อิคิไก

อิคิไก
ตามฮาเซกาวะ ต้นกำเนิดของถ้อยคำอิคิไก ย้อนหลังไปยังยุคเฮอัน ไก มาจากคำว่า ไค หมายถึงเปลือกหอยภายในญี่ปุ่น ดูเเล้วมีคุณค่าสูง และจากนั้นอิคิไกได้กลายเป็นถ้อยคำหมายความว่า คุณค่าภายในการดำรงชีวิต เรามีถ้อยคำอื่นที่ใช้ไก เช่น ฮาตาราคิไก หมายถึง คุณค่าของการกระทำและคุณค่าของการทำงาน อิคิไกสามารถถูกคิดว่าเป็นแนวคิดที่ครอบคลุมรวมเช่นคุณค่าภายในชีวิต Ikigai : The Japanese Art of a Meaningful Life โดยยูคาริ มิตซึฮาชิได้ขุดลงไปสู่แนวคิดญี่ปุ่นของอิคิไก อิคิไก เป็นถ้อยคำญี่ปุ่นถูกสร้างจากตัวอักษรสองตัว อิคิ หมายถึง ชีวิต และไก หมายถึงคุณค่า อิคิไกเป็นส่วนบุคคลที่ลึกซึ้ง มันเป็นอะไรก็ตามนำมาความสุขและคุณค่าต่อชีวิตของคุณหรือเหตุผลที่คุณลุกขึ้นจากเตียงนอนทุกเช้ามันไม่จำเป็นต้องเป็นความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ หรือความมุ่งหมายชีวิตที่มีชื่อเสียง มันสามารถเป็นความเรียบง่าย และความถ่อมตัวเหมือนเช่นการดูแลสวนของคุณการร่วมงานอดิเรกกับบุคคลอื่นหรือการเฝ้ามองลูกของคุณกำลังโตแนวคิดนี้สามารถซับซ้อนและนามธรรม แม้แต่ต่อชาวญี่ปุน บุคคลหลายคนต่างมีข้อสรุปของพวกเขาเอง ภายในหนังสือเล่มนี้ ยูคาริ มิตซึฮาซิ ได้ดึงความเข้าใจจากผู้เชี่ยวชาญ และเรื่องราวบันดาลใจจากบุคคลที่ได้พบอิคิไกของพวกเขา สร้างความหมายที่แท้จริงของอิคิไกผู้เขียนเจริญเติบโตภายในญี่ปุ่น ได้ร่วมความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของอิคิไกของเธอ และมันสามารถ นำพาความหมายและความสุขสู่ชีวิตประจำวันของคุณอย่างไร ไม่เหมือนกับการแปลความหมายทางตะวันตกโดยทั่วไป ที่มุ่งเอาชีพเท่านั้น อิคิไกต่อชาวญี่ปุ่นสามารถรวมหลายด้านของชีวิตเช่น งานอดิเรก และความสัมพันธ์นอกเหนือจากงานแล้วยูคาริ มิตซึฮาชิ อธิบายว่าอิคิไก ไม่ได้เกี่ยวกับการค้นหาความมุ่งหมายภายในชีวิตเท่านั้น เเต่เกี่ยวกับการค้นหาความสุขภายในช่วงเวลาปัจจุบันด้วย และก้าวไปสู่อนาคตที่มีความสุขมากขึ้นผู้เขียนได้มุ่งเน้นความสำคัญของการค้นหาเรารักและชื่นชมอะไร แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยที่สุด เเละกระตุ้นเราให้เข้าหาชีวิตด้วยความอยากรู้และความกระหายประสบการณ์ใหม่ณ แกน อิคิไก เกี่ยวกับความสุข และคุณค่า ทำให้ชีวิตคุ้มค่าที่จะดำรงอยู่ ถ้อยคำอิคิไกกำเนิดจากยุคเฮอัน และประกอบด้วยความคิดของการค้นหาคุณค่าภายในชีวิต มันไปเลยพ้นจากความมั่งคั่งทางวัตถุที่ได้รวมทั้งความสมหวังส่วนบุคคล ผ่านทางด้านที่หลากหลายของชีวิตเช่นครอบครัวการทำงาน งานอดิเรก หรือเเม้แต่สิ่งเล็กน้อย เหมือนเช่น ความสุขกับหนึ่งถ้วยของกาเเฟการแปลความหมายทางตะวันตกที่นิยมแพร่หลายถูกยึดภายในแผนภูมิเวนน์ ถูกทำให้เป็นแนวคิดครั้งแรกโดนมาร์ค วินน์ มันได้แสดงอิคิไกเป็นการตัดกันระหว่างวิชาชีพของบุคคล และความทะเยอทะยานส่วนบุคคลหนังสือของเฮคเตอร์ กราเซีย และฟรานเซสค์ มิราเยส Ikigai : The Japanese Secret to a Long and Happy Life ได้อธิบายอิคิไกใช้แผนภูมิเวนนฺ์ของวินน์ ตามแผนภูมิ อิคิไก เป็นการตัดกันขององค์ประกอบสี่อย่าง : คุณรักอะไร คุณ ทำได้ดีอะไร โลกต้องการอะไร และคุณสามารถถูกจ่ายเพื่ออะไร การค้นหาความสมดุลนี้สามารถนำคุณไปสู่ความรู้สึกของความมุ่งหมายและความสมหวังภายในชีวิต แต่กระนั้น ภายในวัฒนธรรมญี่ปุ่น อิคืไก ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวพันกับอาขีพ ทักษะทางวิชาชีพ รางวัลทางการเงินหรือความมุ่งหมายที่อยู่เหนืออิคิไกและลำดับความต้องการของมาสโลว์ เป็นทั้งสองแนวคิดที่สามารถช่วยเหลืออธิบายแรงจูงใจและความสมหวังของมนุษย์ ตรงที่ความสมหวังของชีวิตยึดครองตำแหน่งตรงศูนย์กลาง อับราฮัม มาสโลว์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันเสนอแนะว่า มนุษย์มีลำดับความต้องการห้าอย่าง การเริ่มต้นจากความต้องการทางร่างกายที่จำเป็น ไปสู่การแสวงหาระดับสูงสุดของความต้องการความสมหวังของชีวิต แนวคิดของอิคิไกสอดคล้องกับลำดับความต้องการของมาสโลว์ เพราะว่ามันบรรลุความต้องการความสมหวังของชีวิต และความต้องการเหนือตัวเอง
เมื่อคุณค้นพบอิคิไกของคุณ คุณไม่เพียงแค่บรรลุความต้องการของคุณเอง แต่คุณได้มีส่วนช่วย เพื่อประโยชน์สุขของบุคคลส่วนใหญ่ของสังคม คุณได้ใช้ความสามารถ และความลุ่มหลงสร้างผลกระทบทางบวกต่อโลก นำมาซึ่งความรู้สึกของความสมหวัง และความมุ่งหมายต่อชีวิตของคุณการค้นหาอิคิไกของคุณเป็นการเดินทางที่ต้องการการสะท้อนตัวเองและการสำรวจ โดยการระบุความลุ่มหลง ความสามารถของคุณ โลกต้องการอะไร และคุณสามารถถูกจ่ายเพื่ออะไร คุณสามารถจะพบการตัดกันขององค์ประกอบสี่อย่างเหล่านี้เพื่อที่จะค้นพบเหตุผลเพื่อการดำรงอยู่ของคุณ การแสวงหาของความหมายและความมุ่งหมายนี้สอดคล้องกับกับความคิดการอยู่เหนือตนเองภายในลำดับชั้นความต้องการของมาสโลว์ เมื่อคุณค้นพบอิคิไกของคุณแล้ว คุณไม่เพียงแค่ดำรงชีวิตอยู่อย่างสมหวัง แต่คุณได้บรรลุความต้องการที่สูงขึ้นของลำดับความต้องการของมาสโลว์ด้วยภายในลำดับความต้องการของมาสโลว์ อิคิไก จะสอดคล้องใกล้ชิดมากที่สุดกับแนวคิดการอยู่เหนือ มันแสดงระดับสูงสุดของแรงจูงใจของมนุษย์ตรงที่บุคคลได้พยายามมีส่วนช่วย ต่อบางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวพวกเขาเอง ไปเลยพ้นจากความสมหวังส่วนบุคคล และได้บรรลุความรู้สึกของความหมายและความมุ่งหมายภายในชีวิต เหมือนกับอิคิไกมุ่งเน้นการค้นหาเหตุผลการดำรงอยู่ของคุณ และการมีส่วนช่วยต่อโลก ผ่านทางความลุ่มหลงและทักษะอย่างไรในขณะที่ความต้องการความสมหวังของชีวิตมักจะถูกพิจารณาเป็นระดับสูงสุดของลำดับความต้องการของมาสโลว์ ต่อมาอับราฮัมมาสโลว์ได้เพิ่ม การอยู่เหนือตนเอง เป็นระยะต่อไปตรงที่บุคคล มุ่งความมุ่งหมายที่กว้างขึ้นเลยไปจากความต้องการของพวกเขาเอง สัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่่อเเนวคิดของอิคิไก ทั้งอิคิไกและการอยู่เหนือตนเองมักจะเกี่ยวพันกับการมีส่วนช่วยต่อชุมชนที่กว้างขึ้น การสร้างผลกระทบทางบวกต่อโลกรอบตัวคุณ การไปเลยพ้นจากเพียงแค่ความสำเร็จส่วนบุคคล

เรามีหลายตัวอย่างของธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จที่เกิดมาจากอิคิไกของผู้ก่อตั้ง ตัวอย่างเช่น ทอมส์ ชูส์ ได้ถูกก่อตั้งโดยเบลค มายคอสกี้ ลุ่มหลงเกี่ยวกับการช่วยเหลือบุคคลที่ต้องการ เขาได้คิดโมเดลธุรกิจ ตรงที่รองเท้าทุกคู่ที่ขาย รองเท้าคู่หนึ่งจะถูกบริจาคแก่เด็กที่ต้องการ ความคิดนี้ได้ถูกสะท้อนโดยตรงของอิคิไกของเบลค มายคอสกี้
การเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมเป็นรูปแบบเฉพาะของธุรกิจมุ่งหมายที่จะแก้ปัญหาทางสังคมและสิ่งเเวดล้อมมันได้รวมเอาวิถีทางของนวัตกรรมของผู้ประกอบการกับภารกิจสร้างการเปลี่ยนแปลงทางบวกภายในสังคมเมื่อวางให้เป็นแนวเดียวกับแนวคิดของอิคิไก การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมสามารถกลายเป็นเครื่องมือที่มีพลังต่อการขับเคลื่อนผลกระทบทางสังคมผู้ประกอบเพื่อสังคมด้วยความรู้สึกอย่างชัดเจนของอิคิไกย่อมจะมีธุรกิจที่สอดคล้องกับความลุ่มหลงของพวกเขา – พวกเขารักอะไร – ทักษะของพวกเขา – พวกเขาทำได้ดีอะไร – ความต้องการทางสังคม – โลกต้องการอะไร – และโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน – พวกเขาสามารถถูกจ่ายเพื่ออะไร ความสอดคล้องนี้สามารถนำไปสู่ความสมหวังมากขึ้น และการเดินทางแห่งการเป็นผู้ประกอบการที่มีผลกระทบ เรามีตัวอย่างธุรกิจเพื่อสังคมจำนวนมากทั่วโลก ทำให้หลักการของอิคิไกเป็นตัวตน ตัวอย่างหนึ่งที่ดีมากคือ ทอมส์ ชูส์ บริษัทที่ได้บริจาคคู่หนึ่งของรองเท้าแก่เด็กที่ต้องการของร้องเท้าทุกคู่ที่ขาย มันจะสอดคล้องกับความลุ่มหลงการเดินทางและการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ของผู้ก่อตั้ง ทักษะของเขาภายในธุรกิจ ความต้องการทางสังคม เพื่อรองเท้าภายในชุมชุนที่ด้อยโอกาส และโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนโดยสรุปอิคิไกสามารถเป็นปรัชญานำทางเพื่อผู้ประกอบการทางสังคม โดยการวางให้เป็นเเนวเดียวกันของความลุ่งหลงของพวกเขา ทักษะของพวกเขา ความต้องการทางสังคม และโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนผู้ประกอบการทางสังคมสามารถสร้างธุรกิจเพื่อสังคม ไม่เพียงแต่เจริญเติบโตทางการเงินเท่านั้นแต่บรรลุความสมหวังและผลกระทบด้วยเบลค มายคอสกี้ ผู้ก่อตั้งทอมส์ ชูส์ กล่าวว่า ผมได้เริ่มต้นทอมส์ ชูส์ ภายหลังการเดินทางไปอาร์เจนตินาเมื่อ ค.ศ 2006 ผมได้มองเห็นชาวชนบทจำนวนมากใส่รองเท้าที่ผมได้เรียนรู้ว่า เป็นรองเท้าอัลพาร์กาตา รองเท้าผ้าใบที่มีประวัติมายาวนานตั้งแต่ ค.ศ 1830 เป็นรองเท้าท้องถิ่นกำเนิดมาจากอาร์เจนตินา ผมมองเห็นว่าหมู่บ้านชนบทมีเด็กจำนวนมากไม่มีรองเท้าใส่ และมันได้กระทบต่อชีวิตประจำวันของพวกเขาอย่างไร ผมได้ค้นพบวิถีทางที่จะช่วยเหลือ และรู้ว่าการอาศัยการบริจาคอย่างเดียวไม่ได้เป็นข้อแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ดังนั้นผมได้ใช้ความรู้ทางธุรกิจของผมค้นพบความคิดผลลัพธ์คือโมเดลธุรกิจเพื่อกำไร ที่ให้อำนาจลูกค้าช่วยเหลือเด็ก ผ่านทางการซื้อของพวกเขา ทุกคู่ของรองเท้าที่ซื้อ รองเท้าหนึ่งคู่ใหม่จะถูกให้แก่เด็กที่ต้องการ – หนึ่งเพื่อหนึ่ง เราไม่เปอร์เซ็นต์ และไม่มีสูตร มันเป็แนวคิดที่เรียบง่าย ขายรองเท้าคู่หนึ่่งวันนี้ ให้รองเท้าคู่หนึ่งวันพรุ่งนี้ บางสิ่งบางอย่างมันเกี่ยวกับความคิดรู้สึกว่าถูกต้องเเม้ว่าผมไม่มีประสบการณ์ หรือแม้เเต่การเชื่อมโยง ภายในธุรกิจรองเท้าผมมีสิ่งหนึ่งที่มาถีงผมเกือบจะทันที ชื่อเพื่อบริษัทใหม่ของผม ผมเรียกมันว่า ทอมส์ ผมกำลังเล่นไปเรื่อยกับถ้อยคำของมัน “Shoes for a Bettte Tomorrow” ในที่สุดได้กลายเป็น “Tomorrow’s Shoes” แล้วเป็นทอมส์ ในขณะนี้คุณรู้ทำไมชื่อของผมเป็นเบลค แต่รองเท้าของผมเป็นทอมส์ มันไม่ได้เกี่ยวกับบุคคล มันเกี่ยวกับคำสัญญา – พรุ่งนี้ที่ดีกว่ารองเท้าทอมส์ อัลพาร์กาต้า เป็นสไตล์คลาสสิคของร้องเท้าแบบสวมบันดาลใจโดยรองเท้าอัลพาร์การต้าของชาวอาร์เจนตินา รู้จักกันเป็นเอสพาดริลลี่ ด้วย รองเท้าได้ถูกออกแบบให้มีสไตล์และใส่สบาย และถูกผลิตด้วยวัตถุดิบเป็นมิตรต่อสิ่งเเวดล้อม เหมือนเช่น ฝ้ายรีไซเคิล ปอกระเจา และไบโอ ออยส์ รองเท้ามีความคงทน ชั้นนอกยืดหยุ่นได้ และพื้นชั้นในใส่สบาย รองเท้ามี รองเท้าทอมส์เริ่มแรกอยู่บนอัลพรากาต้า รองเท้าผ้าใบที่ได้ถูกสวมโดยภายในอาร์เจนตินานานเป็นศตวรรษทอมส์ ชูว์ ได้เริ่มต้นภายในอพารตเมนท์เวนิสของผมด้วยความคิดที่เรียบง่าย ความลุ่มหลงอย่างมาก และภารกิจที่มั่นคง ที่จะใช้ธุรกิจปรับปรุงชีวิตเราได้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วตลอดหกปีแรก และเราจะมีช่วงเวลาตรงที่เราได้มองเห็นความท้าทายของความสมดุลการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัทเล็กกับความจริงที่ยังคงอยู่ต่อ “ทำไม” ของทอมส์ ผมได้เรียนรู้ว่ามันสำคัญอย่างมากเพื่อที่จะรักษาภารกิจของเรา ณ หัวใจของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ และผมได้กระตุ้นรุ่นต่อไปของผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่จะรักษาความลุ่มหลงและจุดมุ่งนั้นไว้”ทำไม”ของทอมส์เป็นและเป็นอยู่เสมอเกี่ยวกับการใช้ธุรกิจปรับปรุงชีวิต ทอมส์เริ่มต้นเป็นธุรกิจช่วยเหลือสร้างพรุ่งนี้ให้ดีกว่า และได่กระตุ้นชนเผ่าของเราเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ ทอมส์ ได้บันดาลใจบริษัทอื่นที่จะรวมการให้ไปสู่โมเดลธุรกิจชองพวกเขา และนั่นเป็นบางสิ่งบางอย่างผมภูมิใจอย่างเหลือเชื่อ ผมคาดหวังว่าเราจะกระตุ้นบุคคลอื่นอย่างต่อเนื่องที่จะใช้ แพลตฟอร์มของพวกเขาทำดีมากขึ้นภายในโลกนี้ ดังที่ผมเชื่อเราทุกคนมีความรับผิดชอบทำสิ่งนี้เบลค มายคอสกี้ กล่าวว่า ผมไปอาร์เจนตินา และเป็นครั้งแรกผมได้เห็นเด็กต้องการรองเท้า ดังนั้นผมได้เริ่มต้นทอมส์ เป็นวิถีทางใหม่ของการทำธุรกิจ และวิถีทางใหม่ให้ความสามารถแก่บุคคลได้สร้างการเปลี่ยนแปลงทางบวกกับการตัดสินใจที่เรียบง่ายพวกเขาทำทุกวัน ความมุ่งหมายของทอมส์ชูส์ คือการปรับปรุงชีวิตผ่านทางโมเดลธุรกิจ หนื่งเพื่อหนึ่งของพวกเขา การบริจาครองเท้าหนึ่งคู่แก่เด็กที่ต้องการต่อรองเท้าทุกคู่ที่ขาย มันเกิดขึ้นจากประสบการณ์ส่วนบุคคลของเขา มองเห็นเด็กเท้าเปล่าภายในอาร์เจนตินา และต้องการสร้างวิถีทางที่ยั่งยืนช่วยเหลือพวกเขา ผ่านทางธุรกิจเพื่อกำไรเบลค มายคอสกี้ ไดัถูกบันดาลใจโดยหนังสือ “Start With Why” ของไซมอน ซีเนค เพื่อการกำหนดภารกิจของบริษัทของเขา เขาได้กล่าวว่าเขาถูกเเรงบันดาลใจโดยความคิดของไซมอน ซีเนค ว่า บุคคลไม่ได้ซื้ออะไรที่คุณทำ พวกเขาซื้อทำไมคุณทำ เมื่อเราเริ่มต้นทอมส์หกปีทีที่เเล้ว บุคคลจำนวนมากถาม ทำไมรองเท้าทำไมมันสำคัญมากหรือ เด็กต้องการรองเท้าไปโรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของข้อกำหนดเครื่องแบบของพวกเขา เด็กต้องการรองเท้าป้องกันเท้าของพวกเขาจากเชื้อโรคและบุคคลสามารถยอมรับสิ่งนี้ แต่มันไม่ได้เป็นจนกระทั่งเราได้กล่าวว่า คุณทดลองวันหนึ่งออกไปโดยไม่มีรองเท้า และมองเห็นประสบการณ์เป็นอย่างไร เท้าของพวกเขาบ่อยครั้งรำคาญและเจ็บเราพบว่ามันเป็นวิถีทางที่ดีแก่บุคลล ที่จะยกความตระหนักต่อบุคคลจำนวนมากทั่วโลกที่ต้องไปเท้าเปล่าทุกวันเบลค มายคอสกี้ ได้เริ่มต้นทอมส์ ด้วยเป้าหมายของการปรับปรุงชีวิต เขาเชื่อว่าทอมส์ควรจะมุ่ง “ที่ทำไม” ของพวกเขาของการให้รองเท้าแก่เด็ก ไม่ใช่แข่งขันกับบริษัทรองเท้าอื่น “ทำไม” เบื้องหลังบริษัืทของเขาคือ โมเดลธุรกิจ หนึ่งเพื่อหนึ่ง “ทำไม” ของบริษัท เป็นเหตุผลของพวกเขาเพื่อการดำรงอยู่ และมันสามารถบันดาลใจให้บุคคลอื่น ดูแลความสำเร็จของบริษัท เบลค มายคอสกี้ ได้ร่วมปรัชญาธุรกิจและความสำคัญของการให้กลับแก่ชุมชน ณ เท็ด ทอล์ค ตรงที่เขาได้อภิปรายคำแนะนำของไซมอน ซีเนค
เมื่อทอมส์เข้าสู่การครบรอบปีที่สิบ ผมรู้สึกถูกกระตุ้นมากขึ้น และผูกพันมากกว่าแต่ก่อน เท่าที่เราได้ผ่านมา ผมยังคงมองเห็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่จะเจริญเติบโตขบวนการของเรา “ทำไม” ของทอมส์ – การใช้ธุรกิจปรับปรุงชีวิต – ยิ่งใหญ่กว่าตัวผมเอง รองเท้าที่เราขายหรือผลิตภัณฑ์ในอนาคตใดก็ตามที่เราอาจจะเปิดตัวในขณะนี้ผมมีความมุ่งหมายที่ชัดเจน และหุ้นส่วนที่ดีสนับสนุนผม ผมพร้อมเพื่ออีกสิบปีข้างหน้าของบริษัท และการผจญภัยหลายอย่างอยู่ข้างหน้าผมได้เริ่มต้นและขายบริษัทมาก่อน แต่ทอมส์แตกต่างกัน มันเป็นมากกว่าบริษัทต่อผม มันเป็นชีวิตของผม เมื่อได้อ่านหนังสือยอดเยี่ยมของไซมอน ซีเนค “Start With Why” มองที่ผู้นำได้บันดาลใจการกระทำ เช่น ดร. มาร์ติน ลูเธอร์ คิง และบริษัทที่สร้่างผลิตภัณฑ์ดึงดูดใจมากที่ลูกค้าจะเข้าแถวซื้อมัน เช่น แอปเปิ้ล ไซมอน ซีเนค ยืนยันว่่าบุคคลสามารถสร้างเเละยั่งยืนการก้าวไปของพวกเขาต่อเมื่อนำด้วย”ทำไม” บุคคลเดินตามคุณ ซื้อจากคุณ เมื่ิอพวกเขาเชื่ออะไรที่คุณเชื่อ
ภาบในช่วงเวลาหนึ่ง เบลค มายคอสกี้ ต้องรับมือกับระยะเวลาของความซึมเศร้า และความเหงา ส่วนใหญเนื่องจาก เขาได้ล่ามเอกลักษณ์ของเขากับตราสินค้าที่ครั้งหนึ่งเขาได้นำทางภายในบทความ 2016 ของฮาร์วาร์ดบิสซิเนส รีวิว เบลค มายคอสกี้ ได้เขียนว่าเขาได้เริ่มต้นรู้สึกผืดหวัง ทั้งที่มีความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เขารู้สึกผิดหวัง เนื่องจากการขาดการเชื่อมโยงต่อบริษัทที่เขาก่อตั้ง เบลค ได้ต่อสู้กับความซึมเศร้า เเละความเหงาหลายปี เขาได้กล่าวว่า เขารู้สึกถูกตัดจากผู้บริหารที่บริหารบริษัท เขาได้รู้สึกว่าเขาสูญเสียความรู้สึกของความมุ่งหมายและความหมายด้วย เบลค มายคอสกี้ได้มองว่าบทบาทของเขา ณทอมส์กลายเป็นเหมือนงานหนึ่งมากขึ้น และเขาได้สูญเสียการเชื่อมโยงของเขากับภารกิจต้นกำเนิดของบริษัท วัฒนธรรมของบริษัทได้กลายเป็นลำดับชั้นมากขึ้น และบุคคลได้ออกไปเพื่อโอกาสอื่นผมยิ่งคิดเกี่ยวกับความคิดนี้มากเท่าไร ผมยิ่งรับรู้มากขึ้นเท่านั้นว่าทอมส์ได้หันเหไปจาก “ทำไม” ของพวกเขา ภายในตอนเริ่มแรกเราได้นำอยู่เสมอด้วยเรื่องราวของเรา : เราไม่ได้ขายรองเท้า เรากำลังขายคำสัญญาว่ารองเท้าทุกคู่ที่ซื้อจะเป็นประโยชน์โดยตรงและมองเห็นได้แก่เด็กที่ต้องการภายในหกปีนับตั้งแต่ผมได้ก่อตั้งทอมส์ ชูว์มันได้เจริญเติบโตจากพื้นฐานสตาร์ทอัพภายในอพารตเม้นท์ เวนิส แคลิฟอร์เนียของผม ไปสู่บริษัทโลกด้วยรายได้มากกว่า 300 ล้านเหรียญ และผมยังคงเป็นเจ้าของมัน 100%เรายังคงให้สัญญาของเราอยู่ การให้รองเท้าหนึ่งคู่แก่บุคคลที่ต้องการต่อรองเท้าทุกคู่ที่ขายได้ แต่ผมรู้สึกผิดหว้งเมื่อรู้ว่าบางสิ่งบางอย่างไม่ดีอย่างที่คิดไว้ วันของผมซ้ำซากจำเจ และผมได้สูญเสียการเชื่อมโยงของผมกับผู้บริหารหลายคนที่ดำเนินงานประจำวันผมคิดอย่างมากเกี่ยวกับ”ทำไม” ส่วนบุคคลของผม ในที่สุดผมได้มาสู่ข้อสรุปที่น่าประหลาดใจมาก ผมได้รู้สึกว่าหลงทาง เพราะว่าทอมส์ ชูส กลายเป็นมุ่งกระบวนการมากว่าความมุ่งหมาย เรามุ่งเน้นอย่างหนักบนอะไรและอย่างไรของการขยายขนาดที่เราได้ลืมภารกิจสำคัญที่สุดของเรา ที่จะใช้ธุรกิจปรับปรุงชีวิตมันคือข้อได้เปรียบทางการแข่งขันยิ่งใหญ่ที่สุดของเรามันทำให้เราได้สร้างสายใยความรู้สึกกับลูกค้าและการจูงใจบุคคลของเราเพราะว่าพวกเขารู้ว่าพวกเขาซื้อสินค้าและทำงาน เพื่อขบวนการที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขาเอง ภายหลังจากเวลาของผมออกไปจากธุรกิจ ผมได้กลับมาด้วยพลังที่เริ่มใหม่ ภารกิจของผมชัดเจน : สร้างทอมส์ให้เป็นขบวนการ
อีกครั้งหนึ่ง

ทั้ง “อิคิไก” และ “เริ่มต้นด้วยทำไม” ได่มุ่งที่การค้นหาความมุ่งหมายและความหมายภายในชีวิต อิคิไกเป็นแนวคิดญี่ปุ่นที่มุ่งเน้นการค้นหาเหตผลของคุณเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ โดยการพิจารณาคุณรักอะไร คุณทำได้ดีอะไร โลกต้องการอะไร และคุณสามารถถูกจ่ายเพื่ออะไร ในขณะที่เริ่มต้นด้วยทำไม เป็นกรอบข่ายการสื่อสารให้ความสำคัญการจูงใจรากฐานเบื้องหลังการกระทำ โดยพื้นฐานแล้วการมุ่งที่ ทำไม มาก่อน อะไร และอย่างไร ไซมอน ซีเนค ได้อภิปรายอีคิไกภายในเท็ด ทอล์ค ผลงานของไซเนคได้ช่วยเหลือบุคคลและบริษัทเข้าใจความมุ่งหมายของการกระทำของพวกเขา”Start With Why” ของไซมอน ซีเนค เป็นหนังสือที่ได้สำรวจความคิดว่าความมุ่งหมายของบุคคล หรือ “ทำไม” เป็นถ้อยคำที่สำคัญที่สุดพวกเขาสามารถสื่อสาร หนังสือของ ไซมอน ซีเนค เสนอแนะว่าแนวคิดของอิคิไกเป็นถ้อยคำญี่ปุ่นที่หมายความถึงคุณค่าของชีวิตสามารถช่วยเหลือบุคคลค้นหาความมุ่งหมายของพวกเขา เเนวคิดของอิคิไกสอดคล้องกับความคิดแกนของการค้นหา “ทำไม” ความมุ่งหมายที่ลึกซึ้งของคุณ หรือเหตุผลเพื่อการทำบางสิ่งบางอย่าง
มันทำให้คุณกระตุ้นระดับแรงจูงใจที่ลึกลงไป และ บันดาลใจบุคคลอื่นโดยการสื่อสารค่านิยมแกนของคุณ และเชื่อไม่ใช่เพียงแค่มุ่งอะไรที่คุณทำ โดยพื้นฐานแล้ว มันเกี่ยวกับการระบุอะไรให้ความหมายแก่ชีวิตของคุณ และขับเคลื่อนการกระทำของคุณ
เมื่อคุณทำอะไรที่คุณรัก อะไรที่คุณต้องการทำ และมันเป็นอะไรที่โลกต้องการ คุณได้สร้างทำไมของคุณ การวางอาชีพ ภารกิจ ความลุ่มหลง และวิชาขีพให้เป็นแนวเดียวกันสร้างทำไมทางธุรกิจและส่วนบุคคล ทำไมเป็นความมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่ขึ้น บุคคลทุกคนต้องการทำไม ทำงานที่พวกเขารักจากมุมมองของความลุ่มหลง มันได้นำเรากลับไปสู่เศรษฐกิจแห่งความมุ่งหมาย ถ้าคุณรักมัน โลกต้องการมัน คุณถูกจ่ายเพื่อมัน และคุณสามารถกับมัน คุณมีทำไมของมันไซมอน ซีเนค ได้เขียน “Start With Why” ทำไมผู้นำที่ยิ่งใหญ่บันดาลใจบุคคลทุกคนให้กระทำอย่างไร มันได้ถูกอธิบายเป็นโมเดลที่เรียบง่ายแต่มีพลัง เพื่อความเป็นผู้นำแห่งเเรงบันดาลใจ ทุกอย่างเริ่มต้นด้วยวงกลมทอง และคำถาม “ทำไม” วงกลมทองของไซมอน ซีเนค และอิคิไกของญี่ปุ่นเป็นทั้งสองโมเดลที่จะช่วยเหลือบุคคลระบุความมุ่งหมายของพวกเขา วงกลมทองเป็นโมเดลด้วยส่วนสามส่วน อะไร อย่างไร และทำไมแต่กระนั้น อิคิไกเป็นโมเดลที่พิจารณาว่าอะไรที่บุคคลรัก บุคคลทำอะไรได้ดี โลกต้องการอะไร และบุคคลถูกจ่ายเพื่ออะไรคุณรู้”ทำไม”ของคุณหรือไม่ความมุ่งหมายหรือความเชื่อที่บันดาลใจคุณให้คุณทำอะไรที่คุณทำ เขาได้ค้นพบว่าผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจทุกคน และบริษัืทของโลกคิด กระทำ และสื่อสารภายในวิถีทางเดียวกันพวกเขาไม่เพียงแต่รู้อะไรที่พวกเขาทำ และพวกเขาทำมันอย่างไรเท่านั้น แต่พวกเขารู้อย่างแน่นอนว่าทำไมพวกเขาทำด้วย โมเดลของไซมอน ซีเนคมีอะไรที่คุณทำอย่างแท้จริงภายในวงกลมข้างนอก ภายในวงกลมตรงกลางเป็นคุณทำอะไรที่คุณทำอย่างไร วงกลมที่สำคัญที่สุดป็นวงกลมข้างใน ทำไมคุณทำอะไรที่คุณทำบุคคลหรือบริษัทน้อยมากสามารถถ่ายทอดอย่างชัดเจน ทำไม พวกเขาต้องการทำอะไรที่พวกเขาทำ เมื่อไซมอน ซีเนคได้ถามว่า ทำไม เขาไม่ได้อ้างถึงทำเงิน นั้นเป็นผลลัพธ์ ทำไมของคุณเป็นความมุ่งหมาย หรือความเชื่อของคุณ ทำไมบริษัืทของคุณดำรงอยู่ ทำไมคุณลุกขึ้นจากเตียงนอนทุกเช้า เมื่อบุคคลหรือบริษัืทส่วนใหญ่คิด กระทำ หรือสื่อสาร พวกเขาทำสิ่งนี้จากข้างนอกไปข้างใน จากอะไรไปสู่ทำไม เรากล่าวเราทำอะไร บางครั้งเรากล่าวเราทำมันอย่างไร แต่เรายากที่จะกล่าวทำไมเราทำมัน ทำไมเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการสื่อสารวันนี้บุคคลรุ่นวัยหนุ่มสาวที่สุดได้ถูกขับเคลื่อนโดยคำถามทำไม พวกเขาต้องการรู้ทำไมพวกเขากำลังอะไรอยู่ แอรอน เฮิรสท์ ได้เขียนหนังสือชื่อ”The Purpose Economy” ตรงที่คำถาม “ทำไม” อยู่กลางเวที เศรษฐกิจความมุ่งหมายเป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญธุรกิจและการปฏิบัติมุ่งที่การสร้างผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมทางบวก ควบคู่กับการทำกำไร การมุ่งเน้นอย่างเข้มแข็งบนการค้นหาความหมายและความมุ่งหมายของกิจกรรมเศรษฐกิจ บ่อยครั้ง ดึงแรงบันดาลใจจากแนวคิด เหมือนเช่นอิคิไกตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ของบริษัทที่ค้นหาทำไมของพวกเขาคือ ทอมส์ ชูส์ที่บรรลุความสำเร็จของอเมริกา ด้วยความมุ่งหมายของพวกเขาเป็น “ด้วยทุกคู่ของรองเท้าที่คุณซื้อ ทอมส์ชูส์ได้บริจาคหนึ่งคู่ของรองเท้าแก่เด็กที่ต้องการ ชื่อ ทอมส์ ถูกย่อจาก ทูมอรร์โรว์ ชูส์ แนวคิดต้นกำเนิดบริษัทรองเท้า ก่อตั้งโดยเบลค มานคอสกี้ ความคิดของเขาคือขายรองเท้าแก่เพื่อน และให้ร้องเท้าคู่หนึ่งแก่เด็กที่ต้องการต่อรองเท้าแต่ละคู่ที่ขายไป ชื่อได้นำเสนอคำสัญญาของวันพรุ่งนี้ที่ดีขึ้นไม่ใชบุคคลเเรงบันดาลใจของเบลค มายคอสกี มาจากการเดินทางไปอาร์เจนตินาเมื่อ ค.ศ 2006 ตรงที่เขาได้พบผู้หญิงบริจาครองเท้าแก่เด็กเขาได้รับรู้ว่าผู้หญิงต้องใช้หลายสัปดาห์ ได้รองเท้าเพียงพอเพื่อเด็ก และเด็กสามารถใส่มันได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น ความมุ่งหมายของทอมส์ ชูส์ คือปรับปรุงชีวิตผ่านโมเดลธุรกิจที่ให้กลับแก่ชุมชน หนึ่งเพื่อหนึ่ง ต่อรองเท้าทุกคู่ที่ขายทอมส์ ชูส์ได้บริจาครองเท้าหนึ่งคู่แก่เด็กที่ต้องการ และเพื่อความยั่งยืนบริษัทได้มองหาวิถีทาง ที่จะดูเเลสิ่งเเวดล้อมอยู่เสมอ เบลค มายคอสกี้ ได้ถูกบันดาลใจสร้างบริษัทภายหลังจากที่เขาไปเยี่ยมอาร์เจนตินา และได้มองเห็นผลกระทบของความยากจนต่อเด็กโมเดลหนึ่งเพื่อหนึ่ง ได้บรรลุความสำเร็จอย่างมากจนมันได้บันดาลใจบริษัทที่ตะหนักทางสังคมอื่น ในฐานะของบริษัทหนึ่งต่อหนึ่ง เราอยู่ภายในธุรกิจปรับปรุงชีวิตอยู่เสมอ นับตั้งแต่ ค.ศ 2006 ชุมชนของเราได้ให้รองเท้าเกือบ 100 ล้านคู่แก่บุคคลที่ต้องการ เมื่อได้เดินทางไปอาร์เจนตินา เบลค มายคอสกี้ ได้มองเห็นความลำบากเผชิญโดยเด็กที่ไม่มีรองเท้า มันได้บันดาลใจเขาสร้างธุรกิจเพื่อกำไรด้วยการให้อยู่ ณ แกนของมัน ต่อรองเท้าทุกคู่ที่บริษัทขายรองเท้าคู่ใหม่จะถูกให้แก่เด็กคนหนึ่งที่ต้องการ ความมุ่งหมายของทอมส์ ชูส์ คือปรับปรุงชีวิตเเละสร้างพรุ่งนี้ต้องดีกว่า ทอมส์ ชูส์ วิวัฒนาการโมเดลของพวกเขาตลอดเวลา สนับสนุนวิสัยทัศน์ของความเป็นมนุษย์ที่เจริญก้าวหน้า ตรงที่บุคคลรู้สึกปลอดภัยและสุขภาพดี และเข้าหาโอกาสได้เท่าเทียมกัน รองเท้าทอมส์ เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่า หมายความว่า ด้วยการซื้อรองเท้าทอมส์หนึ่งคู่ คุณได้มีส่วนช่วยอนาคตที่ดีกว่า ต่อบุคคลที่ต้องการ เมื่อบริษัทได้บริจาครองเท้าหนึ่งคู่ แก่บุคคลบางคนที่ขาดมัน ต่อรองเท้าทุกคู่ที่ถูกขาย ความสอดคล้องของการซื้อรองเท้ากับการสร้างโลกที่ดีกว่าเพื่อบุคคลอื่น ชื่อ ทอมส์ ตัวมันเอง มาจากความคิดของทูมอโรว์ชูส์ การเเสดงภารกิจที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่า ผ่านทางโมเดลธุรกิจของพวกเขาทอมส์ ชูส์ ยืนหยัด เพื่อ พรุ่งนี้จะต้องดีกว่า สิบสามปีต่อมา รองเท้าเกือบ 100 ล้าน คู่ได้ถูกให้ไป เราได้มาสู่ความเข้าใจว่าชุมชนทั่วโลกได้เผชิญกับความท้าทายใหม่และซับซ้อน เเละเราเชื่อมันเป็นความรับผิดชอบของเราที่จะทำมากขึ้น พรุ่งนี้ต้องดีกว่าเป็นตรงที่ความเป็นมนุษย์ได้เจริญก้าวหน้าต่อเราแล้ มันหมายความไม่ว่าคุณเป็นใครหรือคุณมีชีวิตอยู่ที่ไหนคุณรู้สึกปลอดภัยทางร่างกาย สุขภาพทางจิตใจ และเข้าหาได้อย่างเท่าเทียมต่อโอกาสและเพื่อการสนับสนุนวิสัยทัศน์ของความเป็นมนุษย์ที่เจริญก้าวหน้า เราได้ให้ทั้งรองเท้าและเงินช่วยเหลือแก่หุ้นส่วนทั่วโลกหนึ่งเพื่อหนึ่ง – ซื้อหนึ่งให้หนึ่งเป็นโมเดลธุรกิจการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมอย่างหนึ่ง พัฒนาโดยเบลค มายคอสกี้ ผู้ก่อตั้งทอมส์ ชูส์ เขาได้ถูกยกย่องจากการเป็นผู้สร้างคนแรกของโมเดลธุรกิจหนึ่งเพื่อหนึ่ง ทอมส์ ชูว์จะบริจาคร้องเท้าหนึ่งคู่แก่เด็กภายในประเทศที่กำลังพัฒนาต่อรองเท้าแต่คู่ที่ขายแก่ลูกค้า บนพื้นฐานความสำเร็จของทอมส์ ชูส์ บริษัทอื่นได้เริ่มต้นทำตามโมเดลธุรกิจนี้เหมือนเช่น ดาร์บี พาร์คเกอร์ ขายแว่นตา เมื่อ ค.ศ 2006 ทอมส์ ชูส์ ได้รับรางวัลโมเดล ของข้อแก้ปัญหาธุรกิจที่สร้างสรรค์แก่ความยากจนด้วยโมเดลธุรกิจหนึ่งเพื่อหนึ่ง เราประทับใจต่อทอมส์ ชูส์ จุดมุ่งของการเป็นผู้ประกอบการของทอมส์ ชูว์ต่อข้อแก้ปัญหาความยากจน และมันได้นำไปสู่การเจริญเติยโตของทอมส์ ชูว์ อย่างระเบิด แต่กระนั้นเมื่อไม่กี่ปีต่อมา เราได้มีข้อสงสัย ต่อโมเดลธุรกิจหนึ่งเพื่อหนึ่ง ผลตามมาที่ไม่ได้คาดหวังคือ เราจะมีช่างปะรองเท้าท้องที่ทำร้องเท้าและขายรองเท้า อะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขาเมื่อวันหนึ่งรถบรรทุกแสดงให้เห็นรองเท้าทอมส์เราจะไปซื้อบางสิ่งบางอย่างที่เราได้โดยไม่เสียเงินหรือและ ทอมส์ ได้แข่งขันกับธุรกิจท้องที่และแย่งลูกค้าที่มิฉะนั้นแล้วจะซื้อรองเท้าทำโดยท้องที่ รองเท้าไม่เสียเงินสามารถทำร้ายธุรกิจท้องที่อย่างไร ทอมส์ ไม่ได้ทำสิ่งที่จะช่วยเศรษฐกิจหรือสร้างงาน ภายในท้องที่เหล่านี้ ประเทศมีตลาดของรองเท้าที่ผลิตตามท้องที่ทอมส์สามารถทำร้ายบุคคลและธุรกิจที่กำลังผลิตรองเท้าเหล่านี้และทำลายเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าทอมส์ให้รองเท้าไม่เสียเงิน ผู้ผลิตรองเท้าพื้นที่ไม่มีตลาดที่จะขายและถูกกดดันให้ออกไปจากธุรกิจ
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







