INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การยึดอำนาจของรัฐประหารไทย ทำลายประชาธิปไตยจริงหรือ

  

 

การยึดอำนาจของรัฐประหารไทย ทำลายประชาธิปไตยจริงหรือ

รองศาสตราจารย์ ดร.กิจบดี  ก้องเบญจภุช

 

การรัฐประหารรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะ ก็เพื่อขจัดความขัดแย้งที่จะลุกลามบานปลายจนเกิดการจราจลและกลายเป็นสงครามประชาชน ตามจุดมุ่งหมายของจีนคอมมิวนิสต์ เนื่องมาจากเมื่อประเทศจีนทำการปฏิวัติประชาชนสำเร็จ ในปี พ.ศ. 2449 ได้ประกาศว่าจะทำให้ประเทศต่าง ๆ เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ โดยการปฏิวัติประชาชนของแต่ละประเทศ โดยการช่วยเหลือจากจีนทั้งทางตรงและทางอ้อม

การทำรัฐประหารของทหารในแต่ละครั้ง มีเหตุผลที่รับฟังได้ ซึ่งผู้ที่จะมีความเข้าใจในเรื่องนี้ ต้องเป็นคนที่อายุ 65 ปีขึ้นไป เพราะอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงของระบอบคอมมิวนิสต์ ที่เข้ามารุกรานประเทศไทย แต่หากศึกษาจากทฤษฎีหรือจากประวัติศาสตร์ที่เขียนเพียงด้านเดียว ก็จะกล่าวว่าทหารที่ทำการรัฐประหารเป็นเผด็จการไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่กล่าวเพียงรูปแบบและทฤษฎี โดยมิได้ศึกษาข้อเท็จจริงทางการเมืองทั้งในและนอกประเทศขณะนั้น ว่ากระทบกระเทือนต่อความมั่นคงและเป็นอันตรายต่อประชาชนมากน้อยเพียงใด ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ทันเหตุการณ์ที่ประเทศไทยถูกคุกคามจากระบอบคอมมิวนิสต์ ทหารและพลเรือนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

การจับประเด็นใดประเด็นหนึ่งมาโฆษณาชวนเชื่อ นับว่าเป็นอันตรายอย่างมหันต์กับประเทศชาติ ซึ่งจะเห็นว่าการหาเสียงของคนรุ่นใหม่ในการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา เป็นการเอาความดีที่ทหารได้ทำไว้ คือการรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้คงอยู่อย่างมั่นคงถาวรมาจนถึงทุกวันนี้ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะคนช่วงอายุ 40 ปี จะไม่ได้พบเหตุการณ์จริงว่าความเลวร้ายของภัยคุกคามความมั่นคงของไทยนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นผลพวงของคนรุ่นเก่าบางกลุ่มบางพวกที่ให้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง เพียงแต่อ้างว่าทหารทำการรัฐประหารหรือยึดอำนาจคือเผด็จการ แต่ไม่เคยพูดว่าทหารทำการรัฐประหารเพราะอะไร และทำอะไรในสิ่งดี ๆ ไว้บ้าง

หลังจากทำการรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะ เมื่อปี พ.ศ. 2500 แล้วได้ให้จอมพลถนอม กิตติขจร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร ก็ไม่สามารถสู้กับภัยคุกคามจากคอมมิวนิสต์ได้ ด้วยวิธีการโฆษณาชวนเชื่อและปลุกระดม เพื่อให้เกิดความแตกแยกทำให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ต้องยึดอำนาจรัฐบาลของตนเอง เพื่อสู้กับการคุกคามของระบอบคอมมิวนิสต์ในทุกรูปแบบเมื่อปี พ.ศ. 2502

 

เมื่อพิจารณาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก จะพบว่า การยึดอำนาจของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ขณะนั้นรัฐบาลสหรัฐอเมริกามิได้ต่อต้านหรือตำหนิการปฏิวัติของไทยแต่อย่างใด แต่กลับสนับสนุน ให้ความช่วยเหลือในหลายรูปแบบ เช่น การก่อสร้างถนนมิตรภาพ การสร้างสนามบิน ให้ทุนการศึกษาดูงาน ทั้งนี้ ก็เพื่อประโยชน์ของประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำลังต่อสู้กับระบอบคอมมิวนิสต์ในทุกภูมิภาคของโลก แต่จะเห็นว่าการรัฐประหารของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกสหรัฐอเมริกาต่อต้านรวมทั้งประเทศต่าง ๆ ในยุโรปต่อต้าน

จึงอยากจะบอกว่าคนไทย อย่าชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้คนไทยทะเลาะกันเอง และเข้ามาฉกฉวยโอกาสทำร้ายหรือกระทำการใด ๆ เพื่อประโยชน์ของประเทศเขาเอง ลักษณะดังกล่าว คือการทำให้แตกแยกแล้วทำลาย นักการเมืองรุ่นใหม่อย่าหลงใหลได้ปลื้มกับการหนุนนำจากต่างประเทศ นั่นคือท่านกำลังทำลายชาติ ลองไปเปิดคลิปประเทศซีเรีย ทั้งก่อนและหลังสงครามว่าเป็นอย่างไร อย่าทำให้ประเทศไทยเป็นเช่นนั้น

แรงกดดันจากนักศึกษา ประชาชนที่ไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง ได้รวมกลุ่มกดดันรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร ในหลายรูปแบบจนเป็นผลทำให้จอมพลถนอม กิตติขจร และคณะ ต้องทำการยึดอำนาจรัฐบาลตนเอง เมื่อปี พ.ศ. 2515 เป็นโอกาสที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์โฆษณาชวนเชื่อว่าทหารนำประเทศไทยไปเป็นเมืองขึ้นยุคใหม่ของสหรัฐอเมริกา และเป็นเผด็จการทหาร ทำให้เหตุการณ์ลุกลามบานปลายจนเกิดเหตุการณ์ วันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ความจริงแล้วเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ที่สามารถทำให้คนไทยทะเลาะกันได้ เพื่อบรรลุผลการปฏิวัติประชาชน แต่เนื่องจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยไม่เอื้ออำนวย และสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เข้มแข็งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ประเทศไทยจึงรอดพ้นจากสงครามประชาชน

หลังเหตุการณ์วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2514 เกิดคำพูดว่า ฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เกิดรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2517 ว่าเป็นประชาธิปไตย ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งต้องสังกัดพรรคการเมือง เกิดพรรคการเมืองขึ้นมากมาย เกิดรัฐบาลรวมกันถึง 15 พรรค โดยมีหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคการเมืองต่างแย่งกระทรวงกันเพื่อเข้าไปแสวงหาประโยชน์ รัฐบาลอยู่ได้ไม่ถึงปีต้องประกาศยุบสภา ซึ่งดูจะไม่แตกต่างจากการจัดรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะนี้ เพราะรัฐบาลประกอบไปด้วยหลายพรรคการเมือง และดูเหมือนจะแย่งกระทรวงกันเข้าไปเป็นรัฐมนตรี ผลคงไม่ต่างจากรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อปี พ.ศ. 2500 และรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ผสมกัน ประกอบกับต่างประเทศเข้าแทรกแซงอย่างลับ ๆ กับพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่เป็นคนรุ่นใหม่ ความยุ่งยากอาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย และยากที่จะให้คนรุ่นใหม่เชื่อคนรุ่นเก่า เหตุการณ์ทางการเมืองของไทยนับวันจะรุนแรงขึ้น เพราะมีความแตกแยกในสังคมสูง

หลังจากหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ยุบสภาแล้ว ได้รัฐบาลใหม่และเกิดความรุนแรงในการเรียกร้องทางการเมืองอีก เกิดเหตุการณ์วันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 พลเอกสงัด ชลออยู่ เข้ามาทำการรัฐประหารรัฐบาลของหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมทย์ ก็เพื่อหยุดยั้งความขัดแย้งรุนแรง จนเกิดเป็นสงครามประชาชน ตามเจตนารมณ์ของระบอบคอมมิวนิสต์ และจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นบริหารประเทศ โดยมีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี มีการปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง สังคมเกิดความตึงเครียด พลเอกสงัด ชลออยู่ จึงทำการรัฐประหารและจัดให้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ คือรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2521 และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มายาวนานหลายปี โดยมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 8 ปี จึงอยากจะบอกว่า การจะกล่าวว่าทหารเป็นเผด็จการทหารสืบทอดอำนาจทหารทำลายประชาธิปไตย อยากให้ดูถึงข้อเท็จจริงในขณะนั้นว่า ทหารทำร้ายประชาธิปไตยหรือรักษาประชาธิปไตย แต่ก็ยากที่จะพูดให้คนยุคนี้สมัยนี้เข้าใจ เพราะบ้านเราประเทศเราปลุกระดมกันมาจนเรื่องเท็จกลายเป็นเรื่องจริง เรื่องจริงกลายเป็นเรื่องเท็จ ยากที่จะแก้ไขแล้วรอวันความขัดแย้งจะรุนแรง ขนาดไหนเท่านั้นเอง

หลังจากพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปฏิเสธที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีก นักการเมืองก็เข้ามาแสวงหาประโยชน์ทำให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2534 เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่สิ่งหนึ่งที่ทหารทำได้ คือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่สามารถจะสืบทอดอำนาจต่อไปได้ เพราะผิดรูปแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและปัญหาของชาติ มิได้แก้ปัญหาได้ภายในระยะเวลาสั้น ๆ จะต้องแก้ไขตลอดไป และเมื่อทหารคิดจะสืบทอดอำนาจเกิดเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 เป็นผลให้เกิดการเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปทางการเมือง เกิดรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540

หลังใช้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540 มาได้ 9 ปี เกิดเผด็จการรัฐสภา เกิดทุจริตเชิงนโยบาย อีกทั้งมีการก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูง ทหารเข้ามาแก้ปัญหาเกิดการรัฐประหารปี พ.ศ. 2549 เกิดรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 นักการเมืองเข้ามาแย่งชิงอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์ ไม่เป็นไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย ความขัดแย้งในวงกว้าง และใช้อาวุธสงครามเข้าทำร้ายกัน และความขัดแย้งของคนในสังคมยากที่จะตกลงกันได้ ความรุนแรงทวีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ทหาร คือพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาแก้ไขปัญหาด้วยการยึดอำนาจรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หากทหารไม่เข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งจะทวีความรุนแรงและต่างชาติเข้ามาแทรกแซง คงไม่ต่างอะไรกับประเทศซีเรีย ความสูญเสียไม่สามารถจะประมาณค่าได้

จากที่กล่าวมาโดยย่อนี้ เพียงแต่ต้องการจะบอกว่า ทหารเข้ามาทำการยึดอำนาจหรือ ยึดอำนาจในแต่ละครั้งนี้ อย่าไปเหมาว่าทำร้ายประชาธิปไตย ควรจะต้องศึกษาสาเหตุที่ทหารเข้ามาทำการรัฐประหารด้วยว่า ด้วยปัญหาและสาเหตุใด ถ้าทหารไม่มาแก้ไขปัญหาประเทศเราจะเป็นอย่างไร อย่าใช้เหตุการณ์ที่ผ่านมาปลุกระดมโดยให้ข้อมูลอย่างผิด ๆ หรือให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวนั้นเป็นการทำลายชาติ ถึงจะใช้วิธีการดังกล่าวได้ผลและเข้ามามีอำนาจอีกฝ่ายหนึ่งก็จะใช้วิธีเดียวกันอีก บ้านเมืองเราจะเกิดความแตกแยกไม่มีที่สิ้นสุด

แต่อย่างไรก็ตาม บ้านเมืองเราเกิดความแตกแยก มาไกลเกินกว่าจะเยียวยาแก้ไข และจะยิ่งทวีความรุนแรงต่อไป เพราะคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน รอวันแตกหัก การเมืองของไทยจะยังไม่สงบไปอีกนาน และคงจะหนีไม่พ้นความรุนแรงและไม่มีรัฐบาลใดในโลก ที่จะสืบทอดอำนาจทางการเมืองได้ตลอดไป ในที่สุดจะเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงซึ่งประเทศไทยเราขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง รอวันเวลาที่เหมาะสม ความรุนแรงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีก เพราะทุกฝ่ายต้องการทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองและเป็นประชาธิปไตยเหมือนกัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com