INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สงครามในยุทธศาสตร์โลก : นัยและผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ไทย

soldiers 311384 1280

สงครามในยุทธศาสตร์โลก:นัยและผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ไทย

สุรชาติ บำรุงสุข

 

 

“ในทางยุทธศาสตร์การมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลประหนึ่งว่าสิ่งนั้นอยู่ใกล้ และเห็นสิ่งที่อยู่ใกล้ด้วยสายตาที่มองไกลนั้น ถือเป็นสิ่งสำคัญ”

g06 0

มิยาโมโต มูซาชิ

นักดาบชาวญี่ปุ่น

การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติคือ การกำหนดทิศทางในระดับมหภาคสำหรับการเคลื่อนตัวของประเทศไปสู่อนาคต ซึ่งการเคลื่อนไปข้างหน้าเช่นนี้เกิดในบริบทที่มีสภาวะความเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นปัจจัยแวดล้อม หรือที่เรามักจะพูดในยุคปัจจุบันเสมอว่า “โลกล้อมรัฐ” เพราะรัฐในเวทีโลกไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ หรือรัฐไม่ได้อยู่ในสภาวะที่เป็นสูญญากาศ จนไม่จำเป็นต้องพิจารณาถึงผลกระทบจากปัจจัยในเวทีโลก และยิ่งโลกอยู่ในบริบทของความเป็นโลกาภิวัตน์มากเท่าใด ปัจจัยระหว่างประเทศก็ยิ่งมีผลกระทบต่อรัฐมากเท่านั้น

การประเมินสภาวะแวดล้อมหรือการวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกจึงเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่สำคัญของกระบวนการทำยุทธศาสตร์ของรัฐ ซึ่งหากพิจารณาดูจากการศึกษาที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ จะเห็นได้ว่ากรอบเวลาของการศึกษาจะอยู่ในระยะเวลา 10 ปี หรือที่นักวิเคราะห์ทางยุทธศาสตร์มักจะใช้กรอบเวลาหนึ่งทศวรรษเป็นพื้นฐานในการทำข้อพิจารณา เพราะตระหนักดีว่า การพิจารณาถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วงเวลาสองทศวรรษหรือ 20 ปีนั้น อาจจะประสบปัญหาในการศึกษาได้ เพราะไม่สามารถมองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้จริง ซึ่งก็คือการที่นักยุทธศาสตร์ไม่สามารถกำหนดปัจจัยที่มีนัยสำคัญต่อโลกในด้านหนึ่งและต่อรัฐในอีกด้านหนึ่งได้ และผลที่เกิดขึ้นก็คือ กระบวนการยุทธศาสตร์ (strategy process) ไม่มีความสมบูรณ์เพียงพอที่จะทำให้เกิดแผนและ/หรือนโยบายยุทธศาสตร์สำหรับการขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตตามที่มุ่งหวังได้

ดังนั้นหากทดลองมองความเปลี่ยนแปลงด้านความมั่นคงของโลกในกรอบเวลาหนึ่งทศวรรษ  และทดลองนำเสนอผ่านรูปแบบที่เป็นสงครามแล้ว เราอาจจะเห็นสงครามหลากหลายแบบที่จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของโลกและของไทย ดังนี้

