INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เนลสัน มานเดลา ตัวตนของแอนน์ แฟรงค์

เนลสัน มานเดลา ตัวตนของแอนน์ แฟรงค์

ภายในการเขียนและการพูดทางสาธารณะของเธออิดิธอีเกอร์มักจะอ้างอิงแอนน์ แฟรงค์ ดึงคู่ขนานระหว่างชีวิตของพวกเธอ และเเสดงผลลัพธ์ที่แตกต่างกันของโศกนาฏกรรมอย่างเดียวกัน อิดิธ อีเกอร์ ได้ถูกอ้างอิงอยู่บ่อยครั้งเป็น แอนน์ แฟรงค์ที่ไม่ตาย ทั้งสองคนเป็นวัยรุ่นชาวยิวระหว่าง
โฮโลคอสท์ และถูกส่งไปที่ค่ายกักกันเอาชวิทซ์แต่แอนน์ แฟรงค์เสียชีวิต
ด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ ตอนอายุ 15 ปี ภายในค่ายกักกันแบร์เกน-เบล
เซน อิดิธ อีเกอร์ ได้รอดชีวิตภายในเอาชวิทซ์ อิดิธ อีเกอร์ มักจะสะท้อนความรู้สึกที่มีชื่อเสียงของแอนน์ แฟรงค์ ว่าบุคคลโดยพื้นฐานมีจิตใจที่ดี
เธอใช้สิ่งนี้ร่วมความเชื่อที่จะอภิปรายว่าเธอได้รักษาความเป็นมนุษย์และความเชื่อภายในชุมชน แม้แต่ภายในการเผชิญกับความโหดร้ายของนาซีอย่างไร
แอนน์ แฟรงค์ เป็นเด็กหญิงชาวยิวเยอรมัน ที่เกิดภายในแฟรงค์เฟิรต เยอรมัน เมื่อ ค.ศ 1929 ได้กลายเป็นเหยื่อที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง
ของโฮโลคอสท์ เนื่องจากสมุดบันทึกพิมพ์หลังความตายของเธอ บันทึกชีวิตของเธอภายในการหลบซ่อนระหว่างการยึดครองเนเธอร์แลนด์ของนาซี เมื่อนาซีได้ลุกขึ้นมาสู่อำนาจเมื่อ ค.ศ 1933 ครอบครัวของเธอได้ย้ายไปแอมสเตอร์แดม เนเธอร์แลนด์ ที่จะหลบหนีการกวาดล้างชาวยิวภายใต้อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และพรรคนาซี ภายหลังการบุกเนเธอร์แลนด์
ของเยอรมันเมื่อค.ศ 1940 และไม่นานภายหลังจากนั้นกฏหมายต่อต้านชาวยิวได้ถูกดำเนินการ จำกัดชีวิตของชาวยิวอย่างรุนแรง
ตอนวันเกิดอายุครบสิบสามปีของเธอ เมื่อค.ศ 1942 แอนน์ แฟรงค์ได้
รับสมุดบันทึกเป็นของขวัญ ภายหลังไม่นาน พี่สาวของเธอได้รับหมายเรียกไปรายงานตัวค่ายทำงานของนาซี ผลักดันครอบครัวของเธอไปสู่
การหลบซ่อนวันต่อไปพวกเขาได้หลบซ่อนอยู่ภายในอาคารส่วนหลังที่
ซ่อนไว้ รู้จักกันต่อมาเป็น “Secret Annex” ชื่อที่แอนน์ แฟรงค์สร้างขึ้นมา
หมายถึง “อาคารลับ” ณ ด้านหลังของอาคารตรงที่พ่อของแอนน์ทำงานอยู่ ต่อมาครอบครัวของแอนน์ แฟรงค์ ได้ถูกเข้าร่วมโดยชาวยิวคนอื่นสี่คน บุคคลแปดคนอาศัยอยู่ภายในสภาวะที่คับแคบ การยังคงอยู่อย่างเงียบสงบระหว่างวัน ที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจพบโดย
คนงานคลังสินค้าข้างล่าง
ภายหลังนานกว่าสองปีภายในการหลบซ่อน พวกเขาได้ถูกค้นพบและจับกุมโดยตำรวจเยอรมันเมื่อ ค.ศ 1944 เหตุผลที่ตำรวจได้เข้าตรวจค้นยังคงโต้เถียงกัน ด้วยบุคคลบางคนบอกว่าพวกเขาถูกทรยศ ครอบครัวของเธอและบุคคลอื่นถูกจับกุม พวกเขาได้ถูกคุมขังภายในเรือนจำของ
เนเธอร์แลนด์ สี่วนต่อมาพวกเขาได้ถูกส่งครั้งแรกไปยังเวสเตอร์บอรค
ค่ายขนส่งภายในเนเธอร์แลนด์ จากนั้นชาวยิวจะถูกส่งไปที่ค่ายมรณะ เมื่อ ค.ศ 1944. แอนน์ ได้ถูกส่งไปที่เอาชวิทซ์ภายในโปแลนด์เเยกจาก
พ่อของพวกเธอ ออตโต แต่ยังคงอยู่กับแม่ของเธอ อีดิธ และพี่สาวของ
เธอ มาร์กอต ณ ค่ายกักกันแห่งนี้
พวกเธอต้องทำงานเป็นแรงงานทาสด้วยการลากหินและขุดหญ้าและ
เผชิญกับความหิวและโรคร้ายเเรง ระหว่างนี้ ผิวของแอนน์ได้กลายเป็น
โรคหิต และเธอได้ถูกย้ายไปห้องพยาบาลเต็มไปด้วยสัตว์แพร่โรคเมื่อ
ปลาย ค.ศ 1944 แอนน์ และมาร์กอตได้ถูกแยกจากแม่ของพวกเธอและส่งไปค่ายกักกันแบร์เกน-เบลเซนภายในเยอรมันปล่อยทิ้งเเม่ของเธอไว้
ที่เอาชวิทซ์ ชีวิตของแอนน์ แฟรงค์ ภายในค่ายกักกันแบร์เกน-เบลเซน เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัว การขาดอาหาร โรคไข้รากสาด ความแออัด อุณหภูมิหนาวจัด และไม่มีแสงสว่าง หรือสุขาภิบาล
ทั้งแอนน์ และ มาร์กอต เป็นโรคไข้รากสาด เมื่อต้น ค.ศ 1945 และเสียชีวิตทั้งสองคน มาร์กอตเสียชีวิตก่อนแอนน์เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนการปลดปล่อยค่ายกักกัน และได้ถูกเผาด้วยกันภายในหลุมศพรวม ณ แบร์เกน-เบลเซน
แอนน์ แฟรงค์ และอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แสดงสัญลักษณ์ตรงกันข้ามของ
ศตวรรษที่ยี่สิบ ฮิตเลอร์ เป็นตัวตนของความชั่วฆ่าล้างเผ่าพันธ์ เเอนน์
แฟรงค์ เป็นสัญลักษณ์ที่ยกย่องของของเหยื่อที่บริสุทธ์ ในขณะที่พวก
เขาไม่เคยพบกันเลยแต่การกระทำของฮิตเลอร์ได้กำหนดเส้นทางชีวิต
ของแอนน์ แฟรงค์และการเสียชีวิตในที่สุดของเธอเธอกล่าวถึงฮิตเลอร์
หลายครั้งภายในสมุดบันทึกของเธอ โดยทั่วไปการกล่าวถึงของเธอได้
สะท้อนผลกระทบโดยตรงของนโยบายของเขาต่อชีวิตของเธอและตัว
ตนของเธอเป็นบุคคลที่ไร้สถานะ แอนน์ แฟรงค์ สะท้อนมรดกเยอรมันของเธอ ด้วยการเขียนว่า การจำกัดที่รุนเเรงมากขี้นต่อชาวยิวโดยนาซี
อย่างเช่น การใส่ดาวสีเหลือง การห้ามออกจากบ้านยามค่ำคืน และการ
ห้ามสถานที่สาธารณะ ทุกอย่างจะเกิดขึ้นจากนโยบายนาซี เยอรมัน

แอนน์ แฟรงค์ได้พรรณาสภาวะมีชีวิตอยู่อย่าวคับแคบข้างหลังสำนักงานก่อนหน้านี้ของพ่อของเธอ ณ 263 ถนนพรินเซนกราชท์ เธอได้เขียนเกี่ยวกับความต้องการที่ทรมานของความเงียบกริบระหว่างวัน รวมถึงการไม่ใช้ห้องสุขา หรือเปิดหน้าต่าง หลีกเลี่ยงการได้ยินโดยคนงานคลังสินค้าข้างล่าง ความกลัวของการถูกจับกุมการพึ่งพาผู้ช่วยเหลือไว้วางใจได้ไม่กี่คนเสี่ยงชีวิตของพวกเขา เพื่ออาหาร ข่าวสาร และวัสดุ ความหิวที่สม่ำเสมอ และคุณภาพอาหารที่เสื่อมสภาพ

ความเครียดของการมีขีวิตอยู่ภายในการหลบซ่อนนำพาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไปสู่ความตรึงเครียดและการโต้แย้งท่ามกล่างผู้อาศัยแปดคน ตามที่แอนน์ แฟรงค์ สังเกตุและเขียน ด้วยสายตาที่เเหลมคม ท่ามกลางสงครามและความโดดเดี่ยว แอนน์ ได้ประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและความรู้สึกตามปรกติของวัยแรกรุ่น เธอได้เขียนเกี่ยวกับเรื่องเพศที่เป็นอยู่ของเธอ ความสัมพันธ์ที่กำลังพัฒนาและความรักที่เบ่งบานของเธอกับเด็กชายวัยรุ่ยที่ซ่อนตัวอยู่ด้วย และการดิ้นรนของเธอกับแม่ของเธอ

การเขียนสมุดบันทึกเป็นทางออกเพื่อความรู้สึกลึกซึ้งที่สุดและการเจริญเติบโตทางสติปัญญาของเธอ เธอได้สะท้อนตัวตนของเธออย่างชัดเจนถึง ความต้องการของเธอที่จะกลายเป็นนักเขียนหรือนักข่าว ความเข้าใจโลกที่วิวัฒนาการของเธอ ความเชื่อที่ไม่เปลี่ยนแปลงภายในความดีของบุคคล ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตามของเธอ

เเรงบันดาลใจด้วยการลอบฟังการออกอากาศทางวิทยุ วันหนึ่งรัฐมนตรี

การศึกษชาวดัทซ์ ที่หลบหนีไปลอนดอน ได้ขอให้ประชาชนรวบรมบันทึกที่สำคัญไว้ เมื่อสงครามได้สิ้นสุดลง เพื่อเป็นหลักฐานการรวบรวมเอกสารสงคราม ทำให้ เเอนน์ แฟรงค์ ได้เริ่มต้นเขียนใหม่บันทึกของเธอไปสู่เรื่องราวที่เป็นทางการชื่อ “The Secret Annex” ด้วยความหวังที่จะกลายเป็นนักเขียนหรือนักข่าวมืออาชีพ เธอได้บันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญได้ยินผ่านทางการออกอากาศทางวิทยุที่ผิดกฏหมายอย่างเช่นการบุกดี-เดย์ภายใน

ค.ศ 1944 ทั้งที่เธอมีความทุกข์ทรมาน เธอได้เขียนอย่างมีชื่อเสียงว่าเธอยังคงเชื่อว่าโดยแท้จริงบุคคลมีจิตใจที่ดี พินัยกรรมต่อุดมการณ์ที่ยั่งยืนของเธอ

สมุดบันทึกของเเอนน์ แฟรงค์ ได้สอนเราสิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับการค้นหา

ความสุขของชีวิต ความรู้จักขอบคุณ และความหวังที่มีชีวิต ไม่ว่าชีวิตจะ

ลำบากอย่างไร สมุดบันทึกของเธอ ได้บอกเราเเม้ว่าเมื่อชีวิตลำบากอย่าง

เเท้จริง เธอได้พบช่่วงเวลาที่สนุกสนาน เธอได้พูดเกี่ยวกับความสวยงาม

ของธรรมชาติ ความสุขของการมีเพื่อนและสิ่งเล็กน้อยที่ทำให้เธอยิ้มเเม้

ว่าเธอและครอบครัวของเธอต้องหลบซ่อนภายในสถานที่ลับเธอยังคงพบ

วิถีทางที่จะสนุกสนานชีวิต

ผู้นำที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของโลกที่ได้อ้างอิง “The Diary of Anne Frank”

อยู่บ่อยครั้งคือ เนลสัน มานเดลา ได้พบเเรงบันดาลใจอย่างลึกซึ้งจากการอ่านมันระหวางการจำคุก 27 ปีของเขา ได้มองมันเป็นมรดกต่อการไม่มีวันพ่ายแพ้ของจิตวิญญานมนุษย์ และอำนาจที่ยั่งยืนของความหวังและความยืดหยุ่นภายในการเผชิญกับความไม่ยุติธรรมและการกดขี่ การมองเธอว่า

เป็นสัญลักษณ์แห่งการไม่มีวันพ่ายแพ้ของจิตวิญญานมนุษย์ ที่กระตุ้นโดยตัวอย่างของเธอที่จะยังคงเข้มแข็งและมีความหวังอยู่ เนลสัน มานเดลาได้ อธิบายผลกระทบอย่างลึกซึ้งที่หนังสือมีด้วยถ้อยคำพูดของเขาเอง

“ผมได้อ่านบันทึกก่อนที่ผมไปสู่เรือนจำแต่การอ่านหนังสือ ณ เวลานั้นจะ

เป็นบางสิ่งบางอย่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากการอ่านหนังสือเล่มเดียวกันภายในเรือนจำ โดยเฉพาะของแอนน์ แฟรงค์ เพราะว่าเราถูกเชื่อมโยงกับเธอภายในสถานการณ์ที่เราอยู่”

ในขณะที่บริบททสงประวัติศาสตร์ของโฮโลคอสท์เปรียบเทียบการแบ่งเเยกผิวแตกต่างกัน เนลสัน มานเดลลา ได้เห็นอกเห็นใจกับเเอนน์ เเฟรงค์เป็นบุคคลที่ได้ประสบกับการเลือกปฏิบัติอย่างรุนแรง การเสริมแรงความเชื่อของเขาเองต่อความยุติธรรมของการต่อสู้เพื่อเสรีภาพของเขา เนลสัน มานเดลลาได้กล่าวว่าบันทึกของแอนน์ เเฟรงค์ เป็นเเหล่งที่มาของแรงบัน

ดาลใจและและความกล้าหาญระหว่างการจำคุกของเขาบนเกาะรอบเบน

เขาได้กล่าวว่าเรื่องราวของเธอของความหวัง และความยืดหยุ่น ที่ต่อสู้การกดขี่ของนาซี เสริมแรงความผูกพันของเขาเองต่อเสรีภาพและความยุติธรรมเพื่ออาฟริกาใต้ ความหมายเบื้องหลังแรงบันดาลใจนี้จะอยู่ที่การแสดงของเเอนน์ เเฟรงค์ของความหวัง ความกล้าหาญ และจิตวิญญานที่อมตะภายในการเผชิญกับความไม่ยุติธรรมอย่างรุนแรง

เนลสัน มานเนลลา ได้ดึงการคู่ขนานระหว่างการต่อสู้ของพวกเขา มอง

การต่อสู้ของเธอเป็นแนวทาง เเละกระตุ้นเพื่อนนักโทษอ่านบันทึกที่จะรัก

ษาจิตวิญญานของพวกเขาให้สูงไว้ การมุ่งเน้นความสามารถของเธอที่จะ

ยึดติดอุดมการณ์ท่ามกลางความทุกข์ทรมานอย่่างร้ายแรง เนลสัน มานเดลลา เเละเพื่อนนักโทษของเขา รู้สึกเข้าถึงอย่างลึกซึ้งกับสถานการณ์ของแอนน์ แฟรงค์ของการคุมขังและการข่มเหงได้รับบทเรียนและความเข้มแข็งที่เฉพาะจากบันทึกที่พิมพ์ของเธอ “The Diary of a Young Girl”

เนลสัน มานเดลลาได้กล่าวถึงโดยเฉพาะการกระทำที่เเข็งกร้าวของเด็กหญิงอายุสิบสามปี บันทึกประสบการณ์ของเธอ

บนเกาะรอบเบน เราบางคนอ่านบันทึกของแอนน์ แฟรงค์ เราได้กำลังใจ

อย่างมากจากมัน มันได้รักษาจิตวิญญานของเราให้สูงไว้ และได้เสริมแรง

ความเชื่อมั่นของเราต่อการไม่มีทางแพ้ของความมุ่งหมายของเสรีภาพและ

ความยุติธรรม เขาได้มองเด็กหญิงวัยรุ่นใช้การกระทำอย่างเด็ดเดี่ยวเป็น

ตัวอย่างที่เขาสามารถเดินตาม ดึงความเข้มแข็งจากการแก้ปัญหาของเธอ

เนลสัน มาเดลลา เชื่อว่าการอ่านหนังสือของเธอได้ช่วยเหลือเขาและเพื่อน

ของเขามองเห็นการต่อสู้ของพวกเขาเองเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้ที่กว้าง

ขึ้นเพื่อสิทธิของมนุษย์โดยทั่วไปคล้ายกับลัทธินาซี

เนลสัน มานเนลา มองเห็นการคู่ขนานระหว่างการข่มเหงชาวยิวของนาซี และการปฏิบัติชาวอาฟริกาใต้ผิวดำของรัฐาลที่ได้แบ่งแยกสีผิว และความสามารถของแอนน์ แฟรงค์ที่จะรักษาการมองโลกในแง่ดีและเชื่อต่อความดีโดยธรรมชาติของบุคคลในขณะที่ซ่อนตัวอยู่ ที่ได้ให้เนลสัน มานเนลลา

เเละเพื่อนของเขา ความเข้มแข็งและกำลังใจ เขาจะประหลาดใจว่าแอนน์

แฟรงค์เด็กหญิงสาวอายุสิบสามปีสามารถใช้กระทำอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนี้

ผ่านทางการเขียนและการต่อต้านความไม่ยุติธรรมเขามองแอนน์ แฟรงค์

เป็นนักต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่เพื่อสิทธิมนุษย์

ภายหลังการปล่อยตัวเเละการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของเขาเนลสัน มานเดลลา ได้กล่าวทางสาธารณะเกี่ยวกับอิทธิพลของสมุดบันทึก ณ การเปิดนิทรรศการ 1994 ของแอนน์ แฟรงค์ภายในอัฟาริกาใต้เขาได้กล่าวว่า ชัยชนะต่อการแบ่งแยกผิวจะเป็นชัยชนะของแอนน์ แฟรงค์ และการบรรลุความสำเร็จเพื่อมนุษยชาติทุกคนสมุดบันทึกของเธอได้เสริมเเรงความเชื่อมั่นของเนลสัน มานเดลาต่อไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ความมุ่งหมายของเสรีภาพและความยุติธรรม

การพิสูจน์ว่าจิตวิญญานของมนุษย์สามารถจะส่องแสงผ่านทางที่แม้แต่ภายในเวลามืดสนิทที่สุด ช่วยเหลือให้เขาไม่เคยสูญเสียความหวังของวันกลับไปอย่างเสรีชนเขากล่าวว่าชันชนะของประชาธิปไตยภายในอาฟริกา

ใต้เป็นความสำเร็จของความเป็นมนุษย์โดยส่วนรวมที่ได้เชื่อมโยงการต่อสู้ของเขาต่อของเธอ เรื่องราวของสมุดบันทึกของความหวังและความเชื่อว่า

โดยแท้จริงบุคคลมีจิตใจที่ดี ทำให้การแก้ปัญหาของมานเดลาเข้มแข็งขึ้นที่จะดำเนินการต่อสู้อย่างไม่รุนแรงของเขา และรักษาอุดมการณ์ของเขา

เพื่อเสรีภาพและความเสมอภาคของอาฟริกาใต้

แอนน์ แฟรงค์ และเนลสัน มานเดลา ได้ถูกเชื่อมโยงผ่านทางแรงบันดาล

ใจอย่างลึกซึ้งของมานเดลาจากสมุดบันทึกของเธอในขณะที่ถูกจำคุกอยู่

ภายใต้การแบ่งเเยกสีผิว ค้นพบความกล้าหาญและความหวังภายในสมุด

บันทึกของเธอของความยืดหยุ่นต่อสู้ความไม่ยุติธรรม สะท้อนการต่อสู้

ของเขาเองเพื่อเสรีภาพและความเสมอภาค ด้วยทั้งสองต่างได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ยั่งยืนของสิทธิมนุษย์ และความมุ่งมั่นต่อสู้การกดขี่ เนลสัน

ได้ยึดติดกับจิตวิญญานของแอนน์ มองเธอเป็นเพื่อนนักสู้คนหนึ่งที่ได้ดึง

ความเข้มแข็งจากถ้อยคำที่มีชื่อเสียง เกี่ยวกับความหวังของเธอ ที่ทำให้

มรดกร่วมของพวกเขามั่นคง คำพูดอ้างอิงเฉพาะของแอนน์ที่ได้สะท้อนอย่างลึกซึ้งกับเขาคือความเชื่อที่ไม่เปลี่ยนแปลงภายในความดีโดยธรรม

ชาตืของความเป็นมนุษย์ทั้งที่มีความมืดล้อมรอบอยู่คำพูดอ้างอิงจากสมุด

บันทึกของแอนน์ที่บันดาลใจเนลสัน มานเนลา เเละเพื่อนนักโทษของเขา

“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันยังคงเชื่อว่าบุคคลมีจิตใจที่ดีงาม” คำพูดอ้างอิง

นี้ได้สะท้อนอย่างลึกซึ้งกับบุคคลที่ที่ต่อสู้การข่มเหงถูกใช้เป็นเครื่องเตือน

ใจว่าจิตวิญญานมนุษย์สามารถปฏิเสธความมืดด้วยความเมตตาและความ

กล้าหาญ

เเต่กระนั้นเรามีคำพูดอ้างอิงที่มีชื่อ้สียงหลายอย่างจากสมุดบันทึกของ

แอนน์ที่ห่อหุ้มแก่นของเรื่องสะท้อนกับการต่อสู้ของเนลสัน มาเดลลาคือ

*ตราบใดที่มีความหวังอยู่ ตราบนั้นยังมีชืวิตอยู่ มันเติมเราด้วยความสด

ใส ความกล้าหาญ และทำให้เราเข้มเเข็งอีกครั้งหนึ่ง

* ฉันรักษาอุดมคติของฉัน เพราะว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม ฉันยังคง

เชื่อว่าโดยแท้จริงบุคคลมีจิตใจที่ดีงาม

*ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกินที่ไม่มีใครต้องรอแม้แต่วินาทีเดียวก่อนเริ่มต้น

ปรับปรุงโลกให้ดีขึ้น

*จิตสำนึกที่สงบทำให้บุคคลเข้มเเข็ง

ทั้งสองได้เผชิญกับระบบที่โหดร้ายของการกดขี่ – นาซีเยอรมัน และการแบ่งเเยกสีผิว – และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้าน มานเดลาได้

ค้นพบความเข้มแข็งภายในสมุดบันทึกของแอนน์ เชื่อว่าถ้าเด็กหญิงสาวสามารถรักษาความหวังและความกล้าหาญได้ เขาสามารถทำได้เช่นกัน ทั้งสองได้ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษย์พื้นฐานด้วยแอนน์ ผ่านทางถ้อนคำของเธอ และมานเดลาผ่านทางกิจกรรมของเขาเรื่องราวของพวกเขาได้บันดาลใจรุ่นต่อไปเชื่อมั่นภายในความยุติธรรมและการปรองดอง

 

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com