มหาตมะ คานธี : ฟาเคียร์ปลุกปั่นเปลือยครึ่ง

มหาตมะ คานธี : ฟาเคียร์ปลุกปั่นเปลือยครึ่ง
เมื่อศตวรรษที่แล้ว มหาตมะ คานธี ได้เริ่มต้นขบวนการอิสรภาพอินเดียต่อต้านการปกครองอาณานิยมของอังกฤษ วินสตัน เชอร์ซิล ได้แสดงความไม่ประทับใจความพยายามเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง วินสตัน เชอร์ชิล ครั้งหนึ่งต่อต้านรัฐบาลตนเองต่ออินเดีย เขามีมุมมองที่ขัดเเย้งกับมหาตมะ คานธี เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการและอุดมการณ์ทางการเมืองของมหาตมะคานธี วินสตัน เชอร์ชิล ได้พรรณามหาตมะ คานธี เป็นฟาเคียร์เปลือยครึ่งเนื่องจากการตัดสินใจตอนหลังแต่งตัวคล้ายคนยากจนแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของเขากับการกีดกันทางสังคมและเศรษฐกิจ ฟาเคียร์ เป็นนักบวชมุสลิมมีชีวิตอยู่โดยไม่มีสมบัติและอยู่รอดด้วยการรับอาหารและเงินจากบุคคลอื่น ฟาเคียร์ไม่ป็นเจ้าของอะไรเลย กินอะไรที่เขาขอได้เท่านั้นมหาตมะ คานธี ตัดสินใจใส่เสื้อผ้าให้น้อยที่สุดได้รับอิทธิพลโดยหลักการของความเรียบง่าย การพึ่งพาตัวเอง และไม่ใช้ความรุนแรง เขาได้รับเอาวิถีทางมินิมอลลิสท์ต่อเสื้อผ้า เป็นวิถีทางอย่างหนึ่งระบุและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับมวลชนยากจนของอินเดีย ไม่สามารถรับภาระเสื้อผ้าที่เหมาะสมได้ วินสตัน เชอร์ชิล รู้สึกอึดอัดมองเห็นการเเต่งกายของมหาตมะ คานธี ภายในขณะเวลาที่ไม่พอใจ เขาได้เรียกคานธีว่า “ฟาเคียร์ปลุกปั่นเปลือยครึ่ง”วินสตัน เชอร์ชิล ไม่มีความสุขต่อการมีส่วนร่วมของมหาตมะ คานธี ณ การประชุมโต๊ะกลมครั้งที่สองภายในอังกฤษเมื่อ ค.ศ 1931 แม้แต่วินสตัน เชอร์ชิลได้เสนอแนะว่าคานธีควรจะถูกปล่อยให้ตาย ถ้าเขาประท้วงการอดอาหาร มันเป็นณ เวลานั้นที่วินสตัน เชอร์ชิล เรียกเขา ฟาเคียร์ครึ่งเปลือย การอ้างถึงคานธีเป็น “ฟาเคียะปลุกปั่น” วินสตัน เชอร์ชิล ครั้งหนึ่งเรียกมหาตมะคานธี บุคคลไม่ดีและศัตรูของจักรวรรดิ์การรักษาจักรวรรดิ์ของอังกฤษเป็นวัตถุประสงค์ของวินสตัน เชอร์ชิล ในขณะที่การสิ้นสุดมันเป็นภารกิจของมหาตมะ คานธี เชอร์ชิล มองเกี่ยวกับอินเดีย เพชรภายในมงกุฏ ได้รับอิทธิพลจากพ่อของเขา ลอร์ด แรนดอล์ฟ โฆษกของพรรคคอนเซอร์เเวทิฟ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศเพื่ออินเดีย แรนดอล์ฟ รับรู้ว่าอินเดียเป็นจุดสำคัญต่อความรุ่งเรืองของความเป็นชาติอังกฤษ การรับรองการควบคุมของจักรวรรดิ์นิยมอย่างโหดร้ายทิ้งรอยประทับลบไม่ออกแก่ลูกชาบของเขา วินสตัน เชอร์ชิล ได้ซึมซับเกือบทุกสิ่งทุกอย่างที่พ่อของเขาเชื่อ เหมือนเช่นการต่อต้านความคืบหน้าใดก็ตามไปสู่การปกครองตนเองภายในอินเดียวินสตัน เชอร์ขิล เชื่ออย่างจริงใจเหมือนพ่อของเขาว่าการปกครองอังกฤษของอินเดียทั้งสำคัญและมีประโยชน์เมื่อมันได้ช่วยให้รอดจากยุคของสงครามความป่าเถื่อน ทรราชย์ เเละฆ่ากันเอง เขาเชื่อว่าอังกฤษมีภารกิจเฉพาะที่จะใช้ความรู้ กฏหมาย เเละอารยธรรม ยกระดับและรวมเป็นหนึ่งเดียวชาวอินเดีย เขาได้จดจำการมองที่สำคัญอื่นของพ่อของเขานั่นคือ ความสำคัญของอินเดียต่ออังกฤษมากเท่ากับอังกฤษต่ออินเดียเขาตระหนักว่าโดยไม่มีอินเดีย จักรวรรดิ์จะเริ่มต้นพังทลายลง และอังกฤษจะได้รับการสูญเสียอย่างรุนแรงเขาทำทุกสิ่งทุกอย่าง และด้วยวิถีทางทุกอย่างด้วยความสามารถของเขารักษาจักรวรรดิ์ไว้ เมื่อเขาเป็นรัฐนตรี และเมื่อเขากลายเป็นนายกรัฐมนตรี ความยึดมั่นของเขาต่อความรู้สึกของอังกฤษของความยุติธรรมและการเล่นอย่างยุติธรรมยังคงไม่เสื่อมสลาย อย่างไรก็ตามเขาไม่เคยยึดวิถีทางเสื่อมเสียทั้งที่มีความแตกต่างของพวกเขา ทั้งมหาตมะ คานธีและวินสตัน เชอร์ซิลแสดงบทบาทที่สำคัญต่อการสร้างประวัติศาสตร์ของประเทศของพวกเขา วินสตัน เชอร์ชิล และมหาตมะ คานธีเป็นขั้วแยกจากกัน พวกเขาเกิดจากโลกแยกจากกัน วินสตัน เชอรชินมาจากพื้นเพครอบครัวคนชั้นสูงของอังกฤษ มหาตมะ คานธี มาจากครอบครัวชั้นกลางเคร่งศาสนา
มหาตมะ คานธี เกิดภายในครอบครัววรรณะพ่อค้าฮินดูเมื่อ ค.ศ 1869 เขาเป็นลูกคนเล็กสุด พ่อของเขาเป็นมุขมนตรีรัฐของอินเดีย และเเสดงทักษะที่ยิ่งใหญ่ต่อการหลบหลีกระหว่างผู้นำอังกฤษและอินเดีย เมื่อเจริญเติบโต คานธีไม่ได้เเสดงความสนใจหรือทักษะการเมืองของพ่อของเขาเลย เเต่เขาได้รับอิทธิพลอย่างมากโดยศาสนาฮินดูของแม่ที่เคร่งศาสนาของเขา เธอประทับใจต่อเขาด้วยความเชื่อการไม่ใช้ความรุนแรง การกินผักเป็นอาหาร การอดอาหารเพื่อการทำให้บริสุทธ์ และการเคารพต่อทุกศาสนาเมื่อ ค.ศ 1888 มหาตมะ คานธีได้เดินทางไปอังกฤษตามคำแนะนำของพ่อของเขา เขาได้ศึกษากฏหมายและกลายเป็นทนายความ เขาได้รับงานกับบริษัทอินเดียภายในอัฟริกาใต้ เขาได้เดินทางไปอเมริกาใต้เมื่อ ค.ศ 1893 ณ ที่นี่เขาได้กลายเป็นผู้สนับสนุนที่มีประสิทธิภาพต่อสิทธิชาวอินเดียการเดินทางไปอัฟริกาใต้ ในไม่ช้ามหาตมะ คานธีพบว่าชาวบัวร์ผิวขาวที่ปกครอง ผู้สืบเชื้อสายของผู้ตั้งรากชาวดัทช์ เลือกปฏิบัติต่อชาวอินเดียผิวดำถูกนำเข้าเป็นแรงงาน คานธีตัวเขาเองเผชิญการเลือกปฏิบัตินี้ เมื่อพนักงานรถไฟสั่งเขานั่งห้องโดยสารชั้นสาม ณ ข้างหลังของรถไฟ เเม้ว่าเขาได้ซื้อตั๋วชั้นหนึ่ง คานธีไม่ยอมตามคำสั่ง และตำรวจได้บังคับเขาออกไปจากรถไฟเหตุการณ์นี้ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขา ในไม้ช้ามหาตมะ คานธีได้กลายเป็นผู้วิจารณ์เปิดเผยนโยบายการเลือกปฏิบัติของอัฟริกาใต้ เมื่อ ค.ศ 1907 รัฐบาลบัวร์ได้ออกกฏหมายกำหนดว่าชาวอินเดียทุกคนลงทะเบียนกับตำรวจและพิมพ์รอยนิ้วมือ คานธีพร้อมด้วยชาวอินเดียหลายคนไม่ยอมเชื่อฟังกฏหมายนี้ เขาถูกจับและส่งเข้าคุกตอนที่อยู่ภายในคุกมหาตม ะคานธีได้อ่านบทความ “Civil Disobedienc”โดยเฮนรี ธอโร นักเขียนชาวอเมริกันศตวรรษที่ 19 คานธี ได้รับเอาถ้อยคำอารยะขัดขืน อธิบายกลยุทธ์การไม่ใช้ความรุนแรงของเขาปฏิเสธไม่ร่วมมือกับความไม่ยุติธรรม แต่เขาชอบคำสันสกฤติ “สัตยาเคราะห์” ความซื่อสัตย์ต่อความจริง วิธีการของการต่อต้านไม่ใช้ความรุนแรงของเขา ตามมาจากการปล่อยตัวจากคุกของเขา เขาได้ประท้วงอย่างต่อเนื่องกฏหมายการลงทะเบียนด้วยการสนับสนุนการนัดหยุดงาน และการเดินขบวนไม่ใช้ความรุนแรง ในที่สุดรัฐบาลบัวร์ได้ตกลงประนีประนอมเลิกส่วนที่ไมพอใจของกฏหมายการลงทะเบียน ความสำเร็จของเขาภายในอัฟริกาใต้ให้ชื่อเสียงระหว่างประเทศแก่เขา
ด้วยการใช้มากกว่า 20 ปีภายในอัฟริกาใต้ คานธีได้ตัดสินใจว่างานของชีวิตที่ยังคงอยู่รอเขาภายในอินเดีย เมื่อเขากลับมาอินเดีย เขาพร้อมเป็นวีรบุรุษภายในบ้านเกิดของเขา เขาได้ทิ้งเสื้อผ้าตะวันตกของเขาเพื่อเสื้อผ้าทอที่บ้านเรียบง่ายของบุคคลยากจน มันเป็นวิถีทางของเขาของการประกาศว่าเวลาได้มาถึงชาวอินเดีย เพื่อการยืนยันอิสรภาพของพวกเขาจากการปกครองของอังกฤษ เขาได้สั่งสอนแก่มวลชนอินเดียปั่นและทอแทนการซื้อเสื้อผ้าอังกฤษเมื่อ ค.ศ 1915 เขาได้กลับมาสู่อินเดีย และภายในไม่กี่ปีกลายเป็นผู้นำของการต่อสู้ทั่วประเทศเพื่อการปกครองตนเองของอินเดีย อ้งกฤษได้ควบคุมอินเดีย ตั้งแต่ประมาณระยะเวลาของการปฏิวัติอเมริกา การได้อิสรภาพจะยุ่งยาก เพราะว่าชาวอินเดียอยู่ไกลจากการรวมกัน แม้ว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดู ส่วนน้อยค่อนข้างใหญ่เป็นชาวมุสลิม ความสัมพันธ์ระหว่างสองกลุ่มไม่ง่ายอยู่เสมอและบางครั้งรุนแรง
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งของอังกฤษภายในอินเดียคือขายเสื้อผ้าที่ผลิตของพวกเขาแก่ชาวอินเดีย เมื่อชาวอังกฤษท่วมท้นอินเดียด้วยเสื้อผ้าฝ้ายราคาถูก เศรษฐกิจการปั่นและการทอด้วยมือของหมู่บ้านภายในอินเดียได้พิการ ชายอินเดียหลายล้านคนไม่มีงานทำและไปสู่ความยากจนมหาตมะ คานธี ได้ดิ้นรนตลอดชีวิตของเขาต่อสู้สิ่งที่เขามองเห็นความชั่วร้ายที่ยิ่งใหญ่สามอย่างทำให้อินเดียลำบาก ความชั่วร้ายอย่างแรกเป็นการปกครองของอังกฤษ คานธีเชื่อว่าความยากจนของชาวอินเดียเกิดขึ้นจากการทำลายอุตสาหกรรมผลิตเสื้อผ้าบนพื้นฐานหมู่บ้าน ความชั่วร้ายอย่างที่สองคือความแตกแยกฮินดู-มุสลิมเกิดชึ้นจากหลายปีของความเกลียดชังทางศาสนา ความชี่วร้ายอย่างสุดท้ายคือ ประเพณีฮินดูของการแยกประเภทชาวอินเดียหลายล้านคนเป็นวรรณะจัณฑาล ชาวอินเดียเหล่านี้เกิดจากชนชั้นสังคมต่ำที่สุด เผชิญกับการเลิกปฏิบัตอย่างรุนแรง และสามารถทำอาชีพต่ำที่สุดเท่านั้นเมื่อ ค.ศ 1917 ในขณะที่อังกฤษกำลังต่อสู้ภายในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มหาตมะ คานธีได้สนับสนุนชาวชนบทประท้วงภาษีที่ไม่ยุติธรรมกำหนดโดยเจ้าของที่ดินร่ำรวย ณ รัฐพิหาร ภายในอินเดียตะวันออกเฉียงเหนือฝูงชนจำนวนมากเดินตามเขาที่ไหนก็ตามที่เขาไป คานธีได้ประกาศว่าชาวชนบทมีชีวิตอยู่ภายใต้การปกครองที่โหดร้าย ผู้ปกครองอังกฤษได้ออกคำสั่งคานธีออกไปจากรัฐที่เขาไม่ยอมทำ ผมไม่สนใจคำสั่ง เขาได้อธิบาย ภายในความเชื่อต่อกฏหมายที่สูงขึ้นของการเป็นอยู่ของเราเสียงแห่งคุณธรรมอังกฤษได้จับคานธี และนำเขาขึ้นไต่สวน เเต่ภายใต้ความกดดันจากฝูงชนของผู้สนับสนุนของคานธี ผู้ปกครองอังกฤษได้ปล่อยตัวเขาและในที่สุดได้ยกเลิกระบบภาษาที่ไม่ยุติธรรม ต่อมาคานธี ได้กล่าวว่า ผมประกาศว่าอังกฤษไม่สามารถออกคำสั่งผมไปทั่วภายในเมืองของผมแม้ว่าคานธีไม่พอใจอ้งกฤษ เขาได้สนับสนุนการสรรหาทหารอินเดียช่วยการทำสงครามของอังกฤษ เขาเชื่อว่าอังกฤษจะตอบแทนความช่วยเหลือ ด้วยการให้อิสระภาพแก่อินเดียภายหลังสงครามแทนการให้อิสรภาพอินเดียภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอังกฤษได้ใช้การปกครองอานานิคมของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง และทำให้ข้อจำกัดเสรีภาพพลเมืองตรึงขึ้น คานธีได้ตอบสนองด้วยการประท้วงและอารยะขัดขืนอย่างสันติภาพ ระหว่างการประท้วงครั้งหนึ่งต่อการขัดขืนคำสั่งของอังกฤษ กองทหารอาณานิคมได้ยิงใส่ฝูงชน ฆ่าบุคคลมากกว่า 350 คน นายพลอังกฤษได้เฆี่ยนตีประชาชนและลบหลู่คำสั่งให้คลาน ชาวอินเดียต้องคลานบนพื้นเมื่อเข้าใกล้โดยทหารอังกฤษการฆาหมู่และคำสั่งให้คลานทำให้คานธีต่อต้านความร่วมมือต่อไปใดก็ตามกับรัฐบาลอังกฤษ เมื่อ ค.ศ 1920 เขาได้กระตุ้นชาวอินเดียออกจากโรงเรียนของชาวอังกฤษ คว่ำบาตรศาล ออกจากงานรัฐบาลอาณานิคมของพวกเขา และไม่ยอมซื้อเสื้อผ้านำเข้าอย่างต่อเนื่องในขณะนี้เรียกกันว่า มหาตมะ หมายถึงวิญญานที่ยิ่งใหญเมื่อการเคลื่อนไหวได้แพร่กระจาย ชาวอินเดียได้เริ่มต้นก่อความไม่สงบภายในบางสถานที่ คานธีได้เรียกร้องความเป็นระเบียบ และยกเลิกการประท้วงจำนวนมาก แต่มหาตมะ คานธี นำการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรงเท่านั้น

เมื่อ ค.ศ 1922 อังกฤษได้จับมหาตมะ คานธีต่อการเขียนบทความสนับสนุนการต่อต้านการปกครองอาณานิคม เขาใช้วันภายในศาลกล่าวหาจักรวรรดิ์อังกฤษต่อการหาประโยชนละความยากจนของชาวอินเดีย ภายในความคิดเห็นที่ถ่อมตัว เขาประกาศ ณ การไตร่สวนของเขา ไม่มีความร่วมมือกับความชั่วมากเท่ากับหน้าที่ของความร่วมมือกับความดี ผู้พิพากษาอังกฤษได้ตัดสินเขาจำคุกหกปีเมื่อเขาได้ถูกปล่อยตัวภายหลังสองปี มหาตมะ คานธียังคงมุ่งมั่นดำเนินการต่อสู้การปกครองอาณานิคมของอังกฤษอย่างต่อเนื่อง เขาได้ตัดสินใจรณรงค์ต่อต้านความเกลียดชังทางศาสนาฮินดู-มุสลิม และการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องของจัณฑาล ภายในจิตใจของคานธี ความชั่วร้ายเหล่านี้ต้องถูกลบทิ้งถ้าอินเดียจะเป็นอิสระเมื่อ ค.ศ 1930 มหาตมะ คานธี ได้ดำเนินการการกระทำที่น่าตื่นเต้นของอารยะขัดขืนของเขา ณ เวลานั้น กฏหมายอาณานิคมของอังกฤษกล่าวหาเป็นอาชญกรรมต่อใครก็ตามครอบครองเกลือ ไม่ได้ซื้อจากการผูกขาดของอังกฤษ ด้วยการขัดขืนต่ออำนาจของอังกฤษ คานธีนำบุคคลจำนวนมากเดินขบวน 240 ไมล์ไปทะเล ตรงที่เขาหยิบเกลือหนึ่งหยิบมือ มันได้กระตุ้นการเคลื่อนไหวมวลชนท่ามกลางบุคคลทั่วประเทศรวมตัวและทำเกลือของของพวกเขาเองมหาตามะ คานธี ถูกจับและติดคุก แต่ผู้ตามของเขาเดินขบวนยึดครองานเกลือของรัฐบาล กองทหารอาณานิคมโจมตีผู้เดินขบวนด้วยกระบองด้วยความซื่อสัตย์ต่อหลักการไม่ใช้ความรุนแรงของคานธี ผู้ประท้วงรับการโจมตีโดยไม่โจมตีกลับ มหาตมะ คานธี ได้อธิบายว่า ผมต้องการโลกเห็นอกเห็นใจต่อการต่อสู้นี้ สิทธิต่อสู้อำนาจในขณะนี้มหาตมะ คานธีได้ดึงความสนใจของโลก กดดันอังกฤษเจรจาต่อรองกับผู้นำอินเดียบนแผนเพื่อการปกครองตัวเอง เเต่อังกฤษได้หยุดยั้งกระบวนการด้วยการสร้างข้อเสนอที่ซ้ำเติมวรรณะอินเดียและการแบ่งเเยกศาสนามหาตมะ คานธี ได้ตัดสินใจว่าเขาต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาสามารถกำจัดความอคติของฮินดู และการเลือกปฏิบัติต่อต้านจัณฑาล ถ้าอินเดียจะกลายเป็นชาติเสรีอย่างแท้จริง เมื่อ ค.ศ 1932 เขาได้ประกาศการอดอาหารจนตายเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ของเขาที่จะบรรลุความเสมอภาคต่อวรรณะที่ถูกเหยียบย่ำนี้ คานธีได้หยุดการอดอาหารของเขาเมื่อความก้าวหน้าบางอย่างถูกสร้างไปสู่เป้าหมายมหาตมะ คานธีฝันถึงการรวมเป็นหนึ่งเดียวและอินเดียที่เสรีด้วย แต่ความไม่ไว้วางใจระหว่างสองฝ่ายนำไปสู่การเรียกร้องเพิ่มขึ้น เพื่อการแบ่งแยกอินเดียเป็นบ้านเกิดฮินดูเเละมุสลิมแยกจากกันระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้ปกครองอาณานิคมได้ปราบปรามขบวนการเรียกร้องต่ออังกฤษเพื่อความอิสระของอินเดีย พวกเขาได้จำคุกมหาตมะ คานธีและชาวอินเดียคนอื่นหลายคนจนกระทั่งสิ้นสงคราม นายกรัฐมนตรีอังกฤษวินสตัน เชอร์ชิล ได้ประกาศว่า ผมจะไม่กลายเป็นรัฐมนตรีคนแรกของกษัตรย์ เพื่อที่จะดูแลการเลิกจักรวรรดิ์อังกฤษ เมื่อชาวอังกฤษออกเสียงให้รัฐบาลของวินสตันเชอร์ชิลออกไปเมื่อ ค.ศ 1945 ความเป็นอิสระของอินเดียกลายเป็นหลีกเลี่ยงไม่ได้ เเต่ปัญหาคือชาวฮินดูส่วนใหญและชาวมุสลิมส่วนน้อยจะร่วมอำนาจกันภายในอินเดียอย่างไร ความไม่ไว้วางใจกระจายไปสู่ความรุนแรงระหว่างกลุ่มศาสนาสองกลุ่มเมื่อชาวมุสลิมได้เรียกร้องแบ่งแยกส่วนของอินเดียเพื่อประเทศของพวกเขาเอง พวกเขาเรียกว่าปากีสถานด้วยความท้อเเท้จากความเกลียดชังทางศาสนาและความรุนแรง คานธีได้พูดต่อทั้งชาวฮินดูเเละชาวมุสลิม การกระตุ้นสันติภาพและการให้อภัยเขาคัดค้านการแบ่งประเทศไปสู่ประเทศฮินดูและประเทศมุสลิมความเชื่อภายในอินเดียหนึ่งเดียวในที่สุดเมื่อ พฤษภาคม 1947 ผู้นำการเมืองอังกฤษ มุสลิม และฮินดูได้บรรลุข้อตกลงเพื่ออิสรภาพที่คานธีไม่สนับสนุน ข้อตกลงได้สร้างอินเดียฮินดู และปากีสถานมุสลิม เมื่อวันอิสรภาพ – 15 สิงหาคม 1947ใกล้เข้ามา การประทุของการปล้น การข่มขืน และการฆ่าของชาวมุสลิมและซาวฮินดู ได้ระอุทั่วทั้งแผ่นดิน ชาวฮินดูและชาวมุสลิมหลายล้านคนหนีไปจากบ้านของพวกเขา การข้ามพรมแดนไปสู่อินเดียหรือปากีสถานมหาตมะ คานธี ได้เดินทางไปสู่พื้นที่ของความรุนแรง พยายามทำให้บุคคลสงบลง เมื่อ 1948 เขาได้ประกาศว่าเขาจะอดอาหารจนกว่าการรวมตัวใหม่ของหัวใจของทุกชุมชนได้บรรลุ ตอนอายุ 78 ปี เขาอ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว แต่เขาไม่ได้หยุดการอดอาหารของเขา จนกระทั่งผู้นำฮินดูและมุสลิมมาหาเขาและให้คำสัญญาสันติภาพเมื่อ 30 มกราคม 1948 การยิงลอบสังหารและฆ่าวิญญานที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย ในขณะที่เขาเข้าร่วมการประชุมการสวดมนต์ ผู้ลอบสังหารเป็นคนคลั่งไคล้ขาวฮินดูโกรธต่อความพยายามของคานธีที่จะรวมชาวมุสลิมและชาวฮินดูน่าเศร้าสลด สันติภาพระหว่างฮินดูและมุสลิมไม่ได้ยั่งยืน ความเกลียดชังเก่าแก่ยังคงมีอยู่ สงครามได้ประทุระหว่างอินเดียและปากีสถานหลายครั้งและสองประเทศยังคงไม่เป็นมิตรระหว่างกันจนถึงวันนี้มหาตมะ คานธีคือใคร เชาเป็นชายตัวเล็กด้วยความคิดที่ยิ่งใหญ่ เขาทำงานเพื่อศักดิ์ศรีของชาวอินเดียภายในอัฟริกาใต้ ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของอินเดีย และบันดาลใจบุคคลอื่นเหมือนเช่นมาร์ติน ลูเธอร์ คิงภายในอเมริกาเผชิญกับความไม่ยุติธรรมด้วยวิธีการไม่ใช้ความรุนแรง ครั้งหนึ่งมหาตมะ คานธี ได้กล่าวว่า ภายในความขัดเเย้งที่ไม่ใช้ความรุนแรง เราไม่มีความเคียดเเค้นทิ้งไว้ข้างหลัง ในที่สุดศัตรูได้ถูกเปลี่ยนเป็นเพื่อน

มหาตมะ คานธี เป็นผู้นำประเทศและสิทธิมนุษยชนยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของศตวรรษที่ 20 เขาได้พยายามต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคม และเพื่ออิสรภาพของอินเดียจากการปกครองของอังกฤษ มหาตมะ คานธีได้ถูกยกย่องระหว่างประเทศต่อหลักการของการประท้วงไม่ใช้ความรุนเเรง – สัตยานุเคราะห์ – ของเขา เพื่อความก้าวหน้่าทางการเมืองและสังคมเมื่อเขาย้ายมาสู่อัฟริกาใต้เมื่อ ค.ศ 1893 มหาตมะ คานธีได้เผชิญกับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติอย่างรวดเร็ว สิ่งเเรกที่เขามองเห็นชาวอินเดียถูกปฏิบัติด้วยความเคารพน้อย ณ วันที่สามของการมาของเขา เขาได้ไปเยี่ยมศาลเดอร์บัง เขาถูกขอโดยผู้พิพากษาชาวยุโรปให้ถอดผ้าคลุมหัวของเขา เขาได้ปฏิเสธ และออกไปจากห้องพิจารณาคดี ไม่กี่วันต่อมาเขาต้องเดินทางไปอีกเมืองหนึ่งโดยรถไฟ เขาขึ้นรถไฟเดินทางจากเดอร์บันไปพริทอเรีย เขาได้ซื้อตั๋วชั้นหนึ่ง และนั่งภายในห้องชั้นหนึ่ง ในไม่ช้าคนเก็บตั๋วมาตรวจตั๋วของเขา เมื่อเขามองเห็นคานธี เขาสั่งคานธีให้ไปนั่งห้องชั้นสาม เมื่อคานธีได้พยายามพิสูจน์ว่าเขามีสิทธินั่งห้องชั้นหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามคนเก็บตั๋วได้ดึงเขาออกจากห้อง และผลักเขาลงไปที่สถานีรถไฟต่อไป และโยนสัมภาระของเขาออกไปในขณะที่เขาเดินทางไปพริทอเรียด้วยรถไฟและรถม้า มันเป็นการเดินทางสัญลักษณ์ แสดงการแก้ปัญหาและอำนาจของวิธีการของการไม่ใช้ความรุนแรงของเขา เมื่อมหาตมะ คานธีมาถึงเดอร์บัง ส่วนหนึ่งของการเดินทางของเขาต้องโดยสารรถม้า และ ณ เวลานั้นมันไม่มีรถไฟจากพรมเเดนนาทาลไปโจฮันเนสเบิรก เขามีตั๋วเพื่อการเดินทางโดยรถม้า