4DQpjUtzLUwmJZZPGTaGQzrXeTGKQE21BFXAljQOU4pc

  1. สงครามการเมืองของรัฐมหาอำนาจเก่าและใหม่

หากมองการเมืองโลกผ่านตัวแสดงที่เป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าโลกตกอยู่ในสภาวะของการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งคงต้องยอมรับในปัจจุบันว่า ระเบียบระหว่างประเทศของยุคหลังสงครามเย็นที่เป็นโลกแบบ “ขั้วเดียว” และมีสหรัฐเป็นมหาอำนาจหลักฝ่ายเดียวนั้น น่าจะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ต้นศตวรรษที่ 21 เปิดให้เห็นถึงการเติบใหญ่ของจีน พร้อมกับการฟื้นตัวของรัสเซีย (ในความหมายอีกด้านหนึ่งคือสหภาพโซเวียตรัสเซียเดิม) แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าโลกปัจจุบันกลับสู่ยุคสงครามเย็นที่เป็นแบบ “สองขั้ว” แต่ก็ชัดเจนว่า ระเบียบระหว่างประเทศไม่ใช่เป็นแบบขั้วเดียวอีกต่อไป บทบาทและอิทธิพลของสหรัฐไม่ได้อยู่ในแบบยุคเก่า ขณะเดียวกันก็การขยายอิทธิพลของจีนและการฟื้นบทบาทของรัสเซียเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนในการเมืองโลกปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามหากมองแนวโน้มในหนึ่งทศวรรษหน้า จะเห็นได้ชัดว่า การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่จะมีความคล้ายคลึงกับสภาวะของ “สงครามการเมือง” ของยุคสงครามเย็น และอาจคาดการณ์ได้ถึงการกลับสู่โลกแบบสองขั้วอีกครั้ง และในทางทฤษฎีสิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันระหว่าง “รัฐมหาอำนาจเก่า” และ “รัฐมหาอำนาจใหม่” ซึ่งการแข่งขันเช่นนี้อาจจะทวีความเข้มข้นมากขึ้นในระยะเวลา 10 ปีหน้า และในอีกด้านหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า หากมองจากบริบทของการเมืองโลกแล้ว ทศวรรษหน้าจะเป็นทศวรรษของการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจใหญ่ ซึ่งการแข่งขันเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะมีส่วนโดยตรงต่อการกำหนดระเบียบโลกเท่านั้น หากแต่จะมีผลกระทบต่อประเทศเล็กๆในเวทีโลกเช่นกัน

ถ้าเช่นนี้แล้ว ประเทศเล็กทั้งหลายจะกำหนดยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างไรกับการแข่งขันดังกล่าว เพราะยิ่งการแข่งขันทวีความเข้มข้นมากขึ้นเท่าใด การแสวงหาพันธมิตรของรัฐมหาอำนาจเพื่อการขยายอิทธิพลในการควบคุมพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ก็จะยิ่งมีความเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น การดำเนินนโยบายต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศสำหรับประเทศเล็กๆจึงต้องการความรอบคอบ และความเข้าใจต่อพลวัตรที่เป็นความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างยิ่ง การขาดความรู้และความเข้าใจของผู้กำหนดนโยบายจะเป็น “ปัจจัยลบ” ต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ หรือแม้แต่จะดำเนินนโยบายแบบพวก “เกาะขบวนเกวียน” (bandwagon) ด้วยการเคลื่อนไปกับกระแสของรัฐมหาอำนาจใหญ่ก็ยังจะต้องรู้ว่าจะเกาะขบวนอย่างไร และจะเกาะเมื่อไหร่ เพื่อไม่ให้ปัจจัยระหว่างประเทศกลายเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแบกรับได้

107255119 hi054452170

 2.  สงครามการค้าระหว่างรัฐมหาอำนาจใหญ่

การขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของนายโดนัล ทรัมป์ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงในเวทีเศรษฐกิจการเมืองโลกอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด แต่เดิมสหรัฐถือว่าเป็นประเทศหลักที่ขับเคลื่อนโลกด้วยแนวคิดเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม จนอาจต้องถือว่าสหรัฐเป็นผู้นำสำคัญของการขยายความเป็นเสรีทางเศรษฐกิจออกสู่ตลาดโลก แต่ผู้นำสหรัฐปัจจุบันกลับเสนอทิศทางที่แตกต่างจากเดิม ด้วยการนำนโยบายของ “ลัทธิกีดกันการค้า” ( Protectionism) มาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ และขณะเดียวกันก็หันกลับไปใช้เครื่องมือเก่าคือ การตั้ง “กำแพงภาษี” (tariffs) เพื่อหวังจะกดดันจีนให้ยอมรับต่อข้อเรียกร้องทางการค้าของสหรัฐ การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจเช่นนี้กำลังนำพาโลกไปสู่ “สงครามการค้า” ระหว่างสองมหาอำนาจใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การกำเนิดของสงครามการค้าในต้นศตวรรษที่ 21 เช่นนี้ ต้องถือว่าเป็นปรากฏการณ์สำคัญในเวทีโลก และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สงครามการค้าได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดระเบียบเศรษฐกิจโลก เพราะด้านหนึ่งสงครามนี้เป็นเสมือนแรงที่เหนี่ยวรั้งการขยายตัวของโลกาภิวัตน์ทางเศรษฐกิจ จนกลายเป็นข้อสังเกตสำคัญว่า สหรัฐในฐานะของ “แชมป์เปี้ยนแห่งเศรษฐกิจเสรี” ได้กลายเป็น “ผู้นำแห่งการกีดกันการค้า” และเมื่อสหรัฐยิ่งหันไปกดดันจีนด้วยกำแพงภาษีที่มากขึ้นแล้ว จีนย่อมจะตอบโต้ในทิศทางที่ไม่แตกต่างกัน ผลกระทบไม่ใช่เพียงจะเกิดกับเศรษฐกิจของมหาอำนาจทั้งสองเท่านั้น หากแต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆ เพราะการผูกโยงของระบบการผลิตและอุตสาหกรรมของโลกในปัจจุบัน และการตอบโต้ที่เกิดขึ้นกำลังกลายเป็นสัญญาณลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และขณะเดียวกันก็ทำให้สถานการณ์ความสัมพันธ์ของประเทศทั้งสองทรุดตัวลง จนทำให้หลายฝ่ายกังวลอย่างมากว่า ปัญหานี้อาจขยายตัวเป็น “การเผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์” ได้อนาคต และที่สำคัญยังไม่สามารถคาดได้ว่า สงครามการค้าชุดนี้จะจบลงอย่างไร และเมื่อใด

หากมองในกรอบทางทฤษฎีแล้ว ภาพของการต่อสู้ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับจีนก็คือการตอกย้ำถึงการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเก่ากับมหาอำนาจใหม่ดังที่กล่าวแล้วในข้างต้น และสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งขันที่เกิดขึ้นทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจควบคู่กันไป และในหนึ่งทศวรรษหน้า การต่อสู้ชุดนี้น่าจะยังดำรงอยู่และเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศต่างๆ ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผู้นำของประเทศเล็กที่เศรษฐกิจผูกอยู่กับทั้งสหรัฐและจีน จะกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่อย่างไรกับสถานการณ์สงครามการค้าครั้งนี้

world war 2

3.   สงครามการทหารระหว่างรัฐมหาอำนาจ

หากพิจารณาการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจเก่าและใหม่อย่างสุดโต่งแล้ว เราอาจจะตอบในทางทฤษฎีได้ว่า แนวโน้มของการแข่งขันนี้จะต้องจบด้วยสงครามอย่างแน่นอน เพราะด้านหนึ่งของคำตอบมาจากประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรณีสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เห็นได้ชัดว่าเยอรมนีเป็นมหาอำนาจใหม่ที่ต้องการผลักดันตัวเองขึ้นสู่การเป็นมหาอำนาจใหญ่ของโลก ในสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนีย้อนรอยเดิม และเห็นชัดว่าญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจใหม่ของเอเชียที่ก้าวขึ้นมาแข่งขันกับสหรัฐ และการแข่งขันในทั้งสองกรณีจบลงด้วยสงคราม เพราะสงครามถูกใช้เป็นเครื่องมือของการจัดระเบียบโลก และผู้ชนะจะเป็นผู้กำหนดระเบียบใหม่ ดังนั้นสงครามจึงกลายเป็นวิถีทางการเมืองของรัฐมหาอำนาจใหญ่

แต่สงครามเย็นก็ไม่ได้จบลงในแบบของสงครามโลกทั้งสองครั้ง การแข่งขันระหว่างสหรัฐกับสหภาพโซเวียตจบลงด้วยการพังทลายของฝ่ายโซเวียตที่ไม่ใช่เป็นผลจากสงคราม ในสภาวะของความเป็นรัฐมหาอำนาจนิวเคลียร์ทำให้โอกาสในการใช้สงครามเป็นเครื่องมือในแบบยุคสงครามโลก เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะผลตอบแทนจากสงครามนิวเคลียร์เป็นสิ่งที่ไม่มีความคุ้มค่า และขณะเดียวกันรัฐมหาอำนาจนิวเคลียร์ต่างพยายามพัฒนากลไกและเครื่องมือในการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นขยายตัวกลายเป็น “สงครามใหญ่” (major war) ระเบียบยุคหลังสงครามเย็นจึงไม่ได้เกิดจากสงครามโดยตรง แตกต่างอย่างมากจากระเบียบยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2

ฉะนั้นจึงมีความหวังว่า การแข่งขันครั้งใหม่นี้จะไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการย้อนรอยประวัติศาสตร์สงครามโลก หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ จีนจะไม่เดินตามรอยเยอรมนีในปี 1914 หรือจีนจะไม่เป็นญี่ปุ่นในปี 1941  และขณะเดียวกันก็มืได้มีนัยว่า ยุทธศาสตร์ของประเทศเล็กจำต้องเลือกทางเดินด้วยการเป็นพันธมิตรกับประเทศใหญ่ และพร้อมที่เข้าร่วมสงครามกับประเทศใหญ่ และหากเกิดสงครามจากการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจจริง ก็มิได้มีผลให้ผู้นำประเทศเล็กทั้งหลายต้องกระโจนเข้าสู่สงคราม ดังเช่นที่ผู้นำทหารไทยในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ตัดสินใจแบบ “ร่วมหัวจมท้าย” กับญี่ปุ่นในปี 1941 จนถึงขั้นประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรในปี 1942 เป็นบทเรียนที่ดีในการจัดความสัมพันธ์กับรัฐมหาอำนาจในยามสงคราม

thumb file

4.  สงครามนิวเคลียร์

แนวโน้มของสงครามนิวเคลียร์ยุติลงพร้อมกับการสิ้นสุดของสงครามเย็น แม้จะมีรัฐนิวเคลียร์เกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นอินเดีย ปากีสถาน อิสราเอล อัฟริกาใต้ (ยกเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ในเวลาต่อมา) แต่ก็ไม่ทำให้เกิดแนวโน้มของสงครามนิวเคลียร์แต่อย่างใด จนกระทั่งในช่วงเวลาปัจจุบันที่เห็นถึงความสำเร็จในการทดลองระเบิดและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ และนำไปสู่วิกฤตการณ์นิวเคลียร์บนคาบสมุทรเกาหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดความตึงเครียดอย่างมากระหว่างสหรัฐกับเกาหลีเหนือ จนเกิดความกังวลว่า ความตึงเครียดดังกล่าวจะขยายตัวเป็นสงครามนิวเคลียร์หรือไม่ แต่ความกังวลเช่นนี้ก็ผ่อนคลายลงจากการประชุมผู้นำสูงสุดของสองเกาหลี และตามมาด้วยการประชุมสุดยอดของสหรัฐและเกาหลีเหนือที่สิงคโปร์ในช่วงต้นปี 2017 จนมีการเปรียบเทียบว่า “ฤดูใบไม้ผลิ” กำลังเบ่งบานบนคาบสมุทรเกาหลี แม้การเจรจาเพื่อยุติโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือจะไม่เดินหน้ามากเท่าที่ควรก็ตาม

หากพิจารณาแนวโน้มในอีก 10 ปีหน้า ปัญหาอาจจะเกิดในอนาคตจากกรณีของอิหร่าน หรืออาจจะมีรัฐอื่นๆที่พยายามพัฒนาขีดความสามารถของอาวุธนิวเคลียร์ แต่ก็มีความคาดหวังว่า สุดท้ายแล้วปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจะไม่ยุตลงด้วยการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เพราะสงครามนิวเคลียร์ไม่ให้ผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ที่เป็นจริงแก่รัฐผู้ชนะ ฉะนั้นแม้อาวุธนิวเคลียร์จะยังคงเป็นปัญหาสำคัญในเวทีโลก แต่สำหรับรัฐเล็กๆแล้ว โจทย์ชุดนี้ไม่ใช่บริบททางยุทธศาสตร์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยแต่อย่างใด

terrorism guy 640x480

5.   สงครามอสมมาตรระหว่างผู้อ่อนแอและผู้แข็งแรง

หากพิจารณาแนวโน้มความขัดแย้งในทศวรรษหน้าแล้ว โอกาสเกิดสงครามตามแบบอาจจะยังมีความเป็นไปได้ แต่ก็อยู่ในระดับต่ำมาก เพราะ “สงครามระหว่างรัฐ” ที่ใช้กำลังพลประจำการเข้าทำการรบโดยตรงมีลักษณะของ “สงครามสมมาตร” นั้น มีค่าใช้จ่ายทั้งทางการเมืองและการทหารสูงเกินไป และในขณะเดียวกันก็มีกลไกทางการเมืองในการควบคุมความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ให้ขยายตัวเป็นสงครามในรูปแบบเช่นนั้น หรือหากขยายตัวก็อาจนำไปสู่การแทรกแซงของรัฐภายนอกได้ ดังที่ปรากฏให้เห็นเป็นข่าวเสมอ

ในอีกด้านหนึ่งความขัดแย้งของรัฐเล็กที่เกิดขึ้นจริงกลับอยู่ในรูปของ “สงครามภายในรัฐ” ซึ่งมีคุณลักษณะแตกต่างอย่างมากจากสงครามระหว่างรัฐที่เป็นสงครามตามแบบ สงครามภายในมักจะปรากฏในรูปแบบของสงครามก่อความไม่สงบ การก่อการร้าย และเห็นได้ชัดว่าสงครามเช่นนี้มีลักษณะเป็น “สงครามอสมมาตร” ที่มีจุดกำเนิด แบบแผน เงื่อนไข และการคลี่คลายของสงคราม เป็นไปในอีกแบบหนึ่ง และสงครามในรูปแบบเช่นนี้เห็นได้ชัดมากขึ้นในศตวรรษที่ 21 จนมีการกล่าวเปรียบเทียบว่า ศตวรรษที่ 20 เป็นเวลาของสงครามสมมาตร (สงครามโลกทั้งสองครั้ง) และศตวรรษที่ 21 เป็นเวลาของสงครามอสมมาตร (สงครามก่อความไม่สงบ และการก่อการร้าย)

ข้อสมมติฐานเช่นนี้เป็นสัญญาณเตือนว่า การวางยุทธศาสตร์ทหารและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐ จะคิดถึงแต่การเตรียมรับสงครามในรูปแบบเดียวที่เป็นสงครามในอดีตของสงครามสมมาตร อาจจะไม่เพียงพอ และไม่ตอบโจทย์ความมั่นคงที่เป็นจริงของรัฐ ที่มักจะเผชิญกับสงครามอสมมาตร ดังจะเห็นได้ว่า สถานการณ์ความมั่นคงที่สำคัญของยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์การโจมตีที่เกิดขึ้นกับสหรัฐในวันที่ 11 กันยายน 2001 แล้ว หลายประเทศเผชิญกับสงครามก่อการร้าย และสงครามก่อความไม่สงบไม่แตกต่างกัน จนอาจกล่าวได้ว่าโลกได้ก้าวสู่เข้าสู่ยุคของสงครามก่อการร้าย และการก่อการร้ายถูกนิยามว่าเป็นภัยคุกคามหลักในเวทีโลก โดยนัยเช่นนี้ความกังวลของรัฐในเรื่องของสงครามตามแบบลดระดับลง สงครามในความหมายของการบุกของกองทัพข้าศึกจากรัฐภายนอก ไม่เป็นประเด็นทางยุทธศาสตร์เท่ากับการเปิดการโจมตีด้วยการก่อการร้าย

นอกจากนี้หลังจากการกำเนิดของ “กลุ่มรัฐอิสลาม” ในช่วงต้นปี 2014 การก่อการร้ายดูจะทวีความรุนแรงขึ้น แม้ในปี 2016-2017 กลุ่มจะถูกทำลายฐานที่มั่นหลักทั้งในอิรักและในซีเรีย แต่ก็ใช่ว่าสงครามก่อการร้ายได้ยุติไปพร้อมกับการลดบทบาทของกลุ่ม นัยที่นำเสนอในการจัดตั้งรัฐศาสนจักรที่เป็นจุดขายในการขยายสมาชิกของกลุ่มลดความสำคัญลง แต่ก็ปรากฏรูปแบบของการโจมตีใหม่ในลักษณะที่เป็น “หมาป่าตัวเดียว” (lone wolf ) ดังที่ปรากฏให้เห็นจากการก่อเหตุรุนแรงในยุโรป หรือในแบบ “หมาป่าคอกเดียว” (lone wolf den) เช่นที่เห็นมาแล้วในสุราบายา ประเทศอินโดนีเซีย

