เดโมแครตอาจทำให้ทรัมป์มีโอกาส ชนะการเลือกตั้งในสมัยที่ 2

ทหารประชาธิปไตย
แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐอเมริกา จะทำอะไรหลายอย่างที่สวนทางกับความรู้สึกของชาวโลก หรือมะกันชนที่ยึดแนวประชาธิปไตย แต่การที่ฝ่ายเดโมแครตพยายามจะนำเอากรณีการกล่าวหาว่ารัสเซีย ได้เข้ามาแทรกแซงการเลือกตั้งเมื่อปี 2559 เพื่อทำให้โดนัล ทรัมป์ ชนะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี 2560 จะทำให้ทรัมป์ได้รับคะแนนนิยมมากขึ้นอีก
เมื่ออัยการสูงสุด William Barr ได้เผยแพร่รายงานที่มะกันชน เฝ้ารอมานาน คือ รายงานของ Robert Mueller ว่าด้วยเรื่องที่มีการกล่าวหาว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ด้วยการรู้เห็นเป็นใจของทรัมป์ ซึ่งในขณะที่ทำการสืบสวนนี้ต่อมานาย Mueller ถูกทรัมป์ปลดจากตำแหน่ง
การณ์กลับมาปรากฏว่าในรายงานดังกล่าวนี้ ระบุว่าทรัมป์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงของรัสเซียเลย และการแทรกแซงที่ถูกกล่าวหาก็เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก นั่นคือ การรวบรวมข้อมูลการหาเสียงและผลของคะแนนที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
นอกจากนี้ก็อาจจะมีการกล่าวหาทรัมป์ว่า มีการร่วมมือกันในการทำธุรกิจ เช่น อาจอนุญาตให้ทรัมป์ไปสร้างโรงแรมที่จัตุรัสแดง หรืออะไรในทำนองนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เนื่องจากทรัมป์เป็นนักธุรกิจที่ติดต่อกับรัสเซียก่อนมาสมัครเลือกตั้ง
ในเรื่องการกล่าวหาว่ามีการแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยต่างชาตินี้ ประเด็นแรกแรกไม่เคยมีการกล่าวหาว่าต่างชาติเขามาแทรกแซงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎาร หรือวุฒิสมาชิกเลย แต่ในความเป็นจริงอิสราเอลได้ทำการแทรกแซงและสนับสนุน ส.ส. และ ส.ว.ที่มีความคิดเห็นสนับสนุนอิสราเอลทั้งในทางลับและเปิดเผย
ที่ชัดเจนที่สุดก็ในปี 2559 ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีนายเนทันยาฮู ได้เดินทางมาประชุมร่วมกับการประชุมร่วม ส.ส.-ส.ว. และได้กล่าวโจมตีนโยบายของโอบามาที่ไม่ยอมสนับสนุนอิสราเอล โดยเฉพาะการย้ายสถานทูตสหรัฐฯมาที่เยรูซาเล็ม ทั้งนี้ปรากฏว่านายเนทันยาฮูไม่เคยแจ้งไปยังทำเนียบขาวเลยว่าจะมาร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งนับว่าผิดมารยาททางการเมืองระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
อย่างนี้ก็ต้องเรียกว่าการกระทำที่เลือกปฏิบัติ กล่าวคือ ถ้าเป็นการกระทำของอิสราเอลถือว่าไม่เป็นการแทรกแซง แต่ถ้าเป็นรัสเซียขยับอะไรหน่อยก็กล่าวหาว่าแทรกแซง ทั้งๆที่สหรัฐฯอเมริกาได้เข้าแทรกแซงการเมืองระหว่างประเทศ หรือการเลือกตั้งในหลายๆประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นจำนวนนับครั้งไม่ถ้วน
นอกจานี้อิสราเอลยังจัดขบวนการล็อบบี้รัฐสภาอย่างโจ่งแจ้ง เพื่อให้สภาอนุมัติงบประมาณจำนวนมหาศาลสนับสนุนอิสราเอล
ยิ่งไปกว่านั้นในการระดมทุนเพื่อใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่มีนายทอม เฟอร์กูสัน เป็นผู้จัดการระดมทุน และมีผู้สนับสนุนที่สำคัญในการเดินงานระดมทุน คื อนายจาเรต คุชเนอร์ ลูกเขยของทรัมป์ที่เป็นชาวยิว ทำให้มีองค์กรหลายองค์กรที่ควบคุมโดยยิวไซออนีสต์ ให้ความร่วมมือส่งเงินมาสนับสนุนอย่างมาก อย่างนี้จะเรียกว่าแทรกแซงโดยต่างชาติได้หรือไม่ เพราะองค์กรเหล่านั้นมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับอิสราเอล
ดังนั้นการโจมตีทรัมป์ด้วยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงของรัสเซียในการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่าน โดยการนำของเดโมแครตจึงเท่ากับว่าเป็นการโจมตีผิดเป้า เพราะทรัมป์อาจจะมีข้อบกพร่องอีกมากมาย เช่น การเอื้อประโยชน์ต่อนายทุนด้านภาษีอากร หรือการไม่ให้ความสนใจต่อภาวะโลกร้อน เพราะไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อนายทุน และเรื่องอื่นๆ การโจมตีที่ผิดเป้าหมายนี้ นอกจากจะไม่สามารถโค่นทรัมป์ในการเลือกตั้งสมัยหน้า แต่อาจเป็นการใส่พานทูนหัวคะแนนเพิ่มให้ทรัมป์ที่ใช้นโยบายเชื้อชาตินิยม คือ ความเหนือกว่าของคนผิวขาว (White Supremacy) เพราะหลังจากการเปิดเผยรายงานของมิวเลอร์ก็ไม่ปรากฏว่าทรัมป์มีความผิดอะไร และการแทรกแซงของรัสเซียตามที่กล่าวหาก็เป็นเรื่องเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับการแทรกแซงของอิสราเอล







