INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

คอลลีน แบร์เร็ตต์ : การนำด้วยความรัก ณ เซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ ตอนที่ 2

สตาร์บัคส์ ได้ถูกอ้างว่าเป็นบริษัทความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ ในขณะนี้บริษัทได้ใช้การก้าวไปที่ยิ่งใหญ่อีกก้าวหนึ่งภายในการดำเนินหลักการของคามเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ ด้วยการนำเสนอการศึกษามหาวิทยาลัยไม่เสียเงินแก่บุคคลของพวกเขา โฮวาร์ด ขูลท์ ซีอีโอ ได้มีการแถลงอย่างไม่น่าเชื่อว่า วันนี้เราได้ประกาศว่าสตาร์บัคส์จะเป็นบริษัทอเมริกันรายแรกที่ให้ค่าเล่าเรียน
แก่บุคคลทุกคนของเรา วิถีทางเดียวเท่านั้นที่เราสามารถสร้างบริษัทที่ยั่งยืนได้ด้วยการเชื่อมโยงคุณค่าของผู้ถือหุ้นกับคุณค่าของบุคคลของเรา เราจะมีระดับของต่ำสุดของการลดจำนวนบุคคลงของทุกบริษัทภายในอุตสาหกรรมของเรา เราไม่สามารถมุ่งเพียงการทำกำไร บริษัทที่ยิ่งใหญ่ยั่งยืนจะต้องอยูบนพื้นฐานมากกว่านี้……. บุคคลของเราได้สร้างประสบการณ์
เราจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสามารถจะทำให้เลยพ้นความคาดหวังของพวกเขา เราจะต้องแสดงความเป็นผู้นำอย่างแท้จริง บริษัทจะต้องทำให้มากขึ้นเพื่อบุคคลของพวกเขา และชุมชนที่พวกเขาบริการอยู่่
โฮวาร์ด ชูลท์ ได้กล่าวอย่างลุ่มหลงเกี่ยวกับความสำคัญของการถ่อมตัวและ ความเป็นผู้นำแบยผู้รับใช้ ความมุ่งหมายที่ต่อเนื่องของบริษัทและความจำเป็นของการยุ่งเหยิงตลาด เขาได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างลึกซึ้งต่อหุ้นส่วนและทีมความเป็นผู้นำของสตาร์บัคส์ และได้เรียกเควิน จอห์นสัน ซีอีโอที่สืบทอดจากเขา ว่า “ผู้นำแบบผู้รับใช้ที่แท้จริง” ความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้หมายความอย่างเรียบง่ายว่าการบริการบุคคลอื่น เราจะอยู่ภายในธุรกิจของการบริการบุคคลอื่น
โฮวาร์ด ชูลท์ จะเป็นซีอีโอ ณ สตาร์บัคส์ นานกว่าสองทศวรรษ เขาได้ถูกยกย่องอย่างถูกต้องต่อการทำให็ธุรกิจกลายเป็นผู้ค้าปลีกกาแฟที่ใหญ่ที่สุดของโลก ความเป็นผู้นำที่ได้ถูกใช้ ณ สตาร์บัคส์ ได้ถูกเรียกว่าความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ และความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ได้ถูกประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพโดยโฮวาร์ด ชูลท์ บุคคลจะถูกวางไว้ ณ จุดศูนย์กลางของธุรกิจ และการมีส่วนช่วยของพวกเขาจะถูกตอบแทนอย่างใจกว้างด้วยวิธีการที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน บุคคลของสตาร์บัคส์คนหนึ่งได้กล่าวว่า ไม่มีใครเลย ณ
สตาร์บัคส์จะเคยออกคำสั่งใครก็ตามให้กระทำอะไรก็ตาม แต่มันจะเป็น “คุณช่วยเหลือผมได้ไหมอ” อยู่เสมอ
ิ เควิน จอห์นสัน ซีอีโอของสตาร์บัคส์ มักจะถูกอ้างว่าเป็นตัวอย่างที่แท้จริงของผู้นแบบผู้รับใช้ ในฐานะของผู้นำ ภาพอนาคตที่ดีที่สุดต่อบริษัทของเราจะอยู่บนพื้นฐานคำถามเดียว ผมสามารถช่วยเหลือคุณได้อย่างไร หมายความว่า
ผมสามารถช่วยเหลือคุณให้กลายเป็นดีที่สุดที่คุณสามารถเป็นได้ต่อองค์การอย่างไร นี่คือมุมมองที่ถูกปฏิบัติโดยซีซีโอของสตาร์บัคส์ ดังที่วารสารฟอร์บได้กล่าวว่า ความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้จะเกี่ยวกับการรับใช้ความมุ่งหมายที่สูง และถ้าความมุ่งหมายที่สูงได้ถูกรับรู้โดยบุคคลทุกคนภายในองค์การ บุคคลทุกคนจะเป็นผู้รับใช้ความมุ่งหมายนั้น ผู้นำแบบผู้รับใช้จะต้องทำให้บุคคลต้องการที่จะรับใช้ความมุ่งหมายที่สูงนั้น ดังนั้นบุคคลทุกคนจะทำงานไปสู่เป้าหมายเดียวกัน ผู้นำแบบผู้รับใช้จะต้องอยู่ที่นี่เพื่อบุคคล การทำให้พวกเขามีลำดับความสำคัญสูง การรับใช้พวกเขาจะมาก่อน การทำให้พวกเขาต้องการที่จะรับใช้ความมุ่งหมายนั้น
โฮวาร์ด ชูลท์ ได้ประกาศว่าเขาจะลาออกจากซีอีโอของสตาร์บัคส์ภายใน ค.ศ 2017 และจะถูกทดแทนด้วยเควิน จอห์นสัน เมื่อ เควิน จอห์นสัน ได้กลายเป็นซีอัโอเมื่อ ค.ศ 2017 เขาได้ยืนยันว่าเขาจะไม่กลัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ เขาจะให้ลำดับความสำคัญสูงแก่บุคคลของสตาร์บัคส์ และมองว่าเทคโนโลยีจะเป็นส่วนที่สำคัญของธุรกิจ เควิน จอห์นสัน ยอมรับการมีรองเท้าขนาดเวนตี้ที่จะใส่ การอ้างถึงความเป็นผู้นำที่บรรลุความสำเร็จโดยโฮวาร์ด ชูลท์ ในขณะเดียวกันซีอีโอคนใหม่ได้กล่าวว่า ผมจะไม่ตกหลุมพรางของความพยายามที่จะเป็นโฮวาร์ด ชูลท์ ผมจะเป็นของแท้ต่อผมคือใครในฐานะของบุคคลหนึ่ง และผมคือใครในฐานะของผู้นำคนหนึ่ง แต่กระนั้นความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้สามารถถูกคาดหวังที่จะคงอยู่ ณ สตาร์บัคส์ภายใต้ความเป็นผู้นำโดยเควิน จอห์นสัน
โรเบิรต กรีนลีฟ ได้เสนอแนะหลักการสิบข้อที่จะนำทางการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ แลร์รี่ สเปียรส์ ได้กล่าวว่า
ภายหลังจากการพิจารณาข้อเขียนต้นกำเนิดของโรเบิรต กรีนลืฟ อย่างรอบคอบ เมื่อ ค.ศ 1998 แลร์รี่ สเปียรส์ นักเขียนและนักปรัชญาได้กลั่นความคิดของโรเบิรต กรีนลีฟ เป็นคุณลักษณะของความเป็นผู้นำแที่สำคัญสิบข้อ

1 การรับฟัง
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะใช้การสื่อสารสองทาง พวกเขาจะสามารถรับฟังอย่างเคารพต่อบุคคลของพวกเขา และกระทำตามข้อมูลที่พวกเขาได้รับ
ผู้นำหลายคนจะดีมากต่อการพูดและดีน้อยต่อการรับฟัง ผู้นำแบบผู้รับใช้
จะมีความผูกพันที่ลึกซึ้งที่จะรับฟังอย่างตั้งใจต่อบุคคลอื่น การรับฟังจะรวมการสัมผัสกับเสียงภายในของบุคคล และพยายามจะเข้าใจอะไรที่ร่างกายและจิตใจของบุคคลกำลังสื่อสารด้วย ผู้นำแบบผู้รับใช้จะสื่อสารโดยการรับฟังก่อน การสื่อสารระหว่างพวกเขาและบุคคลของพวกเขาจะเป็นกระบวนการที่เกี่ยวพันระหว่างกัน การรับและการส่งข่าวสาร เช่น การพูดและการฟัง พวกเขาจะรับรู้ว่าการรับฟังจะเป็นวินัยที่เรียนรู้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับการได้ยินและการรับไว้สิ่งที่บุคคลอื่นได้พูด ภายใต้การรับฟังบุคคล ผู้นำแบบผู้รับใช้จะรับรู้มุมมองของบุคคล และตรวจสอบมุมมองเหล่านี้
ผู้นำแบบผู้รับใช้ไม่เพียงแต่จะดึกับการสื่อสารและการตัดสินใจ พวกเขาจะต้องรับฟังบุคคลอื่น การรับฟังจะเกี่ยวกับการมุ่งสิ่งที่บุคคลกำลังพูด และใช้ข้อมูลนี้เพื่อการนำทางบุคคลไปสู่เป้าหมาย
2 การเข้าถึงใจ