สถานการณ์ความรุนแรงในตัวแบบของสงครามอสมมาตรเป็นประเด็นสำคัญที่ละเลยไม่ได้ในโลกปัจจุบัน ดังได้กล่าวแล้วว่า โอกาสเกิดของสงครามสมมาตรที่เป็นสงครามตามแบบมีอยู่ในระดับต่ำ แต่โอกาสเกิดของสงครามอสมมาตรที่เป็นการก่อการร้ายมีอยู่ในระดับสูง ดังนั้นการกำหนดยุทธศาสตร์ที่มองไม่เห็นถึงสถานะของสงครามชุดนี้ อาจส่งผลให้ยุทธศาสตร์ที่เกิดขึ้นไม่รองรับต่อโลกแห่งความรุนแรงร่วมสมัย หรือกลายเป็นเพียงยุทธศาสตร์ที่ไม่เอื้อต่อการสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะเมื่อผู้กำหนดยุทธศาสตร์อยู่กับโลกเก่าของสงครามตามแบบ และยึดอยู่กับจินตนาการเก่าของสงครามที่ “รัฐรบกับรัฐ” พร้อมกับการผลักดันนโยบายเก่าที่ต้องการสร้างกองทัพใหญ่ มีกำลังพลมาก ซื้ออาวุธมาก โดยยึดมั่นเพียง “อำนาจการยิง” ที่เหนือกว่าว่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ชี้ขาดการสงคราม ยุทธศาสตร์เก่าเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ในสงครามอสมมาตรเป็นอย่างยิ่ง และไม่เอื้อให้รัฐในปัจจุบันป้องกันตัวเองจากความรุนแรงร่วมสมัยได้เลย

นัยกับยุทธศาสตร์ไทย

แนวโน้มของสงครามสี่แบบในกรอบเวลา 10 ปีเป็นประเด็นสำคัญทั้งในเวทีโลกและเวทีไทย กล่าวคือ สงครามการเมือง สงครามการค้า สงครามการทหารในการแข่งขันระหว่างรัฐมหาอำนาจเก่าและใหม่ และสงครามอสมมาตรระหว่างผู้อ่อนแอกับผู้แข็งแรงจะเป็น “ปัจจัยนำเข้า” ที่ผู้กำหนดยุทธศาสตร์ไทยจะต้องนำมาพิจารณาด้วยความใคร่ครวญอย่างยิ่ง และจะต้องตอบให้ได้ในทางยุทธศาสตร์ว่า แล้วประเทศไทยจะเดินไปสู่อนาคตอย่างไรภายใต้สภาพแวดล้อมของสงครามทั้งสี่เช่นนี้ และอนาคตที่ไทยจะเดินไปนั้นมีอะไรเป็นเครื่องมือ และจะใช้เครื่องมืออย่างไรเพื่อให้บรรลุถึงจุดหมายปลายทางของการสร้างความมั่นคงไทย อีกทั้งการเน้นอยู่กับการจัดซื้อยุทโธปกรณ์สมรรถนะสูงแบบไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อภัยคุกคาม ย่อมไม่เอื้อให้รัฐไทยประสบความสำเร็จในทางยุทธศาสตร์ได้

สุดท้ายนี้สิ่งที่ผู้มีอำนาจของรัฐไทยจะต้องตระหนักอย่างมากก็คือ ยุทธศาสตร์แบบเฟ้อฝันเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ยุทธศาสตร์แบบไร้ทิศทางเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ … รัฐต้องสร้างยุทธศาสตร์ด้วยความรู้และความเข้าใจในพลวัตรความเปลี่ยนแปลงของโลก เพราะรัฐไทยไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก แต่โลกโอบล้อมรัฐไทยไว้ต่างหาก!

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *