อุมมะฮ์ ตอนที่ 2

อุมมะฮ์ ตอนที่ 2
จรัญ มะลูลีม
แนวคิดเรื่องอุมมะฮ์ หลังการสิ้นชีวิตของท่านศาสดามุฮัมมัด
สถาบันเคาะลีฟะฮ์ (Caliphate) หรือกาหลิป ได้ถูกสถาปนาขึ้นหลังการสิ้นชีวิตของศาสดามุฮัมมัด เคาะลีฟะฮ์ (Khalifah) ตามตัวอักษรหมายถึง “ผู้แทน” (ของท่านศาสดา) กลายเป็นตัวตนแห่งอำนาจหน้าที่ที่เป็นศูนย์กลางของชาวมุสลิม และภายใต้เคาะลีฟะฮ์ ตำแหน่งต่างๆ ของอุมมะฮ์ในสังคมจะเด่นขึ้น พารินเตอร์บันทึกไว้ว่า “หลังจากศาสดามุฮัมมัดแล้วการแผ่ขยายของอิสลามได้ผ่านโลกเก่าแก่ส่วนใหญ่จนนำไปสู่การขยายตัวของอุมมะฮ์ จากชาวอาหรับไปยังชาวมุสลิมทั้งมวลและสิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดความรู้สึกของชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งกลายเป็นลักษณะของอิสลามไป (Gwoffrey Parinder, A Dictionary of non-Chirstian Religions , London : 1971 , p.292)
เป็นเรื่องถูกต้องที่โลกมุสลิมมิได้มีเอกภาพในทางการเมืองมาเป็นเวลานาน ระบบเคาะลีฟะฮ์ได้เสื่อมถอยลงไปสู่การผูกขาดของราชวงศ์ ใน ค.ศ.756 น้อยกว่าครึ่งศตวรรษหลังจากการสร้างรัฐอิสลาม ซึ่งค่อนข้างจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในประวัติศาสตร์ของชาติต่างๆ นั้น การก้าวข้ามเขตแดนแรกในอำนาจหน้าที่ของเคาะลีฟะฮ์ได้ถูกแสดงให้เห็นเมื่อเจ้าชายคนหนึ่งของราชวงศ์อุมัยยะฮ์ (Umayyad) อับดุรเราะห์มาน (Abddurahman) กลายเป็นผู้ปกครองแห่งอันดาลูเซีย (Andalusia) หรือประเทศสเปนในปัจจุบัน
ในศตวรรษที่ 10 ราชวงศ์ที่แยกกันสามราชวงศ์ได้เข้าครอบครองดินแดนต่างๆ อย่างทั่วถึงตามแบบแผนของเคาะลีฟะฮ์ ซึ่งได้แก่ ราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ (Abbasid) แห่งนครแบกแดดหรือบัฆดาด ราชวงศ์ฟาฏิมียะฮ์ (Fatimid) แห่งอียิปต์และอุมัยยะฮ์ (Umayyad) แห่งสเปน
นักเดินทางผู้มีชื่อเสียงชาวมุสลิมแห่งโมร็อกโกคืออิบนุบะฏูเฏาะฮ์ (Ibn Batutah) ได้แสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่าเมืองและดินแดนต่างๆ ของอิสลาม (ดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน Albert Hourani, A History of The Arab Peoples , (New York : Warner Book and Harvard University Press ,1991 , p.129) ได้เดินทางผ่าน 22 ราชอาณาจักรมุสลิม ในระหว่างการเดินทางของเขา เขาเห็นว่าไม่มีทางใดที่จะกัดเซาะความผูกพัน หรือความเคารพต่อเอกลักษณ์ของเอกภาพอิสลามคือเคาะลีฟะฮ์ได้ ผู้ปกครองมุสลิมอิสระและสุลฏอน (Sultan) หรือสุลต่าน ได้ยอมรับเคาะลีฟะฮ์เพื่อที่จะขึ้นสู่บัลลังก์ตามกฎหมาย
ในขณะที่นักวิชาการมุสลิมผู้มีชื่อเสียงคือเมาลานา เมาดูดีย์ (เมาลานา ซัยยิด อะบุล อะลา เมาดูดีย์ เป็นชาวปากีสถาน เกิดเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 1903 ในเมืองออรังกาบัต รัฐไฮเดอราบัด-ดัคกัน) ได้เขียนไว้ว่า ความแตกต่างบนพื้นฐานของชาติ เผ่าและความขัดแย้งทางเผ่าพันธุ์มิได้เกิดขึ้นในเวลานี้และในเวลาต่อไปอีกแล้ว…แต่ความคิดที่ว่ามุสลิมของโลกประกอบขึ้นเป็นอุมมะฮ์หนึ่งยังคงอยู่เหมือนเดิมโดยไม่เปลี่ยน
มุสลิมจากส่วนใดๆ ของโลกสามารถไปยังดินแดนมุสลิมใดก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด เคลื่อนไหวอย่างเสรีในประเทศนั้น อยู่นานแค่ไหนก็ได้ตามแต่ปรารถนา เข้าไปเกี่ยวข้องในทางการค้า แต่งงานโดยไม่มีความยากลำบากหรือมีตำแหน่งสูงในศาล
ประวัติศาสตร์อิสลามยังเต็มเปี่ยมไปด้วยข้อเท็จจริง ซึ่งชาวมุสลิมได้ออกจากแผ่นดินของเขาและอยู่ในประเทศมุสลิมอีกประเทศหนึ่งมาเป็นทศวรรษ
เขาอาจศึกษาเล่าเรียนในประเทศหนึ่ง เข้าไปเกี่ยวข้องทางธุรกิจในอีกประเทศหนึ่ง กลายเป็นรัฐมนตรีหรือผู้บัญชาการในประเทศที่สาม และแน่ละเขาอาจไปยังประเทศอื่นๆ ตั้งรกรากและแต่งงานที่นั่น (Abul A’la Maududi, Unity of Muslim World , Khurshid Ahmad (ed , Lahore : Islamic Publications, 1967, pp.14-15)
ดังนั้นความคิดในเรื่องอุมมะฮ์ จึงมิได้นำไปสู่การถูกควบคุม การทะเลาะเบาะแว้งหรือความรุนแรงในหมู่ผู้ศรัทธาแต่อย่างใด
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์อิสลามคือกิบบ์ (H.A.R. Gibb) ได้ให้ข้อสังเกตไว้ว่าในการปกครองแว่นแคว้นอิสลามมีอุปสรรคอยู่ด้วยนั่นคือมีผู้ยืนกรานในความเชื่อมั่นของพวกเขาว่าพวกเขาเป็นผู้สืบทอดที่ถูกต้องของศาสดามุฮัมมัดโดยใช้การกบฎและสังหาร มีอคติต่อฝ่ายปรปักษ์ด้วยการอ้างว่าพวกตนเป็นชุมชนของรัฐบาล มีความขัดแย้งเรื่องหลักการและรายละเอียดของการพัฒนาทางกฎหมายแต่แน่นอนที่สุดว่าจากประสบการณ์เหล่านี้ความคิดในเรื่องอุมมะฮ์ กลับมีความชัดเจนและมีความสำคัญ (ดู H.A.R.Gibb, The Community in Islamic History, Journal of American Philosophical society , no 107, April 1963 , p.173)
ในเอกสารขององค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) มีการใช้คำว่าอุมมะฮ์อย่างหลวมๆ เพื่อหมายถึงชาติ เพื่ออ้างถึงโลกมุสลิมและสิ่งที่มุสลิมประกอบอยู่ในนั้นในปัจจุบัน แต่ไม่ได้หมายถึงชาติในความหมายทางโลก ซึ่งในสมัยปัจจุบันคำว่าชาติถูกใช้เพื่อจะหมายถึงจำนวนประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่มีที่มาทางภาษา ประวัติศาสตร์ ฯลฯ คล้ายคลึงกัน ซึ่งโดยปกติอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีนิยามกำหนดไว้ และก่อรูปสังคมภายใต้รัฐบาลหนึ่ง (ดูเพิ่มเติมใน The Oxford English Dictionary , vol.7 , Oxford, 1973 , p.30)
ในภาษาอาหรับคำว่าอุมมะฮ์ ถูกใช้สำหรับชุมชน ในอัล-กุรอานคำนี้ถูกใช้ในหลายความหมาย แต่ที่อ้างถึงหลักๆ เป็นเรื่องของชาติพันธุ์หรือส่วนสำคัญต่างๆ ทางศาสนาซึ่งเกี่ยวข้องอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า
การมีสติสำนึกของผู้คนหรือชุมชนมิได้ยึดโยงอยู่กับสังคมมุสลิมเท่านั้น จารีตของศาสนาใหญ่อื่นๆ ก็ประสบความสำเร็จในการสร้างความรู้สึกดังกล่าวในหมู่ศาสนิกเช่นกัน แต่ก็ยังคงเป็นเรื่องที่จะกล่าวถึงโดยเฉพาะว่าในอิสลามเท่านั้นที่ตระหนักถึงการมีที่มารวมกันไปจนถึงการมีลักษณะจำเพาะของการเป็นชุมชนเหนือธรรมชาติที่ยังคงพัฒนาอย่างเข้มข้น (John Alden Williams, ed., “Introduction’ , Themes of Islamic Civilization , op.cit., p.8)
ความรู้สึกนี้ยังมีอยู่ท่ามกลางการเมืองที่แบ่งออกเป็นส่วนๆ ในโลกมุสลิม ความจริงแล้วความคิดนี้ได้ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ มาได้ไม่ว่าจะเป็นการเมืองหรือในเรื่องอื่นๆ ความรู้สึกถึงชุมชนโดยรวมที่เป็นที่รู้จักกันดีนี้มีพื้นฐานอย่างลึกซึ้งมาจากศาสนาที่ยึดโยงอยู่ (W.C. Smith, Islam in Modern History , New York, 1957, p.86)
ไม่ว่าชาวมุสลิมจะมาจากที่ใด ภาษาใดหรือชาติพันธุ์ใด อิสลามก็จะมีความสัมพันธ์เป็นพิเศษต่อกัน ความรู้สึกในความเป็นพี่น้องกันที่มีมาตลอดนี้ ได้มอบพื้นฐานแห่งเอกภาพไว้ให้อย่างน้อยก็ในเรื่องพื้นฐานของอารมณ์ร่วม เราอาจกล่าวได้อย่างถูกต้องว่าสิ่งนี้มาจากสติสำนึกแห่งที่มาของชุมชนหรืออุมมะฮ์
อย่างไรก็ตามความผูกพันในระดับอารมณ์ร่วมนี้ก็ยากที่จะนำไปสู่พื้นฐานที่ดำรงอยู่สำหรับเอกภาพทางการเมืองของชุมชนมุสลิมทั้งหมด เอกภาพทางการเมืองของชุมชนมุสลิมต่างก็เต็มไปด้วยอุปสรรค อันเนื่องมาจากแนวโน้มที่คับแคบหรือภูมิภาคนิยม
บางครั้งก็ถูกเพิ่มเติมด้วยเรื่องของชาติพันธุ์หรือข้อเรียกร้องอื่นๆ แม้ว่าความแตกต่างในโลกมุสลิมได้ปรากฎมาตั้งแต่ในครั้งที่ศาสดามุฮัมมัดได้จากไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อหลักการแห่งเอกภาพของการมีระบบเคาะลีฟะฮ์ (Caliphate) หรือกาหลิปผู้ปกครองหนึ่งเดียวที่ครอบครองดินแดนมุสลิมทั้งหมดมาถึงก็รักษาเอกภาพของชาวมุสลิมเอาไว้ได้เป็นเวลานาน
จากหนึ่งพ้นสี่ร้อยกว่าปีที่ผ่านมาจะพบกับความจริงในโลกอิสลามว่านานๆ ครั้งจะได้เห็นการรวมตัวกันภายใต้การเมืองเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเอกภาพที่สอดประสานกันในอิสลามหรืออัตลักษณ์ของอุมมะฮ์ ยังไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะรักษาเอกภาพของมวลชนของโลกมุสลิมเอาไว้ภายใต้พลังกดดันของความไม่เป็นเอกภาพได้
อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าความรู้สึกร่วมกันหรือการรวมตัวเข้าด้วยกันในอิสลามจะหมดไป ความจริงก็คือการที่โลกมุสลิมได้แบ่งแยกออกจากกันเป็นส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์นั้น ไม่ควรที่จะหมายความว่าชุมชนมุสลิมไม่มีความรู้สึกของความเป็นเอกภาพและความชิดใกล้







