ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (44)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (44)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ..
เสียแล้ว และไม่มีหัวใจที่จะไปทำให้ความคิดต่างๆของเขาบังเกิด ความสำเริงสำราญใดๆอีก สิ่งนี้เป็นความพอเพียงที่จะสำนึกได้ว่า ทรัพย์สฤงคารที่จบลงอย่างไร้เกียรติและความยินดีปรีดาที่เปลี่ยนไป เป็นความเจ็บปวด จึงไร้ประโยชน์ ความยินดีมีสุขของบรรดามิตรแห่ง สัจธรรมก็คือการได้มาของความสนิทชิดชอบต่ออัลลอฮ์ และการ สํานึกถึงความเกรียงไกร และความกรุณาปรานีของพระองค์ ความ สนุกสนานรื่นเริงของโลกียะสุขนั้น มิมีอะไรเลยเมื่อเปรียบเทียบกับ ความหมายความหวานชื่นของปรโลกที่ไม่มีวันจบสิ้น เมื่อได้ยิน คำเทศนาเหล่านี้ของอีซา เด็กหนุ่มจึงเข้าไปเกาะอยู่ที่ขาของท่าน อีกครั้งหนึ่งพร้อมกับกล่าวว่า เขาเข้าใจทุกอย่างในสิ่งที่ท่านพูด และท่านได้ให้ความกรุณาอย่างมากมายที่ได้เปิดปมในสิ่งที่มันเป็น ความยุ่งยากลำบากอยู่ในจิตใจของฉัน แต่มันยังมีปมอีกอันหนึ่งซึ่ง ยุ่งยากซับซ้อนกว่าที่ได้ผุดขึ้นมาต่อหน้าฉันขณะนี้ อีซาจึงสอบถามว่า มันเป็นอย่างไรเล่า เด็กหนุ่มจึงกล่าวขึ้นว่า ความวุ่นวายที่ยิ่งใหญ่กว่า ก็คือว่า เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมท่าน (อีซา) จึงละออกไปจากบุคคล ที่ท่านรักได้ และไม่ทำกับเขาดังที่ความอยู่ดีมีสุขของเขาเรียกร้อง ต้องการ เมื่อฯพณฯมาถึงบ้านของเราอย่างปัจจุบันทันด่วน และได้แผ่ ขยายกิ่งก้านความจำเริญของท่านออกไป จึงถือเป็นความไม่ ยุติธรรมเลยที่ว่าท่านจะถูกพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นคนตระหนี่ต่อการมอบ ความไพบูลย์นั้นให้กับเราซึ่งเป็นหลักใหญ่และจีรังยั่งยืน และที่ว่าท่าน จะริดรอนฉันไปจากอาณาจักรอันไม่สลายด้วยกับการมอบของขวัญ อันเป็นจักรวรรดิ์ของโลกนี้ ดังนั้นอีซาจึงกล่าวตอบว่า “ฉันได้ทดสอบ ถึงจิตใจ และหัวใจของเจ้าในประการหนึ่ง ด้วยวิธีนี้และฉันปรารถนา ที่จะรู้ว่าเจ้านั้นเป็นผู้มีความคู่ควรต่อตำแหน่งอันสูงส่งที่แท้จริงนี้ หรือไม่ และเจ้าจะมีความสามารถหรือไม่ที่จะบอกปัดในความ สนุกรื่นเริงต่างๆในทางโลกียะ เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งความจีรังยั่งยืน อัน เป็นอลงชัย บัดนี้หากเจ้าละทิ้งความโอฬารตระการตาของพระราชอาณาจักรนี้ เจ้าก็จะได้รับผลรางวัลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่กว่า และ เป็นข้อพิสูจน์ถึงความสมบูรณ์ของข้อโต้แย้งประการหนึ่งสำหรับ บรรดาผู้ที่ในกรณีของพวกเขานั้น บรรดาทรัพย์สฤงคารในทางโลก อันล่อลวง ได้เข้ามาขวางกั้นต่อการให้ได้มาซึ่งความจำเริญอัน สมบูรณ์” ทันทีที่เด็กหนุ่มได้ยินคำพูดเหล่านี้ เขาจึงโยนเสื้อคลุม ที่ทำด้วยไหม และอิสริยยศของเขาทิ้งไปและจึงสละราชบัลลังก์อันเป็น จักรวรรดิ์ที่ผิวเผินของเขาไป โดยเริ่มต้นก้าวเดินสู่วิถีที่นำไปสู่ความ สำเร็จอันเป็นนิรันดร์ อีซาจึงนำเขามายังบรรดาสาวกของท่าน และ แล้วก็บอกพวกเขาให้ทราบข่าวว่าขุมทรัพย์ที่อยู่ในมือของฉันนี้ก็คือเพชรนิลจินดาที่เป็นของลูกกำพร้า ผู้ซึ่งฉันได้ยกเขาภายในสามวัน จากการเป็นคนตัดไม้ ให้เป็นผู้ปกครองโลกและกระนั้นเขาก็เตะสิ่ง เหล่านั้นทั้งหมดทิ้งไป และพร้อมที่จะติดตามฉันไป สำหรับพวกเจ้านั้น ผู้ที่ติดตามฉันมาเป็นสหายก็ด้วยกันหลายปี กลับ ในอีกด้านหนึ่ง กลายเป็นบ้าไปภายหลังจากขุมทรัพย์อันน่าเศร้าสลดนี้และพากันทิ้งฉัน ไป เป็นที่กล่าวกันว่าเด็กที่ตายไปแล้วคนนั้น ผู้ซึ่งอีซาทำให้เขา กลับมีชีวิตขึ้นอีกก็คือ บุตรชายของหญิงชราคนนี้นั่นเอง เขาจึง กลายเป็นผู้นำในทางศาสนาคนหนึ่งที่ยิ่งใหญ่และมีผู้คนจำนวนมาก ที่ได้รับทางนำจากเขา
มีการบันทึกไว้ในแหล่งต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ว่า ศาสนทูตผู้สูงส่ง กล่าวไว้ว่า “อีซาเดินทางมาถึงเมืองหนึ่ง ซึ่งมีชายคนหนึ่งและภรรยา ของเขากำลังทะเลาะและโต้เถียงกันจนเสียงดังลั่น อีซาจึงถามเขา ถึงเหตุผล ด้วยเหตุนี้ชายผู้นี้จึงกล่าวตอบว่า ภรรยาของฉันคนนี้เป็น ผู้ที่มีคุณธรรมและเคร่งครัดในศาสนา ถึงกระนั้นฉันก็ไม่ชอบนางและ ต้องการจะแยกทางกับนาง อีซาจึงถามอีกว่าทำไมเล่า ชายผู้นี้จึง กล่าวว่าใบหน้าของเธอซีดเผือด และดูไม่ดึงดูดใจใดๆเลย ถึงแม้เธอจะยังไม่แก่เฒ่าก็ตาม อีซาจึงกล่าวแนะนำผู้หญิงคนนี้มิให้กินอาหาร จนพุงกางซึ่งถือเป็นการใส่อาหารเข้าไปในกระเพาะมากเกินไป จึงทำให้อาหารที่บริโภคเข้าไปนั้นเกิดเดือดปุดๆขึ้น จนทำให้ใบหน้าของ ผู้หนึ่งต้องดูเรื่องหงอยเซื่องซึม เมื่อผู้หญิงคนนี้ทำไปตามที่อีชา แนะนำ จึงมีความสวยงามพอที่จะดึงดูดจิตใจของสามีของนาง
ฉะนั้น อีชาจึงเดินไปยังอีกเมืองหนึ่งซึ่งมีผู้คนมาร้องเรียนต่อท่านว่า ผลไม้ของต้นไม้ของพวกเขาเกิดการเน่าเสีย น่าเสีย อีชาจึงแนะนำ ลงไปก่อน ก่อนที่จะนำดินมากลบเมล็ด แต่ที่พวกเขาเคยทำนั้น พวกเขาว่า ขณะที่กำลังปลูกเมล็ดลงไปนั้นพวกเขาควรต้องเทน้ำ พวกเขาปลูกเมล็ดลงไปก่อนและรดน้ำทีหลัง ซึ่งมันจะ ทำให้ผลไม้ ของต้นไม้นั้นต้องเน่าเสีย เมื่อผู้คนปฏิบัติไปตามที่อีซาแนะนำ ผลไม้ของพวกเขาจึงไม่เน่าเสียอีกต่อไป
ภายหลังจากที่ละออกมาจากเมืองนั้น อีซาจึงเข้าไปในอีก ชุมชนหนึ่งโดยพบเห็นว่าดวงตาของผู้คนในชุมชนนั้นมีสีเทา และใบ หน้าของพวกเขาซีดเผือด เมื่อผู้คนสอบถามถึงเหตุผลของมัน อีซา จึงกล่าวตอบว่ามันเป็นเพราะพวกเขาไม่ล้างเนื้อก่อนนำมันไปทำอาหาร จึงยังคงมีความไม่สะอาดบางอย่างหลงเหลืออยู่เสมอๆ เนื้อของสัตว์ ใดๆก็ตาม ซึ่งจะทำความสะอาดได้ก็เพียงภายหลังจากการล้างด้วยน้ำ เมื่อผู้คนทำตามแนวทางที่อีซาแสดงให้ดู ความป่วยไข้ของพวกเขา จึงหายไป
อีซาจึงออกไปยังอีกสถานที่หนึ่ง ณ ที่นี้ท่านได้พบกับผู้คน เป็นจำนวนมากซึ่งฟันของพวกเขาหักวิ่น และมีใบหน้าที่บวม อีซา จึงสอบถามจากพวกเขา จึงได้รับคำตอบว่า เมื่อพวกเขานอนหลับ นั้นพวกเขาต่างนอนกัดฟันอย่างแรง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อระบบ การหายใจ และยังเป็นสาเหตุทำให้รากฟันอ่อนแอ เมื่อผู้คน และยังเป็นสาเห ต่างละทิ้งนิสัยของการนอนหลับและกัดฟันในแบบนี้ไปแล้ว ปัญหา ต่างๆของพวกเขาจึงหมดสิ้นไปด้วย
มีเรื่องเล่าโดยผ่านทาง อิมาม ยะฮ์ฟัร อัศศอดิกว่า ครั้งหนึ่ง อีซาได้เข้าไปยังเมืองๆหนึ่งที่เต็มไปด้วยคนตาย ซึ่งกระดูกของ
พวกเขากระจัดกระจายกันไปทั่วถนนหนทาง ทั้งในบ้านเรือนของพวกเขา เมื่อได้เห็นดังนี้อีซาจึงอุทานขึ้นว่า พวกเขาต่างตกเป็นเหยื่อของการลงโทษของพระเจ้า ทั้งนี้เพราะหากพวกเขาตายไปตามธรรมชาติ พวกเขาก็จะฝังศพซึ่งกันและกัน บรรดาสาวกของท่านจึงถามท่านถึงเหตุผลของการถูกลงโทษจากพระเจ้า
อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกร จึงวิวรณ์มายังอีซาว่า โอู้ผู้เป็นวิญญาณของอัลลอฮ์ เจ้าจงถามคนตายเหล่านี้เถิด พวกเขาจะตอบกับเจ้าเอง เมื่ออีซาถามพวกเขา คนหนึ่งของพวกเขาจึงลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า “ขอรับท่าน เราอยู่ที่นี่แล้ว โอู้ผู้เป็นวิญญาณแห่งอัลลอฮ์” อีซาจึงถามพวกเขาว่า พวกเขาเป็นใคร และเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหรือ นับแต่เช้าจรดเย็นพวกเขายังปลอดภัยดีอยู่ แต่ทันทีในตอนกลางคืน พวกเขาก็พบตนเองอยู่ใน ฮาวียะฮ์ (ชั้นต่ำสุดของนรก)”
อีซาจึงถามว่าฮาวียะฮ์คืออะไร “มันเป็นแม่น้ำที่ลุกเป็นเพลิงและมีภูเขาที่ลุกเป็นไฟ” อีซาจึงถามถึงสาเหตุของมันซึ่งเป็นผลของการถูกลงโทษนี้ของพวกเขา เขากล่าวว่ามันเนื่องมาจากความรักของพวกเขาที่มีต่อโลกียะสุข และการเคารพเชื่อฟังต่อตอฆูต หมายถึงการสยบบนอบต่อพวกคนบาปผู้ซึ่งคัดค้านในสัจธรรม อีซาจึงถามว่า การหลงรักโลกของพวกเขานั้นมันมีขนาดใดกัน พวกเขากล่าว่า มันเป็นเสมือนความรักของมารดาที่มีต่อบุตรของนาง ดังว่าเมื่อลูกมองที่ใบหน้าของนาง นางจะรู้สึกมีความสุข และเมื่อลูกผินหน้าของเขาไปจากนาง มันก็จะทำให้นางหมดความสุขและรู้สึกเศร้าระทมใจ
อีซาจึงถามว่า การเชื่อฟังตอฆูต(พระเจ้าจอมปลอม) ของพวกเขามันไปถึงระดับใดกัน เขากล่าวตอบว่า พวกเขากระทำผิดบาปทุกอย่างที่พวกเขาถูกสั่งให้กระทำ ดังนั้นอีซาจึงถามเขาว่า ทำไมเขาถึงเป็นเพียงคนเดียวที่ทำหน้าที่เป็นผู้พูดจากคนทั้งหมด