แต่เขาเป็นคนผิวดำ คนขายตั๋วของรถม้าไม่ยอมให้เขานั่งข้างในรถม้า เขาถูกยอมให้นั่งข้างคนขับ ในขณะที่คนขายตั๋วนั่งข้างใน ระหว่างเส้นทาง คนขายตั๋วต้องการสูบบุหรี่ เขาถูกสั่งให้ย้ายไปจากที่นั่งนั้น และไปนั่งบนผ้ากระสอบสกปรกกางบนขั้นบันไดขึ้นลง เพื่อที่คนขายตั๋วสามารถมีที่นั่งของคานธีและสูบบุหรี่ มหาตมะ คานธีไม่ยอมลุกจากที่นั่งของเขา และคนขายตั๋วได้เตะเขา และพยายามโยนเขาลง คานธีได้ยึดราวทองเหลืองของที่นั่งคนขับ ผู้โดยสารผิวขาวบางคนได้คัดค้านการทำร้ายอย่างขี้ขลาดนี้และคนขายตั๋วได้หยุดทำร้ายคานธี การเดินทางรถไฟและรถม้านั้นเป็นจุดพลิกผันต่อมหาตมะ คานธี เขาได้ตัดสินใจที่จะเริ่มต้นการต่อสู้ของเขาต่อความไม่ยุติธรรม การเคลื่อนไหวสัตยาเคราะห์ได้กำเนิดขึ้นมา

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มักจะถูกอ้างเป็นตัวอย่างที่ส่งแสงของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง การใช้ถ้อยคำที่มีคุณธรรม จริยธรรม และบันดาลใจของเขานำไปสู่ขบวนการสิทธิมนุษยชนทรงพลังมากที่สุดภายในประวัติศสาสตร์อเมริกันการกระทำของเขาแสดงคุณลักษณะทุกอย่างที่สร้างผู้นำแบบแท้จริง และในที่สุดนำบุคคลหลายล้านคนจากภูมิหลังที่หลากหลายรวมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยืนนาน เขาเป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำที่ปฏิบัติความเป็นผู้นำแบบแท้จริง ผ่านทางความเชื่อคริสเตียนของเขาและเเรงบันดาลใจจากมหาตมะ คานธีที่ยิ่งใหญ่ การจัดตั้งการประท้วงที่สันติและไม่รุนแรง มาร์ติน ลูเธอร์ คิงใช้การประท้วงที่ไม่รุนแรงด้วยการอ่านเกี่ยวกับมหาตมะ คานธีใช้ปลดปล่อยอินเดียจากการปกครองของอังกฤษ เเละบรรลุอิสรภาพ หลักฐานนี้สามารถพบได้จากคำปราศัยหลายครั้งและข้อเขียนของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ไม่เคยพยายามอ้างว่ายุทธวิธีไม่รุนแรงของเขาเป็นสิ่งใหม่ และมักจะยกย่องมหาตมะ คานธีอยู่เสมอมหาตมะ คานธี บันดาลใจบุคคลไปทั่วโลกรวมทั้งมาร์ติน ลูเธอร์ คิงบุคคลสองคนไม่มีโอกาสพบกันเลย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อายุ 19 ปี เมื่อมหาตมะ คานธีถูกลอบสังหาร มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เรียนรู้เกี่ยวกับมหาตมะ คานธีผ่านทางข้อเขียนของเขา และการเดินทางไปอินเดียเมื่อ ค.ศ 1959 มาร์ติน ลูเธอร์ คิงได้ใช้หลักการความไม่รุนแรงของคานธีอย่างมากภายในกิจกรรมสิทธิมนุษยชนของเขาเอง
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







