ปรัชญาการเมืองอิสลาม ตอนที่ 1

ปรัชญาการเมืองอิสลาม ตอนที่ 1
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
อาจารจย์ประจำ ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
แนวคิดทางการเมืองที่ได้ถูกถ่ายทอดจากนักคิดหรือนักปรัชญาการเมือง ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กับกระบวนการความคิดใจเชิงปรัชญาและญาณวิทยา หรือแม้แต่ในด้านของมนุษยวิทยาโดยนำมาเป็นกรอบคิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่านักวิชาการด้านการเมืองหรือนักคิดด้านปรัชญา และนักปรัชญาการเมืองไม่ว่าจะเป็นนักปรัชญาการเมืองในแวดวงอิสลามหรือไม่ใช่อิสลามก็ตาม เพราะว่าจากการยึดกรอบความคิดดังกล่าวจะมีผลสะท้อนของกรอบแนวคิดและหลักคิดที่กล่าวมาข้างต้น โดยที่เขานั้นอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวหรืออาจจะส่งผลทางตรงหรือทางอ้อมต่อหลักคิดของเขา ดั่งที่จะเห็นตัวอย่างจากแนวคิดทางปรัชญาการเมืองอบูนัศร์ อัลฟารอบี ที่ได้ถ่ายทอดออกมาอย่างแหลมคมนั้น อยู่ภายใต้หลักญาณวิทยาและหลักปรัชญา ซึ่งผ่านกรอบชุดความคิดในเรื่อง”ผู้นำที่ดี” ในการปกครองนครแห่งอารยะ”(อัลมะดีนะอัลฟาฎิละฮ์)
อิบนุคอลดูนได้กล่าวถึงวิชาการเมืองอิสลามไว้น่าสนใจ โดยที่เขาได้แบ่งประเภทของศาสตร์ว่า ศาสตร์อาจจะเป็นประเภทการใช้หลักคิดทางปรัชญาและตรรกวิธี เช่นด้านปรัชญา อภิปรัชญา หรือเป็น ศาสตร์ประเภทการกำหนดจากนักปราชญ์ เป็นศาสตร์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นการสืบค้นที่มาจากทฤษฎีปรัชญาหรือหลักตรรกศาสตร์ เช่นศาสตร์ด้านอักษรศาสตร์ นุรุกติศาสตร์ ด้านไวยกรณ์ นิติศาสตร์ ตัฟซีรอัลกุรอาน และอิบนุคอลดูนถือว่า รัฐศาสตร์ หรือวิชาด้านการเมือง จัดอยู่ในประเภทของศาสตร์บริสุทธิ์ และถือว่าเป็นศาสตร์ประเภทปรัชญา และเขาได้กล่าวถึงเป้าหมายของวิชาการเมืองว่า
“แท้จริงวิชาการเมืองการปกครอง คือ วิชาที่มีเป้าหมายเพื่อการบริหารจัดการบ้านเรือนที่ดี หรือการบริหารบ้านเมืองโดยผ่านหลักจริยศาสตร์และหลักสติปัญญา เพื่อให้สาธารณะชนและประชาชนดำรงอยู่บนหลักนั้น(อย่างมีความผาสุก)”(มุก็อดดิมะฮ์ อิบนุคอลดูน)
อิมามฆอซซาลีได้กล่าวถึงศาสตร์ด้านการเมืองการปกครองว่า แท้จริงเป็นศาสตร์ที่ประเสริฐยิ่ง และถือว่าควรแก่การยกย่องอย่างมากทีเดียว ดังที่เขาได้กล่าวไว้ในหนังสือ”เอี๊ยะยาอุ อุลูมิดดีน” โดยได้เพิ่มเติมและให้ความเห็นในเชิงบวกต่อวิชาด้านการเมืองว่า เป็นวิชาที่ประเสริฐ เป็นศาสตร์ที่ควรแก่การยกย่องสรรเสริญ นั่นคือ เพราะว่าการเมืองการปกครอง จะเป็นศาสตร์ของการนำมาซึ่งการปฏิรูปและการปรับปรุงมนุษย์ในสังคมให้เกิดสันติภาพและมีความยุติธรรม