ปรัชญาการเมืองอิสลาม ตอนที่ 3 : ศาสนากับการปกครอง

ปรัชญาการเมืองอิสลาม ตอนที่ 3 : ศาสนากับการปกครอง
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ วทส.
ศาสนาอิสลาม คือศาสนาที่ให้คำตอบในทุกๆเรื่องไม่ว่าเรื่องนั้นเป็นเล็กและปรีกย่อยเช่นเรื่องความสะอาด การแต่งกายฯลฯ หรือเรื่องนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เช่นเรื่องการปกครอง การบริหารจัดการบ้านเมือง และเรายังถือว่าศาสนาอิสลามจะตอบโจทก์ทุกๆด้านในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ โดยคำสอนนั้นผ่านกรอบแนวคิดจากคัมภีร์อัลกุรอานและวจนะศาสดามุฮัมมัด(ซ.ล.)
แท้จริงแล้วการเมืองและระบอบการเมืองการปกครอง ถือว่าเป็นกรอบแนวคิดหนึ่งที่เป็นผลผลิตของการคิดของนักคิดทางด้านปรัชญา นั่นหมายความว่า การเมืองจะต้องเชื่อมโยงกับวิธีคิดทางปรัชญาที่ผ่านมุมมองเกี่ยวกับโลกและมนุษย์ ซึ่งเป็นการเพียรพยายามที่จะให้มนุษย์เข้าถึงความผาสุกที่แท้จริง และเข้าถึงมิติความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับโลก และมนุษย์กับพระเจ้า
อิมามโคมัยนีได้มีมุมมองในเรื่อง”การเมืองอิสลาม”ว่า “แท้จริงคำว่า”การเมือง” ที่เป็นการเมืองโดยแท้นั้น คือ การบริหารจัดการสังคมมนุษย์และการชี้นำมนุษย์ไปสู่สภาวะที่เหนือกว่า นั่นคือ มนุษย์มิได้มีแค่ด้านเดียว ดังนั้นสังคมก็มิได้มีแค่ด้านเดียวเช่นกัน นั่นหมายความว่า มนุษย์มิได้มีมิติเพียงการเป็นสัตว์โลกประเภทหนึ่งที่หมกมุ่นอยู่เพียงการกินการนอน หรือการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นการเมืองโดยทั่วไปถึงแม้จะมีนโยบายดีสังเพียงใด ก็จะสนองแค่เพียงด้านเดียว ซึ่งก็คือมิติของความเป็นสัตว์ ส่วนการเมืองที่เป็นการเมืองตามนิยามอิสลามมุ่งเน้นนโยบายทั้งสองส่วน ดังที่บรรดาศาสดาและบรรดาตัวแทนแห่งศาสดา บรรดากัลยาณมิตรของพระเจ้า นั่นคือ การชี้นำมนุษย์สู่ผลประโยชน์อันแท้จริงในทุกมิติของมนุษย์และผลประโยชน์ทุกด้านที่สังคมพึงจะได้รับ”(แนวคิดการเมืองของอิมามโคมัยนี แปล อนุชา เกียริตธารัย หน้า๕๑-๕๒๗)
“การเมืองคือ การชี้นำสังคมให้ก้าวหน้าไปข้างหน้า โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทุกด้านของสังคม คำถึงถึงทุกมิติของบุคคลและสังคม และแนวโน้มการนำไปสู่ผลประโยชน์สุขสูงสุดในระดับปัจเจกและสังคม และผู้มีหน้าที่รับผิดชอบภารกิจนี้นั้น มีเพียงบรรดาศาสดาแห่งพระเจ้า” ”(แนวคิดการเมืองของอิมามโคมัยนี แปล อนุชา เกียริตธารัย หน้า๕๑-๕๒๗)
ดังนั้นคำว่า”การเมือง”และการปกครอง อันแท้จริงแล้วเป็นคำที่มีความหมายแตกต่างกัน แต่ก็มักจะถูกใช้ร่วมกันเสมอ คำว่า”การเมือง”(โดยทั่วไป) คือภารกิจใดๆอันเกี่ยวข้องกับการเมือง ส่วนการปกครอง หมายถึงการควบคุมดูแลให้หมู่เหล่าหรือบรรพษัทต่างๆที่รวมกันอยู่เป็นบ้านเป็นเมืองหรือเป็นประเทศนั้นๆให้อยู่กันอย่างสงบสุขและเป็นระเบียบ(การเมืองการปกครอง เรื่องที่ทุกคนต้องรู้ หน้า ๒๕ ดาณุภา ไชยพรธรรม เรียบเรียง)
“ศาสตร์แห่งการเมือง” บางครั้งเป้าหมายของการศึกษาเรื่องการเมืองก็คือ การวิเคราะห์ประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องและมีผลกับเรา มุมมองของเราต่อการเมืองในรูปแบบนี้ จะเป็นมุมมองเล็กๆ ที่มีตัวเราเป็นศูนย์กลางของเรื่องราว ผู้ศึกษาวิเคราะห์ในเรื่องของการเมือง เริ่มต้นด้วยการสืบเสาะหาข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อตอบคำถามสำคัญบางข้อ ซึ่งแน่นอนการวิเคราะห์ในเรื่องอนาคตจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าหากผู้หาข้อมูลไม่ได้เริ่มจากข้อมูลที่ถูกต้องมาตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ เพราะไม่มีใครสามารถหยั่งหรือคาดการณ์ถึงอนาคตได้หากยึดข้อมูลจากอดีตและปัจจุบันที่ผิด ตัวอย่างของเรื่องนี้ ก็คือ บทวิเคราะห์การเมือง การเลือกผู้ลงสมัครเลือกตั้ง เพื่อเลือกคนที่ถูกและมีความชอบธรรม ประชาชนจำเป็นต้องเสาะหาข้อมูลในภาพรวมที่สามารถเชื่อถือได้ เพื่อใช้เปรียบเทียบผู้ลงสมัครเลือกตั้งแต่ละราย และใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นผู้แทน(www.abnewstoday.com นิยามของ “ปรัชญาการเมือง”โดย Muhammad Behesti )
การปกครองต่างๆ ในโลกนี้มีทฤษฎีต่างๆมากมาย บางประเทศพยายามที่จะทำให้ประชาชนมีความสมบูรณ์ทางด้านวัตถุ ดังที่เป็นแนวคิดของลัทธิบริโภคนิยม ซึ่งการพยายามเช่นนี้หาใช่ว่าจะสร้างความพอใจแก่คนทั้งชาติได้ไม่ หรือจะสร้างความสันติสุขที่แท้จริงได้ เพราะว่าดังที่กล่าวมาแล้วมนุษย์จะเกิดสุขที่แท้จริงอยู่ที่การสร้างสุขที่เกิดจากจิตวิญญาณด้วย เมื่อจิตวิญญาณของเขาไม่ได้รับการดูแลและเอาใจใส่อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะนำมาซึ่งความวุ่นวายอื่นๆตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่ปัญหาต่างๆทางด้านภายนอกของมนุษย์ ปัจจัยยังชีพ การประกอบอาชีพของประชาชน หรือปัญหาด้านสังคมและปัญหาของประเทศชาติ จะถูกแก้ไขไปด้วยการที่รัฐๆหนึ่งให้ความสำคัญในเชิงนโยบายทั้งการพัฒนาทางกายภาพและจิตวิญญาณไปควบคู่กัน และในทัศนะอิสลามถือว่า มนุษย์นั้นมีสิทธิซึ่งกันและกัน ดังนั้นผู้ปกครองก็มีสิทธิเหนือประชาชนและประชาชนก็มีสิทธิระหว่างผู้ปกครอง โดยที่ผู้ปกครองต้องคำนึงความยุติธรรมและความเสมอภาคในสังคมในการปกครองประเทศนั้นๆอย่างเท่าเทียมและให้ความสงบสุขแก่ประชาชน
บางครั้งในการศึกษาการเมือง บางเรื่องบางเนื้อหาก็ต้องชัดเจนและเป็นที่กระจ่างเช่นเดียวกัน คือหลักการและรากฐานของรัฐศาสตร์ และเพราะทุกคนในประเทศ ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ล้วนเกี่ยวข้องกับการเมืองไม่ว่าจะยอมรับหรือปฏิเสธก็ตาม ดังนั้นการศึกษาในเรื่องของรัฐศาสตร์จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประชาชนทุกคนในทุกประเทศ เพราะปัญหาหลักมักอยู่ที่รากมากกว่ากิ่งก้านของระบบการเมืองเสมอ(www.abnewstoday.com นิยามของ “ปรัชญาการเมือง”โดย Muhammad Behesti )
ในปรัชญาการเมือง จะเป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการหาคำตอบของคำถามที่เกี่ยวข้องกับรากฐานและหลักการที่ถูกพูดถึงและถกเถียงกันในวงการการเมือง และเพื่อเข้าใจเรื่องนี้ เบื้องต้น ผู้ศึกษาจะต้องทำความเข้าใจว่า อะไรคือหลักการของการเมือง ? เพื่อใช้ในการทดสอบและเปรียบเทียบถึงทฤษฎีต่างๆที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักการพื้นฐานซึ่งกลายมาเป็นโครงสร้างของการเมืองในแต่ละรัฐ
ตัวอย่างเช่น คำว่า อำนาจ,อิทธิพล,ความชอบธรรม,กฎหมาย,รัฐธรรมนูญ,รัฐบาล,การปกครอง,ความยุติธรรมทางสังคม,เสรีภาพ และอื่นๆ ล้วนเป็นหลักการพื้นฐานในปรัชญาการเมืองทั้งสิ้น คำเหล่านี้ล้วนมีความสัมพันธ์กันในทางหนึ่ง ซึ่งแกนกลางของมันก็คือระบบการเมือง การวิเคราะห์ที่ถูกต้องแม่นยำและมองแบบภาพรวมของสิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเข้าใจถึงเนื้อหาของการเมืองได้ดียิ่งขึ้น และมันยังทำให้เราเข้าใจส่วนที่บิดเบี้ยวของการเมืองด้วยเช่นกัน(www.abnewstoday.com นิยามของ “ปรัชญาการเมือง”โดย Muhammad Behesti )
หลักคิดทางการเมืองเกี่ยวกับรัฐ
กล่าวกันว่า ทุกๆรัฐนั้นย่อมมีหลักคิดทางการเมืองเป็นของตนเอง มีรูปแบบการปกครองและเป้าหมาย ที่ตั้งอยู่บนโลกทัศน์และสำนักคิดของตนเสมอ ดังนั้นเราจึงพบเห็นว่า ในแต่ละการปกครองจะมีลักษณะเฉพาะของการปกครองนั้น และมีเอกลักษณ์ของตน ดังนั้นการที่จะลบหลักคิดหรือโลกทัศน์ออกจากการเมือง หรือออกจากการปกครอง ย่อมเป็นไปไมได้
คำว่า “ฮูกูมะฮ์” จะเป็นอีกคำหนึ่งที่ผู้ศึกษาปรัชญาการเมืองอิสลามต้องทำความเข้าใจ โดยรากศัพท์ของคำว่า ฮูกูมะฮ์(حکومة) มาจากคำว่า ฮุกมุน(حُکم) ที่หมายถึง ความมั่นคง ความยั่งยืน การตัดสิน หรือการปกครอง นักภาษาศาสตร์อาหรับ บางท่าน นิยามว่า ฮุกม์ หมายถึง การยับยั้งบางสิ่งเพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องนั้น (มุฟรอดาต,รอฆิบ อิสฟาฮานี น.248) ในแง่หนึ่งคำนี้ในภาษาอาหรับเป็นคำที่พ้องกับ คำว่า ฮิกมัต ซึ่งหมายถึง ปัญญา หรือวิทยปัญญา การใช้รากศัพท์ร่วมกันสะท้อนให้เห็น ว่า รัฐ,การเมือง,การตัดสิน หรือ พิพากษาต้องเป็นสิ่งที่ควบคู่กับปัญญา และในทางกลับกัน รัฐบาลใดก็ตามที่ไม่ได้บริหารปกครองบ้านเมืองด้วยพลังแห่งปัญญา รัฐบาลนั้นก็สมควรยุติบทบาทของตัวเองเสีย เช่นเดียวกัน รัฐบาลใดก็ตามที่บริหารปกครองบ้านเมืองด้วยกิเลสตัณหาราคะหรืออารมณ์ใฝ่ต่ำทั้งปวง รัฐบาลนั้นก็ไม่มีความชอบธรรมในการปกครองบริหารบ้านเมืองอีกต่อไป จากนิยามของฮูกูมะฮ์ จึงทำให้เรามองเห็นถึงหัวใจหลักของการเมืองอิสลาม นั่นก็คือ การปกครองโดยมีธรรมะและปัญญาเป็นผู้กุมบังเหียนถือเป็นความปรารถนาสูงสุดและเป็นเป้าหมายสูงสุดของการปกครองแบบอิสลาม ถึงแม้ว่ากลุ่มก่อการร้ายสุดโต่งอย่างกลุ่มไอเอส จะสร้างภาพลักษณ์ของฮูกูมัต ให้ดูน่ากลัว รุนแรง และโง่เขลา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของการเมืองแบบอิสลามถูกทำลายลง เพราะอุดมการณ์อันเป็นแก่นกระพี้ของรัฐศาสตร์อิสลาม ตรงข้ามกับการปกครองแบบไอเอส แล้วเมื่อเราศึกษานิยามในเชิงสำนวนวิชาการก็จะพบว่า ฮูกูมัต หมายถึง อำนาจทางการเมืองขององค์กรณ์หนึ่ง ที่ถูกจัดตั้งเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในสังคม,สร้างระบบความมั่นคงให้แก่ประเทศ,ชี้นำสังคมสู่เส้นทางที่ถูกต้อง,สร้างหรือผลิตกฎหมาย และปฏิบัติตามกฎหมายนัั้น และรักษารากฐานกฎหมายนั้นให้คงอยู่ต่อไป(www.abnewstoday.com นิยามของ “ปรัชญาการเมือง”โดย Muhammad Behesti )
ถ้าผู้ใดได้ศึกษาคำสอนของอิสลามอย่างละเอียดแล้ว จะพบว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)เป็นบุคคลแรกที่ได้นำเรื่องของการเมืองการปกครองมาพูดและตอกย้ำให้ความสำคัญอีกทั้งได้ปฏิบัติให้เป็นแบบอย่างการปกครองรัฐอิสลามของศาสดา ณ นครมะดีนะฮ์ และในศาสนาอิสลามถือว่าว่าการเมืองและการปกครองคือเรื่องของศาสนาและเป็นมิติหนึ่งที่สำคัญของศาสนา นั่นคือศาสนากับการเมืองไม่แยกออกจากกัน
อัลกุรอานได้สนับสนุนในเรื่องนี้ว่า..
“แน่นอนเราได้ส่งศาสนทุตของเรามา ด้วยกับหลักฐานอันชัดแจ้ง และเราได้ประทานคัมภีร์และตาชั่งมาพร้อมกับพวกขเ เพื่อว่าให้มนุษย์นั้นยืนขึ้นต่อสู้ด้วยความยุติธรรม”(บทอัลฮะดีด โองการ๒๔)
จากโองการนี้ชี้ให้เห็นได้ชัดว่า แท้จริงความยุติธรรมในสังคมและการสถาปนาการเมืองการปกครองอย่างยุติธรรมคือเป้าหมายของการส่งบรรดาศาสดาและ ความยุติธรรมก็เป็นเป้าหมายสูงสุดของการเมืองการปกครอง.







