อะไรอยู่เบื้องหลังเขื่อนโลก
สบาย สบายสไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ตั้งชื่อเรื่องไว้เช่นนี้ บอกตรงๆ ว่าได้รับแรงบันดาลใจ จากกรณีเขื่อนลาว(เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย)แตก ในแขวงอัตตะปือ เมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคมที่ผ่านมา

Credit Photo by : http://www.makeitmissoula.com
ตามข่าวที่ไม่ยืนยันระบุว่า มีผู้เสียชีวิตไป ๒๖ ราย หรือมากกว่านั้น ส่วนผู้ที่สูญหาย จะมีจำนวนเท่าไรและความเสียหายโดยรวม คิดเป็นมูลค่าเท่าไร ยังไม่ชัดเจน รู้แต่ว่า มีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนหลายพันคน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวานนี้(๗สค.)ทางการลาวแถลงว่า จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาสาเหตุ แต่ตอนนี้ให้หยุดการก่อสร้างเขื่อนทั้งหมดเอาไว้ก่อน จนกว่าจะสรุปสาเหตุแห่งความเสียหายได้ ว่าเกิดจากอะไรแน่ชัด จะได้แก้ไขและป้องกัน
เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยที่ว่านี้ เจ้าหน้าที่ลาวระบุว่าเป็น ๑ ในราว ๕๐ เขื่อน(รวมทั้งที่ใช้ในการส่งน้ำและผลิตกระแสไฟฟ้า)ที่ก่อสร้างขึ้นในประเทศ เพื่อทำให้ลาวกลายเป็น”แบตเตอรีแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
ทั้งนี้ ในแง่ของการผลิตกระแสไฟฟ้าออกขาย โดยมีไทยเป็นลูกค้าสำคัญ ลูกค้ารองลงมาก็คือ จีนและเวียดนาม
ข้างบนทั้งหมด คือข้อมูลโดยย่อ ว่าด้วยเขื่อนของลาว ซึ่งๆไม่ใช่ประเด็นที่จะนำเสนอรายละเอียดอย่างซ้ำซาก ณ ที่นี้
เพราะประเด็นที่อยากจะให้มองต่อก็คือ การก่อสร้างเขื่อนโดยทั่วๆ ไปนั้น เป็นความจำเป็นหรือไม่ หากว่าสร้างแล้วทำให้ภาวะแวดล้อมตามธรรมชาติต้องเสียไป รวมทั้งทำให้ต้องอพยพเคลื่อนย้ายชุมชนและผู้คนออกจากถิ่นฐานทำมาหากิน ทำให้สร้างความเดือดร้อน หากทดแทนไม่ได้ดังเดิม
อย่างที่เคยมีการต่อต้านการก่อสร้างเขื่อนมาแล้วอย่างเอาจริงเอาจังในไทย โดยเฉพาะเขื่อนปากมูล ฐานเป็นการทำลายล้างภาวะแวดล้อม กระทบกระเทือนอาชีพชาวบ้านในการทำประมง
แต่ประเด็นที่สำคัญไปมากกว่า ที่จะชี้ให้เห็นก็คือ ใครได้ประโยชน์สูงสุด จากโครงการก่อสร้างเขื่อนในโลก ในปัจจุบันนี้
ก็พอดีกันกับที่สำนักข่าวบีบีซี เผยแพร่บทความที่ว่า ”ไฟฟ้าพลังน้ำ : อะไรอยู่เบื้องหลังความเจริญของเขื่อนในโลก”
ก็ใคร่ขออนุญาต นำเรื่องนี้มาขยายความต่อ เผื่อจะเป็นความรู้สำหรับสาธารณชนทั่วไป จะได้พิจารณากันว่าการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้านั้น แม้มีความจำเป็น แต่ผลกระทบนั้น ก็เกิดขึ้นได้อย่างมหาศาลต่อสังคมโลกในแง่ใด บ้าง ดังต่อไปนี้และช่วยบ่งชี้อะไร ในอนาคต
เป็นที่รู้กันว่า ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ ในคาบสมุทรบอลข่านหรือในอาฟริกา เวลานี้มีการวางแผนก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าหรือกำลังก่อสร้างอยู่ จำนวนหลายพันแห่ง
สะท้อนความกระหายอยากได้พลังงานสะอาดและราคาถูกในบรรดาภูมิภาคที่ว่าทั้งสิ้น
ไม่เว้นแม้แต่ลาว
แต่ขบวนการต่อต้านเขื่อน ก็พากันออกมารณรงค์ว่า การเร่งสร้างเขื่อนในจำนวนที่มากไปและเร็วไป จะก่อผลกระทบหลายอย่าง หลายประการติดตามมา
จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจมิใช่หรือ ที่จะหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังของความเร่งรีบในการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า
เพราะมีการอ้างว่า กระแสไฟฟ้าที่ผลิตด้วยพลังน้ำจากเขื่อน จะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนของประเทศ และผู้คนก็มีความจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้า
แต่ก็มีคำถามว่า ใครเล่า ที่เป็นผู้ตัดสินใจและจัดทำโครงการขึ้นมา
ตัวเลขของนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย”ตูบิงเงน”(ในเยอรมนี)ระบุว่า ปัจจุบันมีเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำกว่า ๓,๕๐๐ แห่งในโลก ทั้งที่อยู่ระหว่างการวางแผนก่อสร้างและดำเนินการก่อสร้างอยู่ในขณะนี้ โดยคาดว่ายอดดังกล่าวจะเพิ่มเป็นสองเท่าตัวในปี ๒๐๓๐ (พ.ศ.๒๕๗๓)
จำนวนเขื่อนที่ว่านี้ ไม่รวมไปถึงเขื่อนซึ่งใช้ในการผันน้ำ ฝายชลอน้ำ เขื่อนเพื่อใช้ในการเดินเรือ หรือใช้ในการพักผ่อนหย่อนใจ เพราะถ้าหากนับรวมเข้าไปด้วยแล้ว ก็จะมีจำนวนมากมายมหาศาล
ปรากฏว่า บราซิลนั้นมาเป็นที่ ๑ ในแง่เขื่อนใหม่ๆ ขณะที่จีนมาเป็นที่ ๑ ในการผลิตกระแสไฟฟ้า
ปรากฎว่าการก่อสร้างเขื่อนใหม่ขนาดใหญ่โตในบราซิลที่เรียกว่าเขื่อน “เบโล มองเต”ถูกชุมชนชาวพื้นเมืองจำนวนมากในลุ่มน้ำ”แอมะซอน”ลุกขึ้นต่อต้านไม่เอาด้วย
ส่วนแผนก่อสร้างเขื่อน”แกรนด์ เรเนสซอง”ในเอธิโอเปียบนลำน้ำไนล์ ก็เกิดการแข่งขันแย่งชิงกันอย่างขนานใหญ่
สำหรับลำน้ำโขงนั้น ก่อสร้างสำเร็จเสร็จสิ้นไปแล้วห้าแห่ง กำลังก่อสร้างสองแห่งและอยู่ระหว่างวางแผน ๑๐ แห่ง
ภายในปี ๒๐๒๐(พ.ศ.๒๕๖๓) ลาวประสงค์จะมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ๑๐๐ แห่ง
ขณะที่ในแถบลุ่มน้ำ”แอมะซอน”มีเขื่อนขนาดยักษ์ที่ใกล้จะแล้วเสร็จสามแห่ง
ทีนี้มาดูบทบาทของธนาคารโลกต่อการอุดหนุนโครงการสร้างเขื่อน
ตั้งแต่ปี ๑๙๙๐ เป็นต้นมา ธนาคารโลกทุ่มเทสนับสนุนทุนโครงการก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างมาก แต่แรงกดดันจากสาธารณะและปัญหาที่เกิดจากข้อขัดแย้งก็นำไปสู่ความกังวล
แต่ในปี ๑๙๙๓ ธนาคารโลกต้องถอนตัวจากการสนับสนุนโครงการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำ”นัมมทา”ในอินเดียเพราะถูกต่อต้านหนัก
ในปี ๒๐๐๐(พ.ศ.๒๕๔๓)คณะกรรมาธิการว่าด้วยเขื่อนโลก(ตั้งขึ้นมาโดยธนาคารโลกนั่นเอง) รายงานว่า เกิดความเสียหายด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างใหญ่หลวง จากโครงการก่อสร้างเขื่อนขนาดใหญ่
ข้อเท็จจริงก็คือ พลเมืองโลกระหว่าง ๔๐ ถึง ๘๐ ล้านคนถูกเขื่อนเข้าแย่งที่อยู่และที่ทำกิน แต่ตัวเลขตามความเป็นจริงน่าจะสูงกว่านั้น เพราะจะต้องมีที่ดินของผู้ประกอบอาชีพเกษตรและทำประมงรวมอยู่ด้วย
ดังนั้น แรงหนุนด้านการเงินในการก่อสร้างเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าของธนาคารโลก จึงอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไป
เมื่อธนาคารโลกเริ่มเมินในแง่ส่งเสริมการลงทุน จีนซึ่งร่ำรวยและมั่งคั่งขึ้น ก็ฉวยโอกาสมาเติมเต็มแทนที่ กลายเป็นผู้นำในด้านการปล่อยกู้เงินอุดหนุนโครงการก่อสร้างเขื่อน
ปัจจุบันทุนจีนสามารถเข้าครอบงำ ความเติบโตของอุตสาหกรรมผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ ได้ราวกึ่งหนึ่งของผลผลิตโลก
เห็นชัดได้ว่า รัฐบาลจีนในปัจจุบัน สนับสนุนบริษัทก่อสร้างจีนและบริษัทการเงินจีน(ปล่อยกู้)ทำธุรกิจในต่างแดนอย่างไม่อั้น
ความพยายามเดินหน้านโยบาย”หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง”ของจีน จึงไม่ธรรมดา หากมองจากการหนุนโครงการก่อสร้างเขื่อน
แล้วยังจะโครงการอื่นๆ อีกเล่า
เห็นชัดหรือยังครับว่า ใครกำลังจะเข้าครอบงำโลก ในยุคต่อจากนี้ไป