อีกทั้งจะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดี และจะทำให้ประชาชนเกิดภาวะการช่วยเหลือและเกื้อกูลกันและกัน อิมามฆอซซาลีได้มีทัศนะว่า แท้จริงการเมืองมี๔ ระดับขั้น ระดับที่หนึ่ง การเมืองของบรรดาศาสดา ระดับที่สอง การเมืองนักนิติศาสตร์ ระดับที่สาม การเมืองปวงปราชญ์ ระดับที่สี่ การเมืองนักเทศนาธรรม และเขาได้แบ่งประเภทของศาสตร์ไว้สอง ประเภท หนึ่งศาสตร์ปฏิบัติ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน สอง ศาสตร์ด้านประจักษ์แจ้งแห่งจิต และเขาถือว่า วิชาด้านการเมืองอยู่ในประเภทของการปฏิบัติ การปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
ถ้าผู้ใดได้ศึกษาคำสอนของอิสลามอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)เป็นบุคคลแรกที่ได้นำเรื่องของสังคมและการเมืองมาให้ความสำคัญ เพราะในอิสลามถือ ว่าการเมืองและสังคมคือเรื่องของศาสนาไม่ใช่เรื่องของดุนยา และด้วยกับการที่ท่านอิมามอะลีได้เติบโตมาในบ้านของศาสดา(ศ) ทำให้ท่านได้รับวิธีคิดและคำสอนที่ถูกต้องในเรื่องนี้ โดยที่ไม่ใช่เป็นสิ่ งที่แปลกเลยว่า แท้จริงแล้วเรื่องของการเมืองและสังคมนั้นเป็นเรื่องของศาสนา เพราะศาสนาไม่ได้แยกออกจากสังคมและการเมือง
อัลกุรอานได้สนับสนุนในเรื่องนี้ว่า..
“แน่นอนเราได้ส่งศาสนทุตของเรามา ด้วยกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และเราได้ประทานคัมภีร์และตาชั่งมาพร้อมกับพวกขเ เพื่อว่าให้มนุษย์นั้นยืนขึ้นต่อสู้ด้วยความยุติธรรม”(อัลฮะดีด/๒๔)
จากโองการนี้ชี้ให้เห็นได้ชัดว่า แท้จริงความยุติธรรมในสังคมและการเมืองการปกครองอย่างยุติธรรมคือเป้าหมายถึงของการส่งบรรดาศาสดามา ดังนั้นเป็นไปได้อย่างไรที่บุคคลอย่างท่านอิมามอะลี(อ) มีฉายานามว่าเป็นผู้อรรถาธิบายอัลกุรอานและเป็นถึงตัวแทนของศาสดามุฮัมมัด เป็นอิมามผู้นำภายหลังจากท่านศาสดา(ศ)
ดังโองการที่ว่า
“โอ้รอซูลเอ๋ย จงประกาศสิ่งที่ได้ถูกประทานมายังเจ้า มาจากพระผู้อภิบาลของเจ้า จะหากเจ้าไม่ได้กระทำแล้ว เท่ากับเจ้าไม่ได้ประกาศสาส์นของพระองค์เลย”( 5/66 )
ดังนั้นการปกครองและผู้ปกครองถือว่าเป็นเรื่องสำคัญในอิสลาม ท่านอัลลามะฮฎอบะฎอบาอีย์ได้กล่าวถึงโองการนี้ในบทความเรื่อง”ตำแหน่งผู้ปกครองกับรัฐ”ว่า”จากโองการ(วิลายะฮข้างต้น) สามารถเข้าใจได้ว่า การจากไปของศาสดามุฮัมมัด(ศ) ไม่สามารถจะเป็นข้ออ้างว่าการงานทางการปกครองนั้นจบลงแล้ว แต่ทว่าพวกท่านต้องยึดต่อผู้ปกครองที่ศาสดาได้แต่งตั้งไว้มาเป็นผู้นำของพวกเจ้า กล่าวคือสมมติว่าท่านศาสดามุฮัมมัดได้ถูกฆ่าหรือเสียชีวิตลง ระบอบของการปกครองและสังคมมุสลิมยังคงดำรงต่อไป(โดยการยึดผู้นำที่ศาสดาได้แต่งตั้งไว้)”
ท่านรอซูลได้กล่าวว่า…..
“ถ้าท่านมีผู้ร่วมเดินทางสามคนขึ้นไป ท่านจงกำหนดผู้นำทางสักหนึ่งคน”
จากฮะดีษบทนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงท่านศาสดามุฮัมมัดต้องการจะบอกถึงความสำคัญของผู้นำและความจำเป็นต่อการมีผู้ปกครอง ซึ่งสังคมหนึ่งๆต้องต้องพึ่งยังผู้นำเพื่อขจัดความขัดแย้งและความเสียหายต่างๆที่จะเกิดขึ้น
ในสมัยการปกครองของท่านอิมามอะลี(อ) ท่านได้กล่าวถึงความจำเป็นต่อการมีผู้นำและผู้ปกครอง ซึ่งท่านอิมามอะลี(อ)ได้โต้ตอบแนวคิดของพวกคอวาริจ ที่ได้ต่อต้านการเป็นผู้ปกครองของท่านอิมามอะลี(อ) ซึ่งพวกคอวาริจมีความเชื่อว่า การปกครองและการตัดสินนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮเท่านั้น ดังที่พวกเขามีคำขวัญว่า” ลาฮุกม่า อิลลา ลิลลาฮ” ไม่มีการปกครองใด เว้นแต่เป็นของพระองค์อัลลอฮเท่านั้น”
ความจำเป็นต่างๆด้านปัจจัยของประชาชน ไม่ว่าด้านการเป็นอยู่ ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม ไม่สามารถจะกำหนดกรอบเป็นกฏสากลไว้ว่ามนุษย์นั้นจะมีความสุขต้องขึ้นอยู่กับบ้านเรือนราคาแพง มีรถราคาสูงหรือ มีบ้านอยู่ในชุมชนสลัม แต่ทว่าความสุขที่จะก่อให้เกิดกับมนุษย์ได้นั้นขึ้นอยู่กับทางด้านจิตวิญญาณมากกว่า นั่นหมายความว่าเมื่อใดที่จิตของมนุษย์มีความสงบ มีความเพียงพอ ก็จะรู้สึกว่าสุขสบายและมีความสุข เมื่อจิตมีความสุข ก็จะทำให้ร่างกายภายนอกเกิดสุขนั่นเอง
การปกครองต่างๆ ในโลกนี้มีทฤษฎีต่างๆมากมาย บางประเทศพยายามที่จะทำให้ประชาชนมีความสมบูรณ์ทางด้านวัตถุ ดังที่เป็นแนวคิดของพวกบริโภคนิยม ซึ่งการพยายามเช่นนี้หาใช่ว่าจะสร้างความพอใจแก่คนทั้งชาติได้ เพราะว่าดังที่กล่าวมาแล้วมนุษย์จะเกิดสุขที่แท้จริงอยู่ที่จิตวิญญาณ เมื่อจิตวิญญาณของเขาไม่ได้รับการดูแลและเอาใจใส่อย่างสมบูรณ์แล้ว ปัญหาต่างๆในสังคมและประเทศชาติก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้นเกิดคำถามหนึ่งว่า แล้วการปกครองที่สามารถนำประชาชนไปสู่ความสุขได้ อยู่ที่การมองของผู้ปกครองเพียงผู้เดียว คือผู้ปกครองเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียวในการบริหารประเทศโดยไม่ฟังเสียงประชาชน? หรือการปกครองที่ถูกต้องนั้น ผู้ปกครองเป็นเพียงผู้ดูแลและเป็นตัวแทน(วะกีน)ทำหน้าที่ดูแลสิทธิของประชาชน ที่จะมอบสิทธินั้นให้กับประชาชนได้อย่างสมบูรณ์?
ในทัศนะอิสลามถือว่า มนุษย์นั้นมีสิทธิซึ่งกันและกัน ดังนั้นผู้ปกครองก็มีสิทธิเหนือประชาชนและประชาชนก็มีสิทธิระหว่างผู้ปกครอง โดยที่ผู้ปกครองต้องคำนึงความยุติธรรมและความเสมอภาคในสังคมในการปกครองประเทศนั้นๆ
แท้จริง ผู้ปกครองคือผู้เป็นตัวแทนทำหน้าต่อสิทธิต่างๆของประชาชนและต้องรับผิดชอบต่อพวกเขา นั่นหมายความว่าผู้ปกครองทำหน้าที่ดูแลกิจการต่างๆของประชาชนอย่างสมบูรณ์ภายใต้ความยุคิธรรมและความเสมอภาค ดังที่ท่านซะดีย์ กวีชื่อดังแห่งเปอร์เซียได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“ลูกแกะไม่ใช่เก็บไว้เพื่อ ผู้เลี้ยงแกะ แต่ทว่าผู้เลี้ยงแกะ ทำหน้าที่ดูแลฝูงแกะ”
ศาสดามุฮัมมัดได้กล่าวว่า…
“พวกท่านทุกคนมีหน้า และทุกคนต้องรับผิดชอบต่อหน้านั้น ดังนั้นผู้นำคือผู้ดูแล รักษาสิทธิของประชาชน และเขาจะถูกสอบสวนต่อหน้าที่นั้น ภรรยามีหน้าที่ดูแลบ้านสามีของนาง และนางต้องรับผิดชอบ ส่วนทาสมีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินเจ้านายของเขา และรับผิดชอบสิ่งนั้น ดังนั้นจงรู้เถิดว่า พวกท่านทั้งหลายมีหน้าที่ และพวกท่านทั้งหลายต้องรับผิดชอบหน้าที่นั้น”
อัลกุรอานได้กล่าวถึงหน้าที่ไว้ว่า..
“แท้จริงอัลลอฮทรงบัญชาสูเจ้า ให้คืนทรัพย์สินของฝาก(อะมานะฮ)แก่เจ้าของ และเมื่อใดที่สูเจ้าจะตัดสิน(สิ่งต่างๆ)เกี่ยวกับกิจการของประชาชน ก็จงตัดสินด้วยความยุติธรรม”(๔/๕๘)
อัลลามะฮฎอบัรซียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ”มัจมะอุลบะยาน”ว่า
“ในโองการนี้มีทัศนะมากมายคือ บางคนกล่าวว่า คำว่า อะมานะฮให้ความหมายกว้าง โดยรวมไปถึงส่ งที่เป็นคำสั่งของพระเจ้าและเป็นสิทธิระหว่างมนุษย์ รวมไปถึงเรื่องของทรัพย์สินและสิ่งที่ไม่ใช่ทรัพย์สิน กลุ่มที่สองกล่าวว่า หมายถึงการปกครองของผู้ปกครองทั้งหลาย อันหมายความว่า พระองค์อัลลอฮทรงมีบัญญาให้ผู้ปกครองทั้งหลายคำนึงถึงสิทธิต่างๆของประชาชนที่จะต้องมอบให้พวกเขาอย่างยุติธรรม”
เขากล่าวต่ออีกว่า..
“ การสนับสนุนทัศนะที่สอง โดยมีโองการตามมาคือ“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาชนทั้งหลาย จงเชื่อฟังต่ออัลลอฮ ต่อรอซูล และต่อผู้ปกครองในหมู่ของสูเจ้า”
ในโองการนี้ถือเป็นหน้าต่อมุสลิมทุกคนเชื่อฟังต่ออัลลอฮ ต่อรอซูล และผู้ปกครอง นั่นหมายความว่า ในโองการแรกพระองค์มีบัญชาให้เคารพสิทธิต่างๆของประชาชนโดยความยุติธรรม และในโองการนี้ได้มีบัญชาให้เคารพสิทธิของผู้ปกครองทรงธรรมแห่งผู้นำจากทายาทของท่านรอซูล(ศ) ที่ได้ถูกแต่งตั้งจากอัลลลอฮ”(อ้างอิงจากหนังสือมัจมะอุลบะยาน )
ในตัฟซีร อัลมีซาน ของท่านอัลลามะฮฎอบะฎอบาอีได้กล่าวถึงเรื่องนี้โดยนำรีวายะฮบทหนึ่งมาบันทึกไว้ว่า…
“ถือเป็นหน้าที่ต่อผู้นำ ต้องตัดสิน ด้วยกับหลักการที่พระองค์อัลลอฮทรงประทานมา และจะต้องเคารพสิทธิต่างๆ โดยมอบคืนอะมานะฮของประชาชน(อย่างสมบูรณ์) เมื่อเป็นเช่นนั้นถือเป็นหน้าที่ต่อประชาชนที่จะเชื่อฟังต่อคำสั่งของเขา และสนองตอบต่อสิ่งที่พวกเขาได้เรียกร้อง”
จากการพิจารณาโองการข้างต้น จะเห็นว่า แท้จริง ผู้ปกครองหรือผู้บริหารประเทศ มีหน้าที่ดูแลรักษา สิทธิต่างๆของประชาชนให้เกิดความเป็นธรรมและยุติธรรม และถือว่ารัฐและการปกครองที่ยุติธรรมนั้น ถือว่าเป็นอะมานะฮหนึ่งที่อัลลอฮทรงมอบให้แก่ผู้ปกครองที่ต้องยึดถือปฎิบัติ และจากคำกล่าวของอิมามอะลีและบรรดาอิมามท่านอื่นๆก็ให้ความหมายเช่นนี้ โดยที่ได้รับการวินิจฉัยจากโองการข้างต้นนั่นเอง
ท่านอิมามอะลีได้กล่าวว่า
“จงรู้เถิดว่า แท้จริงการปกครองที่อยู่ในมือของเจ้า ไม่ใช่เป็นดั่งอาหาร(ที่เจ้าคอยจะกินมัน) แต่ทว่ามันคือ หน้าที่ความรับผิดชอบ(อะมานะฮ์)ที่อยู่เหนือคอหอยของเจ้าต่างหาก และเจ้ามีหน้าที่ต้องดูแลสำหรับผู้ที่เจ้าอยู่เหนือพวกเขา โดยให้เกิดความยุติธรรมและรักษาสิทธิอันชอบธรรมของประชาชน และอย่าให้ตัวของเจ้าเป็นผู้ใช้อำนาจปฏิบัติต่อประชาชนตามอำเภอใจอย่างเด็ดขาด”(สาส์นฉบับที่ ๕ นะญุลบะลาเฆาะฮ)
อิมามอะลีกล่าวว่า…
“พวกเจ้าจงปฏิบัติกับประชาชนด้วยความยุติธรรมเถิด โดยการให้สิทธิอันชอบธรรมแก่พวกเขาและจงอดทนต่อความอยากลำบากของพวกเขา เพราะพวกเจ้ามีหน้าที่ต้องดูแลรักษาสิทธิของพวกเขา และพวกเจ้าเป็นตัวแทนและทูตของพวกเขา”(สาส์นฉบับที่ ๕๐ นะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์)
สาส์นตอนหนึ่งที่ส่งให้ท่านมาลิก อัลอัชตัร อิมามอะลีกล่าวว่า..
“ จงสร้างความเมตตาและความรักและความเข้าใจต่อการเรียกร้องและปลุกให้ประชาชนตื่น และอย่าได้กระทำหรือปฎิบัติกับประชาชนเสมือนว่า พวกเขานั้นเป็นสัตว์เดรัจฉาน เพราะว่าประชาชนมีสองลักษณะ ไม่ก็เป็นพี่นอ้งในศาสนาของเจ้า หรือเป็นมนุษย์เหมือนกับเจ้า”
ในสาส์นฉบับที่ ๕๑ หนังสือนะฮ์ญุลบะลาเฆาะฮ์ ได้บันทึกไว้ว่า..
“ถือเป็นหน้าที่ต่อผู้ปกครอง ต้องไม่ละเลยหน้าที่ การงานในการดูแลประชาชน เพียงการได้รับความดีงาม การยกย่อง หรือของกำนัลบางอย่าง และอย่าได้เปลี่ยนการกระทำของตนเองต่อหน้าที่นั้นอย่างเด็ดขาด แต่ทว่าจงสร้างความเมตตาและความเป็นบ่าวที่แท้จริงของพระเจ้าให้มากที่สุด ด้วยกับการที่ได้รับสิ่งต่างๆที่เป็นความโปรดปรานนั้น”







