ตะวันออกกลางกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง (ตอนแรก)

ตะวันออกกลางกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
จรัญ มะลูลีม
ภูมิทัศน์ทางการเมืองของตะวันออกกลาง
ในสมัยหลังสงครามโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตะวันออกกลางปรากฏตัวขึ้นมาเป็นดินแดนที่ไม่มั่นคงและน่าหวั่นไหวในทางยุทธศาสตร์ เหนือสิ่งอื่นใด ในตะวันออกกลาง มีวิกฤตอยู่ที่ภาคเหนือของอีหร่านใน ค.ศ. 1946 ซึ่งสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้น มีวิกฤติการณ์ซุเอซ (Suez crisis) ใน ค.ศ. 1956 ที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างยุโรปกับสหรัฐอเมริกา (European-US contradictions) ซึ่งขึ้นไปถึงจุดสูงสุด โดยสหภาพโซเวียต ขู่ที่จะใช้ขีปนาวุธโจมตีรัฐในยุโรปโดยตรง นับเป็นครั้งเดียวที่สหภาพโซเวียตขู่ที่จะทำเช่นนั้น
ใน ค.ศ. 1967 และ 1973 เกิดสงครามอาหรับ-อิสราเอล อันเป็นวิกฤตที่เกิดเป็นบางช่วงสมัยโดยมีสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตหนุนหลังแต่ละฝ่ายอยู่ ซึ่งมีอันตรายมากกว่าที่เกิดขึ้นในอินโดจีน (Indo-China) หรือยุโรป แต่มีอันตรายน้อยกว่าวิกฤตที่ได้ระเบิดขึ้นเหนือคิวบา (Cuba) ใน ค.ศ. 1962
หลังจาก ค.ศ. 1970 เหตุการณ์แล้วเหตุการณ์เล่าได้บรรจุตะวันออกกลางเอาไว้ในแนวหน้าแห่งความกังวลใจระหว่างประเทศอย่างเช่น ราคาน้ำมันของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (Opec) ที่พุ่งขึ้นใน ค.ศ. 1971-1973 การปฏิวัติอีหร่าน ใน ค.ศ. 1979 และความยากลำบากที่ขยายตัวออกไป อันเนื่องมาจากสงครามอีรัก-อีหร่านแห่ง ค.ศ. 1980-1988 สงครามอ่าว (Gulf War) แห่ง ค.ศ. 1990-91 อันเป็นเหตุการณ์ต่างๆ ที่เบรซเซนสกี (Brezenski) ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีคาร์เตอร์ (Carter) เรียกว่า “ขอบโค้งของวิกฤติการณ์” (Arc of Crisis) อันประกอบไปด้วย อัฟกานิสถาน อีหร่าน เยเมนใต้และเอธิโอเปีย ซึ่งมีบทบาทสำคัญอยู่ในระยะเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง
ใน ค.ศ. 1978 และ 1979 สงครามระหว่างอีหร่านและอีรักเป็นสงครามระหว่างรัฐที่ใช้เวลายาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 21 แต่น้อยกว่าความขัดแย้งจีน-ญี่ปุ่น (Sino-Japanese) แห่ง ค.ศ. 1937-1945 เหตุการณ์ต่างๆ ที่ตามมาได้แก่ อีรักรุกรานคูเวตจากเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1990 ถึงมีนาคม ค.ศ. 1991 ซึ่งประกอบขึ้นเป็นหนึ่งในวิกฤตการณ์ใหญ่ระหว่างประเทศหลังสมัยแห่งสงคราม
การโจมตีสหรัฐอเมริกาในเดือนกันยายน ค.ศ. 2001 ถูกมองกันทั่วไปว่าเป็นการแสดงให้เห็นจุดเปลี่ยนในการเมืองโลก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในความสัมพันธ์ระหว่างโลกมุสลิมและโลกที่มิใช่มุสลิม แน่นอนมันแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีความสำคัญสูงสุด ประการแรกในรอบห้าศตวรรษที่ศัตรู “ชาวใต้” ได้โต้กลับด้วยการโจมตีครั้งใหญ่ในดินแดนของรัฐตะวันตกและเป็นการกระทำของผู้ก่อการร้ายในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ที่ใช้ลัทธิก่อการร้ายทำลายล้างมาจากด้านล่าง
ผลที่ตามมาที่สำคัญก็คือการสร้างความเข้มแข็งของสหรัฐอเมริกาในการวางรูปความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทั้งนี้กระบวนการที่มีมาแต่ดั้งเดิมก่อนวันที่ 11 เดือนกันยายนไม่ว่าจะเป็นบูรณาการของยุโรป หรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรัสเซีย และจีนยังคงดำเนินต่อไปโดยมิได้เปลี่ยนแปลงตรรกะของตัวเหตุการณ์เอง
เหตุการณ์ในวันที่ 11 กันยายน เป็นความพยายามที่จะประกาศเป้าหมายทางการเมืองผ่านการทำลายล้างให้เป็นที่รับรู้โดยทั่วไป นี่เป็น “การโฆษณาโดยการกระทำ” ในรูปแบบอนาธิปไตยดั้งเดิม
อย่างไรก็ตามทั้งในประวัติศาสตร์และการส่งออกการปฏิบัติการณ์และผลที่ตามมาพบว่าวันที่ 11 เดือนกันยายน ประกอบขึ้นเป็นจุดเปลี่ยนในการเมืองร่วมสมัย ผลสะเทือนในเรื่องของอารมณ์และการเมืองของสหรัฐอเมริกาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย นำไปสู่การประกาศยุทธศาสตร์ใหม่คือ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” (War on Terror) ที่แพร่คลุมไปทั่ว ในฐานะที่เป็นผลของภาคปฏิบัติที่ตามมา เช่น การรณรงค์ในอัฟกานิสถานที่มีการขับไล่รัฐบาลฎอลิบาน (Taliban) และความเติบโตของการก่อการร้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง (นอกเหนือไปจากสิ่งที่ปรากฎครั้งแรกแล้ว เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้และผลที่ตามมาสามารถเห็นได้ต่างกันออกไป เช่นความคิดในเรื่องการปะทะกันทางอารยธรรม ซึ่งมีการตีความที่มิได้เป็นการยืนยันถึงการปะทะกันทางอารยธรรมเท่านั้น หากแต่ในฐานะของการท้าทาย และการอธิบายเหตุการณ์ทางการเมือง อย่างเช่นการมีความคิดเห็นว่าการปฏิวัติอีหร่านและสงครามอ่าวแห่งปี 1990-1991 อยู่ในฐานะที่เป็นตัวประกอบทางวัฒนธรรมอีกด้วย)
โดยสรุปบริบทที่ขบวนการสุดโต่งปรากฏตัวและได้รับการสนับสนุนนั้น ก่อตัวมาจากสามช่วงกว้างๆ ของประวัติศาสตร์ นั่นคือช่วงของลัทธิอาณานิคม สงครามเย็นและหลังสงครามเย็น และการจัดระเบียบมณฑลต่างๆ ของอาหรับแห่งอาณาจักรออตโตมานในช่วงทศวรรษ 1920 หลังจากการพ่ายแพ้ของอาณาจักรออตโตมานในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
ความพ่ายแพ้ดังกล่าวปูทางให้แก่พื้นฐานของการมีอารมณ์ต่อต้านอาณานิคมในโลกอาหรับ สิ่งนี้เข้าไปเกี่ยวข้องกับความเป็นปรปักษ์ต่อการแบ่งแยก หรือการถูกแบ่งแยกของโลกอาหรับออกเป็นรัฐต่างๆ แยกกันและความเชื่อใน “เอกภาพ” ของอาหรับ การคัดค้านการสร้างชุมชนชาวยิวและรัฐยิวในปาเลสไตน์และความรู้สึกที่กระจายออกสู่ภายนอก รวมทั้งรูปแบบของชาวตะวันตกในการเมืองของภูมิภาค
ประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร ได้รับการสถาปนาขึ้นมาในทศวรรษ 1920 โดยชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งเอาชนะฝ่ายปรปักษ์ในคาบสมุทร แต่เสียงสะท้อนของการต่อต้านลัทธิอาณานิคมในคาบสมุทรและการไม่ให้คุณค่าบรรดาผู้ปกครองที่คบค้าสมาคมกับตะวันตกดำรงอยู่ยาวนาน ประชาชนที่นั่นมีความรู้สึกร่วมกันอย่างกว้างขวางในฐานะของชาวอาหรับที่ต่อต้านอาณานิคมและตกอยู่ภายใต้การปกครองอาณานิคม
เมื่ออุสามะฮ์ บินลาดิน (Usama bin Ladin – 1957-2011) กล่าวว่าความขัดแย้งกับตะวันตกได้ดำเนินมาแล้วเป็นเวลาแปดสิบปี นั่นคือนับตั้งแต่ทศวรรษ 1920 สิ่งนี้อ้างไปถึงข้อตกลงก่อนสมัยออตโตมานในตะวันออกกลาง นั่นคือการเปิดปาเลสไตน์ให้แก่การอพยพเข้ามาของชาวยิว นอกจากนี้การสร้างรัฐลูกค้าต่างๆ โดยตะวันตกก็ได้รับเสียงคัดค้านอย่างกว้างขวาง
สงชครามเย็นมีบทบาทสำคัญอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยผ่านความขัดแย้งในอัฟกานิสถาน ที่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับการขึ้นมาสู่อำนาจของฝ่ายคอมมิวนิสต์ ใน ค.ศ. 1978 และการมาถึงของกองกำลังจากสหภาพโซเวียตที่สนับสนุนฝ่ายคอมมิวนิสต์ใน ค.ศ. 1979 ด้วยบริบทนี้เองที่การระดมกำลังของฝ่ายต่อต้านที่นิยมอิสลามถูกนำมาใช้ อันเป็นการต่อต้าน ซึ่งทำให้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางเข้าไปร่วมกับเอเชียใต้และเป็นการต่อต้านที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของขบวนการอัล-กออิดะฮ์
ในที่สุดประเทศที่เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตก็ได้สืบทอดมรดกในทางลบในรูปของความขัดแย้งทางชาติพันธุ์ซึ่งระเบิดออกมา และไม่สามารถควบคุมอาวุธต่าง ๆ ได้อย่างมีศักยภาพ ในขณะที่ประเทศที่เคยตกอยู่ใต้อิทธิพลของฝ่ายตะวันตกก็จะพบว่ามรดกที่ตะวันตกทิ้งไว้ให้ก็คือสงครามเย็นในรูปแบบที่ไม่อาจควบคุมทหารพลเรือนที่ใช้ความรุนแรงได้
ในระหว่างสงครามเย็น อิสลามนิยมได้รับการสนับสนุนอยู่ในหลายประเทศ ในฐานะที่เป็นจุดหมายแห่งการตรวจสอบอิทธิพลของกองกำลังฝ่ายซ้ายในตุรกี ปาเลสไตน์ อียิปต์ เยเมนและเหนืออื่นใดคืออัฟกานิสถาน
เหมือนกับที่อื่นๆ ในโลก อย่างเช่นแองโกลา อเมริกากลาง สงครามเย็นได้ก่อให้เกิดการติดอาวุธให้ทหารพลเรือนที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอัฟกานิสถาน ซึ่งอยู่รอดมาได้ถึงปลาย ค.ศ. 1991 ลูกหลานของขบวนการนี้เองที่ได้โจมตีสหรัฐอเมริกาในทศวรรษต่อมา ดังนั้นเหตุการณ์ต่างๆ แห่งเดือนกันยายนจึงมิใช่บางสิ่งบางอย่างที่แยกโลกออกมาจากสงครามเย็นและช่วงเวลาหลังจากนั้นโดยทันทีแต่อย่างใด
บินลาดินและการเปลี่ยนผ่านในโลกมุสลิม
เหตุการณ์ต่างๆ หลังการสิ้นสุดสงครามเย็นก็ได้แก่ความขัดแย้งของอีรักที่มีต่อคูเวตใน ค.ศ. 1990-1991 และความล้มเหลวที่จะแก้ไขปัญหาปาเลสไตน์ที่ดำเนินอยู่ต่อไป สิ่งเหล่านี้เป็นพัฒนาการที่ปกคลุมตะวันออกกลางในทศวรรษ 1990 และทำหน้าที่ระดมชาวอาหรับและความคิดของชาวมุสลิมที่ต่อต้านตะวันตกโดยทั่วไปเข้าด้วยกัน
บินลาดินมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีอำนาจของซาอุดีระหว่างทศวรรษ 1980 เมื่อคนเหล่านั้นช่วยเหลือทางการเงินและให้อาวุธสำหรับปฏิบัติการของเขาในอัฟกานิสถาน (อย่างไรก็ตามหลังจากอีรักรุกรานคูเวตบินลาดินก็ต่อต้านการเข้ามาของกองกำลังสหรัฐอเมริกาและตัวเขาถูกบีบให้เนรเทศ ครั้งแรกในซูดานใน ค.ศ. 1991จากนั้นก็ไปอัฟกานิสถานใน ค.ศ. 1996 จากที่นั่น เขาได้เรียกร้องให้มีการถอนทหารอเมริกันออกไปจากคาบสมุทรอาหรับทั้งหมด การเข้ามาสู่อำนาจของกองกำลังฏอลีบาน (Taliban) ใน ค.ศ. 1996 ทำให้เขามีพันธมิตรในรูปของรัฐซึ่งเข้ากันได้ดีกับนโยบายต่างๆ ของเขา)
ในฐานะของอุดมการณ์ องค์การอย่างเช่นอัล-กออิดะฮ์ ได้ใช้ภาษาแห่งศาสนาอิสลามสร้างความประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความคิดที่ว่าความขัดแย้งกับตะวันตกมีรากเหง้ามาจากวัฒนธรรมที่แตกต่าง อย่างไรก็ตามที่มาของความขัดแย้งนี้จะพบได้ในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของตะวันออกกลางโดยทั่วไปเป็นส่วนใหญ่ ตะวันออกกลางจึงเติบโตขึ้นในฐานะที่เป็นผลพวงที่ตามมาจากเหตุการณ์ต่างๆ ทางการเมืองและการทหารในปัจจุบัน
บินลาดินและสานุศิษย์ของเขาได้นำเอาประเพณีอันหลากหลายที่มีอยู่ภายในอิสลามการเมืองมาหาเหตุผลให้แก่ปฏิบัติการของพวกเขา แต่การเลือกใช้อิทธิพลของพวกเขาสะท้อนให้เห็นความเกี่ยวข้องของการเมืองร่วมสมัย มากกว่าความเกี่ยวพันใดๆ ที่เป็นการภักดีต่อศาสนา จุดมุ่งหมายของพวกเขามีความทันสมัยและมีรากเหง้าอยู่ในบริบทร่วมสมัยทางการเมือง อันเป็นการท้าทายการคงอยู่ของตะวันตกในตะวันออกกลาง รวมทั้งผู้ปกครองของซาอุดีอาระเบียและประเทศอื่นๆ ซึ่งถูกถือว่ามีความเกี่ยวพันอยู่กับตะวันตกในสมัยหลังสงครามเย็น (สำหรับพื้นฐานในเรื่องนี้ดู Gilles Kepel, Jihad The Trail of Political Islam , London : I.B.Tauris, 2002)
รากเหง้าทางอุดมการณ์ของบินลาดินจะพบได้ในการนำเอาอิสลามไปใช้ในแบบสุดโต่งอันเป็นแนวทางที่พัฒนาขึ้นในระหว่างศตวรรษที่ 20 พวกเขามิได้เป็นแค่ชาวอิสลาม (Islamic) แต่เป็นนักอิสลามนิยม (Islamist) ในความคิดที่ว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่พยายามจะแก้ไขประเด็นต่างๆ ทางการเมืองและสังคม ด้วยการอ้างอิงไปถึงอิสลาม อันเป็นขบวนการอิสลามที่ต่อต้านกองกำลังทางโลกโดยตรงภายในสังคมมุสลิมเช่นเดียวกับการต่อต้านอำนาจภายนอก
ขบวนการภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) ของอียิปต์ซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาโดยฮะซัน อัล-บันนา(Hasan al-Banna – เสียชีวิต ค.ศ. 1949) ได้นำเสนอรูปแบบการเผชิญหน้าใหม่ขององค์การทางการเมืองขึ้นมาเพื่อรวมชาวมุสลิมจากประเทศต่างๆ เข้าด้วยกัน มิได้เป็นเรื่องบังเอิญที่อิทธิพลของอียิปต์มีความเข้มแข็งอยู่ในอัล-กออิดะฮ์
เมาลานา เมาดูดีย์ (Mawlana Maududi – เสียชีวิต ค.ศ. 1979) เป็นผู้ให้กำเนิดญะมาอะตีอิสลามี (Jama-at-i Islam-i) ที่เป็นหน่วยงานกลางแห่งความคิดกลับสู่ฐานรากของปากีสถาน (Pakistani fundamentalism) ใน ค.ศ. 1941 เมาดูดีย์ นำเสนอแนวคิดว่าด้วยเอกภาพของชาวมุสลิมทั้งมวลและต่อสู้ด้วยการ ญิฮาด เพื่อต่อต้านระบบการแยกศาสนาออกจากภารกิจของรัฐ และต่อต้านอุดมการณ์ตะวันตก
หนึ่งในความสำเร็จของขบวนการรอบๆ บินลาดินก็คือการนำเอาแนวคิดสุดโต่งที่ผิดรูปผิดร่างมาจากโลกอาหรับและเอเชียใต้มาใช้ในนามอิสลาม อันเป็นบางสิ่งบางอย่างที่มิได้อยู่ในแนวทางภาคปฏิบัติของอิสลามแต่อย่างใด
นักคิดมุสลิมที่มีอิทธิพลต่อบินลาดินอีกคนหนึ่งคือซัยยิด กุฎบ์ (เสียชีวิต ค.ศ. 1979) ผู้ประณามตะวันตกว่าเป็นญาฮิลียะฮ์ ซึ่งเป็นคำในอัล-กุรอานสำหรับความหมายของคำว่า “อวิชชา”
ในหนังสือหลักไมล์ (Milestones) กุฏบ์เสนอให้มีการสร้างองค์การของนักต่อสู้ที่แข็งกร้าว อันเป็นองค์การที่ปฏิเสธการเจรจาทั้งหมด อุดมการณ์ของผู้นำทั้งสามคนข้างต้นเข้ามาอยู่ร่วมกันในอุดมการณ์และการปฏิบัติของอัล-กออิดะฮ์ โดยแนวความคิดของนักคิดทั้งสามคนจะถูกกล่าวถึงในตอนต่อๆไป
การขานรับภายในโลกมุสลิมต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 เดือนกันยายนยังแสดงให้เห็นเช่นกันว่าพลังทางการเมืองและสังคมมีเนื้อหาสาระอย่างไรในการมีบทบาทอยู่เบื้องหลังการปรากฎตัวของการใช้ศาสนาร่วมกัน
สิ่งเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นทั้งการขยายตัวและการจำกัดตัวในความเป็นปึกแผ่นของอิสลาม มีการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง หรืออย่างน้อยก็มีความเห็นใจต่อบินลาดินในโลกอาหรับ กระนั้นส่วนใหญ่จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชาตินิยม อย่างเช่นการครอบครองของตะวันตก การคงอยู่ของกองทหารต่างชาติ ความเป็นหนึ่งเดียวกับปาเลสไตน์ อย่างไรก็ดีการสนับสนุนนี้ก็มิได้เปลี่ยนไปสู่การคุกคามโดยตรงต่อผู้ปกครองรัฐเหล่านี้โดยทันทีหลังจากเดือนกันยายน ค.ศ. 2001
ในตะวันออกกลางประเทศที่แสดงการคัดค้านปฏิบัติการณ์ของอัล-กออิดะฮ์ อย่างเข้มแข็ง ได้แก่อีหร่าน ซีเรียและลิเบีย
แม้ประเทศเหล่านี้จะไม่ลงรอยกับตะวันตก แต่ก็ประณามในสิ่งที่บินลาดินและพวกพ้องของเขากระทำลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีหร่านที่แสดงความปรารถนาที่จะทำลายล้างฏอลิบานในอัฟกานิสถาน
บางทีที่โดดเด่นที่สุดได้แก่การขานรับในอัฟกานิสถานเอง ซึ่งประชาชนจำนวนไม่น้อยให้การต้อนรับการขับไล่นักต่อสู้ฎอลิบานที่อยู่ที่นั่นออกไป และประณามว่าปัญหาต่างๆ ในประเทศมาจากการคงอยู่ของชาวอาหรับและชาวปากีสถาน อิสลามระหว่างประเทศจึงถูกท้าทายในการจากไปของฏอลิบานและผู้สนับสนุนต่างชาติของฏอลิบานในปลาย ค.ศ. 2001
ความรู้สึกเป็นปรปักษ์ต่อตะวันตกที่สืบทอดกันมานี้ได้แผ่ซ่านไปทั่วตะวันออกกลางและที่อยู่ไกลออกไป โดยมีจุดมุ่งอยู่ในดินแดนแคชมีร (Kashmir) และปาเลสไตน์ หลังวันที่ 11 เดือนกันยายน มีความหวังกันว่าความรู้สึกร่วมกันในจุดหมายระหว่างประเทศจะช่วยแก้ไขความขัดแย้งเหล่านี้ และการประนีประนอมที่เป็นความจริงสามารถทำให้เป็นผลสำเร็จได้
ในเหตุการณ์ดังกล่าวสิ่งที่ตรงข้ามกันได้เกิดขึ้น เช่น รัฐท้องถิ่นและกลุ่มการเมือง เห็นว่าบริบทหลังวันที่ 11 กันยายน เป็นหนึ่งในสิ่งที่พวกเขาสามารถนำเอาจุดหมายต่างๆ มาทำตามความเชื่อของพวกเขาได้ ผลก็คือการขยายตัวของความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์และระหว่างนักรบจรยุทธ์ชาวแคชมีรที่สนับสนุนโดยปากีสถานและอินเดีย
ในทั้งสองกรณีพบว่าทั้งอิสราเอลและอินเดียตามลำดับพยายามที่จะหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบสำหรับประเด็นทางการเมืองโดยเลือกให้ศัตรูของพวกตนเป็นดัง “ผู้ก่อการร้าย” ที่สืบทอดกันมา นั่นคือเป็นผู้คนที่ไม่มีความชอบธรรมในการเรียกร้องทางการเมือง ปากีสถานพยายามใช้การสนับสนุนชาวแคชมีรเพื่อเป็นหนทางในการชดเชยความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในอัฟกานิสถาน
ในส่วนของปาเลสไตน์ ผู้นำปาเลสไตน์ได้สูญเสียความริเริ่มให้แก่กลุ่มนักต่อสู้ที่อยู่ในปาเลสไตน์โดยปฏิเสธการไกล่เกลี่ยเรื่องสองรัฐกับอิสราเอล วันที่ 11 กันยายน ได้มอบบริบทสำหรับการไม่ยอมอ่อนข้อไว้ให้ ซึ่งไม่ใช่โอกาสของการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามเหนืออื่นใด เหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ได้นำไปสู่ความตึงเครียดของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอีรัก
แม้ว่าสิ่งที่ได้กล่าวมาข้างต้นไม่ได้มีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการตีความในเรื่องวัฒนธรรมหรืออารยธรรมมากนัก แต่ก็เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างมากในการปะทะกันกับจุดมุ่งหมายของนโยบายต่างประเทศของอีรักและสหรัฐอเมริกา และด้วยการขยายการรณรงค์ในการตอบโต้ “ลัทธิก่อการร้าย” ในฝ่ายบริหารของบุช
อิสลามนิยมและรัฐมุสลิมหลังเหตุการณ์ 9/11
มีแถลงการณ์บางแถลงการณ์ที่ทำขึ้นในตะวันตกได้ยกเอาเฉพาะอิสลามในความรู้สึกทางศาสนาเท่านั้นขึ้นมากล่าวถึงในฐานะของการท้าทาย แต่ความรู้สึกไม่สะดวกสบายในตะวันตกก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับศาสนานี้นัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเชื่อ และอีกหลายเรื่องที่เกี่ยวกับประเด็นทางการเมืองและความมั่นคงที่ถูกยกเอามาท้าทายโดยนักอิสลามนิยม (Islamist)
ที่สามารถชี้ชัดลงไปได้ก็เป็นชุดของประเด็นทางการเมืองและสังคมที่สนับสนุนให้เกิดการท้าทายโดยชาวมุสลิม ประเด็นเหล่านี้ครอบคลุมไปถึงการย้ายถิ่น การเป็นเอกราชของชาติ อิทธิพลภายนอกที่มีต่อโลกมุสลิม รวมทั้งความตึงเครียดที่เกิดจากการเข้าร่วมกับตลาดโลก และการเข้ามาสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่สนับสนุนโดยโลกาภิวัตน์
จารีตและค่านิยมของอิสลามอาจนำไปสู่โวหารผ่านประเด็นต่างๆ ที่ถูกนำเสนอออกมา แต่โดยตัวของมันเองมิได้นำไปสู่ข้อถกเถียงไม่ได้มี “อิสลาม” ที่ตีความไปในทางเดียวกันทั้งหมด
ภาษาที่ใช้โดยนักอิสลามนิยมนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยการอ้างถึงรูปแบบใหม่ๆ เหนืออื่นใดคือข้ออ้างที่ว่าชาติต่างๆ ควรมีการกำหนดใจตนเองและเป็นอิสระ พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์ถึงการหาประโยชน์ทางวัตถุของตะวันตกจากโลกที่กำลังพัฒนา
ตัวอย่างในภาคปฏิบัติซึ่งมีความสำคัญในการคาดคำนวณอยู่ภายใต้นโยบายต่างๆ ของรัฐมุสลิมสามารถเห็นได้หลังจากวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ในที่ประชุมสิ่งแวดล้อมโจฮันเนสเบิร์ก (Johannesburg environmental conference) หรือการประชุมสุดยอดว่าด้วยโลก (Earth Summit) พบว่า รัฐที่ผลิตน้ำมันต่างก็ยืนอยู่เคียงข้างสหรัฐอเมริกาเพื่อต่อต้านประเทศยุโรปและประเทศโลกที่สามอีกหลายประเทศในการคัดค้านการจำกัดการแพร่ขยายคาร์บอน ตัวอย่างเช่นอีหร่านที่พบว่ามีหลายอย่างเหมือนกันกับมารร้ายตัวใหญ่ (อีหร่านเรียกสหรัฐอเมริกาว่ามารร้ายตัวใหญ่ (Great Satan) มาตั้งแต่มีการปฏิวัติอิสลามแห่ง ค.ศ. 1979)
ในกรณีของอีหร่านสาธารณรัฐนี้เข้ารูปเข้ารอยมาตั้งแต่ ค.ศ. 1979 โดยประเทศยืนกรานที่จะใช้โปรแกรมทางการเมืองและศีลธรรมที่วางอยู่บนบริบททางศาสนา กระนั้นนับจากเริ่มก่อตั้งประเทศการเมืองที่รัฐนี้นำมาใช้และการขานรับของประชาชน สะท้อนให้เห็นความจริงที่แตกต่างกัน นั่นคือกลไกของอำนาจถูกรักษาไว้โดยวิธีการดั้งเดิมแบบทางโลกคือการปกครองโดยใช้อำนาจและการเลือกเข้ากลุ่มโดยการออกเสียงจากสมาชิกในกลุ่ม อย่างไรก็ตามประชากรอีหร่านก็เหนื่อยล้ามากขึ้นอันเนื่องมาจากการประกาศถึงประเด็นต่างๆ ทางศาสนาที่มาจากผู้ปกครอง
การเลือกตั้งซึ่งได้นักปฏิรูปอย่างประธานาธิบดีคอตามี (Khatami) ซึ่งเข้ามาสู่อำนาจใน ค.ศ. 1997 สะท้อนให้เห็นความสงสัยของประชาชนที่มีต่อรัฐศาสนา รวมทั้งผู้ที่ปรารถนาให้การกระจายอำนาจดำรงอยู่ต่อไป การตอบรับของอีหร่านต่อวันที่ 11 กันยายนนั้นมีเงื่อนไข โดยในภาคปฏิบัตินั้นแม้อีหร่านจะมิได้อยู่ข้าง อัล-กออิดะฮ์ และสนับสนุนสงครามต่อต้านฏอลิบาน และสนับสนุนพันมิตรของตนในอัฟกานิสถานคือพันธมิตรฝ่ายเหนือในการให้ความคุ้มครองต่อการทำสงครามดังกล่าว
กระนั้นก็ดีในบางครั้งอีหร่านกระทำการที่ส่งผลเหมือนกับเป็นสมาชิกที่ร่วมมือและสนับสนุนสหรัฐอเมริกา อันเป็นจุดยืนซึ่งเปลี่ยนไปก็เฉพาะในตอนปลายของ ค.ศ. 2001 เท่านั้น ด้วยความกังวลถึงจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาในตะวันออกกลาง และด้วยการเห็นว่าสหรัฐอเมริกาขาดความมุ่งหมายในเรื่องนี้ อีหร่านจึงวางจุดยืนระหว่างประเทศของตนเองขึ้นมา
กล่าวโดยกว้างๆ วันที่ 11 กันยายน 2001 เป็นโอกาสส่วนหนึ่งในการสำรวจการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสามทางด้วยกัน ประการแรกอย่างที่พูดไปแล้ว มันได้เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา โดยสหรัฐอเมริกาได้มุ่งความสนใจไปที่การต่อต้านลัทธิก่อการร้าย อันเป็นคำที่นิยามขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับจุดมุ่งหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของดินแดนและเรื่องที่มีมติในด้านการทหาร การเงิน และการเมือง
ในขณะที่การรณรงค์ต่อต้านอีรักไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดั้งเดิมของวันที่ 11 กันยายน หรือการคุกคามจากการก่อการร้ายในตอนนั้น ด้วยเหตุนี้ยุทธศาสตร์ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ก่อให้เกิดบริบทในการนำเอานโยบายของสหรัฐอเมริกาที่ค่อนข้างจะแยกออกต่างหากมาใช้
ประการที่สอง มันได้นำมาซึ่งความไม่พอใจที่มีมากขึ้นในโลกมุสลิม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีสองมาตรฐาน (double standards) ของสหรัฐอเมริกาที่ปรากฎให้เห็นในส่วนที่เกี่ยวกับปัญหาของชาวปาเลสไตน์ ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนสิทธิของชาวอิสราเอลในการกำหนดใจตนเองและสนับสนุนในด้านความมั่นคงอย่างแท้จริง ในขณะที่ในภาคปฏิบัติกลับปฏิเสธสิทธิที่คล้ายคลึงกันของชาวปาเลสไตน์) ในตอนต้นคนจำนวนมากในโลกมุสลิมมีความสงสัยว่าผู้กระทำความผิดในการโจมตีเมื่อวันที่ 11 กันยายน เป็นชาวมุสลิมทั้งหมดหรือไม่ เมื่อมีหลักฐานว่าพวกเขาเป็นชาวอาหรับ และส่วนใหญ่มาจากซาอุดีอาระเบีย ผลกระทบนี้ยังรู้สึกได้โดยรัฐอาหรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา เช่น ซาอุดีอาระเบียและอียิปต์ ผู้ซึ่งเชื่อว่านโยบายของสหรัฐอเมริกาในเรื่องปาเลสไตน์และการเผชิญหน้ากับอีรักนั้นคุกคามต่อการทำลายความสัมพันธ์กับประชาชนในประเทศของตัวเอง
ประการที่สาม วันที่ 11 กันยายน นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในความสัมพันธ์ของรัสเซียต่อสหรัฐอเมริกา ในการดำเนินนโยบายสร้างความสัมพันธ์ขั้นปกติในทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์กับตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีปูตินได้ยินยอมให้สหรัฐอเมริกากลายเป็นตัวแสดงทางยุทธศาสตร์ในเอเชียกลางด้วยการยอมให้สหรัฐอเมริกาสร้างฐานทัพมิใช่แค่ในอัฟกานิสถานเท่านั้น แต่ยังมีฐานทัพอยู่ในอุซเบกิสถาน (Uzbekistan) และคิรกิสถาน (Kyrgystan) ด้วยเช่นกัน
ในเวลาเดียวกันรัสเซียก็มีโอกาสเข้ามาใกล้ชิดกับนาโต (NATO) และได้มีการบรรลุข้อตกลงว่าด้วยสนธิสัญญาใหม่ในการลดอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างวอชิงตันและมอสโก รัสเซียมีความหวังว่าการให้ความสะดวกสบายเช่นนั้นไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องนโยบายที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ขั้นปกติเท่านั้น แต่ยังช่วยเป็นพื้นฐานให้แก่ตะวันตกในการต่อต้านสิ่งที่เรียกกันว่า “ผู้ก่อการร้าย” ที่ต่อต้านรัสเซียในเชนย่า (Chenya) อีกด้วย
ดังนั้นวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 จึงเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ต่อผลที่จะตามมาโดยทันที มันมีผลกระทบต่อการเมืองของสหรัฐอเมริกาและนโยบายต่างประเทศและต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศโดยทั่วไปมากขึ้น ในทุกๆ เหตุการณ์การท้าทายที่มีต่อการวิเคราะห์ก็คือความพยายามที่จะคัดกรองการอธิบายขนานใหญ่ในเรื่องศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งวางอยู่บนพื้นที่ทางการเมืองและพลังทางสังคมที่มีบทบาทอยู่ ซึ่งจะทำให้เราสามารถแยกข้ออ้างและโต้ตอบข้ออ้างเกี่ยวกับอิสลามและตะวันออกกลางในที่สุด (ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ใน Fred Holliday, Islam & the myth of Confrontation, New York : IB Tauris, 2002)
อย่างไรก็ตามในการศึกษาอิสลามการเมือง (Political Islam) หรือการใช้อิสลามไปในทางการเมืองและความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในตะวันออกกลาง เราจะต้องพิจารณาไม่เฉพาะประวัติศาสตร์ปัจจุบันของประเทศตะวันออกกลางเท่านั้น แต่จะต้องพิจารณาถึงศัตรูใหม่ของการญิฮาดด้วยนั่นคือนโยบายของตะวันตก
การรุกรานและยึดครองอีรักในฤดูใบไม้ร่วงของ ค.ศ. 2003 มีความหวังอย่างชัดเจนอยู่ที่การปลดอาวุธและการโค่นล้ม ซัมดัม ฮุสเซน แต่วัตถุประสงค์แรกและวัตถุประสงค์ในระยะยาวคือการปิดกล่องความชั่วร้ายซึ่งสหรัฐอเมริกาได้เปิดขึ้นในทศวรรษ 1970 เมื่อติดอาวุธ ส่งเสริมและให้การช่วยเหลือทางการเงินแก่พันธมิตรที่เป็นอันตรายผู้ซึ่งท้ายที่สุดได้หันมาต่อต้านพวกเขาเองนั่นคือซัดดัม ฮุสเซน และก่อนหน้านี้ในการต่อต้านสหภาพโซเวียต สหรัฐอเมริกาก็สนับสนุนนักญิฮาด (Jihadists) ของฏอลิบาน (Taliban) แห่งอัฟกานิสถานมาก่อนแล้วเช่นกัน
กล่าวโดยสั้น ๆ นี่เป็นนโยบายที่ได้ผลนั่นคือซัดดัม ฮุสเซนและอายะตุลลอฮ์ โคมัยนี (Ayatollah Khomeini) ต่อสู้กันเองในสงครามแปดปี (ระหว่าง ค.ศ. 1980-1988) นับเป็นแปดปีแห่งการฆ่าทำลายล้างและทำให้ประเทศของพวกเขากลายเป็นอัมพาต และนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่ติดอาวุธให้กลุ่มมุญาฮิดีนเพื่อต่อต้านสหภาพโซเวียตนั้นเชื่อกันโดยแวดวงของฝ่ายบริหารสหรัฐอเมริกาบางคนว่าเป็นสาเหตุหลักแห่งการจากไปของสหภาพโซเวียต
แต่มันเป็นนโยบายที่ได้รับการโต้กลับมา และผลที่ตามมาก็รู้สึกได้ในเวลาต่อมาเช่นกัน สหรัฐอเมริกาเคยรับรู้ถึงความเสียใจในความล้มเหลวของตนเองในเวียดนามมาแล้ว โดยสหรัฐอเมริกาทำสงครามตัวแทน นักรบที่ทำสงครามตัวแทนเหล่านั้นซึ่งถูกสอนให้ต่อสู้ ในเวลานี้ได้หันมาต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาเสียเอง หลังจากสงครามเวลานี้อีรักได้ก้าวล้ำปาเลสไตน์ไปแล้ว เพราะอีรักตกอยู่ในฐานะที่เป็นแหล่งระดมพลสำหรับการญิฮาดโลกในที่สุด
ถึงที่สุดอาจกล่าวได้ว่าปัญหาปาเลสไตน์เองยังแก้ไขได้ยากเช่นเคย ความเจ็บปวดทรมานที่มาจากความขัดแย้งและการที่สหรัฐอเมริกายังคงให้การสนับสนุนนโยบายของอิสราเอลในดินแดนต่างๆ อย่างไม่ลดละนั้นทำให้ภาพพจน์ของสหรัฐอเมริกาในฐานะ “คนกลางที่ทรงเกียรติ” ผู้สร้างสันติและ “ผู้สร้างประชาธิปไตย” ที่ก้าวหน้าได้รับการตำหนิ
การถอนทหารอิสราเอลจากกาซ่าใน ค.ศ. 2005 ที่มีการโอ้อวดกันอย่างมากนั้นดูเหมือนจะส่งผลต่อความขัดแย้งไม่มากนัก ปาเลสไตน์ซึ่งเป็นแหล่งความศักดิ์สิทธิ์ที่สามในอิสลามและศาสนสถานในนครเยรูซาเล็มอย่าง โดมแห่งศิลา (Dom of the rock) ยังคงติดอยู่ที่ริมฝีปากของนักญิฮาดทั่วโลก
ลัทธิญิฮาด (Jihadism) หรือญิฮาดนิยมยังคงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและอยู่ในฐานะที่เป็นปรากฎการณ์ ซึ่งสลับซับซ้อนเหมือนๆ กับขบวนการอื่นๆ ที่แผ่ขยายผ่านประเทศทวีป และวัฒนธรรมต่างๆ อยู่ในเวลานี้ การญิฮาดจะต้องถูกมองดูในฐานะที่เป็นเรื่องแรกๆ ทางการเมืองมากกว่าจะเป็นขบวนการทางศาสนา (ดู Gilles Kepel, Hamas, Israel, Arafat and Jordan, Jihad the Trail of Political Islam)
ในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ภายในช่วงเวลา 20 นาที เครื่องบินอเมริกันสองลำโจมตีตึกแฝดที่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในแมนฮัตตัน ต่อมาหอคอยนั้นก็โค่นลงมาทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบสามพันคน ในเวลาเดียวกันเครื่องบินไอพ่นก็พุ่งชนตึกเพนตากอน ในขณะที่ลำที่สี่ซึ่งดูเหมือนจะมุ่งไปที่ทำเนียบขาวไม่อาจไปถึงเป้าหมายได้และดิ่งลงสู่ทุ่งหญ้าในเพนซิลเวเนีย
ไม่เคยเลยในประวัติศาสตร์ที่แผ่นดินใหญ่ของสหรัฐอเมริกาจะตกเป็นเป้าของการโจมตีขนาดใหญ่ การถูกถล่มด้วยระเบิดที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) โดยญี่ปุ่นเป็นเหตุการณ์เดียวที่มีมาก่อนหน้านี้ในความทรงจำที่ยังระลึกถึงได้ แต่การโจมตีดังกล่าวก็เป็นการโจมตีตอบโต้ฐานทัพทางทหารบนหมู่เกาะแปซิฟิกที่ห่างไกล
การสังหารหมู่ในวันที่ 11 กันยายนนั้นมุ่งไปที่พลเรือนและการโจมตีสัญลักษณ์สำคัญของการครองความเป็นเจ้าของสหรัฐอเมริกา อันเป็นอำนาจทางการพาณิชย์และการเงิน รวมทั้งความยิ่งใหญ่ทางทหารและการโจมตีพลาดเป้าเฉพาะอำนาจทางการเมืองเท่านั้น
นี่เป็นเหตุการณ์ที่ไหวสั่น ซึ่งมีผลตามมานับไม่ถ้วน มันเปิดเผยให้เห็นถึงความเปราะบางของอาณาจักรของสหรัฐอเมริกา อันเป็นการระเบิดออกของมายาคติที่ว่าไม่มีใครเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้และเรียกร้องไปสู่คำถามทั้งหมดถึงความแน่นอนและความเชื่อที่ยืนยันถึงชัยชนะของอารยธรรมอเมริกันในศตวรรษที่ 20 หลายคนหวาดเกรงว่านี่เป็นเพียงครั้งแรกในแผนการแห่งความโหดร้ายที่จะตามมาอีกเป็นลำดับ
นอกเหนือไปจากความเลวร้ายของการสังหารหมู่แล้ว ผลที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ได้แก่ความเจ็บปวดของเหยื่อและครอบครัวของพวกเขา ความเศร้าโศรกของสหรัฐอเมริกา การตกลงโดยทันทีของตลาดหุ้น การคุกคามต่อการล้มละลายในสายการบินหลายสาย และการเปลี่ยนแปลงโดยทั่วไปอย่างรุนแรงมากขึ้นในเศรษฐกิจของโลก
การเปลี่ยนสภาพอย่างรุนแรงของวันที่ 11 เดือนกันยายนนั้นเป็นการพังทลายที่เห็นได้โดยสายตา ภาพของเครื่องบินไอพ่นที่กำลังบินเชิดสู่ตึกระฟ้าแล้วก็ตามมาด้วยการโค่นลงมาอย่างน่ากลัว จะยังคงฝังอยู่ในความทรงจำร่วมของมนุษยชาติไปอีกชั่วอายุคน ภาพที่ถ่ายทอดไปทั่วโลกโดยสถานีโทรทัศน์ ได้ส่งคลื่นแห่งความตกใจเป็นระลอกสู่ภายนอกและขยายผลกระทบที่แท้จริงออกไป
ความแน่นอนของการก่อการร้ายในจังหวะเดียวกันส่งผลกระทบที่รุนแรงและรวดเร็ว ประการแรกเห็นได้ชัดถึงการข่มขวัญและทำให้ตกใจกลัว ทั้งนี้ผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อโดยสิ้นเชิงจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นใครนั้นทุกคนสามารถชี้ชัดได้ ประการที่สองเป็นการระดมพลสนับสนุนชาวมุสลิม ซึ่งผู้โจมตีปรารถนาที่จะชนะใจชาวมุสลิมในภารกิจของพวกเขา เพื่อก่อให้เกิดอารมณ์ความเห็นใจและความกระตือรือร้นและเพื่อที่จะกระตุ้นด้วยตัวอย่างของการพิชิตที่ได้มาด้วยความรุนแรง
หลังจากสองสามวันของความลังเลใจ บรรดาผู้นำของสหรัฐอเมริกากล่าวถึงถึงการสังหารหมู่โดยทั่วไปว่าเป็นฝีมือของอุสามะฮ์ บินลาดิน อดีตมหาเศรษฐีซาอุดีอาระเบียและรัฐบาลฏอลิบานในอัฟกานิสถานที่ให้ที่ลี้ภัยแก่เขา ในวันที่ 7 เดือนตุลาคม บินลาดินขานรับด้วยการถ่ายทอดสดคำพูดของเขาทางโทรทัศน์โดยตัวเขาได้แสดงความยินดีปรีดาพร้อมกับกล่าวว่า “อัลลอฮ์ได้อำนวยพรแก่กลุ่มของกองระวังหน้ามุสลิม อันเป็นกองหน้าของอิสลามที่ทำลายสหรัฐอเมริกา (ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ในบทนำของ Gilles Kepel, Jihad the Trail of Political Islam, London IB. Tauris, 2006)
แม้เขาจะมิได้อ้างในช่วงการถ่ายทอดว่าตัวเขาเองเป็นผู้กระทำการโจมตีโดยทันทีก็ตาม หลักฐานเพิ่มเติมก็ดูเหมือนจะเชื่อถือได้เพียงพอที่จะกระตุ้นมวลชนให้ทำการตอบโต้ได้ ตอนปลายเดือนกันยายน กองกำลังของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษก็ได้มาลาดตระเวนอยู่รอบๆ อัฟกานิสถาน และฏอลิบานได้รับคำสั่งให้มอบตัวบินลาดินหรือเผชิญกับการล่มสลายจากฐานทัพของเขาที่กันดาฮาร (Kandahar)
มุลลอฮ์ มุฮัมมัด อุมัร (Mullah Muhammad Umar) ผู้บัญชาการของศรัทธาชน (Commander of the Faithful) ผู้เป็นเจ้าผู้ครองนครอิสลาม (Islamic Emirate) แห่งอัฟกานิสถาน ตอบรับโดยเรียกร้องให้โลกมุสลิมร่วมกับเขาในการทำญิฮาดที่ถูกตีความเป็นสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อต่อต้านสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร หากว่าพวกเขาโจมตีประเทศนี้







