การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(5) การปฏิรูปของผู้ไม่มีอำนาจรัฐในราชวงศ์ชิง(ต่อ)

การปฏิรูปในประเทศจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน(5) การปฏิรูปของผู้ไม่มีอำนาจรัฐในราชวงศ์ชิง(ต่อ)
โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ความนำ
หลังจากการปฏิรูป 100 วันถูกโค่นล้มโดยฝ่ายชูสีไทเฮา อีก 10 ปีต่อมา กษัตริย์กวงซวี่และชูสีไทเฮาก็เสียชีวิต กษัตริย์กวงซี่เสียชีวิตอย่างกระทันหัน ก่อนซูสีไทเฮาหนึ่งวัน นักประวัติศาสตร์จีนส่วนมาก เชื่อว่ากษัตริย์ถูกลอบวางยาพิษ โดยซูสีไทเฮา ก่อนหน้านั้น มีข่าวว่าซูสีไทเฮาป่วยหนัก กษัตริย์ทราบข่าวได้แสดงสีหน้าดีใจ ซูสีไทเฮาทราบเรื่อง กล่าวว่า นางจะไม่ยอมตายก่อนกษัตริย์ มิฉะนั้น หลังจากนางตายไป กษัตริย์จะขึ้นมามีอำนาจก็จะดำเนินนโยบายการปฏิรูปอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่นางทนไม่ได้ ก่อนหน้านั้น ไม่มีข่าวการเจ็บป่วยของกษัตริย์ แต่ก่อนซูสีไทเฮาตายหนึ่งวัน กษัตริย์กลับเสียชีวิตกระทันหัน กษัตริย์กวงซวี่ตายด้วยโรคอะไรไม่มีใครรู้ คนจึงสันนิษฐานว่ากษัตริย์กวงซี่ ถูกลอบวางยาพิษ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานอะไร หลังจากกษัตริย์สิ้นพระชนม์ มีการสถาปนากษัตริย์องค์ใหม่ที่มีอายุเพียงสามปี และเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของประเทศจีน
อีก 3 ปีหลังการเสียชีวิตของกษัตริย์และซูสีไทเฮา ราชวงศ์ชิงก็ถูกโค่นล้มโดยฝ่ายปฏิวัติที่นำโดย ซุนยัดเซ็น เป็นการสิ้นสุดยุคสมบูราญาสิทธิราชของประเทศจีนที่มีมาเป็นเวลานานหลายพันปี
ในช่วงเวลา 10 ปีระหว่างการยกเลิกนโยบายปฏิรูปและการโค่นล้มราชวงศ์ชิง เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้น คือ ความวุ่นวายจากการก่อกวนของกลุ่มนักมวยอี้เหอ(义和团) การถูกรุกรานจากประเทศมหาอำนาจแปดประเทศ ทำให้ซูสีไทเฮาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ต้องหนีออกจากกรุงปักกิ่ง และการปฏิรูปรูปของซูสีไทเฮาที่มีความเข้มข้นมากกว่าการปฏิรูปครั้งแรก เหตุการณ์เหล่านี้ มีรายละเอียดมาก ในที่นี้ จะสรุปสั้นๆเท่านั้น แต่ก่อนเล่าเหตุการณ์ต่างๆ จะกล่าวถึงประวัติของคังโย่วเหวยและเหลียงฉี่เชาแกนนำคนสำคัญในการปฏิรูป
คังโย่วเหวย(康有为)และเหลียงฉี่เชา(梁启超)
คังโหย่วเหวย
คังโหย่วเหวยเกิดในครอบครัวข้าราชการที่มีความรู้ พ่อเคยเป็นนายอำเภอ ปู่ของเขาแม้จะไม่ได้รับราชการ แต่ก็สอบผ่านการคัดเลือก การเข้ารับราชการขั้นแรกและขั้นที่สอง มีชื่อเสียงว่าเป็นคนที่มีความรู้ดี ที่บ้านของคังโหย่วเหวยมีหนังสือมากมาย เขาอ่านหนังสือเหล่านั้นตั้งแต่เด็ก มีความรู้ความเข้าใจในคัมภีร์ของนักปราชญ์โบราณอย่างลึกซึ้ง แต่เขาสนใจในความรู้และความคิดที่มีประโยชน์ ไม่เห็นด้วยกับการเขียนเรียงความแปดขั้นตอนซึ่งใช้เป็นสิ่งจำเป็ยในการสอบเข้ารับข้าราชการ แม้มีความรู้มาก แต่ก็สอบไม่ผ่านหลายครั้ง ต่อมาเห็นว่าจำเป็นต้องรู้รูปแบบของเรียงความจึงจะสอบเป็นข้าราชการได้ เขาได้สอบเป็นข้าราชการได้ตามลำดับการสอบ จนมีสิทธิ์เข้าสอบขั้นสุดท้ายในกรุงปักกิ่งในปี ค.ศ. 1895 เมื่ออายุ 37 ปี แต่ในขณะนั้น เขาก็เป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมากพอควรแล้ว
ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ปีค.ศ. 1882 เขาได้เริ่มอ่านหนังสือภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา และการเมืองการปกครองของโลกตะวันตก ที่แปลเป็นภาษาจีนจำนวนมาก มีโอกาสไปเที่ยวเซี่ยงไฮ้และฮ่องกง เห็นว่า เมืองที่ปกครองโดยชาติตะวันตกมีการพัฒนาดี มีตึกรามบ้านช่องที่สวยงาม และมีความสงบเรียบร้อยเมื่อเทียบกับเมืองใต้การปกครองของราชวงศ์ชิง เขาจึงคิดว่าควรศึกษาความคิดและระบบการเมืองการปกครองของโลกตะวันตก เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ
ในปีค.ศ. 1891 เขาได้ตั้งโรงเรียนที่มีหลักสูตรครอบคลุมกว้างขวางขึ้นที่เมืองกวางเจา นอกจากให้ความรู้ภาษาจีนแล้ว ยังศึกษาภาษาต่างประเทศ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ความคิดทางการเมืองการปกครองของจีนและของประเทศตะวันตก ทั้งยังมีการอบรมทางด้านจริยธรรม และสิ่งที่ผู้มีความรู้ควรกระทำ เช่น ต้องเป็นคนมีศีลธรรม และทำงานเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ทั้งยังอธิบายความคิดในการปฎิรูป และเน้นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปเพื่อให้ประเทศจีนเจริญรุ่งเรือง
นอกจากนั้น คังโหย่วเหวย ยังได้เขียนหนังสืออธิบายความคิดและคำสอนของนักปราชญ์โบราณตามความเข้าใจของเขา พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของตำราที่มีส่วนบิดเบือนความคิดของนักปราชญ์เหล่านี้ อีกเล่มหนึ่งกล่าวว่า ขงจื๊อก็เห็นด้วยกับการปฏิรูปและปรับปรุงระเบียบวิธีในการปกครองบ้านเมือง หนังสือสองเล่มนี้ ได้สร้างความสั่นสะเทือนต่อความคิดของคนที่ได้อ่าน ทั้งยังดึงดูดให้ปัญญาชนหนุ่มหลายคนมาสมัครเรียนในโรงเรียนของเขา หนึ่งในนั้นคือ เหลียงฉี่เชาซึ่งต่อมาเป็นบุคลสำคัญที่ช่วยเขาดำเนินนโยบายปฏิรูป
ในช่วงเวลาก่อนและในระหว่างการดำเนินงานปฏิรูป คังโหย่วเหวย เป็นตัวตั้งตัวตี ก่อตั้งชมรมที่เผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการปฏิรูป ซึ่งมีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก ผู้ที่เห็นด้วยกับการปฏิรูป และเห็นว่าประเทศจีนควรมีการปฏิรูปจึงมีมากขึ้น การพ่ายแพ้แก่ญี่ปุ่นที่ทำให้ประเทศจีน ในปีค.ศ. 1898 ทำให้ต้องเซ็นสัญญาไม่เสมอภาค ยกดินแดนไต้หวันให้ญี่ปุ่น และต้องชดใช้ปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก เป็นชนวนที่นำไปสู่การนำเสนอนโยบายปฏิรูป และการดำเนินการปฏิรูป 100 วัน จึงได้เกิดขึ้น
หลังจากการปฏิรูปถูกโค่นล้มลง คังโหย่วเหวยและเหลียงฉี่เชา ได้ลี้ภัยไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งชมรมเผยแพร่ความคิดการปฏิรูป และเดินทางไปประเทศต่างๆเพื่อเผยแพร่ความคิดและหาแนวร่วม แต่คังโหย่วเหวยไม่เห็นด้วยกับซุนยัดเซ็นที่จะทำการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิง เขายังฝากความหวังไว้ที่กษัตริย์กวงซวี่ ประกาศว่า มีคำสั่งลับจากกษัตริย์ให้รณรงค์นโยบายการปฏิรูปในเวลาที่อยู่ต่างประเทศ และพยายามต่อต้านกิจกรรมของกลุ่มปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็น
หลังจากที่ราชวงศ์ชิงถูกโค่นล้ม คังโหย่วเหวยเดินทางกลับประเทศจีน แต่ก็ยังไม่เห็นด้วยกับการปกครองระบอบสาธารณรัฐ
ในปีค.ศ. 1917 )จางซวิน(張勋ได้นำกองทหารบุกเข้าไปในเมืองปักกิ่ง เพื่อโค่นล้มรัฐบาลในขณะนั้น และให้ประเทศจีนกลับเป็นระบบกษัตริย์ เหมือนเดิม คังโหย่วเหวยให้การสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาให้ แต่กองกำลังของจางซวินพ่ายแพ้แก่กองทหารของรัฐบาล และถูกปราบปราม ภายในเวลาเพียง 11 วัน
ในปีค.ศ. 1927 คังโหย่วเหวยเสียชีวิตที่เมืองชิงเต่า(青島) เมื่อเขามีอายุ 70 ปี
เหลียงฉี่เชา
