INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เบลค มายคอสกี้ ร้องให้เมื่อเขากำลังใส่รองเท้าแก่เด็กยากจน

271688

เบลค มายคอสกี้ ร้องให้เมื่อเขากำลังใส่รองเท้าแก่เด็กยากจน

ผู้ประกอบการเพื่อสังคมคือใคร เมื่อเราคิดถึงถ้อยคำเหล่านี้ เราจะจินตนาการ
บุคคลที่แสวงหาสร้างข้อแก้ปัญหาทางสังคมที่กระจายอย่างกว้างขวางเหมือนเช่น ความยากจน ความอดอยาก และการขาดการศึกษา พวกเขาทุ่ม
ตัวเองภายในธุรกิจของพวกเขาและภายในบุคคลที่พวกเขาพยายามตอบสนอง พวเกเขาไม่เป็นเพียงแต่ผู้ประกอบการ พวกเขาเป็นนักธุรกิจพยายามที่จะสร้างความแตกต่างภายในโลก
แต่กระนั้นเรามักจะเทียบเท่าถ้อยคำ ผู้ประกอบการเพื่อสังคมกับธุรกิจที่ขาดประสิทธิภาพและไม่ทำกำไร แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการเพื่อสังคมจะไม่แตกต่างจากผู้ประกอบการธรรมดาภายในวิถีทางที่พวกเขาดำเนินธุรกิจหรือทำกำไร
สมัยก่อนการแบ่งระหว่างองค์การที่แสวงหากำไรและไม่แสวงหากำไรจะชัดเจน องค์การที่แสวงหากำไรจะมุ่งที่การสร้างรายได้จากการดำเนินธุรกิจ และองค์การที่ไม่แสวงหากำไรจะมุ่งที่การบริจาคที่จะแก้ปัญหาทางสังคม
แต่กระนั้นการลุกขึ้นมาขององค์การแบบผสมไม่กี่ปีมานี้ได้ทำให้การแบ่งแยกชัดเจนน้อยลง เมื่อเราได้กำหนดภารกิจของเราที่จะเปลี่ยนแปลงโลก เราต้องตัดสินใจว่าเราต้องการจะสร้่างธุรกิจของเราเป็นแสวงหากำไรหรือไม่แสวงหากำไร หรือบางทีผสมกันทั้งสองอย่าง คำตอบส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับกิจกรรม และแหล่งของเงินทุนของเรา
ธุรกิจเพื่อสังคมจะเป็นองค์การแบบผสม การค้นหาวิถีทางสร้างสรรค์ที่จะท้าทายการคิดสมัยเดิมเกี่ยวกับองค์การที่ไม่แสวงหากำไร ด้วยการมุ่งที่โมเดลความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ และธุรกิจที่แสวงหากำไร ด้วยการมุ่งที่การแก้ปัญหาทางสังคม ธุรกิจเพื่อสังคมจะเป็นองค์การแบบผสม องค์การแบบผสมจะสร้างรายได้ภายในวิถีทางที่สอดคล้องกับโมเดลทำกำไรแต่ดำเนินตามภารกิจทางสังคมและสิ่งแวดล้อมของโมเดลไม่ทำกำไร เราใช้ถ้อยคำ “องค์การแบบผสม” เพราะว่ามันจะเป็นการผสมของทำกำไรและไม่ทำกำไร องค์การสามารถอยู่ที่ด้านใดด้านหนึ่งของการแบ่่งทำกำไรและไม่ทำกำไร – หรือทั้งสองด้าน โมเดลธุรกิจแบบผสมได้ถูกเรียกว่า “การขับเคลื่อนอย่างยั่งยืน”
คิม ออลเตอร์ ผู้ก่อตั้งเวอร์ชู เวนเจอร์ ได้ทำการวิจัยองค์การแบบผสม ไฮบริด สเปคตรัม ของเธอตามรูป จะแบ่งประเภทการผสมบนแนวต่อเนื่อง ตามตำแหน่งเทียบเคียงระหว่างองค์การแสวงหากำไรและองค์การไม่แสวงหากำไร
เว็บไซต์ของเวอร์ชู เวนเจอร์ ได้กล่าวว่า
ทุกองค์การแบบผสมสร้างทั้งคุณค่าทางสังคมและเศรษฐกิจ ได้ถูกจัดตั้งตามระดับตามที่มันเกี่ยวพันกับ แรงจูงใจ ความรับผิดชอบ และการใช้รายได้
โมเดลของอัลเตร์จะแสดงองค์การแบบผสมสี่ประเภท ทางด้านซ้ายของ
ไฮบริด สเปคตรัม จะเป็นองค์การไม่แสวงหากำไรด้วยกิจกรรมทางธุรกิจที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจที่จะจัดหาเงินทุนแก่โครงการทางสังคม แต่แรงจูงใจที่สำคัญคือความสำเร็จของภารกิจที่กำหนดโดยข้อบัญญัติผู้มีส่วนได้เสีย
ทางด้านขวาของไฮบริด สเปคตรัมจะเป็นองค์การแสวงหากำไรที่สร้างคุณค่าทางสังคม แต่แรงจูงใจที่สำคัญจะเป็นการทำกำไร และการกระจายกำไรแก่ผู้ถือหุ้น
1 อัคเตอร์ ฮามีด ข่าน
อัคเตอร์ ฮามีด ข่าน ได้ช่วยวางรากฐานของขบวนการไมโครเครดิต เขาจะมีผลงานที่มีชื่อเสียงจากโคมิลลา โมเดล ของการพัฒนาชนบทเมื่อ ค.ศ 1960 และออแรงงี ไพลอต โพรเจ็ค เมื่อ ค.ศ 1980
อัคเตอร์ ข่าน เป็นนักเคลื่อนไหวการพัฒนาชนบทชาวปากีสถาน และนักสังคมศาสตร์ เขาได้รับการยกย่องทั่วโลกภายในด้านของการพัฒนาชนบท
การเงินรายย่อย สินเชื่อรายย่อย และสหกรณ์การเกษตร การมีส่วนชวยของเขาโดยเฉพาะคือ การสร้างโครงการที่ครอบคลุมเพื่อการพัฒนาชนบท โมเดลโคมิลลาเมื่อ ค.ศ 1959 โมเดลนี้ได้วางรากฐานของการพัฒนาชนบท และได้เป็นแรงบันดาลใจไปสู่การริเริ่มการเงินรายย่อยเหมือนกับกรามีน แบงค์ ของ
มูฮัมหมัด ยูนุส เมื่อ ค.ศ 1980 เขาได้เริ่มต้นการพัฒนาชุมชนล่างขึ้นบนของ
ออแรงงี ไพล็อต โพรเจ็ค ภายนอกเมืองของการาจี ที่ได้กลายเป็นโมเดลของการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม
อัคเตอร์ ข่าน จะเป็นผู้บุกเบิกของไมโครเครดิตและกูรูของการพัฒนาชนบท
เขาได้ทุ่มเทชีวิตของเขาที่จะกำจัดความยากจน และช่วยเหลือบุคคลยกตัวพวกเขาเองออกจากความยากลำบากของพวกเขา อัคเตอร์ ข่าน จะเป็นแรงบันดาลใจต่อบุคคลจำนวนมากทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และชื่อของเขาจะมีความหมายอย่างเดียวกับการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม การกำจัดความยากจน การเงินรายย่อย การพัฒนาชนบทจากภายใน วิถีทางแบบรากหญ้า และการให้อำนาจแก่ผู้หญิง วิธีการของเขาได้บรรลุความสำเร็จจนมันได้ถูกเลียนแบบไปทั่วโลก เขาจะมีความเข้าใจความยากจนอย่างมาก เมื่อ
อัคเตอร์ ข่าน ได้ประกาศว่าเขาจะลาออกจากระบบราชการของอินเดีย เพื่อที่จะกลายเป็นแรงงานและช่างทำกุญแจ มันไม่ยากที่จะคิดว่าทำไมครอบครัวของเขากังวลใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามเขาได้เกิดภายในความมั่งคั่ง และศึกษาประวัติศาสตร์และวรรณคดีจากเคมบริดจ์ ในฐานะข้าราชการอินเดีย
อัคเตอร์ ข่าน สามารถดำรงชีวิตอย่างหรูหราและมีอำนาจ เขาเป็นผู้เก็บรายได้ภายในเบงกอลตะวันออกที่ทำให้เขาต้องหยุดชะงัก และไตร่ตรองชีวิตของเขาและโลกรายรอบเขา มันจะเป็นครั้งแรกที่เขาได้เผชิญหน้ากับสภาวะการดำรงชีวิตอย่างยากจนของชุมชนชน เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจชีวิตของคนยากจนได้ดีขึ้น อัคเตอร์ ข่านได้ตัดสินใจที่จะกลายเป็นแรงงานและช่างทำกุญแจ สไตล์ชีวิตใหม่ของเขาทำให้เขาได้ทดสอบวิธีการที่จะต่อสู้ความยากจนและเปลี่ยนแปลงชีวิตของความลำบาก ภรรยาของเขาได้สนับสนุนเขาตลอดทั้งชีวิต ด้วยประสบการณ์ของเขาเป็นแรงงาน อัคเตอร์ ข่านได้มีข้อสรุปว่าคนยากจนสามารถมีประโยชน์ได้มาก ถ้าพวกเขามีเงินทุนดำเนินงานจำนวนน้อย และการฝึกอบรมและแนวทางบางอย่าง อัคเตอร์ ข่านได้ใช้บทเรียนที่สำคัญนี้ภายในผลงานต่อมาของเขา
เมื่อ ค.ศ 1950 อัคเตอร์ ข่าน ได้เริ่มต้นทดลองวิธีการใหม่ที่จะช่วยเหลือคนยากจน ไม่ใช่การให้บริจาค เขาได้เริ่มต้นการประชุมเชิงปฏิบัติการ การให้อำนาจแก่พวกเขา อัคเตอร์ ข่านเชื่อว่าการเลี้ยงตัวเองจะสำคัญต่อความก้าวหน้า และส่งเสริมความเข้มแข็งจากชุมชนภายใน บุคคลสามารถเป็นเจ้าของอนาคตของพวกเขาเอง
การประชุมเชิงปฏิบัติการที่เขาได้เริ่มต้นจะเป็นสหกรณ์ บุคคลจะมีความเป็นเจ้าของและมีส่วนภายในการผลิตและการบริหาร เริ่มแรกสหกรณ์ได้ถูกใช้ผลิตสินค้าพื้นฐาน เช่น กุญแจและที่ทับกระดาษ นี่ได้ถูกพิสูจน์เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่ง
เมื่อ ค.ศ 1959 ภายในโคมิลลาด้วยการสนับสนุนของอเมริกา อัคเตอร์ ข่าน ได้เปิดตัวสถาบันบังคลาเทศเพื่อการพัฒนาชนบท – บารด และเป็นผู้อำนวยการคนแรก บารดมุ่งหมายที่จะยกระดับคนยากจนด้วยการจัดหาโครงการใหม่ การวิจัย และการฝึกอบรม จุดมุ่งเริ่มแรกของบารดคือ การพัฒนาชนบทด้วยการมุ่งการเกษตร อัคเตอร์ ข่านได้ออกแบบวิธีการที่สร้างสรรค์รวมทั้งโครงการสหกรณ์โคมิลล่าที่มีชื่อเสียงในขณะนี้ ความมุ่งหมายของสหกรณ์โคมิลล่า – โคมิลล่า โมเดล คือ การยกระดับความยากจนด้วยการให้อำนาจและการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม สหกรณ์จะรวมบุคคลของการค้าอย่างเดียวกันที่จะร่วมทรัพยากร และทำงานด้วยกันที่จะสร้างและเจริญเติบโตชุมชนของพวกเขาทางกายภาพและเศรษฐกิจ – ผ่านทางการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม โครงการของอัคเตอร์ ข่านได้นำเสนอการช่วยเหลือที่มีคุณค่าต่อคนยากจนเกี่ยวพันกับการค้ารวมทั้งการเกษตร รถลาก และศิลปหัตถกรรม
โคมิลล่า โมเดล ได้ใช้วิธีการภายในพื้นที่ของการพัฒนาชนบทและการเกษตรบนหลักการของระดับรากหญ้าและการมีส่วนร่วมของบุคคล ภายในสหกรณ์เหล่านี้ ข่านได้แนะนำแนวคิดใหม่ – ไมโครเครดิต การจัดหาเงินกู้จำนวนน้อยแก่ผู้ประกอบการที่ช่วยเหลือพวกเขามีเงินทุนมากขึ้น
จากนั้นพวกเขาสามารถลงทุนภายในธุรกิจขนาดย่อม และช่วยเหลือตัวพวกเขาเอง และมีส่วนช่วยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของพวกเขา นวัตกรรมของอัคเตอร์ ข่านได้ช่วยให้คนยากจนเหล่านี้รอดพ้นจากผู้ให้กู้ยืมที่เรียกอัตราดอกเบี้ยสูง
วิถีทางของโคลิลล่าต่อการพัฒนาชนบทไม่ได้เริ่มต้นด้วยพิมพ์เขียว ทุกโครงการที่ได้พัฒนา ณ โคลิลล่า เจริญเติบโตภายในการตอบสนองต่อหรือภายในการให้คำปรึกษากับชาวบ้าน โครงการเหล่านี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก การดึงดูดผู้เยี่ยมเยียนจำนวนมากจากต่างประเทศที่จะสังเกตุและได้ความคิดจากมัน
เมื่อ ค.ศ 1980 อัคเตอร์ ข่าน ได้สร้างโครงการอีกอย่างหนึ่ง ออแรงงี ไพลอต โปรเจ็ค – โอพีพี ภายในการาจี ปากีสถาน ชื่อจะได้มาจากท้องที่โดยเฉพาะของโครงการ โครงการมุ่งหมายที่จะกำจััดความยากจนด้วยโครงการทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชนภายในพื้นที่ออแรงงีกว้างใหญ่ของการาจี การตั้งถิ่นฐานรายได้ต่ำด้วยประชาชนประมาณหนึ่งล้านคน ผู้อยู่อาศัยของเมืองออแรงงีจะไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย และอาศัยอยู่ภายในบ้านสร้างด้วยโคลน พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา การดูแลสุขภาพ หรือบริการการเงิน แม้ว่าบารดจะมีการหนุนหลัง
ของรัฐบาลปากีสถานและชาวอเมริกัน ข่านต้องการให้ชุมชนโอพีพี หลีกเลี่ยงการพึ่งพาเงินทุนของรัฐบาลหรือการช่วยเหลือจากเอกชนต่างประเทศ โอพีพี ได้ถูกสร้างองค์การที่ไม่เป็นรัฐบาล และไม่มีการสนับสนุนจากต่างประเทศหรือรัฐบาล
