคอรัปชั่นและการมีภาวะเงินเฟ้อ เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตย จนเกิดเหตุการเทียนอันเหิน(天安门事件)ที่รัฐบาลต้องส่งทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุม จนหนีผู้ต้องเสียชีวิต

 หลังจากเหตุการณ์สงบลง แม้ประเทศจีนจะถูกคว่ำบัตรโดยประเทศมหาอำนาจฝ่ายตะวันตกบางประเทศ แต่เศรษฐกิจ ยังคงเติยโตอย่างต่อเนื่อง ต่อมา การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหภาพโซเวียตและในประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก ก็สร้างผลกระทบ ต่อแนวคิดของคนบางคน ประชาชนจีนจำนวนไม่น้อยเห็นว่า ระบบตลาดเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน ทำให้สหภาพโซเวิยต และประเทศในยุโรปตะวันออกเกิดปัญหาเศรษฐกิจ จึงมีผู้เห็นว่า ประเทศจีนควรกลับไปใช้ระบบการวางแผนจากส่วนกลางที่สอดคล้องกับระบบสังคมนิยมแทนนโยบายระบบตบาด ซึ่งเป็นแนวทางของระบบทุนนิยม

  การเยือนมณฑลภาคใต้ของเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งในเวลานั้นไม่มีตำแหน่งใดในรัฐบาล แต่ยังมีบารมี เป็นเหตุการณ์การตอบกระแสการต่อต้านการปฏิรูปเหตุการณ์ที่ชัดเจน ในระหว่างการเดินทาง เติ้งได้ชี้ให้เห็นถึงความเจริญทางเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ที่ดีขึ้นมากหลังการปฏิรูป  หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลและผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ ก็มีนโยบายการบริหารเศรษฐกิจในแนวทางการปฏิรูปที่ชัดเจนขึ้น โดยกล่าวอ้างแนวคิดเติ้งเสี่นวผิงว่า ในประเทศทุนนิยม มีระการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ในประเทศสังคมนิยมก็มีการใช้ระบบตลาด การใช้ระบบตลาดและกลไกราคา จึงไม่ขัดแนวคิดสังคมนิยม การปฏิรูปของจีน ถือได้ว่า เป็น“ระบบเศรษฐกิจสังคมนิยมตลาด ที่มีลักษณะแบบจีน”(中国式社会主义经济)หลังจากนั้น นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเปิดประเทศ จึงได้มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *