INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อิสลามการเมือง : กรณีศึกษาการเมืองอิสลามในอิรัก ตอนที่ 1

อิสลามการเมือง : กรณีศึกษาการเมืองอิสลามในอิรัก ตอนที่ 1

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

คณะรัฐประศาสนศาสตร์  วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

 

การเมืองการปกครองในกรอบแนวคิดของอิสลาม ได้ยึดหลักคำสอนและหลักคิดผ่านวิวรณ์(วะยู) ที่ตั้งอยู่บนการศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียว ตลอดจนถือว่าเรื่องของศาสดา และผู้แทนแห่งพระเจ้าเป็นผู้นำทฤษฎีทางเมืองนั้นมาปกครอง  โดยยึดซุนนะฮ์แบบฉบับของศาสดามุฮัมมัด เป็นต้นแบบในการปฏิบัติ  โดยผ่านหลักปรัชญาการเมืองระบอบตัวแทนพระเจ้า ที่มีอำนาจในการปกครองและการใช้อำนาจทางการเมือง

หลักการเมืองการปกครองในอิสลามผ่านโครงสร้างและระเบียบวิธีปฏิบัติโดยศาสดามุฮัมมัดเป็นต้นแบบ ไม่ว่าในเรื่องการเป็นผู้นำและภาวะผู้นำ(อิมาม) หรือว่าด้วยหลักนิติรัฐนิติธรรม(กฎหมายอิสลาม) หรือที่เห็นเป็นรูปธรรมข้อหนึ่งคือหลักการปรึกษาหารือ  เพราะว่าอิสลามให้ความสำคัญต่อเรื่องการประชุมหารือเพราะเป็นหลักที่จะได้นำเสนอทัศนะและแนวคิดต่างๆที่หลากหลาย อีกทั้งยังสำแดงทางการบริหารและการปกครองที่อยู่บนหลักความยุติธรรม

อิสลามการเมือง(Political Islam) คือกระบวนทัศน์ด้านการเมืองที่นำเอาหลักการอิสลามเข้ามามีบทบาทในทางการเมืองการปกครอง เพราะเชื่อว่าการเมืองสามารถส่งผลกระทบหรือมีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของมุสลิมรวมไปถึงสิทธิและเสรีภาพในการประกอบศาสนกิจในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นวิธีการที่สามารถประสานความเป็นอิสลามได้ด้วยกันกับความเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ผ่านมุมมองของกรอบแนวคิดอิสลามในฐานะที่มีอัตลักษณ์ทางการเมือง(Political Identity)ที่สามารถแสดงออกได้อย่างเสรี

อิสลามการเมืองไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่หรือเป็นรูปแบบที่เพิ่งจะเกิดในศตวรรษที่๒๑นี้ เพราะถ้าจะสืบค้นแท้จริงแล้วได้ปรากฏมาจากยุคศาสดาอิสลามแล้ว แต่ส่วนมากจะนำมาใช้และถูกแพร่หลายและเผยแพร่ของคำๆนี้ที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆหรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองของโลกมุสลิม โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ดเทรดเซนเตอร์ในสหรัฐอเมริกา หรือที่ถูกรู้จักเหตุการณ์9/11 ในปี2001

Esposito นักวิชาการชาวตะวันตกได้กล่าวถึงอิสลามการเมืองว่า “อิสลามการเมืองมีฐานมาจากการฟื้นฟูศาสนาอิสลามร่วมสมัยที่ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตผู้คนโดยเฉพาะชาวมุสลิมเองที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนบัญญัติที่ได้กำหนดไว้และได้กล่าวเป็นอุดมการณ์หรือเป็นทางเลือกขึ้นมาผ่านประโยคต่างๆหรือสโลแกนต่างๆ เช่น อิสลามคือทางออก หรือกล่าวว่า ไม่ใช่ทั้งตะวันออกและตะวันตก”(รศ.ดร.สามารถ ทองเฝือ :การเมืองอิสลาม)

ซัยยิด ญะมาลุดดีน อัลอัฟฆอนี อัลอะซาดาบาดี ได้ถือว่าการสำนึกต่อการดำเนินชีวิตมุสลิม ต้องมองอย่างลึกซึ้งทั้งสองด้าน คือด้านศาสนาและด้านการเมือง  ดังนั้นซัยยิดอัลอัฟฆอนีเขาได้พยายามที่จะปลุกเร้าจิตใจประชาชนและสังคมมุสลิมทางด้านการเมืองและนำความคิดแบบอิสลามมามีบทบาททางชุมชนและการปรับปรุงประเทศ(จรัญ มะลูลีม : อิสลามการเมืองในการเมืองตะวันออกกลาง)

ซัยยิด ญะมาลุดดีน ได้ปลุกให้มุสลิมตื่นตัวทั้งสองด้านคือด้านการปฏิรูปภายในประเทศและการป้องกันจากศัตรูภายนอก    อัลอัฟฆอนีได้เดินทางไปยังประเทศมุสลิมเวียนไปรอบๆ  เพื่อสร้างแนวคิดว่ด้วยลัทธิการผนึกกำลังอิสลาม  โดยที่เขาได้เชื่อว่าความเป็นเอกภาพของมุสลิมคือพลังของการขับเคลื่อนทางการเมืองแบบอิสลาม และเขาต้องการนำเอามุสลิมทุกส่วนของโลกเข้ามาสู่อาณาจักรอิสลามภายใต้การคุ้มครองของคอลีฟะฮฺผู้มีอำนาจสูงสุด  และจุดเด่นของอัลอัฟฆอนีคือ แนวคิดไม่แยกศาสนาออกจากการเมือง

อิมามโคมัยนี เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้เขย่าโลกอิสลามในยุคปัจจุบันด้วยการสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดมาก่อน นั่นคือการปฏิวัติอิสลามในประเทศอิหร่าน และเปลี่ยนระบบการปกครองจากระบอบกษัตริย์ เป็นระบอบอิสลามภายใต้”ระบอบวิลายะตุลฟากีย์”(ปราชญาธิปไตย) ในปีค.ศ. 1979

การทำความเข้าใจถึงความสำคัญของนักคิดอิสลามในเรื่องการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน นับได้ว่าอิมามโคมัยนีเป็นผู้ที่โดดเด่นอีกท่านหนึ่ง โดยเฉพาะการเมืองอิสลามแบบนิกายชีอะฮ์  ส่งผลให้เกิดโลกตะวันตกและตะวันออกหันมาสนใจถึงขบวนการแห่งอิสลามโดยการนำของอิมามโคมัยนีและนิกายชีอะฮ์มากยิ่งขึ้น และเป็นครั้งแรกที่การปฏิวัติของอิมามโคมัยนีได้ของข้อสันนิษฐานในรูปแบบที่เป็นกลไกการทำงานและในฐานะที่เป็นรูปแบบของทฤษฎีการเมืองของรัฐ (จรัญ มะลูลีม : อิสลามการเมืองในการเมืองตะวันออกกลาง)

ในฐานะของอุดมการณ์ตามกรอบแนวคิดทางการเมืองของอิมามโคมัยนีได้สนองตอบบรทัศฐานในเรื่องอิสลามการเมืองได้อย่างน่าสนใจและยังเป็นรูปธรรมที่สุดก็ว่าได้เท่าเคยปรากฏมา นั่นคืออิมามโคมัยนีได้ทำให้อุดมการณ์ทางการเมืองแบบอิสลามโดยให้แสงสว่างทางปัญญาแก่รากเหง้าของแนวคิดของสำนักคิดชีอะฮ์ได้อย่างโดดเด่น อันเป็นพื้นฐานทางศาสนาของชาวอิหร่าน(อิสลามการเมืองในการเมืองตะวันออกกลาง  ดร.จรัญ มะลูลีม)

จากความคิดที่เชื่อว่าอิสลามเป็นศาสนาที่สมบูรณ์รอบด้าน ทำให้อิมามโคมัยนีมองว่าประเด็นทางการเมืองและสังคมเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับมนุษย์และถือว่าการเมืองนั้นถูกกำหนดอยู่ในหลักการของศาสนาอิสลามมาตั้งเริ่มแรกแล้ว  อิมามโคมัยนีเชื่อถ้าใครไม่ยอมรับในหลักการนี้  หรือทราบแต่ไม่ยอมเชื่อและปฏิบัติก็ถือว่ายังไม่รู้จักอิสลามดีพอ  ส่วนบุคคลใดที่ต่อต้าน ก็จะถือว่าเขากำลังทำสงครามกับอิสลามเลยทีเดียว   นั่นคือการไม่รู้จักอิสลามที่แท้จริง

อิมามโคมัยนีกล่าวว่า “ศาสนบัญญัติถือว่าเป็นกฎหมายของอิสลาม นั่นหมายความว่า ศาสนบัญญัติ คือมิติหนึ่งทางการเมือง ว่าด้วยเรื่องอำนาจรัฐ กล่าวโดยนัยก็คือ ศาสนบัญญัติเปรียบเสมือนกลไก เพื่อสถาปนารัฐและแผ่ขยายความยุติธรรมในสังคม”

อิมามโคมัยนีเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการเมืองมิได้จำกัดเพียงแค่เรื่อง การจ่ายซากาต  จ่ายเงินคุมส์ หรือเรื่องการจ่ายสินไหมชดใช้ค่าเสียหาย เท่านั้น  แต่ทว่าอิสลามคือศาสนาแห่งการเมืองการปกครอง  ศาสนาแห่งการนำประชาชาติสู่ความยุติธรรมทางสังคม

อิมามโคมัยนีกล่าวว่า  “อิสลามคือศาสนาแห่งการเมืองการปกครอง  หากผู้ใดตรึกตรองสักนิดเกี่ยวกับศาสนบัญญัติของอิสลามที่เกี่ยวข้องกับรัฐ  การเมือง  สังคมและเศรษฐกิจก็จะได้บทสรุปเดียวกันนี้  ฉะนั้น  ใครที่คิดว่าศาสนาแยกออกจากการเมือง ถือว่าเขายังไม่รู้จักทั้งอิสลามและการเมือง”

ภูมิหลังประเทศอิรัก อู่แห่งอารยธรรม

อิรักเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์และเป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมีชื่อปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เรียกว่า เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) หมายถึง แผ่นดินที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสองสาย คือ แม่น้ำไทกริส (Tigis) และยูเฟรตีส (Euphrates) ดินแดนแห่งนี้จึงเป็นดินแดนที่มีความสมบูรณ์เป็นอย่างมาก มีผู้คนอพยพจากที่ต่างๆ เพื่อมาอาศัยในดินแดนแห่งนี้ มีอาณาจักรโบราณหลายแห่ง อาทิ อาณาจักรซูเมอร์ (Sumerian Civilization) อาณาจักรบาบิโลเนีย (Babylonia) อัสซีเรีย (Assyria) มีเดีย (Media) เป็นต้น

ไทกรีส ยาว 2,700 กิโลเมตร ไหลวกจากเหนือเฉียงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ทางตอนบนของลำน้ำเซาะกัดไปตามหุบของเทือกซากรอส (Zagros) ซึ่งกั้นเป็นพรมแดนกับประเทศอิหร่านปัจจุบัน ฉะนั้นต้นน้ำไทกรีสจึงมีกระแสน้ำพัดจัดรุนแรง ชาวสุเมเรียนจึงเรียกแม่น้ำนี้ว่า idigna และชาวอัคคาเดียนเรียกว่า idiglat ซึ่งแปลว่า “ไหลเร็วดุจลูกธนู” อันเป็นที่มาของชื่อไทกรีส ซึ่งเป็นภาษากรีก

ยูเฟรตีส ยาว 1,900 กิโลเมตร ไหลเอื่อยกว่า ผ่านประเทศซีเรียแล้วไหลเกือบขนานกับไทกรีส ซึ่งอยู่ขึ้นไปข้างบน สองแม่น้ำนี้มาบรรจบพบกันที่เมืองอัล คุรนาร์ กลายเป็นแม่น้ำเดียวเรียกว่าชัตต์ อัล-อาหรับ ยาวประมาณ 193 กิโลเมตร แล้วไหลลงอ่าวเปอร์เซียไป ดินแดนอุดมระหว่างสองแม่น้ำนี้ ซึ่งมีระยะห่างกันโดยประมาณ 400 กิโลเมตร จึงเป็นแหล่งอุดมท่ามกลางความแห้งแล้งของทั้งทิศเหนือ ตะวันตก และใต้

แต่ลำพังน้ำกับตะกอนดินยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายการกำเนิดเมืองและอารยธรรมอันรุ่งเรืองของแถบนี้ได้ เพราะจริงๆ แล้วการที่ฤดูน้ำหลากของ 2 แม่น้ำนี้ (อันเกิดจากการละลายตัวของหิมะที่ต้นน้ำ) ในช่วงปลายเดือนมีนาคมจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมนั้น เป็นระยะเวลาที่เลยระยะเวลาแห่งการเพาะปลูกไปแล้ว (เทียบกับแม่น้ำไนล์ซึ่งหลากในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ฉะนั้น ตะกอนดินอันอุดมจึงนอนรออยู่ในแปลงดินสำหรับการเพาะปลูกที่จะเริ่มในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมของปีต่อไป) ฉะนั้น การพัฒนาคู คลอง เหมือง ฝาย ทำนบ เพื่อป้องกันอำนาจการทำลายล้างของกระแสน้ำ และเก็บกักน้ำเอาไว้ใช้ในฤดูการเพาะปลูกจึงเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในภูมิภาคแถบนี้เป็นครั้งแรกๆ ของโลกด้วย (บริเวณเมืองอูรุกทางตอนใต้ของอิรัก 4,300-3,100 ปีก่อนคริสตกาล)

บาบิโลเนีย (Babylonia) หรือ อาณาจักรกรุงบาบิโลน หรือ มีอีกชื่อหนึ่งว่า ชินาร์ ที่มีบันทึกในพระคัมภีร์ ปฐก. 10:10-11,14:1,9 ( Kingdom of Babylon) เป็นอาณาจักรที่พูดภาษาแอกแคดโบราณในภาคกลางตอนใต้ของเมโสโปเตเมีย เดิมทีบาบิโลนเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ในสมัยจักรวรรดิแอกแคด (2335–2154 BC) แต่แล้วอำนาจของเมืองบาบิโลนก็แผ่ไปอย่างไพศาลในรัชสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบีในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ก่อนคริสตกาล จนกลายเป็นนครหลวงที่สำคัญ ซึ่งในรัชสมัยของพระเจ้าฮัมมูราบี อาณาจักรกรุงบาบิโลนถูกเรียกว่า ประเทศแอกแคด (Māt Akkadī) เพื่อสื่อว่าเป็นอาณาจักรที่รับช่วงต่อจากจักรวรรดิแอกแคดอันรุ่งโรจน์ก่อนหน้า(  วิกีพีเดีย: บาบิโลน)

บาบิโลเนียเก่า

หลังจากที่พวกสุเมเรียนเสื่อมอำนาจลงเพราะการทำสงครามกับชนเผ่าอื่น ๆ ที่เข้ามารุกรานและแย่งชิงความเป็นใหญ่ในระหว่างพวกสุเมเรียนด้วยกันเอง ต่อมาพวกอามอไรต์ (Amorite) ได้ตั้งอาณาจักรกรุงบาบิโลนขึ้นมา มีเมืองหลวงที่บาบิโลนริมฝั่งแม่น้ำยูเฟรทีส อาณาจักรกรุงบาบิโลนเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็ง มีการปกครองแบบรวมศูนย์ มีการเก็บภาษีอากรและการเกณฑ์ทหาร รัฐควบคุมการค้าต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ผลงานที่สำคัญของอาณาจักรกรุงบาบิโลน ได้แก่ การประมวลกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ในสมัยพระเจ้าฮัมมูราบี ซึ่งมีชื่อเรียกว่าประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (The Code of Hammurabi) จารึกอยู่บนแผ่นศิลา หลักการของกฎหมายมีรากฐานมาจากกฎหมายของพวกสุเมเรียน แต่ได้จัดให้เป็นระบบ และให้อำนาจหน้าที่ในการลงโทษผู้กระทำผิดแก่ชนชั้นปกครองยิ่งขึ้น ประมวลกฎหมายของฮัมมูราบี ยึดถือหลัก ตาต่อตา ฟันต่อฟัน (an eye for eye, a tooth for a tooth) ในการลงโทษ กล่าวคือ ให้ใช้การทดแทนความผิดด้วยการกระทำอย่างเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายปกครองมีอำนาจได้ไม่นาน เพราะพวกพระกลับมีอิทธิพลเช่นเดิม อาณาจักรกรุงบาบิโลนจึงเริ่มอ่อนแอและถูกพวกฮิตไทต์ (Hittite) ซึ่งอพยพมาจากทางเหนือและใต้ (ซึ่งมาจากเทือกเขาซากรอส) เข้าปล้นสะดมเมื่อ 1,590 ปีคริสตกาล ต่อมาพวกฮิตไทต์ก็เสียอำนาจให้แก่พวกคัสไซต์และเข้าครอบครองกรุงบาบิโลนเป็นเวลาถึง 400 ปี

บาบิโลเนียใหม่

เมื่อ 612 ปีก่อนคริสตกาล พวกคาลเดียน (Chaldean) ซึ่งเป็นชนเผ่าฮีบรูทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของลุ่มแม่น้ำไทกริส-ยูเฟรทีสก็สามารถเข้ายึดกรุงนิเนเวห์ได้สำเร็จ และสถาปนากรุงบาบิโลนขึ้นเป็นเมืองหลวงอีกครั้งหนึ่ง และจัดตั้งเป็นอาณาจักรกรุงบาบิโลนขึ้นมา อาณาจักรกรุงบาบิโลนใหม่เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองมาก ในสมัยพระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 พวกคาลเดียนสามารถยกกองทัพไปตีได้เมืองเยรูซาเลม และกวาดต้อนเชลยชาวยิวมายังกรุงบาบิโลนได้เป็นจำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการสร้างสวนขนาดใหญ่เรียกว่า สวนลอยแห่งบาบิโลน ซึ่งถือได้ว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณเพราะสามารถใช้ความรู้ในการชลประทาน ทำให้สวนลอยนี้เขียวขจีได้ตลอดทั้งปี นอกจากนั้นพวกคาลเดียนในบาบิโลเนียใหม่ยังปรับปรุงด้านเกษตรกรรม และเริ่มต้นงานด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางดาราศาสตร์ มีการแบ่งสัปดาห์ออกเป็น 7 วัน แบ่งวันออกเป็น 12 คาบ คาบละ 120 นาที และยังสามารถพยากรณ์สุริยุปราคาตลอดจนคำนวณเวลาการโคจรของดวงอาทิตย์ในรอบปีได้อย่างถูกต้อง ชาวคาลเดียนเป็นชาติแรกที่ริเริ่มนำความรู้ทางดาราศาสตร์มาทำนายโชคชะตาของมนุษย์

เมื่อ 539 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรกรุงบาบิโลนใหม่ถูกกองทัพเปอร์เซียโดยการนำของ พระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus the Great, 559-530 ปีก่อนคริสตกาล) เข้ายึดครองและผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิเปอร์เซียที่เรืองอำนาจอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันตก จึงนับได้ว่าประวัติศาสตร์ของดินแดนแถบเมโสโปเตเมียในยุคโบราณได้สิ้นสุดลงไปด้วย(วิกีพิเดีย : เมโสโปเตเมีย)

 

บรรณานุกรม

ประเทศอิรัก จากเว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศ

บรรณนุกรม ประเทศอิรัก (ข้อมูลท่องเที่ยวอิรัก.) 11 ธันวาคม 2553 http://th.tixik.com/c/-2/ 11 ธันวาคม 2553 (ประเทศอิรัก.) 10 ธันวาคม 2553

กองตะวันออกกลาง กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com