INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เกษตรศาสตร์ของเราแต่ก่อน ( ๒๕๐๗-๒๕๑๑ ) ตอนที่ ๒

220px %25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%258D%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A9%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25A8%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C2

เกษตรศาสตร์ของเราแต่ก่อน ( ๒๕๐๗-๒๕๑๑ ) ตอนที่ ๒

เสียงเพลงรำวงเกษตร  “ เกษตรนี่หล่อจริงๆ ผู้หญิงเขาอยากรู้จัก เกษตรนี่หล่อยิ่งนัก ถ้าใครรู้จักกินผักฟรีๆ ฯลฯ ฯลฯ “  ดังกระหึ่มหลังหอประชุมใหญ่ บรรเลงโดยวง K U Band  แขกที่มาในงานต่างก็รำวง เป็นคู่ๆ หลังจากที่เต้นรำกันในจังหวะต่างๆ มานานแล้ว นี่ คือ คืนวันที่ ๒ กุมภาพันธุ์ เป็นงานที่รู้จักกันในนามว่า  “ลีลาศโต้รุ่งกลางทุ่งบางเขน”
วันที่มีความสำคัญสำหรับคณาจารย์ นิสิตเก่าทุกรุ่น และนิสิตปัจจุบัน คือวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ( Home Coming Day ) คือวันที่ ๒ กุมภาพันธุ์ ของทุกๆปี นี้เอง ในวันนั้น หอพักทุกหอจะคึกคักเป็นพิเศษ เตรียมอาหารเครื่องดื่มไว้รับรุ่นพี่ที่จากหอไปนาน จะกลับมาเยี่ยมเยียนรุ่นน้อง นิสิตเก่าทุกคนจะมีหอให้กลับหมด เพราะอย่างน้อยที่สุด ตอนเข้าปีหนึ่ง ทุกๆคนต้องอยู่หอ  แม้ บางคนที่บ้านอยู่ใกล้ๆจะกลับบ้าน แต่ก็ยังกลับไปสิงสู่หอของตัวเองตั้งแต่สมัยปีหนึ่งนั่นเอง
ตอนกลางคืนจะมีงาน “ลีลาศโต้รุ่งกลางทุ่งบางเขน” ที่นิสิตทั้งเก่าและใหม่ พร้อมทั้งเพื่อนพ้องครอบครัว จะได้แต่งชุดสูท และชุดราตรีสวยงาม เพื่อไปงานลีลาศ ที่หลังหอประชุมใหญ่ ก่อนงานจะเริ่มต้น จะเห็นนิสิตชายใส่สูทเต็มยศ หล่อมาก ขี่จักรยาน มีนิสิตหญิงในชุดราตรีซ้อนท้ายเป็นคู่ๆ จากหอหญิง มุ่งไปสู่หอประชุมใหญ่ เพื่อร่วมงานลีลาศ ในสมัยนั้น ความเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องและมิตรภาพกับแขกที่มาร่วมงานดูสนิทเป็นกันเองมาก เพราะนิสิตชายบางคน ไม่มีคู่มาด้วย แต่อยากเต้นรำ ก็ไปโค้งสุภาพสตรีตามโต๊ะต่างๆ และสุภาพสตรีทั้งหลายนั้น ก็ออกเต้นรำกับหนุ่มที่มาโค้ง เป็นมิตรภาพของชาวบางเขนที่น่ารักยิ่ง
นอกจากงานเต้นรำดังกล่าว ตามริมขอบสระหน้าหอประชุมก็มีกลุ่มผู้ชายที่ไม่ชอบเต้นรำทั้งรุ่นพี่รุ่นน้องดื่มสังสรรค์กันเป็นกลุ่มๆ และกลุ่มทั้งหลายเหล่านี้ ก็อาจโต้รุ่งได้เหมือนกัน กลุ่มริมสระน้ำนี้ แต่งตัวตามสบาย
พอเริ่มฟ้าสาง รุ่งเช้า งานลีลาศก็จบลง แขกที่มาในงานต่างก็ไปเดินซื้อของที่ตลาดนัดเกษตร ที่นั่น คือบริเวณแปลงผักที่นิสิตปีหนึ่งปลูก วันนั้นเป็นวันที่เก็บเกี่ยวผักจากแปลง มาขายสดๆ มีทั้งลด แจก แถมเป็นที่สนุกสนาน ประชาชนภายนอกก็เข้ามาเที่ยวซื้อผักเหมือนกัน ทำให้บรรยากาศในตอนเช้าที่เย็นสบาย เต็มไปด้วยความคึกคัก “เกษตรนี้หล่อจริงๆ ผู้หญิงเขาอยากรู้จัก เกษตรนี่หล่อยิ่งนัก ถ้าใครรู้จัก กินผักฟรีๆ” เพลงนี้ คงมาจากเหตุการณ์นี้เอง
มีเพื่อนผมคนหนึ่ง เอาผักจากแปลงมาร้อยเป็นพวงมาลัยแขวนคอ แล้วร้องขายผักสนุกสนาน ในช่วงนั้น มีสาวรุ่นระดับรุ่นน้องกว่าประมาณ ๒-๓ ปีคนหนึ่งมาเที่ยวกับคุณแม่ เห็นเพื่อนผมสรวมพวงมาลัยผักตะโกนอยู่ คงนึกสนุกไปด้วย จึงถ่ายรูปไว้ดู ต่อมาน้องคนนั้นได้เอารูป และขนมมาให้เพื่อนผม ที่หอพัก แล้วได้ติดต่อกันจนเป็นครอบครัวถึงปัจจุบัน
แปลงผักของนิสิตปีหนึ่งจะอยู่บริเวณริมถนนข้างในที่เลียบรั้วมหาวิทยาลัย จากประตู ถนนงามวงศ์วาน ประตูที่ ๑ ทอดยาวตลอดไปถึงประตูที่ ๒ ที่มีร้าน Dairy Queen ในช่วงเช้าๆเย็นๆ นิสิตต้องออกมารดน้ำพรวนดิน แปลงใครแปลงมัน ถ้าผ่านแปลงผักในช่วงเวลานั้น ก็จะเห็นภาพนิสิตทำงานที่แปลง กระจายกันไปทั่วๆ ซึ่งเป็นภาพชีวิตหนึ่งที่หาได้ยาก และด้วยเหตุนี้ นิสิตเกษตรจึงนุ่งกางเกงยีนกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะต้องรดน้ำพรวนดิน
ในขณะที่ผักกำลังเติบโตบนแปลงที่สะอาดปราศจากวัชชพืช ก็จะเห็นแปลงผักกว้างขวางสวยมาก เป็นสัญญลักษณ์ว่าที่นี่คือเกษตร สำหรับนิสิตหญิงที่เป็นดาวรุ่นน่ารักๆ อาจจะมีรุ่นพี่มาช่วยทำแปลง หรือแอบมาช่วยตอนกลางคืนดึกๆ แล้วเขียนจดหมายบอกว่าใครมาทำให้ วางบนแปลง เอากะลามะพร้าวครอบไว้ นี่คือฉากหนึ่งที่สามารถเริ่มต้นความรักของหนุ่มๆสาวๆ เกษตร ในสมัยนั้น
ต่อมา งานตลาดนัดเกษตรได้พัฒนาขึ้นเป็นงานเกษตร และงานเกษตรแห่งชาติ โดยเพิ่มให้มีกิจกรรมนิทรรศการ และร้านขายผลิตภัณฑ์เกษตรที่เป็นผลงานของนิสิต อาจารย์  รวมทั้งขายอาหาร ซึ่งการเปิดร้านขายอาหารเป็นโอกาสให้หารายได้เข้ารุ่น หรือเข้าสโมสรต่างๆของนิสิต นั่นเอง แต่มีร้านอาหารอยู่ ๑ ร้าน เป็นของเพื่อนๆและผมเอง แทนที่จะมีรายได้กลับขาดทุนย่อยยับ เพราะไม่ค่อยมีลูกค้าอื่น มีแต่หุ้นส่วนและเพื่อนๆดื่มกินกันเอง และหากมีเพื่อนของเพื่อน โดยเฉพาะเคยเรียนตั้งแต่สมัยมัธยมด้วยกัน ก็มาเลี้ยง ที่นี่ จนเมา ก็ค้างที่หอเลย วันรุ่งขึ้นก็เริ่มใหม่ ทั้งนี้ ไม่ต้องจ่ายเงิน ในที่สุด พวกผมคือเจ้าของร้านอาหารหนุ่มเกษตร ที่ต้องกลับไปเอาเงินที่บ้านมาเคลียร์หนี้ แทน
High light ของงานเกษตรเรานี้ คือ บริการรถแทรกเตอร์ ต่อท้ายด้วย wagon ให้เป็นที่นั่งของผู้โดยสารประมาณ ๑๐ คน รถมีอยู่หลายคัน เป็นบริการฟรี พาชมรอบมหาวิทยาลัย พาไปเที่ยวสวนนอกซึ่งเป็นแปลงกุหลาบใหญ่ๆสวยงาม แล้วกลับไปส่งหน้ามหาวิทยาลัย แทรกเตอร์นี้ มีนิสิตชายเป็นคนขับ และจำไม่ได้ว่ามีนิสิตหญิงเป็นเด็กท้ายหรือเปล่า  ซึ่งดูพวกเขาสนุกกันมาก กับการบริการผู้ที่มาเที่ยวงานเกษตรทุกๆวัน
สำหรับงานเกษตรแห่งชาตินั้น คือความร่วมมือกันระหว่างหลายๆมหาวิทยาลัย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งหน่วยงานต่างๆ ของรัฐและเอกชนมาช่วยกันจัด และร่วมในกิจกรรมต่างๆโดยให้แต่ละมหาวิทยาลัยที่ร่วมมือกันผลัดกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน
กล่าวถึงการเรียนนั้น ถือว่า เกษตรนั้น เรียนยาก โดยเฉพาะตอนปีแรกๆ ที่ยังเป็นวิชาพื้นฐาน เนื่องจากมีทฤษฎีและหลักการต้องใช้ความจำมากๆและวิชาการส่วนใหญ่มีการปฏิบัติการ หรือ เข้า lab ควบคู่ไปด้วย บางวิชาต้องออกสนามไปต่างจังหวัด และมีชั่วโมงที่ต้องฝึกงาน เพื่อความแข็งแกร่งเชี่ยวชาญทางสาขาที่เรียน เพราะฉะนั้น บัณฑิตเกษตรจึงสามารถทำงานได้ไม่น้อยหน้าใคร ยกเว้นบางสถานการณ์ที่มีปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งนี้ การจบปริญญาเดินออกจากรั้วมหาวิทยาลัยใหม่ๆนั้น ยังไม่ใช่ผู้รู้อย่างที่เราเข้าใจในตอนนั้น  ความรู้ที่ได้เป็นเพียงพื้นฐานที่เราจะสามารถนำไปใช้หาความรู้ที่แท้จริงและเพิ่มพูนประสบการณ์จากโลกภายนอกมาใช้ในการประกอบอาชีพ แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดพวกเราก็สามารถเรียนจบและรับพระราชทานปริญญา จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๙) และพระบรมราชินีนาถ วันรับพระราชทานปริญญาฯ เป็นวันที่สำคัญวันหนึ่งในชีวิตเราที่เกิดความภาคภูมิใจ และในคืนนั้น สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้จัดงานฉลองปริญญาให้ ณ เวทีลีลาศสวนลุมพินี  โดยให้บัณฑิตทั้งชายและหญิง แต่งชุดสูท และชุดราตรีสีขาว เป็นที่ประทับใจมาจนถึงปัจจุบัน
ความประทับใจ สุดท้ายที่อดกล่าวถึงไม่ได้ คือถนนในเกษตรที่คลาคล่ำไปด้วยจักรยาน โดยเฉพาะในตอนเปลี่ยนชั่วโมงเรียน จักรยานจะวิ่งสวนกันไปมาหนาแน่นมาก เพราะจักรยานเป็นพาหนะอย่างเดียวที่ทุกคนมี แต่คนที่ไม่มีจักรยานก็มีเหมือนกัน พวกเขาเป็นนิสิตชายกลุ่มหนึ่ง ที่พอมีชั่วโมงว่าง ก็ชอบไปนั่งใต้ร่มไม้หน้าตึกเรียน( ตึกชีววิทยา) ริมถนนสายหลักที่นิสิตหญิงชายขี่จักรยานผ่านไปมาบ่อยๆ แน่นอนที่สุดที่พวกนี้ ปากยาว ชอบตะโกนหยอกล้อเพื่อนผู้หญิงที่ขี่รถผ่าน จนหลายๆคนไม่อยากจะผ่านตรงนี้  ขี่อ้อมไปอีกทางเห็นแล้วคนล้อก็สนุกดี แต่คนที่ถูกล้อคงไม่สนุกแน่
เป็นเวลาผ่านไป ๕๐ ปี แล้วครับ แต่ภาพต่างๆในสมัยนั้น ยังอยู่ในความจำเหมือนไม่นานมานี้  เพื่อนๆหลายคน (ประมาณเกือบร้อยคน) ก็ได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ พวกเราได้คิดถึงและอาลัย ได้ทำบุญให้ในวันที่ ๒ กุมภาพันธุ์ของทุกๆปี และพวกเราเกษตรรุ่น ๒๔  (อีกประมาณ ๓๐๐ คน) ก็ติดต่อสังสรรค์กันเสมอๆ เมื่อใดที่ไปโรงพยาบาลตรวจเช็คร่างกายหรือรักษาที่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะพบเพื่อนๆที่นั่น ทักทายกันด้วยความดีใจ ถ้าจะนัดกินข้าว กับเพื่อนคนใด สถานที่นัดที่สะดวกที่สุด คือที่ โรงพยาบาลนั่นเอง  หวังมากๆ ให้เพื่อนทุกๆคนมีสุขภาพดี และแข็งแรง สำหรับผม ขอให้กรรมดีและชั่วที่เคยก่อไว้เป็นผู้กำหนดชาตาชีวิตต่อไป     

บู๊ คนเคยหนุ่ม

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *