สบาย สบาย สไตล์เกษม: กล่าวหาซาอุฯฆ่าหั่นศพนักข่าว
สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
กล่าวหาซาอุฯฆ่าหั่นศพนักข่าว
ประเด็นข่าวที่โด่งดังอื้อฉาวไปทั่วโลกในวันนี้ คงหนีไม่พ้นกรณี”นักข่าวปากกล้า” ชาวซาอุดีอาระเบีย ในสังกัดหนังสือพิมพ์”วอชิงตัน โพสต์”(เขียนเดือนละครั้ง)หายสาบสูญไปในสถานกงสุลซาอุฯ ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกีตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคมและไม่กลับออกมาอีกเลย เป็นที่น่าสงสัย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา
นักข่าว-นักเขียนคนนี้ก็คือ”จามาล คาช็อกกี”วัย ๖๐ ปี เดิมทีเคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปและหัวหน้ากองบรรณาธิการโทรทัศน์ “อัล อาหรับ นิวส์” แถมเคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “อัล วะตัน” ปากเสียงของพวก(ชาวซาอุฯ)กลุ่มหัวก้าวหน้าด้วย
ที่โลกสนใจมากก็คือ ชื่อ”คาช็อกกี”เป็นที่คุ้นหูมานานแล้ว และเมื่อค้นลึกลงไปในข้อมูล ปรากฏว่าเขาคือหลานอดีตนักค้าอาวุธชื่อดัง”อัดนาน คาซ็อกกี”ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรณีที่สหรัฐแอบขายอาวุธให้อิหร่าน ซึ่งเรียกกันว่า “อิหร่าน คอนทรา” เพื่อแลกเปลี่ยนกับตัวประกันชาวอเมริกัน ที่ถูกจับไว้ในเลบานอน ในสมัยประธานาธิบดี”โรนัลด์ เรแกน”นั่นเอง
อีกประการก็คือ เขาเป็น”ลูกพี่ลูกน้อง”กับ”โดดี อัล ฟาเยด”ซึ่งเป็น”กิ๊ก”กับเจ้าหญิงไดอานาและไปเสียชีวิตด้วยกันทั้งสองคน ในอุบัติเหตุทางรถยนตร์ที่กรุงปารีสเมื่อปี ๒๕๔๐
“คาช็อกกี”จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจจาก”อินเดียนา สเตต ยูนิเวอร์ซิตี” ในสหรัฐ จึงไม่แปลกที่ภาษาอังกฤษของเขาจะต้องดีมาก
ประวัติการทำงานของเขาเป็นที่น่าสนใจ ซึ่งก็ได้ให้คำตอบว่า ทำไมเขาจึงตกเป็นบุคลที่น่าระแวงสงสัย(ในพฤติกรรม)ตลอดมา
หลังจบการศึกษาได้ปีเดียว เข้าทำงานในร้านขายหนังสืออยู่สองปี จากนั้นเข้าทำงานในหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวัน “ซาอุดี กาเสต”ที่”เจดดาห์”ในตำแหน่งนักข่าว
ทำได้เพียงปีเดียว ก็ย้ายไปเป็นผู้ช่วยผู้จัดการหนังสือพิมพ์รายวันภาษาอาหรับในกรุงเจดดาห์เช่นกัน แต่ก็ยังคงทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวให้แก่นิตยสารภาษาอาหรับ รายสัปดาห์อีกหลายฉบับ
จนกระทั่งได้เป็นบรรณาธิการบริหารและผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์”อัล มาดีนา”ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ไปจนถึงปี ๒๕๔๒ และระหว่างนี้เขาก็ทำงานในฐานะนักข่าวต่างประเทศในหลายประเทศ อาทิ อัฟกานิสถาน อัลจีเรีย คูเวต ซูดานและตะวันออกกลาง
มีการพูดกันว่า เขาทำงานข่าวกรองให้กับซาอุดีอาระเบียและสหรัฐด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่อัฟกานิสถาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่จะมีการว่าจ้างนักข่าวเป็นสายลับ แม้ในเมืองไทยเราก็เถอะ
จากนั้น ระหว่างปี ๒๕๔๒ ถึง ๒๕๔๖ เขาก็ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นรองหัวหน้ากองบรรณาธิการ”อาหรับ นิวส์”
ในปี ๒๕๔๖ เขาได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ รายวัน “อัล วะตัน”ในระยะเวลาสั้นๆ แล้วถูกไล่ออก หลังทำงานได้ไม่ถึงสองเดือน ฐานปล่อยให้คอลัมนิสต์รายหนึ่ง วิพากษ์วิจารณ์นักวิชาการทางศาสนารายหนึ่ง(ซึ่งเป็น”บิดาแห่งลัทธิวาหะบี”)อย่างไม่ไว้หน้า
แรงกดดันให้ต้องออกตำแหน่งนั้น มาจากกระทรวงข่าวสารและการไล่ออกคราวนี้ ทำให้สื่อตะวันตกมองว่า คาช็อกกี”ก็คือ “นักเสรีนิยมหัวก้าวหน้า”นั่นเอง
เมื่อถูกไล่ออก เขาก็ลี้ภัยไปอยู่นครลอนดอน จากนั้นได้รับการแต่ตั้งขึ้นเป็นผู้ช่วยด้านสื่อมวลชนของเจ้าชายตุรกี อัล ไฟซอล นักการเมืองและนักการทูตจากราชวงศ์ซาอุด ประธานมูลนิธิศูนย์วิจัยและอิสลามคดีศึกษา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบีย ประจำสหรัฐอเมริกา
ต่อมาในปี ๒๕๕๐ “คาช็อกกี”ก็ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์”อัล วะตัน” อีกครั้งหนึ่ง
แต่แล้ว อีกสามปีต่อมา เขาก็ต้องลาออกอีก หลังตีพิมพ์บทกวีท้าทายกระบวนการ”ซะละฟี” หนึ่งในสำนักย่อยของนิกายสุหนี่ ซึ่งพัฒนา(ในอียิปต์)ขึ้นมา เชิงอุดมการณ์เพื่อต่อต้านลัทธิจักรพรรดินิยมยุโรป แต่คราวนี้ เขาทำเป็นว่า ลาออกเอง เพื่อทำงานที่เขาอยากจะทำ แต่จริงๆ แล้ว เขาถูกบีบให้ออก เพราะลงตีพิมพ์หลายบทความวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลกษัตริย์
แม้จะออกจากตำแหน่ง แต่เขาก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีกับชนชั้นสูงของซาอุดีอาระเบียอยู่หลายคน รวมทั้งเครือข่ายข่าวกรองด้วย
ปี ๒๐๑๕ เขาตั้งสำนักข่าวดาวเทียม “อัล อาหรับ”ขึ้น สำนักงานใหญ่อยู่ในบาห์เรน มีมหาเศรษฐีพันล้าน เจ้าชายอัล วาลีด บิน ตอลาล ให้การสนับสนุนทางการเงินพร้อมด้วยหุ้นส่วนจาก โทรทัศน์บลูมเบิร์กของสหรัฐอเมริกา แต่เผยแพร่ข่าวได้ไม่ถึง ๑๑ ชั่วโมงก็ถูกรัฐบาลบาห์เรนสั่งปิด
ความบ้าบิ่นไม่กลัวใครของเขา ทำให้สื่อสากล รวมทั้งบีบีซี, อัลจาซีราและแม้แต่ ดูไบทีวี มักขอให้เขาวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์บ้านเมืองในตะวันออกกลางอยู่เสมอ
ช่วงปี ๒๕๕๕ ถึง ๒๕๕๙ เขามีรายการแพร่ภาพและเสียงทางโทรทัศน์ “อัล อาระบียะ” เป็นประจำ
ต่อมาในปี ๒๕๕๙ เขาถูกทางการซาอุฯห้ามแพร่หลายข้อเขียนและการวิจารณ์ผ่านสื่ออื่นๆในเชิงต่อต้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์ ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
แต่ในที่สุดในปี ๒๕๖๐ เขาก็โยกย้ายถิ่นฐานไปอยู่ในสหรัฐและเขียนให้หนังสือพิมพ์”วอชิงตัน โพสต์”มาแต่บัดนั้น
ทีนี้ เขาก็ได้ช่องเขียนวิพากษ์วิจารณ์ การปิดกั้นกาตาร์ของซาอุดีอาระเบีย เขียนกรณีพิพาทระหว่างซาอุดีอาระเบียกับเลบานอน เขียนกรณีที่เกิดการกวาดล้างขนานใหญ่ในหมู่ผู้มีความเห็นแตกต่างและไม่ลงรอยกับระบอบกษัตริย์ซาอุฯ
มีอยู่บางเรื่องเท่านั้น ที่เขาเห็นด้วยกับการปฏิรูปของซาอุดีอาระเบีย เช่นเรื่องอนุญาตให้สิทธิสตรีขับรถยนตร์ส่วนตัวได้ แต่เขาก็ไม่เห็นด้วยกับการจับกุมสตรีผู้นำการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีชาวซาอุฯ
เขาวิจาณ์อย่างหนักผ่านบีบีซี ในกรณีที่อิสราเอล เข้าไปตั้งถิ่นฐานในดินแดนที่เป็นของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ
หลังสุดในปีนี้เอง เขาก่อตั้งพรรค”ประชาธิปไตยเพื่อโลกอาหรับ ณ บัดเดี๋ยวนี้”(Democracy for the Arab World Now)ขึ้นมา ซึ่งเป็นการคุกคามมกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย โดยตรง
อีกเรื่องหนึ่งที่สมควรรู้ก็คือ “คาช็อกกี”ผู้นี้เอง ที่ได้รับความไว้วางใจให้เข้าพบและสัมภาษณ์ “โอซามะ บิน ลาดิน” หัวหน้าขบวนการ”อัล กออิดะห์”มาแล้วหลายครั้ง และก็เคยชี้ชวนให้ “บิน ลาดิน”ระงับการใช้ความรุนแรงต่อต้านตะวันตกด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธ
ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์ ๙/๑๑ เขาก็เลิกติดต่อใด ๆ กับ”บิน ลาดิน”
เขาจึงกลายเป็นสื่อมวลชนชื่อดังในโลกอาหรับ ซึ่งใครๆ ก็รู้จักเขา โดยเฉพาะสื่อมวลชนสากลย่อมรู้จักเขาดีมาก
การหายตัวไปของ”คาช็อกกี”คราวนี้ จึงสร้างความตื่นตระหนก ต่อวงการทั่วๆ ไป แม้ทางการซาอุดีอาระเบียจะปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นเกี่ยวกับการหายตัวของเขาก็ตาม
“คาช็อกกี”เดินเข้าไปในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม แล้วไม่กลับออกมาอีก เขาเข้าไปที่นั่นหลังจากก่อนหน้านั้นสองสามวัน เคยเข้าไปครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อติดต่อขอเอกสารการหย่ากับภริยาเดิม เพื่อนำมาเป็นหลักฐานมาแต่งงานใหม่กับเพื่อนสาวชาวตุรกี(“ฮาติซ เซนจิส”) ที่รอเขาอยู่ข้างนอกสถานกงสุล (หลังจากที่ทางการซาอุดีอาระเบียพยายามติดต่อกับเขาก่อนหน้าให้กลับไป โดยจะไม่เอาโทษหรือกล่าวโทษใด ๆ) เขาสั่งเพื่อนสาวว่า หากเขาไม่ออกมาตามเวลากำหนด (ก่อนสถานกงสุลปิดเวา ๑๖.๐๐ น.) เธอจึงไปแจ้งความว่าเขาหายตัวไป อย่างไรก็ดี สถานกงสุลแถลงว่า เขาออกทางประตูหลัง
จากการประมวลข่าวหลาย ๆ ด้าน ตำรวจตุรกีเชื่อว่า “คาช็อกกี”ถูกทรมานและถูกสังหารในสถานกงสุลนั้น โดยทีมปฏิบัติการซึ่งสั่งบินตรงอย่างรีบด่วน จากซาอุดีอาระเบีย ๑๕ นาย
แหลงข่าวตำรวจที่ไม่ยอมเปิดเผยตัว บอกว่าศพของ”คาช็อกกี”ถูกแยกส่วนแล้วเคลื่อนย้ายออกไปเงียบๆ แถมอ้างด้วยความมั่นใจว่า ได้มีการบันทึกเทป ปฏิบัติการครั้งนี้อย่างถี่ถ้วน เพื่อนำกลับไปยืนยันว่า ได้ปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นเรียบร้อยและเทปที่ว่า ก็ถูกนำออกนอกประเทศไปแล้ว
ทางการตุรกีอ้างว่าได้มีการปิดหรือปลด โทรทัศน์วงจรปิด ในสถานกงสุลนั้นทั้งหมด ในวันที่เกิดเหตุ แถมเจ้าหน้าที่ประจำทุกคนถูกสั่งให้หยุดงานพักผ่อนในวันนั้นด้วย
ตำรวจตุรกียังยืนยันด้วยว่า ไม่มีภาพ”คาช็อกกี”เดินออกมาจากสถานกงสุลเลย ไม่ว่าจะในแง่มุมตรงไหน
ประเด็นก็คือ หากเกิดฆาตกรรมเช่นที่ตำรวจตุรกีให้ข่าวจริง ก็นับว่าซาอุดีอาระเบียเหี้ยมโหดทารุณผิดมนุษย์ยากที่จะยอมรับได้
แถมสะท้อนว่าเผด็จการที่อิงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช อย่างซาอุดีอาระเบียนั้น ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
แต่ทั้งหมดนี้ ก็เพราะยังไม่มีการพิสูจน์ใด ๆ ว่า การกล่าวหาซาอุดีอาระเบียว่าก่อคดีฆาตกรรมนั้น เป็นเรื่องจริง
ไม่เช่นนั้นประธานาธิบดีสหรัฐ”โดนัลด์ ทรัมพ์”คงไม่ออกมาพูดชนิดผิดจากความคาดหมายของชาวโลก
หรอกว่า
“สมควรที่ซาอุดีอาระเบียจะยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่ ในกรณีนักข่าวสูญหาย”
พร้อมยกตัวอย่างเปรียบเทียบกับกรณีที่เขาเสนอชื่อ”เบรต คาวานอห์”ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงสุด แต่ถูกคัดค้านฐานล่วงเกินสตรี แต่ในที่สุด วุฒิสภาก็โหวตเสียงข้างมากรับรองเขา โดยกล่าวว่า
“เห็นไหม เขา(“เบรต คาวานอห์”)บริสุทธิ์ ไร้ผิดตามที่ถูกล่าวหา เรื่องนี้ก็เช่นกัน ยังไม่มีอะไรพิสูจน์ว่าซาอุฯทำผิด”
เอากับพ่อสิ