เหลียงฉี่เชาเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในสมัยปลายราชวงศ์ชิง และต้นระบอบสาธารณรัฐ เขาเคยเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในสมัยรัฐบาลยวนซีไข และเป็นรัฐมนตรีคลังหลังจากยวนซีไขเสียชีวิต เขาไม่เห็นด้วยกับการสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ของยวนซีไข เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ต่อต้านยวนซีไข และสนับสนุนการยกกำลังทหารจากมลฑลหวินหนาน ที่นำโดยลูกศิษย์ของเขา เพื่อมาขับไล่ยวนซีไขออกจากตำแหน่ง
อิทธิพลทางความคิดของเหลียงฉี่เชา ทั้งในช่วงที่เขายังมีชีวิตอยู่และในเวลาต่อมา มาจากงานเขียนของเขา ทั้งบทความแสดงความคิดเห็นและการแนะนำความรู้ความคิดของโลกตะวันตก จนปัจจุบัน บทความบางชิ้นของเขายังมีคนจำนวนมากสนใจอ่าน เขามีความรู้ใสภาษาจีนโบราณ(古文)เป็นอย่างดี แต่ก็สนับสนุนการปฏิรูปรูปภาษาเขียนให้เหมือนกับภาษาพูด(白话文) และสามารถเขียนบทความโดยใช้ภาษาง่ายๆได้ดี
เหลียงฉี่เชาเป็นคนที่มีสติปัญญาดีมาก ผ่านการสอบเข้ารับราชการ ตั้งแต่อายุน้อย ในปี ค.ศ. 1889 ขณะอายุเพียง 16 ปี ก็ผ่านการสอบคัดเลือกขั้นที่สอง มีสิทธิ์สอบเข้ารับราชการในเมืองหลวงได้แล้ว เมื่อผ่านการสอบที่เมืองกวางเจา เขาไปเยี่ยมคังโหย่วเหวย เมื่อคุยกันแล้ว รู้สึกประทับใจในความรู้ความคิดของคังโหย่วเหวยมาก จึงสมัครเเป็นศิษย์ของคังโหย่วเหวย และต่อมา เป็นผู้ช่วยสำคัญของคังโหย่วเหวยในการดำเนินการปฏิรูป
เหลียงฉี่เชาเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการปฏิรูปทั้งก่อนและหลังการปฏิรูป ก่อนปฏิรูป เขาทำหนังสือพิมพ์และเขียนบทความเผยแพร่ความคิดของการปฏิรูป หลังจากการปฏิรูปถูกโค่นล้มลง เขาหนีไปอยู่ญี่ปุ่น ก็ยังทำหนังสือพิมพ์และเขียนบทความ และมีโอกาสเดินทางไปประเทศต่างๆ นำความรู้ในระบบการเมืองการปกครองในประเทศญี่ปุ่นและตะวันตกมาเผยแพร่ในประเทศจีน
ในปีค.ศ. 1929 เหลียงฉี่เชาเสียชีวิตลงจากโรคอาหารเป็นพิษเมื่อเขามีอายุเพียง 55 ปี มีการจัดงานไว้อาลัยในหลายเมืองทั่วประเทศ เพื่อระลึกถึงคุณความดีความของเขา
กลุ่มนักมวยอี้เหอถวน(义和团)และการโจมตีประเทศจีนของกองกำลังทหารแปดชาติ(八国联军侵华)
ในตอนปลายราชวงศ์ชิง ชาวต่างชาติ รวมทั้งมิชชันนารีสอนศาสนาคริสต์ มีสิทธิประโยชน์ในประเทศจีนมาก สามารถยึดครองพื้นที่สร้างโบสถ์เพื่อเผยแพร่ศาสนาคริสต์ มีประชาชนจีนจำนวนมากไม่พอใจ จึงได้รวมตัวลุกฮือขึ้นต่อต้านชาวต่างชาติ ในภาคเหนือของประเทศจีน กลุ่มนักมวยอี้เหอถวนรวมตัวกันทำร้ายชาวต่างชาติ และผู้สอนศาสนาคริสต์ รวมทั้งคนจีนที่ยอมเป็นลูกสมุนของชาวต่างชาติ เมื่อคนเหล่านี้หลบหนีเข้าในสถานทูต กลุ่มอี้เหอถวนก็เข้าปิดล้อม และบุกรุกเข้าไปทำร้ายเจ้าหน้าที่ในสถานฑูต และฆ่านักการทูตต่างชาติหลายคน มีผลทำให้กองกำลังทหารแปดชาติร่วมกันเข้าบุกประเทศจีน ซูสีไทเฮาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่หลายคนต้องหลบหนีออกจากกรุงปักกิ่ง และยอมเจรจาสงบศึก ทั้งยังสั่งให้ปราบปรามและลงโทษกลุ่มอี้เหอถวน อ้างว่าเป็นกลุ่มกบฏทำร้ายประชาชนและก่อความไม่สงบในบ้านเมือง โดยไม่ได้รับคำสั่งจากรัฐบาล
กลุ่มนักมวยอี้เหอถวนกำเนิดขึ้นที่มณฑลซานตง(山东省)ใกล้กรุงปักกิ่ง เป็นประชาชนที่ได้รับการฝึกฝนมวยจีน หรือศิลปะการต่อสู้และการป้องกันตัว แบบจีน อ้างว่ามีพละกำลังสูงและมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง สามารถต้านทานอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ มีดฟันไม่เข้า ปืนยิงไม่เข้า จึงไม่เกรงกลัวต่อชาวต่างชาติที่มีอาวุธปืน
วัตถุประสงค์การรวมตัวของกลุ่มอี้เหอถวนในเริ่มแรกคือ“ ต่อต้านราชวงศ์ชิง และกลับเข้าสู่ราชวงศ์หมิง (反清复明) ภายหลังไปหลงกลอุบายของซูสีไทเฮา กลายมาเป็นลูกสมุนของราชวงศ์ชิง เพื่อทำการต่อต้านชาวต่างชาติในประเทศจีน โดยเปลี่ยนคำขวัญมาเป็น ” สนับสนุนชิง ขจัดชาวต่างชาติให้หมดสิ้น“(扶清灭洋)
ซูสีไทเฮาเก่งในการยึดอำนาจ แต่เป็นคนโง่เขลามาก นางเชื่อในคำพูดของกลุ่มอี้เหอถวนว่า มีฝีมือยอดเยี่ยม และหนังเหนียวทนทานต่อคมมีดและกระสุนปืน พอดีในกลุ่มอี้เหอถวน มีนักมายากลได้แสดงว่าไม่กลัวมีด ไม่กลัวปืน ให้ข้าราชการที่ปกครองมณฑลซานตงดูต่อหน้า ซูสีไทเฮาจึงเชื่ออย่างสนิทใจ และคิดว่า จะยืมมือกลุ่มอี้เหอถวนกำจัดชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศจีนให้หมดสิ้น ถ้ากลุ่มนักมวยยอมฟังคำสั่งนางสนับสนุนรัฐบาลชิงและกำจัดชาวต่างชาติแล้ว ก็สามารถใช้กระสุนนัดเดียวยิงนกได้สองตัว คือ ลดการต่อต้านรัฐบาล และกำจัดชาวต่างชาติที่อยู่ในจีน โดยเฉพาะนักการทูตต่างชาติ ที่คอยขัดขวางไม่ให้นางลงโทษกษัตริย์กวางซวี่ และเปลี่ยนตัวกษัตริย์ใหม่ นางจึงสั่งให้หัวหน้ากลุ่มอี้เหอถวนเข้าพบ และแต่งตั้งให้เป็นทหารองครักษ์ในการปกป้องรัฐบาลชิง
ซูสีไทเฮาคิดว่า ถ้ากำจัดชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักการทูตที่อยู่ในประเทศจีนให้หมดสิ้นแล้ว ก็จะไม่มีผู้ใดกล้าขึ้นมาขัดขวางนางอีก แต่ลืมคิดว่า แม้ชาวต่างชาติจะถูกกำจัดจนหมดสิ้นในแผ่นดินจีน แต่ถ้ากองกำลังของต่างชาติบุกเข้ามาประเทศจีน ราชวงศ์ชิงก็ไม่สามารถจะต่อต้านได้ นอกจากนี้ นางยังสั่งลงโทษข้าราชการหลายคนที่ไม่เชื่อในอิทธิฤทธิ์ของอี้เหอถวน และเตือนนางว่า การฆ่าชาวต่างชาติ จะเป็นอันตรายต่อประเทศจีน ด้วยความเกรงกลัวต่ออำนาจของนาง ขุนนางและข้าราชการทั้งหลายจึงไม่กล้าขัดค้าน ยอมปล่อยให้กลุ่มนักมวยอี้เหอถวนทำร้ายชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศจีน
ในปีค.ศ. 1900 กองกำลังทหารพันธมิตรแปดชาติ ได้แก่: อังกฤษ อเมริกา อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น รัสเซีย และออสเตรีย-ฮังการี บุกประเทศจีน ทำลายชีวิตผู้คนและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ซูสีไทเฮาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ต้องหนีออกจากเมืองหลวงและยอมเจรจาสงบศึกกับฝ่ายพันธมิตรแปดชาติ นางได้กล่าวโทษกลุ่มนักมวยอี้เหอถวน ว่า เป็นผู้สร้างความวุ่นวายให้แก่บ้านเมือง เป็นผู้ทำร้ายชาวต่างชาติในประเทศจีน และยังสั่งให้ทหารและข้าราชการที่ยังอยู่ในเมืองหลวงปราบปรามกลุ่มนักมวยอี้เหอถวน เพื่อโยนความผิดการทำร้ายชาวต่างชาติ และเพื่อเอาใจชาวต่างชาติ
การหนีออกจากกรุงปักกิ่งครั้งนี้ ซูสีไทเฮา บังคับกษัตริย์ให้เดินทางไปด้วยกัน และก่อนออกเดินทาง นางได้สั่งผู้ใกล้ชิดให้ฆ่าเจินฮุย (珍妃) สนมคนโปรดของกษัตริย์ เมื่อหนีออกจากปักกิ่งแล้ว นางจึงส่งผู้แทนมาทำสัญญาสงบศึกกับกองกำลังต่างชาติเมื่ิอเดือนกันยายน ปี ค.ศ1901 ฝ่ายจีนต้องชดใช้เงินจำนวนมากแก่พันธมิตรแปดชาติ และให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศเหล่านี้มากขึ้น ทั้งรับปากว่า จะทำให้ประเทศกลับสู่ความสงบ และดำเนินการปฏิรูปประเทศ ขอเพียงให้กองกำลังต่างชาติออกจากประเทศจีน
การปฏิรูปประเทศรอบใหม่ของซูสีไทเฮา
เมื่อกลับมาถึงกรุงปักกิ่ง ซูสีไทเฮาสั่งให้รัฐบาลพิจารณาศึกษาการปฏิรูปประเทศ ในเวลานั้น แม้การปฏิรูปจะถูกโค่นล้มไปแล้ว แต่ยังมีคนจำนวนมากเห็นว่ารัฐบาลชิงควรมีการปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่สะสมมาเป็นเวลานาน
จากกระแสความคิดที่เรียกร้องการปฏิรูปและเพื่อต่อต้านความนิยมต่อฝ่ายปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็น ในปีค.ศ.1905 ซูสีไทเฮาตัดสินใจทำทำการปฏิรูปประเทศ เริ่มจากการส่งข้าราชการการระดับสูง 5 คน ไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ เพื่อเตรียมเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองตามแบบชาติตะวันตก คณะผู้ศึกษาดูงานเดินทางไปดูงานในประเทศต่างๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักรอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และญี่ปุ่น ใช้เวลานานเวลานานหลายเดือน แต่ไม่ได้ศึกษาดูงานอย่างจริงจัง ( พฤติกรรมคล้ายกับการดูงานของนักการเมืองและข้าราชการไทยในปัจจุบันที่ถือโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ โดยอ้างการศึกษาดูงาน เพื่อใช้เงินงบประมาณของรัฐ ) เมื่อถึงกำหนดกลับ คณะผู้ศึกษาดูงานที่ซูสีไทเฮาส่งไป ต้องเขียนรายงานการดูงานเสนอต่อรัฐบาลจีน ก็เขียนไม่ได้ จึงขอความช่วยเหลือจากคณะปฏิรูปชุดเดิมที่ลี้ภัยอยู่ญี่ปุ่นให้ช่วยเขียนรายงานให้ ผู้ปฏิรูปที่ลี้ภัยอยู่ญี่ปุ่น ซึ่งมีความรู้เรื่องระบบการเมืองของต่างประเทศจึงเป็นผู้เขียนรายงานให้ คณะฝ่ายปฏิรูปเดิมยินดีช่วย โดยคิดว่าจะได้ถือโอกาสนี้ เสนอนโยบายการปฏิรูปให้แก่ซูสีไทเฮา
ในรายงาน กล่าวว่า เหตุที่ประเทศตะวันตกมีความเจริญ ก็เพราะมีระบอบการเมืองการปกครองที่ดี มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด มีรัฐสภา แต่เน้นถึงการปกครองตามระบอบอังกฤษและญี่ปุ่น ที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ กล่าวว่าแม้จะมีรัฐบาลและรัฐสภา แต่สามารถเปลี่ยนรัฐบาลได้ ถ้ารัฐบาลทำอะไรผิดพลาด โดยกษัตริย์ยังคงอยู่เป็นผู้นำประเทศสูงสุด ซูสีไทเฮาได้อ่านรายงานแล้วรู้สึกพอใจในข้อความนี้มาก จึงสั่งให้มีการร่างกฏหมายการปฏิรูปประเทศตามอย่างอังกฤษและญี่ปุ่น
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1906 ซูสีไทเฮาออกประกาศว่า รัฐบาลจะทำการปฏิรูป โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และมีการปรับปรุงโครงสร้างของรัฐบาลในลักษณะอื่นๆ ประกาศนี้ ได้สร้างความพอใจแก่ประชาชนทั้งประเทศ หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ก็เขียนบทนำ แสดงความยินดีกับการเปลี่ยนแปลงตามประกาศ
ตั้งแต่ปลายปีค.ศ. 1905 เป็นต้นมา รัฐบาลชิง ได้ออกคำสั่งเพื่อการปฏิรูปหลายฉบับ มุ่งที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองอย่างกว้างขวาง สรุปเป็นข้อๆได้ดังนี้ :
1. อนุญาตให้ประชาชนรวมกลุ่มกันเป็นสมาคม และเปิดเสรีการทำหนังสือพิมพ์ (แต่ต้องอยู่ในการควบคุมของรัฐบาล)
2. ตั้งแต่ปี ปีค.ศ. 1906 ยกเลิกระบบการสอบเข้ารับราชการ
3. มีกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง ใช้แทนกฎระเบียบการตัดสินคดีความตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจแบบเดิม
4. ทดลองการปกครองท้องถิ่นระดับต่างๆในบางมณฑลของประเทศ โดยมีการแบ่งอำนาจการปกครองออกเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ตามแบบประเทศตะวันตก
5. ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบราชการ ทำตามรูปแบบของประเทศตะวันตก คือมีการแบ่งแยกอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ โดยเริ่มเปลี่ยนจากอำนาจบริหารและตุลาการก่อน และจะจัดตั้งรัฐสภาในเวลาต่อมาเปลี่ยนระบบหกกระทรวงที่มีอยู่เดิม เป็นคณะรัฐมนตรี แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ลดจำนวนข้าราชการลง ให้ข้าราชการที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งทำงานหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในสำนักงานที่ปรึกษาที่ตั้งขึ้นมาใหม่
6. รณรงค์ให้มีการศึกษาระบบการเมืองการปกครองของประเทศตะวันตก โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญ และระบบรัฐสภาทั่วประเทศ
7. เลิกระบบการแบ่งแยกและกีดกันประชาชนเผ่าฮั่น อนุญาตให้คนเผ่าแมนจูแต่งงานกับคนเผ่าฮั่นได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการตั้งกระทรวง 11 กระทรวง แต่งตั้งรัฐมนตรีและผู้ช่วยรัฐมนตรี แต่ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งส่วนใหญ่เป็นชาวแมนจู
ในต้นปีค.ศ. 1907 มีการจัดตั้งสภาที่ปรึกษา ทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะทางด้านนโยบายแก่รัฐบาล นอกจากนี้ ในมณฑลต่างๆ ยังมีการตั้งชมรมการศึกษาการเมืองการปกครองแบบรัฐสภา
จะเห็นได้ว่านโยบายและมาตรการปฏิรูปครั้งนี้ มีการครอบคลุมที่เข้มข้นและกว้างขวางกว่าการปฏิรูปครั้งแรกมาก เช่น ระบบการสอบเข้ารับราชการ การปฏิรูปเดิมที่ถูกโค่นล้มไป แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ แต่ก็ยังมีการสอบอยู่ แต่ในการปฏิรูปครั้งนี้ยกเลิกการระบบการสอบคัดเลือกไปเลย การเปลี่ยนแปลงอำนาจนิติบัญญัติ ตุลาการ บริหาร ในการปฏิรูปครั้งก่อน ยังไม่มีความชัดเจน แต่ครั้งนี้มีความชัดเจนและเข้มข้นมาก การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้ฝ่ายปฏิรูปเดิมที่ยังอยู่ในประเทศ รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก คังโหย่วเหวย เหลียงฉี่เชาที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ก็แสดงการสนับสนุน เรียกร้องให้มีการตั้งรัฐสภาโดยเร็ว
ในกลางปีค.ศ. 1908 รัฐบาลประกาศว่า จะยกร่างรัฐธรรมนูญ และมีระบบรัฐสภาภายในเก้าปีต่อจากนั้น ในเก้าปีนี้ จะศึกษารายละเอียดของระบบรัฐสภา และมีการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาเต็มรูปแบบ
ในปลายปีนั้น ทั้งชูสีไทเฮาและกษัตริย์กวงซวี่เสียชีวิต ก่อนเสียชีวิต ซูสีไทเฮาได้แต่งตั้งให้ฟู่อี๋(傅仪) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า “ฟูยี” ซึ่งเป็นเด็กเล็กอายุเพียงสามขวบขึ้นเป็นกษัตริย์ ให้บิดาของเขาไจ้ฟง(载沣) เป็นผู้สำเร็จราชการ ทำหน้าที่แทนกษัตริย์ จนกว่ากษัตริย์จะบรรลุนิติภาวะ
หลังจากซูสีไทเฮาและกษัตริย์กวงซวี่เสียชีวิต ไจ้ฟงดำเนินนโยบายการปฏิรูปต่อ มีการตั้งสภาการปฏิรูปในระดับมณฑลทั่วประเทศ และเตรียมพร้อมที่จะให้แต่ละมณฑลมีอำนาจในการปกครองตนเอง อย่างไรก็ดี รัฐบาลกลางยังคงควบคุมอำนาจรัฐอยู่อย่างเหนียวแน่น และยึดอำนาจการสร้างทางรถไฟมาเป็นของรัฐ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี ก็ไม่มีการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่ส่งมาจากมณฑลต่างๆ
ในขณะนั้น ขบวนการปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็นมีการก่อการหลายครั้ง ในวันที่ 10 ตุลาคม ปีค.ศ. 1911 มีการก่อการที่เมืองอู่ชาง(武昌) หลังจากนั้น หลายมณฑลประกาศตัวเป็นเอกราช ไม่ยอมขึ้นต่อรัฐบาลราชวงศ์ชิงอีกต่อไป เหตุการณ์นี้สร้างความตระหนกแก่ราชวงศ์ชิงมาก แม้รัฐบาลทำหนังสือยอมรับผิดโดยมี“ พระราชโองการโทษตนเอง”(罪己诏)ในนามกษัตริย์ ยอมรับความผิดในการรวบอำนาจ ใช้คนผิด และมีการปกครองผิดพลาด ทั้งสัญญาว่าจะจัดตั้งรัฐสภาโดยเร็ว แต่ก็สายไปเสียแล้ว กษัตรฟูยีต้องยอมสละบัลลังก์ จากการบีบบังคับของยวนซีไข ผู้กุมอำนาจทหาร ยวนต่อรองกับฝ่ายปฏิวัติว่า หากฝ่ายปฏิวัติยอมยุตติการสู้รบ เขาจะบีบให้กษัตริย์สละราชบัลลังก์ เพื่อให้ประเทศจีนมีระบอบการปกครองแบบสาธารณรัฐ แต่ต้องให้เขาเป็นประธานาธิบดี ฝ่ายปฏิวัติ ซึ่งได้เลือกซุนยัดเซ็นเป็นประธานาธิบดีชั่วคราวแล้ว ก็ยอมตามข้อเสนอของยวนซีไข เพื่อไม่ให้มีการสู้รบที่จะทำให้มีคนเสียชีวิตมากขึ้น มีเงื่อนไขว่ายวนต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญชั่วคราว ของฝ่ายปฏิวัติ ซึ่งเขายอมตกลง ยวนซีไขจึงบีบบังคับให้กษัตริย์ชิงสละราชบัลลังก์สำเร็จ นับเป็นการสิ้นสุดระบบการปกครองแบบสมบูรณญาสิทธิราชที่ปกครองประเทศจีนมายาวนานนับพันปี (ต่อมา ยวนซีไข ได้ละเมิดข้อตกลง ฉีกรัฐธรรมนูญ และสถาปนาตนเองเป็นกษัตริย์ ด้วยอุบายและกลวิธีต่างๆ แต่ในที่สุด ก็ทนกับการต่อต้านไม่ได้ สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ได้เพียงเพียง 83 วัน ก็ต้องลงจากตำแหน่ง และตรอมใจตายในที่สุด
ข้อคิดจากการปฏิรูปสองครั้งในตอนปลายราชวงศ์ชิง
1. การปฏิรูป แม้มีความตั้งใจดี แต่ถ้าผู้ปฏิรูปไม่มีอำนาจรัฐ คงจะไม่สามารถทำอะไรได้ การปฏิรูปที่นำโดย คังโหย่วเหวย พึ่งพากษัตริย์กวงซวี่ที่ไม่มีอำนาจ ในช่วงการปฏิรูป ผู้มีอำนาจคือ ซูสีไทเฮา ที่ควบคุมได้ทั้งทหารและพลเรือน คังโหย่วเหวย เหลียงฉี่เชา และแกนนำการปฎิรูปคนอื่น แม้มีการเผยแพร่ความคิดเกี่ยวกับการแปรรูปแก่ประชาชน แต่ผู้คุมอำนาจจำนวนมากไม่เห็นด้วยกับการปฏิรูป พยายามขัดขวางทุกวิถีทาง
2. การปลดข้าราชการชั้นสูงพร้อมกันหลายคน โดยไม่ปรึกษาซูสีไทเฮา ผู้มีอำนาจสูงสุด ทำให้ซูสีไทเฮาทำรัฐประหาร ฝ่ายปฏิรูป คิดว่า มีกษัตริย์หนุนหลังเต็มที่ก็พอแล้ว กษัตริย์กวงซวี่ ก็คิดว่า เมื่อขึ้นครองราชย์แล้ว ก็มีสิทธิ์ที่จะปลดข้าราชการได้ทุกคน แต่การปลดข้าราชการชระดับสูงที่เป็นพรรคพวกของชูศรีไทเฮาหลายคนในคราวเดียวกัน กลายเป็นชนวนที่ทำให้ซูสีไทเฮาและผู้คุมกองกำลังทหารตัดสินใจทำรัฐประหาร ทำให้การปฏิรูป 100 วันต้องสิ้นสุดลง และผู้นำการปฏิรูปหลายคนถูกจับฆ่า กษัตริย์ถูกคุมขัง
3. การอนุญาตให้ประชาชนทุกคนทำหนังสือถึงกษัตริย์โดยตรงโดยไม่เปลี่ยนวิธีการส่งหนังสือ และให้กษัตริย์ลงโทษผู้ฝ่าฝืนอย่างรุนแรง สร้างความหวาดกลัวในหมู่ข้าราชการทุกระดับ แม้ต้องทำตามคำสั่ง ในการส่งหนังสือถึงกษัตริย์ แต่ก็พยายามขัดขวางในเรื่องอื่นๆที่มีผลในการปฏิรูป และไม่ต้องถูกลงโทษมากนักได้
4. การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ ยกเลิกการเขียนเรียงความแปดขั้นตอนในทันที โดยไม่ให้เวลาปรับตัว ทำให้นักวิชาการทั่วประเทศที่มีความรู้ความสามารถเขียนเรียงความแบบเดิม แต่ไม่มีความรู้สมัยใหม่รู้สึกไม่พอใจมาก การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสอบคัดเลือกนี้ เท่ากับเป็นการทุบหม้อข้าวของคนเหล่านี้ ในประเทศจีน คนเรียนหนังสือส่วนใหญ่มุ่งหวังที่จะสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ การเปลี่ยนแปลงเนื้อหาการสอบคัดเลือกอย่างกระทันหันนี้ ทำให้ผู้รู้หนังสือที่มีอิทธิพลทางความคิดในหมู่ประชาชนทั่วไปมาก ออกมาต่อต้านการปฏิรูป
5 . คังโหย่งเหวยและผู้นำการปฏิรูปอื่นๆ มีความรู้ แต่ไม่มีกลยุทธในการดำเนินนโยบาย แม้ต้องทำสิ่งที่มีผลต่อการปฏิรูปประเทศ แต่ควรให้เวลาในการปรับตัว ไม่ควรเร่งรีบเกินไป ถ้าค่อยๆทำและไม่ทำอะไรที่เป็นการหักหน้าซูสีไทเฮา นางอาจไม่ทำรัฐประหารในเวลาเพียง100 วันก็ได้ หากปล่อยเวลาผ่านไปอีก 20 ปี เมื่อซูสีไทเฮาแก่มาก หรือเสียชีวิตแล้ว พวกขุนนางข้าราชการหัวเก่าก็เกษียณอายุไปแล้ว ในระหว่างนั้น ด้วยอำนาจกษัตริย์ที่มีอยู่ ค่อยทะยอยแต่งตั้งข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถ และสนับสนุนการปฏิรูป การปฏิรูปก็อาจจะทำสำเร็จได้ในที่สุด
6. ฝ่ายปฏิรูปไม่มีกำลังทหาร เมื่อทราบว่า จะมีการทำรัฐประหาร ก็หวังพึ่งยวนซีไข ที่มีกำลังทหารอยู่ใกล้เมืองหลวง และเคยแสดงท่าที สนับสนุนการปฏิรูป หารู้ไม่ว่า ยวนซีไขเป็นคนที่เก่งในการโหนกระแสเพื่อให้ได้อำนาจ และยอมตัวเป็นพวกของผู้มีอำนาจ แม้กษัตริย์จะแต่งตั้งเขาให้มีตำแหน่งใหญ่ขึ้น แต่เขาก็รู้ดีว่าอำนาจรัฐที่แท้จริงอยู่ที่ซูสีไทเฮา จึงไม่ทำการต่อต้านฝายรัฐประหารและนำความลับของฝ่ายปฏิรูปที่จะต่อต้านนี้ ไปรายงานต่อซูสีไทเฮา และผู้บังคับบัญชาทหาร ถ้าฝ่ายปฏิรูปทราบข่าวการทำรัฐประหารของซูสีไทเฮาแล้ว รีบหลบหนีออกไป ก็จะไม่ต้องถูกฆ่า และเมื่อหนีออกไปแล้ว ก็ยังทำงานเผยแพร่ความคิดในการปฏิรูปได้ เช่นเดียวกับคังโหย่วเหวยและเหลียงฉี่เชาที่ได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่าการถูกจับฆ่า ความคิดที่ว่า การปฏิวัติ และต่อสู้กับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม จะต้องมีคนตายบ้าง เพื่อปลุกจิตสำนึกของประชาชน เป็นความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล และไม่ได้เกิดขึ้นจริง ถนอมชีวิตแล้ว ทำการต่อสู้ต่อ น่าจะมีความคุ้มค่ามากกว่า
7. การปฏิรูปประเทศรอบหลังของซูสีไทเฮา ทำแบบรีบร้อน และทำด้วยความไม่จริงใจ แต่ในเวลานั้น ขบวนการปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็น กำลังรุกคืบเข้ามา และได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนมาก ซูสีไทเฮาต้องรีบทำการปฏิรูปเพื่อต่อต้านฝ่ายปฏิวัติ ประกอบกับยังอยากกุมอำนาจไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมให้ใครเข้ามามีอำนาจ จึงทำการปฏิรูปด้วยความไม่จริงใจ และต้องประสบความล้มเหลว
8. ในตอนปลายราชวงศ์ชิง ในประเทศจีนมีหนังสือพิมพ์หลายฉบับ การเผยแพร่ข่าวสาร และความคิดในสื่อมวลชน มีอิทธิพลต่อความคิดของประชาชนมาก โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ที่ออกในเขตเช่าที่สนับสนุนการปฏิรูป แม้จะมีความคิดต่างจากผู้มีอำนาจในรัฐบาล แต่รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ การปฏิรูปที่ได้รับสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเกิดจากผลงานของสื่อมวลชน เรื่องนี้ทั้งฝ่ายปฏิรูป และฝ่ายปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซ็นรู้ดี และรู้จักนำมาใช้ประโยชน์ บทความและข่าวที่มีการวิเคราะของนักวิชาการและสื่อมวลชนนี้ ก็สร้างแรงกดดัน แก่ผู้คุมอำนาจในรัฐบาลได้ ในปัจจุบัน ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศที่รัฐบาลมีความไม่ชอบมาพากล จึงต้องพยายามควบคุมสื่อ และมีการโฆษณาชวนเชื่อโดยอาศัยสื่อ เสรีภาพในความคิด และความซื่อสัตย์ในการนำเสนอข่าวที่เป็นจริง ไม่สร้างข่าวลือ ข่าวเท็จ และบทวิเคราะห์ที่ไม่บิดเบือนความจริง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ







