ตะวันออกกลางกำลังจะระอุอีกครั้ง
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
ตะวันออกกลางกำลังจะระอุอีกครั้ง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกิดเหตุการณ์แปลกๆ ขึ้นในดินแดนซาอุดิอาระเบีย นั่นก็คือปฏิบัติการกวาดล้างการคอร์รัปชัน โดยการจับกุมคุมขังเจ้าชายระดับสูงที่มีอำนาจอยู่ในช่วงนั้น ถึง 11 ท่าน ตลอดจนนักธุรกิจอีกหลายนาย พร้อมทั้งอายัติทรัพย์สินทั้งหมด
อย่างไรก็ตามแม้จะอ้างว่าเป็นการกวาดล้างคอร์รัปชัน แต่หลายฝ่ายมองว่าเป็นการกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามที่อาจจะก่อตัวขัดขวางการขึ้นครองอำนาจของมงกุฏราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน บุตรชายของกษัตริย์ซัลมาน ทั้งนี้หากอ้างเรื่องคอร์รัปชันแล้ว บรดาเจ้าชายทั้งหลายของซาอุดิอารเบียล้วนมีความเกี่ยวกันกับการทับซ้อนของผลประโยชน์ส่วนตัวกับผลประโยชน์ของชาติทั้งนั้น
ส่วนประเด็นที่ต้องกวาดล้างก็เพราะกษัตริย์ซัลมานและเจ้าชายทำการเหมือนการเข้ามารัฐประหารยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ ภายหลังจากกษัตริย์ซัลมานได้เป็นกษัตริย์ แต่ธรรมเนียหรือกฎมณเฑียรบาลของซาอุดิอารเบียนั้นจะส่งต่ออำนาจให้แก่น้องชายนับจากกษัตริย์อัลดุลอาซิซ บิน ซาอุด ปฐมกษัตริย์ โดยผู้ที่เป็นน้องชายจะได้รับการลงมติจากสภาผู้สูงอายุของเผ่าให้เป็นกษัตริย์ และมกุฎราชกุมาร แต่พอถึงสมัยกษัตริย์ซัลมานซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายของลูกชาย ปฐมกษัตริย์ ท่านกลับทำการยึดอำนาจด้วยการสั่งปลดมกุฎราชกุมารถึง 2 คน 2 ครั้ง แล้วตั้งลูกชายขึ้นเป็นผู้สืบอำนาจ ซึ่งการกระทำดังกล่าวย่อมสร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าชายทั้งหลายที่เห็นว่าเป็นการผิดกฎมณเฑียรบาล และท่านเหล่านั้นต่างก็มีบทบาทอิทธิพลในหลายด้านรวมทั้งการคุมกำลังสำคัญของซาอุ
ด้วยเหตุดังกล่าวมกุฎราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน จึงต้องทำการยึดอำนาจให้เบ็ดเสร็จ ด้วยการกวาดล้างเสี้ยนหนามทั้งหลาย ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังประกาศนโยบายที่จะปรับเปลี่ยนทิศทางของประเทศ จากการเป็นประเทศอนุรักษ์นิยม และอยู่ภายใต้กรอบศาสนาที่กำหนดโดยบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิด้านศาสนา ตามแนววะฮ์บี ซึ่งก็เป็นการตกลงกันมาแต่เริ่มมีกษัตริย์ โดยผู้นำศาสนาวาฮับได้ให้การรับรอง และสนับสนุนด้วยการอิงศาสนา ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเป็นปึกแผ่นของการยึดอำนาจ จึงได่มีการกวาดล้างจับกุมนักการศาสนาที่มีแนวคิดตึงเครียดสุดโต่งไปหลายคน
การเปลี่ยนแปลงประเทศจากอนุรักษ์นิยมของมกุฎราชกุมารในครั้งนี้ทำให้เกิดความตึงเครียดภายในประเทศ และเกิดความขัดแย้งระหว่างพวกอนุรักษ์นิยมและพวกรุ่นใหม่ ที่ต้องการเปิดประเทศให้เป็นตะวันตกมากขึ้น เช่น การอนุญาตให้ผู้หญิงขับรถได้ หรือมีการแต่งตั้งนักการศาสนาหญิงขึ้นเป็นครั้งแรก และคงจะมีอย่างอื่นๆตามมาอีก
นอกจากการรัฐประหารแล้วก็เกิดเหตุการณ์ช็อกวงการอีกเรื่องในเวลาไล่เลี่ยกันคือ การประกาศลาออกของนายกรัฐมนตรี ซาอัด อัล-ฮาริรี ของเลบานอนที่ดินทางไปเยือนซาอุ จนทำให้เกิดความตึงเครียดและตั้งข้อสงสัยว่านายกเลบานอนถูกซาอุบีบให้ลาออกเพื่อกดดันการเมืองของเลบานอน เพราะเลบานอนนั้นตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ตำแหน่งสำคัญทางการเมืองเป็นไปตามศาสนา กล่าวคือ ประธานาธิบดีต้องเป็นคริสต์นิกายโรมาไนท์ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นมุสลิมนิกายซุนหนี่ ประธานรัฐสภาต้องเป็นมุสลิมชีอะห์ และผู้นำกองทัพต้องเป็นมุสลิมดรูยส์ ซึ่งข้อตกลงนี้เกิดขึ้นภายหลังสงค่รามกลางเมืองในเลบานอนระหว่างปี 1975-1991 แต่ภายหลังเมื่อิสราเอลบุกถล่มเลบานอนจากทางใต้ เข้ายึดครองเบรุตเมืองหลวง และเกิดการสู้รบนอกรูปแบบขึ้นในเลบานอน ทำให้บ้านเมืองเสียหายยับเยิน ในช่วงนั้นเองทำให้ขบวนการฮิสบุลเลาะห์ที่สนับสนุนโดยอิหร่านกล้าแข็งขึ้นและเติบโตมาจนทุกวันนี้ เมื่ออิสราเอลจำต้องถอนทหารออกไป จึงทำให้ดุลแห่งอำนาจในเลบานอนเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะประธานาธิบดีมิเชล อูน ที่เป็นผู้นำชาวคริสต์ในปัจจุบัน มีท่าทีที่แสดงความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับขบวนการฮิสบุลเลาะห์ ซึ่งก็ทำให้ทั้งอิสราเอล และซาอุดิอารเบียไม่พอใจ และเกรงว่าอิหร่านจะมีอิทธิพลในเลบานอน ที่มีพรมแดนติดกับซีเรียและอิสราเอล และมีทำเลที่ตั้งติดกับชาวฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
อนึ่งอิสราเอลนั้นก็มีเป้าหมายที่อยากจะยึดครองเลบานอนตามแผน THE GREATER ISRAEL ส่วนซาอุฯก็เกรงว่าจะถูกปิดล้อมจากอิหร่าน หลังจากพ่ายแพ้ในการล้มอัสซาดแห่งซีเรีย และยังไม่อาจเอาชนะศึกในเยเมนได้
ดังนั้นการลาออกของนายกรัฐมนตรีฮาริรีแห่งเลบานอน จะทำให้เกิดสุญญากาศขึ้น เพราะนายฮาริรีถือเป็นตัวแทนมุสลิมซุนนี่ที่มีจำนวนไม่น้อยในเลบานอน หากประธานาธิบดีอูลไม่อาจหาตัวแทนได้ก็จะมีผลทำให้มุสลิมซุนหนี่ในเลบานอนลุกฮือ จนทำให้ซาอุดิอารเบียและอิสราเอลส่งทหารเข้าไปสนับสนุน แล้วก็จะเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นอีกครั้ง ผู้ที่ต้องรับกรรมก็คือชาวเลบานอน ที่ต้องผจญกับภัยสงครามซึ่งน่าจะยืดเยื้อ และคงมีสภาพไม่ต่างจากชาวเยเมนที่กำลังประสบภัยสงครามและโรคระบาดอยู่ในขณะนี้
ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าอิทธิพลของอิหร่านนั้นแผ่ขายไปอย่างรวดเร็วนับแต่ได้เข้าไปช่วยอัลซาดรบกับฝ่ายกบฏ และปราบปรามไอเอสที่อเมริกาสนับสนุน นอกจากนี้กองกำลังอิซบุลเลาะฮ์ก็ยังมีบทบาทช่วยตีกระหนาบกองกำลังไอเอสที่อยู่ตามแนวชายแดนเลบานอน-ซีเรีย แต่การสร้างอิทธิพลของอิหร่านนั้น ส่วนใหญ่มิได้ทำโดยการส่งทหารเข้าไปแทรกแซงโดยตรง หากแต่ให้การสนับสนุนกองกำลังอาสาสมัครต่างๆเช่น อัชชฺบีในอิรัก ฮิซบุลเลาะห์ และตอนนี้ก็ให้การสนับสนุนขบวนการฮามาสที่เป็นซุนนี่ ที่ทำการต่อต้านการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล ที่สำคัญมากๆคืออิหร่านนั้นทำการรุกทางการเมืองด้วยการแสดงจุดยืนที่จะทวงคืนนครเยรูซาเล็มจากการยึดครองของอิสราเอล ในขณะที่ประเทศอาหรับอื่นๆโดยเฉพาะซาอุดิอารเบียปิดปากเงียบ ทั้งๆที่ ณ เยรูซาเล็มนี้เป็นที่ตั้งศาสนสถานสำคัญของมุสลิมทั้งซุนหนี่และชีอะห์ อันเป็นหลักมาตั้งแต่ยุคของศาสดามูฮัมมัด
อีกประเทศที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวทั้งการเมืองและการทหารในตะวันออกกลางคือ สหรัฐอาหรับอิมิเรต ซึ่งประกอบด้วยรัฐ 7 รัฐ คือ อาบูดาบี ดูไบ ชาจาร์ ฟูจิร่า อิจมาน รอกซุลไคมะฮ์ และอูมุลกุเวน แต่รัฐที่มีบทบาทมากที่สุดคือ อาบูดาบี เพราะมีพื้นที่ใหญ่สุดและมีน้ำมันมาก รองมาคือดูไบซึ่งแม้มีน้ำมันไม่มากแต่มีทำเลดีในการค้าขาย ซึ่ง 2 รัฐนี้เป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนสหรัฐอาหรับอิมิเรต ซึ่งตอนนี้เจ้าผู้ครองนครรัฐอาบูดาบี ซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีด้วยนั้น ท่านเป็นคนที่อนุรักษ์นิยมมาก เกิดประชวรเป็นอัมพาต น้องชายท่านที่เป็นผู้นิยมตะวันตก จึงผลักดันให้อาบูดาบีและรัฐอื่นๆให้เปิดประเทศมากขึ้น โดยรัฐดูไบที่เปิดประเทศมาก่อนแล้วสนับสนุน นอกจากนี้พระอนุชาของผู้ปกครองอาบูดาบียังสนิทสนมกับเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมานอีกด้วย
อนึ่งความสัมพันธ์ทั้งสองประเทศยิ่งกระชับมากขึ้นจากการเข้าร่วมเป็นพันธมิตรโจมตีเยเมน และใช้การสื่อสารว่าเป็นสงครามระหว่างซุนหนี่ และชีอะห์ ทั้งๆที่กองกำลังต่อต้านซาอุและพันธมิตรมีทั้งซุนหนี่และชีอะห์ แต่สหรัฐอาหรับอิมิเรตก็ต้องการจะเข้าไปยึดครองและพัฒนาเมืองท่าเอเด็น เพื่อขยายการค้าของตนจากท่าเรือดูไบในอ่าวเปอร์เซียเชื่อมโยงกับท่าเรือเอเด็นในทะเลแดง
อย่างไรก็ตามการทำตัวเป็นผู้นำทางศาสนาอิสลามของซาอุดิอารเบียที่ผ่านมาโดยสำนักคิดวะฮ์บีนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นที่ยอมรับของบรรดาประเทศมุสลิมอื่นๆ ยิ่งเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมานมาประกาศว่าจะสร้างมุสลิมสายกลางขึ้นในประเทศ ก็ไม่เป็นที่ยอมรับของหลายประเทศ โดยเฉพาะตุรกีที่ประธานาธิบดีเออดูกอนประกาศไม่ยอมรับ และกล่าวว่าซาอุดิอารเบียไม่ใช่เจ้าของศาสนาอิสลาม
ยิ่งไปกว่านั้นตุรกีที่เป็นประเทศใหญ่ มีกำลังทหารที่เข้มแข็ง มีที่ตั้งติดยุโรป และมีพรมแดนติดซีเรีย ไม่พอใจซาอุดิอารเบีย แถมยังมีท่าทีไม่พอใจสหรัฐฯ จนขณะนั้นได้สถาปนาสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดมากขึ้นกับรัสเซียและอิหร่าน ที่สำคัญตุรกีไม่พอใจที่สหรัฐฯสนับสนุนชาวเคิร์ทที่จะประกาศตนเป็นอิสระตั้งประเทศใหม่ เพราะชาวเคิร์ทมีพื้นที่ของตนตั้งแต่ตอนเหนืออิรัก ซีเรีย ตุรกีและอิหร่าน ถึงแม้ในปัจจุบันเคิร์ทจะยังรวมกันไม่ได้ แต่ถ้าส่วนใดตั้งประเทศได้ ส่วนอื่นของเคิร์ทก็จะเอาอย่าง เรื่องนี้ทำให้ 4 ประเทศยิ่งต้องรวมตัวเหนียวแน่น และต่อต้านสหรัฐฯที่พยายามมายุแหย่ให้เกิดการสู้รบกันเอง อีกสมรภูมิหนึ่ง แต่อิหร่านก็อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เพราะแรงกดดันจากเศรษฐกิจและการหนุนกลุ่มล้มการปฏิวัติอิสลามของสหรัฐ ซึ่งก็ต้องรบกันนองเลือด
ส่วนผลกระทบต่อไทยก็คงจะเป็นเรื่องราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูงขึ้นจากสงครามทั้งในเลบานอน และจากชาวเคิร์ท ซึ่งสหรัฐฯก็จะพึงพอใจเพราะจะได้กำไรจากการขายน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากขึ้น แม้กาตาร์ ซึ่งส่งออกก๊าซธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาค จะมิได้มีบทบาทมากในสงครามครั้งนี้ แต่ก็ต้องเกิดผลกระทบต่อการขนส่งก๊าซธรรมชาติ เพราะกาตาร์อยู่ระหว่างซาอุดิอารเบียและอิหร่าน ซึ่งก็มีแนวโน้มว่าจะก่อศึกกันโดยตรง จากการหนุนหลังของมหาอำนาจอเมริกาและรัสเซีย ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการที่ราคาพลังงานสูงขึ้น แถมขายอาวุธได้อีกเพียบ