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะสามารถเข้าถึงใจอย่างลึกซึ้ง และเห็นอกเห็นใจบุคคคล
อื่น บุคคลต้องการถูกยอมรับและรับรู้จิตใจที่เฉพาะของพวกเขา ผู้นำแบบผู้รับใช้พยายามที่จะมองโลกจากมุมมองของบุคคลอื่น พวกเขาจะทำให้บุคคลรู้สึกเฉพาะ ผู้นำแบบผู้รับใช้จะต้องยอมรับเจตนาที่ดีของเพื่อนร่วมงานของพวกเขา
และไม่ไม่ยอมรับพวกเขา แม้แต่เมื่อถูกฝืนใจให้ไม่ยอมรับพฤติกรรมหรือการปฏิบัติงาน ผู้นำแบบผู้รับใช้จะพยายามเข้าใจความมุ่งหมายและมุมมองของบุคคลอื่น เราสามารถเข้าถึงใจได้มากขึ้นด้วยการวางมุมมองของเราไว้ก่อนชั่วคราว การให้คุณค่าต่อมุมมองของบุคคลอื่น และการจัดการสถานการณ์ด้วยจิตใจที่กว้าง การเข้าถึงใจจะเป็นการเอาใจเขาใส่ใจเรา และความพยายามที่จะมองโลกจากมุมมองของบุคคลนั้น ผู้นำแบบผู้รับใช้ที่เข้าถึงใจ
จะแสดงว่่าพวกเขาเข้าใจอย่างแท้จริงอะไรที่บุคคลกำลังคิดและรู้สึก เมื่อผู้นำแบบผู้รับใช้แสดงการเข้าถึงใจ มันจะเป็นการยืนยันและการทดสอบแก่บุคคลการเข้าถึงใจจะทำให้บุคคลรู้สึกเฉพาะ
3 การเยี่ยวยา
ผู้นำแบบผู้รับใช้เชื่อว่าการเรียนรู้ที่จะเยี่ยวยาจะเป็นพลังอย่างหนึ่งเพื่อการปฏิรูปและการรวมกัน จุดแข็งของความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้คือศักยภาพเพื่อการเยี่ยวยาตัวเองและบุคคลอื่น บุคคลหลายคนจะถูกทำลายจิตใจ และทุกข์ใจจากการทำร้ายจิตใจ แม้ว่านี่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ ผู้นำแบบผู้รับใช้รับรู้ว่าพวกเขามีโอกาสที่จะช่วยเหลือแก่บุคคลที่เข้ามาติดต่อ
พวกเขาจะดูแลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีส่วนบุคคลของบุคคลของพวกเขา
และการช่วยเยี่ยวยาอดีตและทำให้สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง ผู้นำแบบผู้รับใช้จะมุ่งสุขภาพทางอารมณ์ของบุคคลแต่ละคน รวมกับความเป็นอยู่ที่ดีทางจิตใจและร่างกาย ผู้นำแบบผู้รับใช้จะมุ่งที่ศักยภาพของเขาที่จะรักษาตัวเขาเองและบุคคลอื่น ผู้นำแบบผู้รับใช้จะดูแลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดีส่วนบุคคลของบุคคลของพวกเขา พวกเขาจะสนับสนุนบุคคลด้วยการช่วยเหลือให้พวกเขาเอาชนะปัญหาส่วนบุคคล โรเบิรต กรีนลีฟยืนยันว่ากระบวนการเยี่ยวยาจะเป็นถนนสองทาง ภายในการช่วยเหลือบุคคลให้กลายเป็นสมบูรณ์ ผู้นำแบบผู้รับใช้ตัวพวกเขาเองจะถูกเยี่ยวยาด้วย
4 การตระหนัก
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะต้องตระหนักทั้งในแง่ของความตระหนักโดยทั่วไปและความตระหนักตนเอง การตระหนักตนเองจะเป็นความสามารถมองที่ตัวเรา คิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับอารมณ์และพฤติกรรมของเรา และพิจารณามันจะกระทบต่อบุคคลรายรอบและสอดคล้องกับค่านิยมของเราอยางไร เราสามารถกลายเป็นการตระหนักตนเองมากขึ้นด้วยการรับรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของเรา และการขอให้บุคคลอื่นป้อนกลับเกี่ยวกับมัน
การตระหนักตนเองต้องการให้ผู้นำแบบผู้รับใช้มองอารมณ์และพฤติกรรมของพวกเขาเองภายในบริบทของมันจะกระทบต่อบุคคลอื่นอย่างไร
การตระหนักตนเองและบุคคลอื่นจะเป็นคุณลักษณะโดยทั่วไปของผู้นำแบบผู้รับใช้ที่มีประสิทธิภาพ ความเข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน และขอบเขตเพื่อการพ้ฒนาและสนับสนุนจะสำคัญต่อการปฏิบัติงานให้สูงสุด
ผู้นำแบบผู้รับใช้สามารถหลีกออกไป และมองพวกเขาเองและมุมมองของพวกเขาเองภายในบริบทที่ใหญ่ขึ้นของสถานการณ์ การตระหนักตนเองและความสามารถที่จะมองตนเองภายในมุมมอง – จุดแข็ง จุดอ่อน ค่านิยม และอารมณ์ส่วนบุคคล จะช่วยให้ผู้นำแบบผู้รับใช้เข้าใจความอคติส่วนบุคคล และเก็บมันไว้เพื่อประโยชน์ของบุคคลของเรา
5 การชักจูง
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะใช้การชักจูงและความร่วมมือส่วนใหญ่ ไม่ใช่อำนาจหน้าที่และการมอบหมายงาน พวกเขาจะมีความสามารถโน้มน้าวใจบุคคลอื่น ตรงกันข้ามกับการบังคับพวกเขาให้ทำตาม ผู้นำแบบผู้รับใช้จะไม่่ใช้อำนาจหน้าที่ทำงานให้บรรลุความสำเร็จ ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งภายในการตัดสินใจ พวกเขาจะใช้การชักจูงเพี่อที่จะทำการตัดสินใจ
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะแสวงหา่การเห็นพ้องต้องกัน ไม่ใช่การบังคับให้ยอมทำตาม
ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างผู้นำแบบเผด็จการสมัยเดิมและผู้นำแบบผู้รับใช้ ผู้นำแบบผู้รับใช้จะมีประสิทธิภาพต่อการสร้างการเห็นพ้องต้องกันภายในกลุ่ม การชักจูงจะเป็นการสื่อสารที่ชัดเจนและไม่ลดละที่จะโน้มน้าวบุคคลอื่นให้เปลี่ยนแปลง ตรงกันข้ามกับการบังคับที่ใช้อำนาจหน้าที่ตามตำแหน่งบังคับให้ทำตาม การชักจูงสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยการใช้ข้อเท็จจริงที่ไม่ใช่การตัดสินใจอย่างสุภาพ
6 การสร้างกรอบความคิด
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะมีความเข้าใจที่ชัดเจนของภาพใหญ่ การทำให้พวกเขา
ตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิถีทางที่สร้างสรรค์
การก้าวเลยพ้นไปจากความคิดของความต้องการอะไรที่ต้องถูกทำวันนี้ และเริ่มต้นการคิดเกี่ยวกับเราจะอยู่ที่ไหนภายในห้าปีจากวันนี้ไป
การเรียนรู้จากอดีต การพิจารณาความเป็นจริงของปัจจุบัน และการคิดถึงผลตามมาของการตัดสินใจที่ใกล้เข้ามา การสร้างกรอบความคิดจะเป็นความสามารถของเราที่จะฝันความฝันที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเราจะต้องมองเลยพ้นไปจากความเป็นจริงประจำวันไปสู่ภาพที่ใหญ่ขึ้น ผู้นำสมัยเดิมมักจะมุ่งที่เป้าหมายระยะสั้น
แต่ผู้นำแบบผู้รับใช้จะต้องมองเลยพ้นไป และสร้างกรอบแนวคิดที่แม้แต่อาจจะไม่อยู่บนขอบฟ้า ผู้นำแบบผู้รับใช้จะมีความเชื่อต่อคุณค่าของบุคคล และช่วยให้พวกเขามองเห็นศักยภาพของพวกเขาเอง บุคคลจะบรรลุมากกว่าที่พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถ เพราะว่าผู้นำแบบผู้รับใช้ของพวกเขาได้ให้วิสัยทัศน์ที่มุ่งอนาคตที่ได้ให้ความมุ่งหมายแก่บุคคล
7 การมองเห็นล่วงหน้า
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะสามารถรู้ล่วงหน้าผลลัพธ์ที่น่าจะเป็นของสถานการณที่จำกัดความได้ยากแต่ระบุได้ง่าย บุคคลจะมองเห็นล่วงหน้าเมื่อพวกเขามีประสบการณ์กับมัน การมองเห็นล่วงหน้าจะเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่สามารถทำให้ผู้นำแบบผู้รับใช้เข้าใจบทเรียนจากอดีต ความเป็นจริงของปัจจุบัน และผลตามมาที่น่าจะเป็นของการตัดสินใจเพื่ออนาคต มันจะฝังรากลึกอยู่ภายในจิตสัญชาติญาน การมองเห็นล่วงหน้าจะยังคงเป็นด้านที่อธิบายไม่ได้ส่วนใหญ่ภายในการศึกษาความเป็นผู้นำ ผู้นำแบบผู้รับใช้มีความสามารถที่จะแสดงอนาคตที่ดีกว่าแก่บุคคลของพวกเขา แสดงเส้นทางไปสูอนาคตแก่พวกเขา และบุคคลแต่ละคนสามารถมีส่วนช่วยต่อการเดินทางอย่างไร
การมองเห็นล่วงหน้าจะเป็นความสามารถของผู้นำแบบผู้รับใช้ที่จะรู้อนาคต
มันจะเป็นความสามารถที่จะคาดคะเนอะไรจะเกิดขึ้น บนพื้นฐานของอะไรที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

อะไรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
โรเบิรต กรีนลีฟกล่าวว่า การมองเห็นล่วงหน้าจะมีมิติทางจริยธรรม เพราะว่าเขาเชื่อว่าผู้นำควรจะรับผิดชอบต่อความล้มเหลวอะไรก็ตามที่ได้คาดคะเนอะไรอย่างมีเหตุผลมองเห็นล่วงหน้า และกระทำตามความเข้าใจนั้น
8 การเป็นผู้พิทักษ์รักษา
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะมีความรับผิดชอบต่อบทบาทของพวกเขาในฐานะของผู้และเพื่อสิ่งที่ดีขึ้นของสังคม โรเบิรต กรีนลีฟ จะมองทุกสถาบันที่ผู้นำทุกคน
จะมีบทบาทที่สำคัญภายในการดูแลสถาบันของพวกเขาให้เป็นที่ไว้วางใจ
เพื่อสิ่งที่ดีขึ้นของสังคม การเป็นผู้พิทักษรักษาจะเกี่ยวกับการมีความรับผิดชอบต่อการกระทำและการปฏิบัติงานของบุคคลของเรา เราจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นภายในองค์การของเรา การใช้เวลาคิดที่จะคิดเกี่ยวกับค่านิยมของเราเองและบุคคลขององค์การของเรา ดังนั้นเราจะรู้อะไรที่เราจะยืนหยัดหรือไม่ยืนหยัด การนำด้วยต้วอย่างโดยการแสดงค่านิยมและพฤติกรรมที่เราต้องการจะเห็นภายในบุคคลอื่น และเชื่อมั่นที่จะโต้แย้งต่อบุคคล เมื่อพวกเขาได้กระทำด้วยวิถีทางที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยม การรับรู้ความรู้สึกของความรับผิดชอบต่อบุคคล องค์การ และสังคม ความผูกพันที่จะรับใช้ความต้องการของบุคคลอื่น เราจะเน้นการใช้ความเปิดเผยและการชักจูงไม่ใช่การควบคุมด้วย
9 ความผูกพันต่อการเจริญเติบโตของบุคคล
ผู้นำแบบผู้รับใช้เชื่อว่าบุคคลจะมีค่านิยมที่มองไม่ห็นเลยพ้นจากงานที่พวกเขาทำอยู่ ผู้นำแบบผู้รับใช้จะนำด้วยความผูกพันที่ลึกซึ้งต่อทั้งการเจริญเติบโตส่วนบุคคลและวิชาชีพของบุคคลแต่ละคนทุกคนภายในองค์การ การรับรองสวัสดิการและความเป็นอยู่ที่ดีของบุคคลจะเป็นข้อพิจารณาที่สำคัญของผู้นำแบบผู้รับใช้ด้วย การพิจารณาว่าเราสามารถจะทำสิ่งที่ดีที่สุดนั้นต่อบุคคลแต่ละคนของเราอย่างไร ผู้นำแบบผู้รับใช้จะไม่คิดว่าพวกเขาจะดีกว่าบุคคลที่ต่ำลงมา หรือถ้าบุคคลไม่ถูกเฝ้ามองอย่างระมัดระวังแล้ว พวกเขาจะไม่ทำงานหนัก ผู้นำแบบผู้รับใช้เชื่อว่าถ้าเราได้สร้างค่านิยมและวัฒนธรรมที่ถูกต้องแล้ว
บุคคลธรมมดาจะทำสิ่งที่ผิดธรรมดา ผู้นำแบบผู้รับใช้จะช่วยเหลือบุคคลแต่ละคนภายในองค์การเจริญเติบโตส่วนบุคคลและวิชาชีพด้วยการยกระดับทักษะและการมีส่วนร่วมภายในการตัดสินใจ และการรับรู้ศักยภาพเพื่อการเจริญเติบโตในอนาคตของพวกเขา
10 การสร้างชุมชน
ผู้นำแบบผู้รับใช้จะรู้สึกว่าการสูญเสียอย่างมากของประวัติศาสตร์มนุษย์เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงจากชุมชนท้องที่ไปเป็นสถาบันใหญ่ในฐานะตัวกำหนดชีวิตของมนุษย์ ความตระหนักนี้ได้ทำให็ผู้นำแบบผู้รับใช้พยายามระบุวิถีทางบางอย่างเพื่อเสนอแนะว่าชุมชนที่แท้จริงสามารถถูกสร้างท่ามกลางบุคคลที่ทำงานภายในธุรกิจและสถาบันอื่นได้ การพัฒนาและการรักษาชุมชนที่มีประสิทธิภาพจะเป็นรากฐานของความเป็นผู้นำแบบผู้รับใช้ ผู้นำแบบผู้รับใช้จะส่งเสริมการพัฒนาชุมชนภายในองค์การ เพื่อที่จะทำให้บุคคลรู้สึกปลอดภัย เชื่อมโยงกับบุคคลอื่น และอิสระที่จะแสดงบุคลิกลักษณะของพวกเขาเอง ผู้นำแบบผู้รับใช้จะสนับสนุนการพัฒนาชุมชน ชุมชนจะเป็นการรวมกันของบุคคลที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน และแสวงหาและรู้สึกความเป็นเอกภาพและความสัมพันธ์ ผู้นำแบบผู้รับใช้จะสร้างชุมชนที่จะให้สถานที่ที่บุคคลสามารถรู้สึกปลอดภัยและเชื่อมโยงกับบุคคลอื่นได้ แต่ัยังคงทำให้บุคคลแสดง บุคลิกลักษณะเฉพาะของพวกเขาเองได้

จิม คอลลลินส์ ย้ำว่าผู้นำที่ต้องการให้บริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่จะแสดงความลุ่มหลงอย่างแท้จริงและวิสัยทัศน์ต่อบริษัทของพวกเขา พวกเขาจะให้ผลประโยชน์ของบริษัทเหนือกว่าผลประโยชน์ของพวกเขา และไม่ไ้ด้ทำตัวพวกเขาเองสำคัญกว่าบริษัทบริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่จะบริหารด้วยผู้นำที่มีคุณลักษณะชัดเจนที่เรียกว่าความเป็นผู้นำระดับ 5 คุณลักษณะที่สำคัญของพวกเขาคือ ความถ่อมตัวส่วนบุคคล และความมุ่งมั่นทางวิชาชีพ
ผู้นำเหล่านี้จะมีความถ่อมตัว และพวกเขาไม่ได้แสวงหาความสำเร็จเพื่อชื่อเสียงของตัวพวกเขาเอง แต่ความสำเร็จจะจำเป็นต่อการเจริญเติบโตขององค์การ พวกเขาจะร่วมการยกย่องต่อความสำเร็จ และพวกเขาจะเป็นลำดับแรกที่ยอมรับข้อตำหนิความผิดพลาด จิม คอลลินส์ ได้กล่าวว่าผู้นำระดับ 5
มักจะขี้อาย และไม่กลัวเมื่อต้องทำการตัดสินใจที่บุคคลอื่นส่วนใหญ่มองว่าเสี่ยงภัยพวกเขาจะคิดถึงอนาคตของบริษัทของพวกเขาถ้าปราศจากพวกเขา และวางแผนเกี่ยวกับผู้สืบทอดของพวกเขา ผู้นำระดับ 5 จะถ่อมตัวและไม่ค่อยจะพูดถีงเกี่ยวกับตัวพวกเขาเองหรือความสำเร็จของพวกเขา พวกเขาชอบที่จะร่วมการยกย่องกับบุคคลอื่น ผู้นำระดับ 5 จะแบ่งปันการยกย่องความสำเร็จแก่บุคคลอื่น และถ้าไม่มีใครจะถูกให้การยกย่อง พวกเขาจะให้การยกย่องแก่
โชค ภายในเวลาของความล้มเหลว พวกเขาจะแสดงความรับผิดชอบด้วยตัวพวกเขาเอง
ภายในหนังสือ Good to Great ของจิม คอลลินส์ เขาได้ค้นพบว่า บริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่ทุกบริษัท จะมีสไตล์ของผู้นำอย่างเดียวกัน เขาได้เรียกชื่อว่าความเป็นผู้นำระดับ 5 จิม คอลลินส์ ได้ระบุห้าระดับของความสามารถทางความเป็นผู้นำ ตั้งแต่ระดับหนึ่งของการเป็นบุคคลที่มีความารถสูง ไปจนถึงระดับห้าของบุคคลที่สร้างความยิ่งใหญ่ ด้วยการผสมผสานที่เหมืนจะขัดแย้งกันของความถ่อมตัวส่วนบุคคลและความมุ่งมั่นทางวิชาชีพ แม้ว่าจิม คอลลินส์ ไม่ได้มองหาผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เขาได้ค้นพบว่าทุกกรณีที่บริษัทได้เปลี่ยนผ่านไปสู่ความยิ่งใหญ่ ผู้นำเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของสมการ
ผู้นำที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่จะสนใจต่อค่าตอบแทนของเขาเองน้อยกว่ากำไรขององค์การ ผู้นำเหล่านี้หลายคนจะยกเลิก “สิทธิพิเศษของผู้บริหาร” ที่หรูหรา เนื่องจากพวกเขารู้สึกว่ามันทำลายจิตใจทีมของพวกเขา
ผู้นำระดับ 5 เหล่านี้จะพูดถึงเกี่ยวกับตัวพวกเขาเองน้อยกว่าที่พวกเขาได้พูดเกี่ยวกับบุคคลอื่น พวกเขาจะมีความรู้สึกของการถ่อมตัวที่ดึงดูดใจ ผู้นำเหล่านี้จะมีความรับผิดชอบเมื่อการกระทำไม่ถูกต้อง
ความเป็นผู้นำระดับ 1 : บุคคลที่มีความสามารถสูง บุคคลเหล่านี้จะมีส่วนช่วยด้วยการใช้ทักษะ วิธีการ และนิสัยการทำงานที่ดีของพวกเขา พวกเขาจะเก่งกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำอยู่ และพวกเขาจะทำงานได้ดี
ความเป็นผู้นำระดับ 2 : สมาชิกของทีมที่มีส่วนช่วย บุคคลเหล่านี้จะสามารถใช้ทักษะและความรู้ของพวกเขาช่วยเหลือความสำเร็จของทีมของพวกเขา พวกเขาจะเก่งกับสิ่งที่พวกเขาได้ทำอยู่ และมีส่วนช่วยต่อความสำเร็จของทีมด้วย
ความเป็นผู้นำระดับ 3 : ผู้บริหารที่มีความสามารถ ผู้บริหารเหล่านี้สามารถจัดองค์การของทีมของพวกเขาที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ พวกเขาจะมีส่วนช่วยต่อความสำเร็จขององค์การด้วยการขับเคลื่อนทีมอย่างหนัก
ความเป็นผู้นำระดับ 4 : ผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ผู้นำที่มีประสิทธิภาพเหล่านี้สามารถสร้างความผูกพันที่จะดำเนินตามวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและดึงดูด พวกเขาจะสามารถสร้างทีมที่มีประสิทธิภาพสูง พวกเขาจะมีส่วนช่วยด้วยการบันดาลใจทีมให้บรรลุวิสัยทัศน์
ความเป็นผู้นำระดับ 5 : ผู้บริหารระดับสูง พวกเขาจะสร้างความยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนด้วยการรวมกันที่เหมือนขัดแย้งกันของความถ่อมตัวและความุ่ง
มั่น พวกเขาจะเป็นผู้นำที่ไม่ต้องการชื่อเสียง แต่ต้องการความสำเร็จที่ยั่งยืนภายในช่วงเวลาที่ยาวนาน ยาวนานภายหลังจากที่พวกเขาได้จากไปแล้ว
ผู้นำระดับ 5 จะอ้างถึงระดับสูงสุดภายในลำดับความสามารถของผู้บริหาร ผู้นำที่อยู่ ณ สี่ระดับอื่นสามารถสร้างระดับของความสำเร็จที่สูง แต่ไม่เพียงพอที่จะยกระดับบริษัทจากดีไปสู่ความยิ่งใหญ่ที่ยั่งยืนได้
แต่ความเป็นผู้นำระดับ 5 จะไม่ใช่ข้อกำหนดอย่างเดียวเท่านั้นของการปฏิรูปบริษัทที่ดีไปสู่ยิ่งใหญ่ เราจะมีข้อกำหนดอย่างอื่นที่รวมทั้งการนำบุคคลที่เหมาะสมขึ้นรถโดยสาร – และเอาบุคคลที่ไม่เหมาะสมออกไป – และการสร้างวัฒนธรรมของระเบียบวินัย
ผู้นำระดับ 5 จะถ่อมตัว ขี้อาย และกล้าหาญ พวกเขาจะมีความสามารถปฏิรูปองค์การจากดีเป็นยิ่งใหญ่โดยไม่แสดงตัวพวกเขาเองว่าเป็นพ่อมดที่มีไม้กายสิทธิ์ พวกเขาชอบจะพูดเกี่ยวกับบริษัทและการมีส่วนช่วยของบุคคลอื่น แต่ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับความสำเร็จของพวกเขา
ความเป็นผู้นำระดับ 5 ได้ยืนยันข้อเท็จจริงใหม่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและการคิดที่ก้าวหน้า ด้วยการเน้นความถ่อมตัวส่วนบุคคลที่รุ่นเก่าได้สอนไว้ ความสำเร็จของผู้นำระดับ 5 ได้พิสูจน์แล้วว่าคุณลักษณะเหล่านี้สามารถบรรลุผลลัพธ์ที่มีตัวตน ตัวอย่างที่สำคัญภายใน
บริบทนี้คือผู้นำโลกที่ยิ่งใหญ่เหมือนเช่นมหาตมะ คานธี และอับราฮัม ลินคอล์น ที่ได้วางวิสัยทัศน์ของพวกเขานำหน้าการถือตัวเองว่าสำคัญอยู่
เสมอ พวกเขาจะเป็นบุคคลที่ขี้อายและไม่ป้องกัน
ตัวเองภายในนิสัยและการปราศัย แต่จะไม่ยอมเหน็ดเหนื่อยกับการกระทำ
เราจะมีตัวอย่างที่ดีมากของผู้นำทางธุรกิจคือ ดาร์วิน สมิธ ซีอีโอ ของคิมเบอร์ลี่-คลารค บริษัทผลิตภัณฑ์บริโภคกระดาษ เขาสามารถปฏิรูปบริษัทจนกลายเป็นบริษัททิชชู่ใหญ่ที่สุดของโลก เขาจะเป็นการผสมกันของการถ่อมตัวและความมุ่งมั่น การรวมกับความกล้าเสี่ยงภัย ได้ทำให้เขากลายเป็นโมเดลความเป็นผู้นำแก่ผู้นำธุรกิจปัจจุบันนี้

 

สตาร์บัคส์เชื่อว่าหัวใจของความสำเร็จของบริษัทคือบุคคลของสตาร์บัคส์ พวกเขาจะถูกเรียกด้วยคำว่าหุ้นส่วนทุกคน บุคคลจะมีทัศนคติและความสามารถของการทักทาย และการบริการลูกค้าได้อย่างดีที่สุด การให้คุณค่าและการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างดีจะเป็นวัฒนธรรมองค์การที่เข้มแข็งของ
สตาร์บัคส์ ผู้บริหารทรัพยากรมนุษย์ของสตาร์บัคส์ได้กล่าวว่า บริษัทจะต้องสร้างสภาพแสดล้อมการทำงานที่ดี และปฏิบัติต่อบุคคลทุกคนด้วยความเคารพและการยกย่อง สตาร์บัคส์เชื่อว่าการบรรลุความสำเร็จทางการเงินจะเกิดขึ้นจากวิธีการทรัพยากรมนุษย์ ไม่ใช่วิธีการอย่างอื่นเลย บุคคลของ
สตาร์บัคส์จะได้เงินเดือนที่สูงกว่าระดับปรกติ ค่ารักษาพยาบาลที่ดี การลาป่วยที่มีรายได้อยู่ การได้โบนัส และความเป็นเจ้าของหุ้น การดูแลสุขภาพอย่างกว้างขวางแก่บุคคลที่มีทั้งการเจ็บป่วย การทำฟัน การดูแลสายตา การพักผ่อน เงินค่าเล่าเรียน และกาแฟหนึ่งปอนด์ฟรีทุกสัปดาห์ สตาร์บัคส์ได้ทำให้บุคคลกลายเป็นหุ้นส่วน ด้วยการให้สิทธิการซื้อขายหุ้น สิทธิการซื้อขายหุ้นทำให้บุคคลทำงานด้วยวิถีทางที่เพิ่มรายได้และกำไรแก่สตาร์บัคส์ บุคคลจะค้นหาวิถีทางใหม่อยู่เสมอ เพื่อที่จะลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ บุคคลสามารถเปลี่ยนแปลงสิทธิการซี้อขายหุ้นเป็นเงินสดได้ภายหลังรักษาไว้ครบห้าปี
เคลวิน จอห์นสัน ซีอีโอ สืบทอดจากโฮวาร์ด ชูลท์ จะภูมิใจต่่อการดำเนินมรดกการเชื่อมโยงมนุษย์ของสตาร์บัคส์ การขับเคลื่อนกลยุทธ์แกนของบริษัทเพื่อการเจริญเติบโต และการบริการหุ้นส่วนมากกว่า 330,000 คนที่
ใส่ผ้ากันเปื้อนสีเขียวภายในร้านกาแฟมากกว่า 28,000 แห่งทั่วโลก โฮวาร์ด ซูลท์ ได้กล่าวว่า เควิน จอห์นสัน คือผู้นำแบบผู้รับใช้ที่แท้จริง และเขาจะนำ
สตาร์บัคส์ในฐานะบริษัทที่ยิ่งใหญ่นี้เข้าไปสู่การเดินทางครั้งหน้า มันจะเป็นหน้าที่ของเราในฐานะผู้นำที่จะจินตนาการใหม่สตาร์บัคส์ ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่จะเรียกเคลวิน จอห์นสันเป็นเพื่อนและหุ้นส่วนของผม และสตาร์บัคส์โชคดีที่มีเขา เควิน จอห์นสันรู้ว่าบุคคลทุกคนไม่ว่าบทบาทของพวกเขาจะเป็นอะไรภายในบริษัท สามารถบรรลุเกินธรรมดาได้ เมื่อพวกเขาได้ถูกให้อำนาจที่จะ
กระทำ ผู้นำแบบผู้รับใช้จะร่วมการตัดสินใจที่สำคัญกับบุคคลที่ทำงานโดยตรงกับลูกค้าของพวกเขาบนแนวหน้า

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com