ตั้งแต่เริ่มต้น โอพีพี ได้นำทางประชาชนทำงานด้วยกันเป็นชุมชนที่จะสร้างสุขาภิบาลและบ้านที่ดีขึ้น ประชาชนด้วยตัวพวกเขาทำงานและใช้เงินทุนของตัวพวกเขาเอง ด้วยการนำทางและการฝึกอบรมจากโอพีพี สุขาภิบาลและบ้านที่ดีได้นำไปสู่การปรับปรุงสภาวะการดำรงชีวิตและสุขภาพ ตลอดเวลาโครงการอื่นได้ถูกสร้างภายในชุมชนที่จะปรับปรุงการเงิน – ไมโครเครดิต
สุขภาพ และการศึกษาแก่เด็กยากจน ณ โอพีพี อัคเตอร์ ข่านได้พิสูจน์ว่าบุคคลและชุมชนรวมเข้าด้วยกันและใช้ทรัพยากรของพวกเขาเอง พวกเขาสามารถพัฒนาด้วยตัวเองโดยภายนอกไม่ต้องช่วยเหลือ การช่วยเหลือต้องการการนำทางและโมเดลเท่านั้น โอพีพีบรรลุความสำเร็จสูงมาก
ปัจจุบันนี้ บารด และโอพีพี ได้ถูกยอมรับอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบ หรือหลักการของมันได้ถูกประยุกต์ใช้ภายในหลายประเทศ เช่น บังคลาเทศ ภูฐาน พม่า อินโดนีเซีย และเขมร เป็นต้น นักวิชาการทั่วโลกได้ศึกษาปรัชญาและโมเดลการพัฒนาของอัคเตอร์ ข่านอย่างต่อเนื่อง

271693

2 วิลลี่ สมิทส์
วิลลี่ สมิทส์ นักจุลชีววิทยา ผู้รักษาป่า และผู้ประกอบการเพื่อสังคม ไม่เคยคาดหวังจะกลายเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม แต่เมื่อเขาได้พบลูกลิงอุรังอุตังที่ถูกทอดทิ้งให้ตายภายในกองขยะเมื่อ ค.ศ 1989 ในขณะที่กำลังทำงานภายในอินโดนีเซีย อาชีพของเขาได้เปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว วิลลี่ สมิทส์ ได้ทำงานกับลิงอุรุงอุตังที่ได้พัฒนาไปสู่มูลนิธิการอยู่รอดของลิงอุรังอุตังแห่งบอร์เนียว พวกเขาไม่เพียงแต่ทำงานช่วยเหลือลิงอุรุงอุตังที่กำพร้าหรือตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น แต่ได้ช่วยเหลือท้องที่เรียนรู้วิธีการทำเกษตรอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูป่าด้วย
วิลลี่ สมิทส์ อยู่ภายในอินโดนีเซียนับตั้งแต่ ค.ศ 1985 และเป็นพลเมืองอินโดนีเซีย ในขณะที่เขาทำงานเป็นนักวิจัยป่าภายในกาลิมันตังตะวันออก อินโดนีเซียเมื่อ ค.ศ 1989 วิลลี่ สมิทส์ ได้มองเห็นลูกลิงอุรังอุตังอยู่ภายในกรงที่ตลาด และต่อมากลับมาพบมันถูกทิ้งบนกองขยะ นี่จะเป็นจุดพลิกผันภายในอาชีพของเขา เขาได้นำลิงอุรังอุตังกลับบ้าน และเลี้ยงดูจนมีสุขภาพดี ในไม่ช้าเขาได้รับลิงอุรังอุตังตัวอื่นมาดูแล และงานของการช่วยชีวิต การฟื้นฟู และการปล่อยลิงอุรังอุตังภายในป่าได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็นมูลนิธิการอยู่รอดของลิงอุรังอุตังแห่งบอร์เนียว นานกว่ายี่สิบปี วิลลี่ สมิทส์ ได้ทำงานเพื่อความอยู่รอดของลิงอุรังอุตังที่ถูกคุกคามนี้ ระหว่างช่วงเวลานี้งานของเขาได้ขยายไปสู่การเกษตรอย่างยั่งยืนด้วย
วิลลี่ สมิทส์ ได้ทุ่มเทชีวิตของเขาที่จะรักษาป่าที่อยู่อาศัยของลิงอุรังอุตัง
“นักคิดแห่งป่า” เมื่อเมือง การเกษตร และสงคราม ได้รุกล้ำป่าพี้นเมือง วิลลี่
สมิทส์ ได้ทำงานที่จะรักษาอะไรที่เหลืออยู่
เขาได้ทำงานอยู่กับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของมนุษยชาติ โลกของสัตว์ และโลกสีเขียวของเรา ภายในงานเริ่มแรกของเขาจะเป็นผู้รักษาป่าภายในอินโดนีเซีย
วิลลี่ สมิทส์ ได้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของความสัมพันธ์สามอย่างนั้น เมื่อเขาได้มองเห็นพลเมืองที่เพิ่มขึ้นของสุลาเวสีย้ายไปสู่ป่าบ้านของลิงอุรังอุตัง สัตว์ที่ฉลาดเหลานี้ได้ถูกฆ่าเป็นอาหาร ขายเป็นสัตว์เลี้ยง หรือไม่เติบโต เมื่อบ้านป่าของมันเสื่อมลง วิลลี่ สมิทส์ เชื่อว่าถ้าจะสร้างใหม่พลเมืองลิงอุรังอุตัง เราจะต้องฟื้นฟูป่าของมันก่อน หมายความว่าการช่วยให้บุคคลท้องที่พบทางเลือก ไม่ใช่การแก้ไข้ระยะสั้นของการเก็บเกี่ยวป่าเพื่อความอยู่รอด มูลนิธิมาซารารังของเขาได้ระดมเงินทุน และความตระหนักที่จะฟื้นฟูป่าทั่วโลก และการให้อำนาจแก่บุคคลท้องที่ วิลลี่ สมิทส์ ได้ทุ่มเทชีวิตของเขาที่จะรักษาป่าที่อยู่อาศัยของลิงอุรังอุตัง “นักคิดของป่า”
หลายครั้งต่อปี ผู้ก่อตั้งสแนปเปอร์ เอ็กซ์ ทอม ไนท์เอ็น เดินทางไปอินโดนีเซียที่จะเยี่ยมองค์การที่ไม่มุ่งหวังกำไรที่เราได้บริจาค 1% ของยอดขายต่อปีของเรา เราได้ให้เงินทุนแก่มูลนิธิมาซารัง ก่อตั้งโดยวิลลี่ สมิทส์ ผู้คุ้มครองดีเด่นที่สุดของโลกของลิงอุรังอุตังและที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของมัน วิลลี่ สมิทส์ ได้ทำงานอย่างสม่ำเสมอที่จะแก้ไขสาเหตุพื้นฐานของการตัดไม้ทำลายป่า และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างโลกของสัตว์ โลกของเรา และมนุษยชาติ ทำไมเราเลือกที่จะสนับสนุนมูลนิธิมาซารังของเขา เนี่องจากเราเชื่อว่านี่จะสร้างพลเมืองของลิงอุรังอุตังใหม่ สิ่งที่สำคัญคือ การสร้างที่อยู่อาศัยของมันใหม่ และแก้ไขสาเหตุทางสังคมของการตัดไม้ทำลายป่าและการสูญเสียที่อยู่อาศัยของลิงอุรังอุตัง ด้วยการให้อำนาจแก่คนท้องที่ที่จะค้นหาทางเลือกของการเก็บเกี่ยวป่า ถ้าพวกเขาทำเงินได้อย่างมากจากการเพาะปลูกปาล์มน้ำมัน เราสามารถนำเสนอทางเลือกแก่พวกเขาได้อย่างไร
