เมาลานา ญะลาลุดดีน รูมี กับอิทธิพลวรรณกรรมเปอร์เซีย อดีต/ปัจจุบัน/อนาคต ตอนที่ 3

เมาลานา ญะลาลุดดีน รูมี กับอิทธิพลวรรณกรรมเปอร์เซีย อดีต/ปัจจุบัน/อนาคต ตอนที่ 3
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา วทส.
รหัสยนัยแห่งความรักแบบรูมี
ความรัก (عشق)และการถ่ายทอดบทกวีความรักในวรรณกรรมเปอร์เซียหรือวรรณคดีอื่นๆทั่วโลก มากจะคุ้นหูคุ้นตาและถือว่าความมีเสน่ห์ของวรรณคดีที่ได้นำเรื่องของความรักมากล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสำนักซูฟีแห่งเปอร์เซียหรือสำนักซูฟีอาหรับเราจะเห็นบทกวีแห่งความรักอันน่าภิรมย์ยิ่ง นั่นคือการใช้มโนคติเกี่ยวกับความรักในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าและเป็นการแสดงออกถึงภาวะทางจิตวิญญาณที่ผูกติดและร้อยเรียงเป็นลูกโซ่เชื่อมสัมพันธ์ระหว่างผู้รักกับคนรัก โดยมุ่งเน้นความงดงามทางจิตวิญญาณที่ถ่ายทอดออกมา เพื่อจะสื่อถึงความรักที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้าอย่างไร้เงื่อนไขและไร้ขอบเขต และถ้าเราย้อนดูพระคัมภีร์อัลกุรอานหรือพระวจนะของศาสดาอิสลาม และบรรดานักซูฟีระดับแนวหน้าจากอัครสาวกของพระศาสดาเองจากคนที่อยู่ในบ้านของศาสดา จากคนครอบครัวของศาสดา(อะลุลบัยต์)จากบทดุอาอ์(บทภาวนา) จะพบว่าโองการอัลกุรอานหรือบทดุอาอ์อันทรงพลังนั้นได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ของความรักและพลานุภาพแห่งรักระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าได้อย่างล้ำลึกทีเดียว และถ้าเราเพ่งพินิจต่อบทสวดเหล่านั้น อาจจะเริ่มต้นด้วยกับคำว่า”ฮุบบ์”ความรักที่ถูกนำเสนอในลักษณะที่สร้างมิตรภาพ เป็นการไว้วางใจเป็นอันดับแรก แต่สำหรับลัทธิซูฟี จะใช้คำว่า”อิชค์” ซึ่งด้วยปกติแล้วคำๆนี้มักจะใช้ในรูปของความรักที่แสดงออกถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อบุคคลอื่น หรือที่รู้จักเป็นความรักที่ใช้ระหว่างชายกับหญิงที่มีความรักต่อกัน ซึ่งจะเรียกผู้รักว่า”อาชิก” ส่วนคนรักเรียกว่า”มะชูก” แต่ทว่าในวรรณคดีของซูฟีและวรรณคดีเปอร์เซียคำสองคำนี้เป็นการใช้สำหรับมนุษย์กับพระเจ้า และพระเจ้าอยู่ในฐานะ”อาชิก”และมนุษย์ อยู่ในระดับ”มะชูก” เราอาจจะพบเจอในบทกวีของ เมาลานา รูมีบางบทเกี่ยวกับความรักว่า..
“รัก คือเปลวไฟอันลุกโชน มันเกิดขึ้นระหว่างผู้รักและคนรักอยู่ตลอดเวลา
แสงแห่งรักนั้น มิมีวันดับลงไป จากคนรักได้เลย”
รูมีได้ถ่ายทอดความรักเป็นเสมือนเส้นด้ายที่สอดแทรกในบทกวีอยู่ทุกมุม ทั้งโดยตรงหรือโดยนัย ความลึกซึ้งของภาษาและจินตภาพอันเร่งเร้าอารมณ์ที่รูมีใช้แสดงออกความรักนั้นมิค่อยได้พบเห็นในกวีอื่นๆ ความรักในบทกวีของรูมีมิใช่ความรักฉันชู้สาว แต่เป็นความรักอันงอกงามมาจากการตระหนักในความรักของพระเจ้าที่แผ่ขยายมาสู่โลกและชีวิตของมนุษย์ รูมีกล่าวว่า
“ เมื่อใดที่เราจัดให้รักนั้น ปราศจากความคาดหวังใดๆ ไร้การคำนวณ มิได้มีการต่อรอง แน่แท้เราทั้งผองล้วนอยู่ในสวรรค์อย่างแท้จริง”
ในช่วงศตวรรษที่ห้าและย่างเข้าศตวรรษที่หก ฮ.ศ. หรือในช่วงศตวรรษที่๑๑ ค.ศ. กระแสของลัทธิซูฟีในอิหร่านได้ถูกขานรับอย่างมากและมีสำนักซูฟีเกิดขึ้นไม่ทั่วทุกวงการ ในขณะที่ผู้ปกครองทางการเมืองได้นิยมแบบจารีตนิยมและไม่ค่อยจะปรื้มกับลัทธิซูฟีสักเท่าไหร่นั เราสังเกตใน แคว้นคุรอซาน อิหร่าน นักกวีอิหร่านได้เกิดขึ้นมากมายและได้นำเรื่องของความรักในมุมของซูฟีมากล่าวเป็นบทกวี และต่อมาได้นำบทกวีนั้นมาขับร้องและมีลักษณะของการเต้นแบบซูฟี จนทำให้นักนิติศาสตร์ฝ่ายจารีตนิยม ได้มองว่า การใช้คำว่า”อิชก์” ความรักของนักซูฟีนั้น ได้มุ่งเน้นความรักแบบมนุษย์ แบบหญิงชาย รวมไปถึงพาดพิงถึงเพศสัมพันธ์อะไรทำนองนั้น จนทำให้นักนิติศาสตร์บางสำนักออกคำฟัตวาว่าเป็นถ้อยคำที่อุตริกรรมและผิดหลักศาสนา หรือบางคนได้ออกคำวินิจฉัยว่า เป็นความหมายที่ลบลู่ศาสนาและผุ้ที่กล่าวบทกวีซูฟีถือว่าเป็นการออกนอกศาสนาเลยทีเดียว
หรือบางเวลาผู้นิยมในลัทธิซูฟีก็มีความสุดโต่ง ได้นำบทกวีที่พูดถึงความรักนั้นมาเสพและอ่านหรือเต้นระบำ ที่ไม่เคารพถึงนัยยะและความหมายทางรหัสยะนัยของบทกวีซูฟี ทำให้ถูกต่อต้านจากนักการศาสนาบ้างหรือถูกจับกุมบ้างจนทำให้ลัทธิซูฟีถูกมองภาพลบและถูกตราว่าเป็นพวกนอกรีต
แต่ถ้าเราเข้าใจและเข้าถึงบทกวีแห่งความรักแบบซูฟีนั้น จะพบว่า นั่นคือการถ่ายทอดระหว่างความรักของมนุษย์ที่มีต่อพระเจ้าได้อย่างงดงามและลึกซึ้งยิ่งนัก พร้อมกับบางครั้งได้นำเรื่องราวและเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความรักระหว่างคนรักทั้งหลาย อย่างนิยาย เรื่อง ไลลาและมัจญ์นูน เป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงความรักด้านจิตวิญญาณและมโนคติของคนรักเพื่อวิถีทางแห่งรักอย่างลึกซึ้ง ดังที่ รูมีได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“ใครจะได้เห็นยาพิษและยาแก้พิษเหมือนอย่างขลุ่ยนั้นเล่า
ใครจะได้เห็นผู้ปลุกปลอกใจที่เห็นอกเห็นใจเหมือนอย่างขลุ่นนั่นเล่า
ขลุ่นนั้นเล่าเรื่องราวแห่งวิถีทางที่เปิ้อนเลือดของความรัก
มันรำพึงรำพันเรื่องราวของความเหนื่อยหนักแห่งความรักของมัจญ์นูน”
หรืออีกบทของกวี รูมี
“ความรักคือผู้พิชิต และฉันได้ถูกพิชิตแล้ว
ฉันถูกทำให้รู้แจ้งโดยผ่านแสงแห่งความรัก
คนรักทั้งหลายตกอยู่ในทะเลเลือดแห่งความรัก
ฉะนั้น ณ ที่ความกรุณาปรานีของความรัก เขาทั้งหลายเหมือนกับโม่หินบด
หมุนไปทั้งวันและคืน เคลื่อนไป เคลื่อนไป ไม่หยุดหย่อน”
เมาลานา รูมีมองความรักที่แท้ของมนุษย์นั้นเป็นการสะท้อนความรักอันเป็นสากล เป็นความรักพิสุทธิ์ที่เชื่อมโยงกับพระเจ้าเป็นความรักอมตะและความรักเหนือนิยามรักทั้งหลาย จนทำให้เมาลานา รูมี ได้ถ่ายทอดความรักที่มิใช่ความรักที่เป็นแรงดึงดูดระหว่างผู้โดดเดี่ยวสองคนในมุมของปัจเจกเท่านั้น แต่เป็นความรักที่ฝังแฝงอยู่ในทุกสายใยของจักรวาล ที่แผ่ความเมตตาและความเอ็นดูไปทุกอณูแห่งเอกภพเลยทีเดียว
“ ถ้าท้องฟ้ามิได้มีความรัก แผ่นอกของมันก็ไม่น่าอภิรมย์
ถ้าตะวันมิได้มีความรัก ดวงหน้าของมันก็ไม่แจ่มกระจ่าง
ถ้าผืนดินและภูเขามิได้มีความรัก พืชพันธุ์ก็มิอาจงอกออกมาจากหัวใจของมัน
ถ้าทะเลมิได้ตระหนักถึงความรัก มันคงจะเงียบงันอยู่ที่ใดสักแห่ง”







