ทางแยกของยุโรป: เมื่อความจริงสองชุดอยู่ร่วมกัน

ทางแยกของยุโรป: เมื่อความจริงสองชุดอยู่ร่วมกัน
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
วิเคราะห์ความมั่นคงยุโรป–รัสเซีย | ข้อมูล ณ 21 ตุลาคม 2569
คำถามที่ผู้สังเกตการณ์จำนวนไม่น้อยตั้งขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปี 2569 คือเหตุใดยุโรปจึงไม่เปิดเจรจากับรัสเซียโดยตรงเพื่อลดความตึงเครียด แต่กลับเพิ่มงบกลาโหมและหารือกันเรื่องการป้องปรามด้วยอาวุธนิวเคลียร์ คำถามนี้สะท้อนความอึดอัดที่มีน้ำหนักจริง แต่ก่อนจะตอบ ต้องเริ่มจากการปรับภาพให้ตรงกับข้อเท็จจริงเสียก่อน เพราะภาพ “ยุโรปปิดประตูเจรจาและติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์” ยังไม่ถูกต้องทั้งหมดและมีความย้อนแย้งกันระหว่างชนชั้นอีลีธที่คุมนโยบายกับประชาชนระดับล่างส่วนใหญ่
1. ยุโรปไม่ได้ปิดประตูเจรจา แต่ยังไม่มีใครถือกุญแจ
การติดต่อมีอยู่ แต่ไม่ต่อเนื่องและไม่ได้ผล ต้นกุมภาพันธ์ 2569 ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีมาครงเดินทางไปมอสโกเพื่อหารือการเข้าร่วมเจรจาสันติภาพ และเป็นการติดต่อจริงจังครั้งล่าสุด แต่มีรายงานว่าผู้ช่วยของปูตินปฏิเสธข้อเสนอในเดือนต่อมา ครั้นเมื่อปลายเดือนพฤษภาคม โฆษกเครมลินระบุว่าปูตินเปิดกว้างต่อการเจรจากับยุโรป แต่ยังไม่มีขั้นตอนรูปธรรม และมีข้อเสนอให้อดีตนายกรัฐมนตรีเยอรมนี แกร์ฮาร์ด ชโรเดอร์ เป็นผู้แทนถูกยุโรปปฏิเสธเสียงแข็ง
ภายในยุโรปเองก็แตกเสียง คณะกรรมาธิการยุโรปบอกว่าจะตั้งผู้แทนเมื่อเห็นความพร้อมจริงจากรัสเซีย ไกอา คัลลัส หัวหน้านโยบายต่างประเทศอียู ย้ำว่ายุโรปต้องตกลงกันเองก่อนว่าจะคุยอะไรกับมอสโก โปแลนด์และกลุ่มบอลติกเตือนว่าการเจรจารีบร้อนอาจเป็นกับดักที่ยืดเวลาให้รัสเซีย รัฐมนตรีต่างประเทศเอสโตเนียชี้ว่านโยบายเปิดช่องทางกับมอสโกมาหลายทศวรรษไม่ได้ให้ผลเป็นสันติภาพ ในอีกด้าน อังเกลา แมร์เคิลวิจารณ์ว่ายุโรปไม่ใช้อิทธิพลทางการทูตช่วยยุติสงครามและติดต่อมอสโกน้อยเกินไป
2. สิ่งที่เกิดขึ้นจริงด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
หากแยกข้อเท็จจริงออกจากภาพจำ จะเห็นสามเรื่อง เรื่องแรก มาครงประกาศหลักนิยม “การป้องปรามล่วงหน้า” เมื่อ 2 มีนาคม 2569 ซึ่งเปิดทางให้ส่งกำลังทางอากาศที่ติดนิวเคลียร์ไปประจำนอกฝรั่งเศสชั่วคราวและสั่งเพิ่มคลังอาวุธ นอกจากนี้ฝรั่งเศสกับเยอรมนียังตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อประสานหลักนิยมและการซ้อมรบ แม้นายกรัฐมนตรีเมิร์ซจะยืนยันว่าเยอรมนีจะไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่ยังไม่ใช่ร่มนิวเคลียร์แบบสหรัฐฯ เพราะอำนาจตัดสินใจใช้ยังอยู่กับประธานาธิบดีฝรั่งเศสเพียงผู้เดียว
เรื่องที่สอง สหรัฐฯ วางแผนส่งขีปนาวุธพิสัยไกลแบบหมุนเวียนไปเยอรมนีในปี 2569 ได้แก่ SM-6 โทมาฮอว์ก และไฮเปอร์โซนิกที่กำลังพัฒนา ซึ่งเป็นอาวุธทั่วไปไม่ใช่นิวเคลียร์ แต่รัสเซียตอบโต้ว่าไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะติดตั้งขีปนาวุธที่อาจบรรจุหัวรบนิวเคลียร์ เรื่องที่สาม ฝั่งรัสเซียเองก็ส่งสัญญาณนิวเคลียร์ต่อเนื่อง รวมถึงการอ้างว่านำอาวุธนิวเคลียร์ยุทธวิธีไปไว้ในเบลารุส ความตึงเครียดจึงเป็นการไต่ระดับจากทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่การเดินหน้าของฝ่ายเดียว
3. สองกรอบคิดที่ขัดกัน
กรอบแรกคือสัจนิยมเชิงความมั่นคง ซึ่งมีจอห์น เมียร์ไชเมอร์เป็นตัวแทนสำคัญ มองว่ามหาอำนาจย่อมไวต่อการที่พันธมิตรทางทหารขยับเข้าใกล้พรมแดนของตน นักสัจนิยมเตือนมานานว่าการขยายตัวของนาโตคุกคามความมั่นคงรัสเซีย ปูตินเองก็มองเรื่องนี้เป็นภัยร้ายแรง ตามตรรกะนี้ การเสริมกำลังของยุโรปในวันนี้เสี่ยงเข้าวงจร security dilemma ที่การป้องกันของฝ่ายหนึ่งถูกอีกฝ่ายอ่านเป็นการคุกคาม ปูตินยังเปรียบสถานการณ์กับยุคแผนขีปนาวุธเพอร์ชิง II ในสงครามเย็น
กรอบที่สองคืออธิปไตยของรัฐขนาดเล็ก ซึ่งยืนยันว่ารัฐไม่ใช่วัตถุบนแผนที่ของมหาอำนาจ ประเทศที่สมัครเข้านาโตทำเพราะภัยคุกคามที่ตนรับรู้ กรณีล่าสุดคือฟินแลนด์และสวีเดนที่ยื่นสมัครหลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 ลำดับเวลาจึงเป็น “บุกก่อน ขยายตัวทีหลัง” ไม่ใช่กลับกัน ฝ่ายนี้แย้งว่าการรับรู้ภัยของรัสเซียไม่ได้พิสูจน์เจตนาโจมตีของนาโตซึ่งเป็นพันธมิตรเชิงป้องกัน และการให้ความรู้สึกของมหาอำนาจกำหนดทางเลือกของรัฐเล็กคือการยอมรับระเบียบแบบเขตอิทธิพล แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ารัฐเล็กอย่างลิธัวเนียได้รับแรงกระตุ้นจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและสหราชอาณาจักรในการส่งกำลังไปปกป้องและนำไปสู่การเผชิญหน้าที่ตึงเครียดมากขึ้นกับรัสเซีย
4. บทเรียนจากสงครามเย็น: ป้องปรามควบคู่การเจรจา
ประวัติศาสตร์ให้บทเรียนที่ทั้งสองฝ่ายหยิบไปใช้ได้ รายงานฮาร์เมลของนาโตเมื่อปี 2510 วางหลักว่าความมั่นคงของพันธมิตรต้องมีทั้งการป้องกันและการผ่อนคลายความตึงเครียดควบคู่กัน ต่อมามติ “สองทาง” ปี 2522 ตัดสินใจติดตั้งขีปนาวุธพิสัยกลางในยุโรปตะวันตก ซึ่งรวมเพอร์ชิง II ในเยอรมนีตะวันตก พร้อมเปิดโต๊ะเจรจากับโซเวียต ผลคือสนธิสัญญา INF ปี 2530 ที่ยกเลิกอาวุธประเภทนี้ทั้งหมด ฝ่ายที่เห็นว่าแรงกดดันได้ผลใช้กรณีนี้เป็นหลักฐาน ส่วนฝ่ายที่เน้นการเจรจาชี้ว่าความสำเร็จเกิดเมื่อสองฝ่ายมีช่องทางสื่อสารและเงื่อนไขทางการเมืองพร้อม ซึ่งปัจจุบันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสหรัฐฯ ถอนตัวจาก INF ในปี 2562 และโครงสร้างควบคุมอาวุธที่เคยมีเหลือน้อยลงมาก
5. ทางสายกลางที่เป็นไปได้ และข้อควรระวัง
ในมุมวิเคราะห์ของผู้เขียน ทั้งสองกรอบชี้ไปที่ข้อสรุปร่วมบางอย่าง คือการป้องปรามและการลดความเสี่ยงไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างข้อเสนอที่อาจพิจารณา ได้แก่ ช่องทางสื่อสารทางทหารเพื่อลดความเข้าใจผิด ความโปร่งใสเรื่องการซ้อมรบและตำแหน่งวางระบบอาวุธพิสัยกลาง และการตกลงกันภายในยุโรปก่อนว่าจะเจรจาอะไร ซึ่งสอดคล้องกับที่คัลลัสย้ำไว้
แต่ทางสายกลางก็มีข้อโต้แย้งรออยู่ ฝ่ายเข้มงวดจะแย้งว่าช่องทางลดความเสี่ยงโดยไม่มีผลตอบแทนจากมอสโกเท่ากับให้รางวัลแก่การรุกราน ส่วนฝ่ายสัจนิยมจะแย้งกลับว่าการเสริมกำลังฝ่ายเดียวยิ่งทำให้อีกฝ่ายเชื่อว่าการป้องกันตัวต้องใช้อาวุธ คำตอบจึงขึ้นกับสมมุติฐานว่าเครมลินตอบสนองต่อ “แรงกดดัน” หรือ “การปลอบประโลม” มากกว่า ซึ่งหลักฐานปัจจุบันยังไม่ชี้ขาด ปูตินกล่าวเมื่อ 25 กันยายนว่ารัสเซียไม่ได้เตรียมรบกับยุโรป แต่ยุโรปไม่เชื่อถ้อยแถลงนั้น และความเชื่อถือซึ่งกันและกันที่ต่ำเช่นนี้เองคือปัญหาแกนกลาง
6. สิ่งที่ต้องจับตา
- ทิศทางการเจรจาสันติภาพยูเครน หลังปูตินกล่าวว่ารัสเซียกำลังทบทวนว่าจะกลับสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่
- การตัดสินใจของยุโรปเรื่องผู้แทนเจรจา และความเป็นเอกภาพระหว่างฝั่งตะวันตกกับฝั่งตะวันออกของอียู
- ความคืบหน้าของแผนหมุนเวียนขีปนาวุธพิสัยไกลของสหรัฐฯ ในเยอรมนี และปฏิกิริยาของรัสเซีย
- รายละเอียดการประจำกำลังนิวเคลียร์ล่วงหน้าของฝรั่งเศสว่าจะเป็นรูปธรรมเพียงใด
โดยสรุป ยุโรปยืนอยู่ที่ทางแยกซึ่งทางเลือกไม่ได้แยกขาดจากกันอย่างที่ภาพข่าวสื่อ คำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “ป้องปรามหรือเจรจา” แต่คือ “จะผสมสองอย่างนี้ในสัดส่วนและจังหวะใด” เมื่อทั้งสองฝ่ายยังมองกันด้วยความหวาดระแวงอย่างลึกซึ้ง
กล่าวโดยสรุป ประวัติศาสตร์น่าจะบอกเราได้ว่าในสงครามใหญ่ 2ครั้ง คือยุคนโปเลียนและฮิตเล่อร์ ยุโรปเป็นฝ่ายบุกรัสเซีย ไม่ใช่ในทางตรงข้าม และปัจจุบันถ้าพิจารณาถึงทรัพยากรมนุษย์ก็มีปัจจัยสนับสนุนว่ารัสเซียมีปัจจัยด้านประชากรที่น้อยกว่ายุโรปหลายเท่า ทั้งที่มีขนาดประเทศกว้างใหญ่ และอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ
แหล่งข้อมูล: Politico, Financial Times (อ้างโดยสื่อยูเครน), China Daily, Kyiv Post, Arms Control Association, Bulletin of the Atomic Scientists, PIR Center, Foreign Policy, NTN24 และแถลงของสหภาพยุโรป ข้อมูล ณ 21 ต.ค. 2569 ส่วนประวัติศาสตร์สงครามเย็นเป็นข้อเท็จจริงทั่วไป