ดังนั้นวิลลี่ สมิทส์ ได้เริ่มการรักษาพื้นที่ประมาณ 5,000 เอเคอร์ภายในบอร์เนียวที่ได้ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิงด้วยการตัดไม้อย่างชัดเจน ป่าฝนที่สร้างสุขภาพและความหลากหลายทางชีวภาพนี้ในขณะนี้จะเป็นบ้านของลิงอุรังอุตังอยู่อาศัยจำนวนมาก เพื่อจะเจริญเติบโต ป้องกัน และรักษาพื้นที่ป่าด้วยตัวมันเอง ข้อแก้ปัญหาของเขาจะเรียบง่าย วิลลี่ สมิทส์ ได้นำเสนอที่ดินไม่เสียเงินแก่คนท้องที่ที่จะเพาะปลูกภายในป่า ภายในการตอบแทนกลับทั้งที่ดินและรายได้การเกษตร ชาวบ้านจะต้องคุ้มครองป่าฝนและสัตว์อาศัยอยู่ที่นี่ ด้วยการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของชาวบ้านประมาณ 3,000 คน วิลลี่ สมิทส์ ได้ให้สิ่งจูงใจทรงพลังเพื่อการรักษาทางนิเวศและเศรษฐกิจระยะยาว
ต้นตาลจะให้พลังงานสีเขียว อาหารสุขภาพ ป่ามากขึ้น งานและความก้าวหน้าแก่พลเมืองท้องถิ่นอย่างไร วิลลี่ สมิทส์ ได้ปลูกป่าใหม่ภายในส่วนที่แตกต่างกันภายในอินโดนีเซีย การมุ่งส่วนใหญ่ที่บอร์เนียวและสุลาเวสี เขาได้ใช้ที่ดินไร้ประโยชน์ต่อทั้งบุคคลและธรรมชาติเรียกว่าทุ่งหญ้าที่ถูกกัดกร่อนจากการตัดไม้และไฟป่าก่อนหน้านี้ วิลลี่ สมิทส์ ได้พัฒนากระบวนการที่เขาสามารถทำให้ป่าเจริญเติบโตใหม่ภายในหลายปี ภายหลังจากห้าปี ป่าไม้ที่เหมาะสมได้กลับมา ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของชีวิตสัตว์และต้นไม้ได้กลับมาด้วย
แต่กระนั้นวิลลี่ สมิทส์ ได้ไปเลยพ้นจากเพียงแค่ปลูกป่าทดแทนเท่านั้น เพื่อที่จะทำให้ป่าเป็นประโยชน์มากขึ้นต่อทั้งธรรมชาติและมนุษย์ เขาได้ทำการปลูกต้นตาล
ต้นตาลจะไม่เหมือนกับปาล์มน้ำมัน ต้นตาลนี้จะเจริญเติบโตภายในเกือบทุกที่
แม้แต่บนดินที่ไม่ดีและที่ลาดชัน วิลลี่ สมิทส์ ได้มองเห็นว่าต้นตาลนี้เจริญเติบโตได้ดีที่สุดระหว่างต้นไม้อื่นภายในป่า การหลีกเลี่ยงที่จะตัดต้นไม้อื่น โดยสรุปเขามองว่าต้นตาลจะเป็นแหล่งที่มาของรายได้แก่พลเมืองในขณะที่รักษาป่าในเวลาเดียวกัน ที่จริงแล้วเขาได้คิดที่จะรักษาป่าฝนผ่านทางวนเกษตรได้อย่างไร การใช้หัวหอกโดยต้นตาล ขอบคุณรายได้จากต้นตาล เกษตรกรไม่ถูกยั่วใจที่จะขายที่ดินของพวกเขาแก่บริษัทปาล์มน้ำมันต่อไปอีก

271800

271749

271799

3 เบลค มายคลอสกี้
เบลค มายคอสกี้ ผู้ก่อตั้งทอมส์ ชูว์ รองเท้าทอมส์เป็นตราสินค้ารองเท้าที่ได้ถูกยกย่องด้วยรูปแบบการขาย “วัน-ฟอร์-วัน” ที่นิยมแพร่หลาย รองเท้า
ทอมส์ ได้ถูกก่อตั้งโดยเบลค มายคอสกี้ เมื่อ ค.ศ 2006 ด้วยมุมมองของการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะการช่วยเหลือเด็กที่ไม่มีรองเท้า เขาจะเป็นผู้ประกอบการคนแรกที่ได้ดำเนินการโมเดลธุรกิจ วัน ฟอร์ วัน ต่อรองเท้าทุกคู่ที่ลูกค้าซื้อ รองเท้าคู่หนึ่งจะถูกให้แก่เด็กที่ไม่มีรองเท้า
เมื่อเบลค มายคอสกี้ ได้เดินทางไปอาร์เจนตินา เขาได้มองเห็นความยากลำบากของเด็กที่วิ่งเล่นและไปโรงเรียนด้วยเท่าเปล่า ผมจะคุ้นเคยต่อการใส่รองเท้าของอาร์เจนตินา อัลพาร์กาตา รองเท้าผ้าใบนุ่มและตามสบายใส่โดยบุคคลเกือบทุกคนภายในอาร์เจนตินา ผมได้มองเห็นรองเท้า
อเนกประสงค์อย่างไม่น่าเชื่อนี้ทุกสถานที่ ภายในเมือง ฟาร์ม และไนท์คลับ
ความคิดได้เริ่มต้นที่จะก่อรูปภายในใจของผม บางทีอัลพาร์กาต้าอาจจะมีความดึงดูดทางตลาดภายในอเมริกา
ก่อนจะสิ้นสุดการเดินทางของผม ผมได้พบผู้หญิงอเมริกันคนหนึ่งภายในร้านกาแฟ เธอได้บอกผมว่าเด็กจำนวนมากขาดรองเท้า การขาดรองเท้าไม่เพียงแต่ทำให้ชีวิตทุกด้านของพวกเขายุ่งยาก รวมทั้งการไปโรงเรียน และการได้น้ำจากบ่อท้องที่ แต่พวกเขาต้องสัมผัสกับโรคหลายโรคด้วย เธอได้เล่าว่าองค์การของเธอจะรวบรวมรองเท้าจากผู้บริจาคและให้แก่เด็กที่ต้องการ แต่การบริจาคแก่องค์การจะมีจุดอ่อน
การขึ้นอยู่กับการบริจาคหมายความว่าพวกเขาจะมีควบคุมการคุมอุปทานรองเท้าได้น้อย แม้ว่าการบริจาคจะมีจำนวนเพียงพอ รองเท้ามักจะไม่ใช่ขนาดที่ถูกต้อง หมายความว่าเด็กหลายคนจะเท้าเปล่าภายหลังจากรองเท้าถูกทิ้งไป
มันจะเป็นความช้ำใจอย่างมาก
ผมได้ใช้เวลาไม่กี่วันเดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปหมู่บ้านหนึ่งด้วยเธอ และเดินทางด้วยตัวผมเองไม่กี่ครั้งด้วย การมองเห็นกับตาต่อความยากจนอย่างรุนแรงแค่เพียงภายนอกเมืองหลวงที่คึกคัก
มันได้เพิ่มความตระหนักของผมอย่างน่าประหลาด ผมคิดว่าเด็กยากจนทั่วโลกมักจะเท้าเปล่า แต่ในขณะนี้เป็นครั้งแรก ผมได้มองเห็นผลกระทบอย่างแท้จริงของการไร้รองเท้า พุพอง แผลเปื่อย ติดเชื้อ
ความคิดครั้งแรกของผมคือ การเริ่มต้นการบริจาคบนพื้นฐานรองเท้าของผมเอง ไม่ใช่การแสวงหาการบริจาครองเท้า จากนั้นผมได้เริ่มต้นที่จะมองข้อแก้ปัญหาภายในโลกที่ผมรู้อยู่แล้ว ธุรกิจและการเป็นผู้ประกอบการ ทำไมไม่สร้างธุรกิจทำกำไรที่จะช่วย
เขาได้ค้นพบความคิดเพื่อทอมส์ด้วยการใช้รองเท้าท้องถิ่น อัลพาร์กาตา ของชาวอาร์เจนตินา ที่ใส่โดยเกษตรกรเป็นร้อยปีแล้ว รองเท้าจะน้ำหนักเบา ทำจากผ้าใบ พื้นจะเป็นเชือกถัด และผลิตได้ง่าย และสีที่สดใสของมันทำให้โดดเด่น
เบลค มายคอสกี้ ได้บินไปอาร์เจนตินา เพื่อที่จะนำร้องเท้าไปให้เด็ก เขาได้ร้องให้ตอนที่สวมรองเท้าแก่เด็กเหลานี้
เบลค มายคอสกี้ได้สร้างทอมส์ ตราสินค้าสัญลักษณ์ และบุกเบิกโมเดลใหม่ของการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมอย่างไร ไม่ใช่ผู้ประกอบการทุกคนสามารถกล่าวว่าธุรกิจของพวกเขาตอบสนองความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ และน้อยลงมากที่สามารถกล่าวได้ว่าพวกเขาได้บุกเบิกโมเดลใหม่ที่มีพลังของผู้ประกอบการเพื่อสังคม แต่่ผู้ก่อตั้งทอมส์ เบลค มายคอสกี้ สามารถพูดได้อย่างแน่นอน
ภายหลังจากการใช้เวลาหนึ่งอาสาสมัครช่วยเหลือเด็กอาร์เจนตินายกจนเมื่อ ค.ศ 2006 เบลค มายคอสกี้ ได้ค้นพบความคิดของทอมส์ ตราสินค้าที่เรียบง่ายแต่มีสไตล์ของร้องเท้าที่จะบริจาคหนึ่งคู่แก่เด็กที่ต้องการจากการขายรองเท้าทุกคู่ แนวคิดธรรมดานี้ได้เจริญเติบโตไปไกลกว่าอะไรก็ตามที่เขาสามารถคิดได้ ณ เวลานั้น นับตั้งแต่การก่อตั้ง ทอมส์ เขาได้ทิ้งมรดกไว้อย่างไม่น่าเชื่อ
บริษัทได้ทำกำไรสูงมาก และรองเท้าที่รู้จักของเขาสามารถมองเห็นบนเท้าไปทั่วโลก มายคอสกี้ ได้เรียกรองเท้าของเขาว่า “รองเท้าของพรุ่งนี้” หรือ “ทอมส”
เบลค มายคอสกี้ ไม่เคยทำงานให้กับใครก็ตามนอกจากตัวเขาเอง ภายในโรงเรียนมัธยมปลาย เขาได้เล่นเทนนิสแข่งขัน เขาได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเซ้าธ์เทิรน เมโทรโพลิแตน ภายในดัลลัส จนกระทั่งการบาดเจ็บจากเทนนิส
ได้สิ้นสุดอาชีพนักกีฬาของเขา เขาได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย และได้กลายเป็นผู้ประกอบการเมื่ออายุ 19 ปี แต่การบาดเจ็บอย่างมากได้เปิดประตูต่อธุรกิจครั้งแรกของเขา พ่อของเขาได้เคยพูดกับเขาว่า เทนนิสจะยิ่งใหญ
แต่ไม่คิดว่าเขาจะเป็นอังเดร อกาสซี่คนต่อไปได้ เขาจะต้องเรียนรู้จริยธรรมการทำงานเลยพ้นจากจริยธรรมของการทำงานเป็นนักกีฬา
เบลค มายคอสกี้ อาจจะไม่เป็นชื่อที่เราคุ้นเคย ถ้าเป็นชื่อบริษัท ทอมส์ จะเคยได้ยินอย่างแน่นอน บุคคลเกือบทุกคนด้วยความตระหนักของวัฒนธรรมสมัยนิยมจะได้ยินชื่อตรสินสินค้าเพื่อสังคมนี้ ความนิยมแพร่หลายของมันจะลุกลามคล้ายไฟป่า สิ่งที่ดีทั้งต่อเบลค มายคอสกี้ และต่อประชาชนที่ทอมส์มุ่งหมายจะช่วยเหลือ เบลค มายคอสกี้ ได้กลายเป็นผู้ให้รองเท้าและผู้ก่อตั้ง
ทอมส์ ชูส์ การลงทุน 300,000 เหรียญด้วยเงินของเขาภายในบริษัท เบลค มายคอสกี้ ได้ก่อตั้งทอมส์เมื่อ ค.ศ 2006 ภายหลังจากการดินทางไปอาร์เจนตินา ณ ที่นี่ิ เขาได้เรียนรู้ว่าเด็กจำนวนมากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ เพราะว่าพวกเขาไม่มีรองเท้าใส่ เพื่อการต่อสู้กับสิ่งนี้
เขาได้สร้างทอมส์ขึ้นมา ทอมส์ ได้สัญญาที่จะบริจาคร้องเท้าคู่หนึ่งแก่เด็กต่อร้องเท้าทุกครู่ที่ซื้อจากบริษัทของเขา เราจะไม่มีเปอร์เซ็นต์และไม่มีสูตรใดเลย มันจะเป็นแนวคิดที่เรียบง่าย ขายรองเท้าวันนี้ ให้รองเท้า บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับความคิดที่รู้สึกถูกต้อง
แม้ว่าผมจะไม่มีประสบการณ์หรือแม้แต่สายสัมพันธ์ ผมได้มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นกับผมเกือบทันที ชื่อของบริษัทใหม่ของผม ผมเรียกมันว่าทอมส์ ผมได้เล่นสนุกกับข้อความ “ร้องเท้าเพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” ในที่สุดได้กลายเป็น “รองเท้าของวันพรุ่งนี้ จากนั้นเป็นทอมส์
เบลค มายคอสกี้ ได้กล่าวว่า การช่วยเหลือบุคคลอื่นจะเป็นแกนอยู่เสมอภายในการพัฒนาทอมส์ ธุรกิจทำกำไรที่ได้เริ่มต้นด้วยการขายรองเท้า แต่นับแต่นั้นมาได้ขยายออกไปสู่แว่นตา กระเป๋า และกาแฟ การมีความมุ่งหมายจะสำคัญต่อการสร้างธุรกิจตอนนั้น และยิ่งสำคัญมากขึ้นปัจจุบันนี้ เมื่อเราได้ใส่การให้ ณ จุดศูนย์กลางของธุรกิจ บางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าเพียงแค่การทำเงิน
ลูกค้าของเราจะกลายเป็นนักการตลาดยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา พวกเขาจะภูมิใจ ต่อการสนับสนุนตราสินค้าของเรา พวกเขาจะบอกบุคคลทุกคนเกี่ยวกับมัน
และในขณะนี้ได้ขยายการรณรงค์โมเดล “วัน ฟอร์ วัน” ที่จะสนับสนุน
ภายใต้ตราสินค้าทอมส์ เบลค มายคอสกี้ ได้เพิ่มความตระหนักเกี่ยวกับปัญหาเหมือนเช่นความยกจนและสุขภาพของโลก เริ่มต้นจาก ค.ศ 2019 บริษัทได้จัดหารองเท้า 95 ล้านคู่แก่บุคคลภายในประเทศที่กำลังพัฒนา และมากกว่า 722,000 สัปดาห์ของน้ำที่ปลอดภัยภายในหกประเทศ และสนับสนุน
บริการการคลอดที่ปลอดภัยแก่แม่มากกว่า 25,000 คน ยิ่งกว่านั้นโครงการ
แว่นตาของทอมส์ได้ช่วยรักษาสายตาบุคคลมากกว่า 780,000 คน
เบลค มายคอสกี้เมองว่าโมเดลของการบริจาคจะไม่สามารถแก้ปัญหาความยากลำบากได้ โมเดลธุรกิจเท่านั้นจะเป็นข้อแก้ปัญหาเหล่านี้ ดังนั้นเขาได้ใช้แนวคิดทีเรียบง่ายว่า การขายรองเท้าวันนี้หนึ่งคู่ ให้รองเท้าหนึ่งคู่วันพรุ่งนี้
ความคิดนี้จะเป็นที่มาของตราสินค้าทอมส์ ชูส์
ภายใน 10 ปีนับตั้งแต่เขาได้ก่อตั้งทอมส์ รายได้ 12 เดือนของทอมส์ได้ถูกประมาณโดยมูดี้ส์ 392 ล้านเหรียญ เบลค มายคอสกี้ได้สะสมเงินทุนแบบคู่กรรมเพียงพอที่จะหายไปหนึ่งหรือสองสัปดาห์ ภายในการแสวงหาการรักษาทางพลังจิต บริษัทที่มีกำไรของเขาได้ทำให้ชีวิตมากกว่า 51 ล้านคนสดใสด้วยรองเท้าใหม่ วิสัยทัศน์ที่แข็งแรง น้ำที่สะอาด แลการคลอดที่ปลอดภัย ใครก็ตามที่เขียนประวัติสี่ทศวรรษของธุรกิจเพื่อสังคมจะสละบทหนึ่งแก่โมเดลธุรกิจบุกเบิกของทอมส์ เบลค มายคอสกี้ ได้เล่าเรื่องผู้หญิงคนหนึ่งได้ทักทายเขาภายในสนามบิน เธอได้ชี้ไปที่รองเท้าทอมส์ของเธอ ในขณะที่ร้องตะโกนว่า นี่คือบริษัทที่น่าอัศจรรย์มากที่สุดภายในโลก
ครั้งหนึ่งผมได้เดินทางไปอารเจนตินา ผมได้พบผู้หญิงคนหนึ่งและลูกชายสามคน พวกเขาเพิ่งจะได้รองเท้าสามคู่ เธอได้ร้องให้และสะเทือนอารมณ์อย่างมาก เธอได้พูดภาษาสเปน และผมไม่เข้าใจเธอกำลังพูดอะไร ผมได้ถามล่ามที่จะถามเธออะไรไม่ถูกต้องหรือ เพราะว่าลูกของเธอมีรองเท้าใหม่ และผมไม่เข้าใจทำไมเธอร้องให้ เมื่อล่ามได้ถามเธอ เธอได้เริ่มต้นยิ้ม และผมสามารถบอกได้ว่าเธอมีความสุขมากในขณะนี้เมื่อเธอกำลังอธิบาย และผมได้เข้าใจในที่สุดที่เธอไม่ได้ร้องให้เพราะว่าเธอเศร้าใจ เธอร้องให้เพราะว่าเธอมีความสุข
เหตุผลที่เธอมีความสุขเพราะว่าเมื่อปีที่ผ่านมา ลูกชายสามคนของเธอได้แบ่งรองเท้าคู่เดียวที่จะไปโรงเรียน หมายความว่าเมื่อลูกชายคนโตสุดไปโรงเรียนวันจันทร์ด้วยรองเท้า และจากนั้นกลับมาและให้ร้องเท้าแก่น้องชายของเขา และเขาต้องรอจนถึงวันพฤหัสที่จะไปโรงเรียน เพราะว่ารองเท้าได้ถูกกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแบบ เธอสะเทือนอารมณ์อย่างมาก เพราะว่าในขณะนี้ลูกทุกคนของเธอได้ไปโรงเรียนทุกวันและเธอตื่นเต้นมาก

271691 271692

ซี เค พราฮาลาด ได้กล่าวว่าตลาดรายได้ต่ำจะแสดงโอกาสที่ยิ่งใหญ่ต่อบริษัทมั่งคั่งที่สุดของโลก – แสวงหาโชคลาคของพวกเขาและนำความความเจริญรุ่งเรืองมาสู่คนยากจนที่น่าสงสาร
เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็น รัสเซียและพันธมิตรของพวกเขา และจีน อินเดีย ลาติน อเมริกา ได้เปิดตลาดที่ปิดของพวกเขาต่อการลงทุนต่างประเทศภายในวิถีทางของน้ำตกเป็นชั้น แม้ว่าการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างสำคัญนี้ได้นำเสนอโอกาสการเจริญเติบโตใหม่ที่ใหญ่โตต่อบริษัทข้ามชาติ คำสัญญาของมันยังไม่ได้บรรลุความเป็นจริง
ลูกค้าชั้นกลางจำนวนมากภายในประเทศที่กำลังพัฒนาได้ยินดีต่อผลิตภัณฑ์จากเอ็มเอ็นซี แต่กระนั้นมันได้ถูกขายมากเกินไป วิกฤตทางการเงินของเอเซียและลาติน อเมริกา ได้ลดความตึงดูดของตลาดที่เกิดขึ้นอย่างมาก ผลติดตามมา เอ็มเอ็นซีจำนวนมากทั่วโลก ได้ลงทุนช้าลง และได้คิดใหม่ของโครงสร้างต่อตลาดเหล่านี้
ลักษณะที่ไม่สดใสของกลยุทธ์ตลาดที่เกิดขึ้นของเอ็มเอ็นซีส่วนใหญ่ตลอดทศรรษที่ผ่านมาไม่ได้เปลี่ยนแปลงขนาดของโอกาส ภายในความเป็นจริงจะใหญ่กว่าที่เคยคิดก่อนหน้านี้ แหล่งที่มาแท้จริงของโอกาสทางตลาดจะไม่ใช่คนร่ำรวยจำนวนน้อยภายในประเทศที่กำลังพัฒนา หรือแม้แต่ลูกค้ารายได้ชั้นกลางที่ปรากฏขึ้น มันจะเป็นคนยากจนที่น่าสงสารจำนวนมากกำลังมีส่วนร่วม
เศรษฐกิจตลาดเป็นครั้งแรก
นี่คือเวลาต่อเอ็มเอ็นซีที่จะมองกลยุทธ์ระดับโลกด้วยเลนซ์ใหม่ของทุนนิยมที่ครอบคลุม ต่อบริษัทด้วยทรัพยากรและความมุ่งมั่นที่จะเเข่งขัน ณ ระดับล่างของพีรามิดเศรษฐกิจโลก รางวัลของโอกาสจะมีทั้งการเจริญเติบโต การทำกำไร และการมีส่วนช่วยอย่างต่อมวลมนุษย์
ซี เค พราฮาลาด ได้กล่าวถึงอุปสรรคสำคัญที่บริษัทได้เผชิญเมื่อพวกเขาพยายามจะดำเนินการกลยุทธ์บีโอพี ข้อแรกคือควมคิด ถ้าเริ่มต้นด้วยการพูดว่าคนยากจนไม่มีเงิน ดังนั้นพวกเขาไม่สามารถเป็นลูกค้าของเราได้ เราจะมีการขัดขวางที่ยิ่งใหญ่แล้ว บางครั้งมันจะมีประโยชน์ต่อเราที่จะย้อนหลังไปยังประวัติศาสตร์ของเราเองและถามคำถาม เครื่องจักรเย็บผ้าซิงเกอร์เคยราคา 100 เหรียญ และคนยากจนภายในประเทศนี้ไม่สามารถซื้อได้ ดังนั้นพวกเขาได้คิดค้นแผนการชำระเงินเดือนละ 5 เหรียญ ซิงเกอร์ได้กลายเป็นบริษัทโลกรายแรกออกจากอเมริกา สิ่งเดียวกันได้เกิดขึ้นกับรถยนต์โมเดลที การผลิตรถยนต์ราคา 200 เหรียญทำให้เกษตรกรออกจากหมู่่บ้านได้ และเดินทางไปยังเมืองเล็ก ดังนั้นสิ่งกีดขวางอย่างแรกคือความคิด มันไม่ใช่บุคคลมีรายได้เท่าไร มันเป็นที่เราจะสร้างความสามารถแก่พวกเขาบริโภคได้อย่างไร นั่นหมายความว่าเราต้องเปลี่ยนแปลงจากความคิดของต้นทุนบวกกำไรของเราในขณะนี้ เท่ากับราคาไปสู่แรงขับเคลื่อนทางลูกค้ามากขึ้น ราคาลบกำไรต้องเท่ากับต้นทุน นั่นหมายความเราเริ่มต้นด้วยความสามารถรับภาระได้
อุปสรรคข้อที่สองคือ สมมุติฐานที่เราสามารถขายผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ภายในตลาดเหล่านี้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำได้ เพราะว่าเราต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า เราสามารถปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่่ได้ เจ็นเนอรัล
อีเลคทริคได้อยู่ภายในเกมของการผลิตเครื่องตรวจคลื่นหัวใจ – อีเคจี มายาวนาน พวกเขาขายราคา 10,000 เหรียญภายในอเมริกา มันจะใหญโตและอุ้ยอ้าย – 60 ปอนด์ และมันจะตั้งอยู่ภายในหัวมุมของโรงพยาบาล จีอีได้ถามคำถามที่ง่ายหลายปีมาแล้ว เราจะนำอีเคจีไปให้หมอใช้ภายในชนบท
อินเดียได้อย่างไร นั่นหมายถึงมันจะต้องทำงานด้วยแบตเตอรี่ มันจะต้องเบาที่บุคคลสามารถยกมันได้ มันจะต้องมีแป้นพิมพ์ที่หมอสามารถอ่านมันได้ ดังนั้นพวกเขาได้สร้างอีเคจีหนักสามปอนด์ มีแป้นพิมพ์ และเดินทางได้ง่าย
นับตั้งแต่อีเคจีทำงานด้วยแบตเตอรี ราคาขายจะเป็น 800 เหรียญ ไม่ใช่ 10,000 เหรียญ
เมื่อพิจารณาบุคคล 4 พันล้านคนภายในชั้นที่ 4 ณ ระดับล่างของพีระมิด รายได้ต่อปีของพวกเขาจะต่ำกว่า 1,500 เหรียญ ต่ำสุดที่ถูกพิจารณาว่าจำเป็นที่จะรักษาชีวิตที่เหมาะสมให้ยั่งยืน บุคคลมากกว่าหนึ่งพันล้านคน ประมาณหนึ่งในหกของมนุษยชาต์ รายได้ต่อหัวจะต่ำกว่า 1 เหรียญต่อวัน ช่องว่างระหว่างคนรวยและคนยากจนกำลังกว้างขึ้น ตามสหประชาชาติ คนร่ำรวยที่สุด 20% ภายในโลกจะมีประมาณ 70% ของรายได้รวมเมื่อ ค.ศ 1960 เมื่อ ค.ศ 2000 ตัวเลขได้กลายเป็น 85% ความไม่เสมอภาคทางการกระจายความมั่งคั่งอย่างมากได้สนับสนุนมุมมองคนยากจนไม่สามารถมีส่วนร่วมภายในเศรษฐกิจตลาดโลก ทั้งที่พวกเขาเป็นบุคคลส่วนใหญ่ของพลเมือง ที่จริงแล้วชั้น 4 จะแสดงตลาดหลายล้านล้านเหรียญ การรับรู้ว่าระดับล่างของพีระมิดไม่ได้เป็นตลาดที่
เจริญเติบโตได้ทำให้ขาดการมองความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการท่ามกลางคนยากจนที่สุด ประมาณ 40% ถึง 60% ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทุกอย่างภายในประเทศที่กำลังพัฒนา บุคคลชั้น 4 ส่วนใหญ่จะมีชีวิตอยู่ภายในหมู่บ้านชนบท หรือสลัมเมืองและและเขตชุมชนที่มีแต่กระท่อม
และโดยปรกติพวกเขาไม่ได้มีชื่อตามกฏหมายหรือโฉนดทรัพย์สินของพวกเขา พวกเขามีการศึกษาน้อยหรือไม่มีเลย และยากที่จะเข้าสู่ผ่านการจัดจำหน่าย สินเชื่อ และการสื่อสารโดยทั่วไป คุณภาพและจำนวนของผลิตภัณฑ์ที่หามาได้ภายในชั้น 4 โดยทั่วไปจะน้อย ดังนั้นมันจะคล้ายกับภูเขาน้ำแข็งด้วยยอดบนพื้นทะเลที่มองเห็นได้ชัด ส่วนที่มากมายของพลเมืองโลกนี้ ตามมาด้วยโอกาสตลาดที่ใหญ่โต เหมือนกับภูเขาน้ำแข็งส่วนที่อยู่ใต้ทะเล ยังคงมองไม่เห็นโดยบริษัท
ตรงกันข้ามกับสมมุติฐานที่นิยมแพร่หลาย คนยากจนสามารถเป็นตลาดที่ทำกำไรอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าเอ็มเอ็นซีเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจของพวกเขา
ชั้นที่ 4 ไม่ได้เป็นตลาดที่ยอมให้ต่อการแสงหากำไรที่สูงอย่างสมัยเดิม แต่กำไรจะถูกขับเคลื่อนด้วยปริมาณและประสิทธิภาพของทุน กำไรจะต่ำแต่
ปริมาณขายจะสูงมาก ผู้บริหารที่มุ่งกำไรสูงจะพลาดโอกาส ณ ระดับล่างของพีระมิด ผู้บริหารที่สร้างสรรค์และมุ่งกำไรต่ำจะบรรลุความสำเร็จ
ตัวอย่างของยูนิลีเวอร์จะชัดเจน สมมุติฐานเริ่มต้นจะต้องตอบสนองชั้นที่ 4 ด้วยการรวมเทคโนโลยีดีที่สุดและฐานทรัพยากรของโลกจัดการสภาวะทางตลาดของท้องที่ ผลิตภัณฑ์ราคาถูกและคุณภาพต่ำไม่ใช่เป้าหมาย โอกาสของของชันที่ 4 ไม่สามารถบรรลุได้ ถ้าไม่มีการมุ่งความเป็นผู้ประกอบการ
ตามรายงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ 2001 บุคคลเกือบหนึ่งพันล้านคน ประมาณหนึ่งในสามของกำลังงานของโลก จะว่างงานหรือมีงานรายได้ต่ำ พวกเขาไม่สามารถเลี้ยงตัวพวกเขาเองหรือครอบครัวได้
การช่วยเหลือคนยากจนของโลกยกตัวพวกเขาเองอยู่บนเส้นความหมดหวังนี้จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะทำได้ดีและทำดี การสอดแทรกสองอย่างจะสำคัญ การจัดหาการเข้าไปสู่สินเชื่อ และการเพิ่มโอกาสทางรายได้แก่คนยากจน เท่าที่ผ่านมาสินเชื่อธุกิจไม่สามารถหามาได้แก่คนยากจน คนยากจนได้เข้าหาธนาคารโดยไม่มีหลักประกันไม่สามารถได้สินเชื่อจากระบบธนาคารธรรมดาได้ การให้สินเชื่อแก่คนยากจน เพื่อที่พวกเขาสามารถยกตัวเองจากความยากจนไม่ใช่ความคิดใหม่ ไอ. เอ็ม. ซิงเกอร์ แอนด์ คอมพานี ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1851 ได้จัดหาสินเชื่ิอเป็นวิถีทางแก่ผู้หญิงจำนวนมากที่จะซื้อจักรเย็บผ้า ผู้หญิงจำนวนน้อยมากสามารถรับภาระราคา 100 เหรียญได้ แต่ส่วนใหญ่สามารถจ่าย 5 เหรียญต่อเดือนได้
ปัจจุบันนี้ แนวคิดของ “การลบล้าง” ได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลายมากภายในธุรกิจ การพัฒนาแอปส์และสตารทอัพใหม่สามารถมองดูที่จักรเย็บผ้าของซิงเกอร์เป็นเทคโนโลยีลบล้างต้นกำเนิดได้
จักรเย็บผ้าของซิงเกอร์ได้ปฏิรูปวิถีทางโลกเย็บและซ่อมแซมผ้า และปฏิรูปไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมสิ่งทอเท่านั้น แต่เป็นธุกิจโลกตัวมันเองด้วย แต่เมื่อมอง
ดูใกล้ชิดมากขึ้น ณ โมเดลสิทธิบัตรของซิงเกอร์ การพิสูจน์ว่าความสำเร็จของจักรเย็บผ้าไม่ได้เป็นเพียงแต่นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ชาวอเมริกันส่วนใหญ่คิดว่าถ้าเราได้สร้างกับดักหนูที่ดีขึ้น โลกจะค้นหาเส้นทางไปสู่ประตูของเรา ที่จริงแล้วนั่นไม่เป็นความจริง ถ้าเราได้สร้างกับดักหนูที่ดีขึ้น มันสามารถวางและเสื่อมลงภายในโรงเก็บรถยนต์ของเรา
สิ่งหนึ่งไอแซค เมอร์ริทท์ ซิงเกอร์ ยากที่จะอ้างว่าเขาได้คิดค้นจักรเย็บผ้า
มันจะเป็นอีเลียส เฮา ที่สร้างแนวคิดจักรเย็บผ้าต้นกำเนิด และจดทะเบียนมันไว้เมื่อ ค.ศ 1846 แต่ซิงเกอร์ ผู้ประกอบการที่ผิดแปลก ได้บังเอิญค้นพบวิถีทางปรับปรุงโมเดลของอีเลียส เฮา เขาได้คิดค้นจักรเย็บผ้าที่ราคาไมแพงเพื่อใช้ภายในบ้านได้ เขาได้ทำการปรับปรุงอย่างสำคัญภายในการออกแบบจักรทอผ้า จักรทอผ้าของซิงเกอร์ไม่ได้เป็นเครี่องแรก แต่การออกแบบของมันจะสร้างสรรค์และสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของบุคคลจำนวนมาก มันได้ถูกมองเป็นอุปกรณ์ประหยัดแรงงานยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของยุค และมันทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยต่อบุคคลจำนวนมากที่ไม่สามารถจ่ายราคาตลาดของเสื้อผ้าได้ แต่พวกเขาสามารถเย็บเสื้อผ้าของพวกเขาเองได้ แต่มันได้สร้างการเอาเปรียบผู้หญิงและเด็กใช้จักรเย็บผ้าภายในสภาวะการทำงานที่ไม่ดีและค่าจ้างต่ำ ซิงเกอร์ จะยังคงเป็นชื่อของครัวเรือนอยู่ต่อจักรเย็บผ้า มันจะมีความหมายอย่างเดียวกับจักรเย็บผ้า เหมือนที่ฮูเวอร์กับเครื่องดูดฝุ่น และสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ภายในครัวเรือนทั่วโลก
ไอแซค ซิงเกอร์ ได้จดทะเบียนวิสัยทัศนจักรเย็บผ้าของเขาเมื่อ ค.ศ 1851 เมื่อ ค.ศ 1857 เขาได้เป็นหุ้นส่วนกับเอ็ดวารด คาลค ก่อตั้ง ไอ เอ็ม ซิงเกอร์ แอนด์ โค เมื่อ ค.ศ 1860 ซิงเกอร จะเป็นผู้ผลิตจักรเย็บผ้าใหญ่ที่สุดของโลก
ความสำเร็จของซิงเกอร์ไม่ได้เป็นเพราะว่าไอแซค ตัวเขาเอง เขาได้ถูกมองเป็นคนอันธพาลมากกว่านักธุรกิจ แต่มันจะเป็นนักธุรกิจที่ฉลาดรับผิดชอบบริษัท โดยเฉพาะเอ็ดวาร์ด คาลค ทนายความ ผู้ก่อตั้งร่วมไอ เอ็ม ซิงเกอร แอนด์ โค เขาได้สร้างการรณรงค์การโฆษณาเริ่มแรกของบริษัท และได้ออกแบบ “แผนการเช่าซื้อ” แก่ลูกค้าที่ไม่สามารถรับภาระราคาที่สูงของจักรเย็บผ้าได้ แผนการผ่อนชำระครั้งแรกภายในอเมริกา บริษัทได้ขยายการปฏิบัติของการขายถึงบ้าน ส่วนหนึ่งเพราะว่าแผนการเช่าซื้อกำหนดให้ผู้ตรวจสอบรับการชำระเงินทุกสัปดาห์ แต่ยอมให้พนักงานขายนำจักรเย็บผ้าไปบ้านของลูกค้าที่หวังไว้ด้วย และแสดงจักรเย็บผ้าใหม่แก่พวกเขาที่จะทำให้การดำรงชีวิตของพวกเขาเรียบง่ายลงอย่างไร
เหตุผลอย่างเดียวกันได้ถูกประยุกต์ใช้กับขนาดที่กว้างขึ้นอย่างมากภายในชั้นที่ 4 เราจะพิจารณาประสบการณ์ของกรามีน แบงค์ ภายในบังคลาเทศ ธนาคารแรกของโลกที่ได้ประยุกต์ใช้โมเดลการกู้ยืมรายย่อยภายในการธนาคารทางธุรกิจ มูฮัมหมัด ยูนุส นักวิชาการ สาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจิตตากอง บังคลาเทศ ได้ก่อตั้งกรามีน แบงค์ บุกเบิกการบริการให้กู้ยืมแก่คนยากจน ที่ได้บันดาลใจผู้กู้ยืมรายย่อยจำนวนมาก การบริการลูกค้า 25 ล้านคนทั่วโลกภายในประเทศที่กำลังพัฒนา และประเทศที่มั่งคั่งรวมทั้งอเมริกาและอังกฤษ
กรามีน แบงค์ ได้ถูกออกแบบที่จะแก้ไขปัญหาของการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าที่มีรายได้ต่ำสุด การขาดหลักประกัน ความเสี่ยงภัยของสินเชื่อสูง แลการบังคับด้วยการทำสัญญา 95% ของลูกค้า 2.3 ล้านคนจะเป็นผู้หญิง ผู้หาเลี้ยงครอบครัวและผู้ประกอบการภายในชุมชนชนบท ความเสี่ยงภัยของสินเชื่อจะดีกว่าผู้ชาย ผู้สมัครขอเงินกู้จะต้องมีข้อเสนอของพวกเขาที่ถูกประเมินอย่างรอบคอบและสนับสนุนโดยสมาชิกที่ไม่ใช่ครอบครัวห้าคนของชุมชน
บุคคลของกรามีน แบงค์ จะไปเยี่ยมหมู่บ้านบ่อยครั้ง การทำความรู้จักกับผู้หญิงที่ได้เงินกู้และโครงการจะต้องลงทุน ภายใต้วิถีทางนี้การสอบทานธุรกิจของการให้กู้ยืมไม่ต้องมีภูเขางานเอกสารและภาษาที่ซ่อนไว้เหมือนภายในตะวันตก

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *