ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (40)

![]()
![]()
ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (40)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
จึงกล่าวตอบว่า “เอาซิ อีซาจึงกล่าวว่าคนนั้นคนนี้ที่เป็นคนตาบอด
ชายขาพิการขึ้นมา เขาบอกว่าเขาอุ้มไม่ไหว อีซาจึงกล่าวว่า “เมื่อและชายที่ขาพิการ ได้ร่วมกันปล้นทรัพย์ เมื่อชายตาบอดถูกสั่งให้อุ้ม คืนนี้ทำไมเจ้าจึงอุ้มเขาขึ้นมาได้ (และแบกเขาไป)แล้วทำไมเจ้าถึง กระทำเช่นนั้นไม่ได้ในขณะนี้” ดังนั้นทั้งสองจึงรับสารภาพและบรรดา ผู้ที่ถูกจองจำไปก่อนหน้าจึงได้รับการตัดสินให้พ้นผิด ในวันต่อมามัน เกิดเรื่องขึ้นว่า มีแขกเหรื่อจำนวนหนึ่งมาหาชาวนาที่บ้านมากขึ้น ชาวนาจึงบังเกิดความวิตกกังวล เพราะไม่มีน้ำพอที่จะเลี้ยงดูแขก ทั้งหมดนั้น เมื่อได้สังเกตเห็นดังนี้ อีซาจึงเข้าไปในห้องซึ่งเป็นที่เก็บ ภาชนะใส่น้ำที่ว่างเปล่า เขาจึงเอามือของเขาลูบไปที่เหยือกใส่น้ำ เหล่านั้น และเหยือกเหล่านั้นทั้งหมดจึงเต็มไปด้วยน้ำ ในขณะ นั้นอีซามีอายุเพียง สิบสองปี
มีบันทึกไว้ว่า ในขณะที่เขายังเป็นเด็กอยู่ อีซายืนอยู่กับเด็ก ผู้ชายบางคน เด็กคนหนึ่งได้สังหารเด็กอีกคนหนึ่ง และจึงโยนศพเด็ก คนนั้นมาที่เท้าของอีซา บรรดาญาติของเด็กที่ถูกสังหารนี้จึงนำอีซา มายังศาลเพื่อให้กอฎีตัดสิน ผู้ปกครองได้ไต่สวนอีซาถึงเรื่องนี้แต่ อีซา ให้การปฏิเสธว่าเขาไม่ได้ฆ่าเด็กคนนี้ แต่ผู้ปกครองต้องการที่ ลงโทษอีซา ด้วยเหตุนี้อีซา เรียกร้องให้นำเอาร่างของคนตายมาวาง ไว้ต่อหน้าเขา จากนั้นเขา(อีซา)จึงวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์ อันเป็นผล ให้เด็กที่ตายคนนี้กลับฟื้นคืนชีพ ดังนั้นอีซาจึงถามเด็กที่ตายนี้ว่า ใครเป็นคนสังหารเขา เขาจึงกล่าวตอบว่า คนนั้นคนนี้เป็นคน สังหารเขา จากนั้นพวกอิสราเอลจึงถามเด็กคนนี้ว่าใครกันที่กำลังยืน อยู่ต่อหน้าเจ้า เด็กน้อยจึงตอบว่า เขาคืออีซาบุตรของมัรยัม จากนั้น เขาจึงล้มลงและขาดใจตาย
มีรายงานไว้ในเรื่องเล่าที่ว่า มัรยัมมอบหมายอีซาให้กับ ช่างย้อมผ้าผู้หนึ่ง เพื่อให้เรียนศิลปะการย้อมผ้า ช่างยอมผ้ามีผ้า ที่จะย้อมเป็นจำนวนมาก เมื่อต้องอกไปทำธุระข้างนอก เขาจึง
ที่จะต้องย้อมทั้งหมดลงไปในถังย้อมสีเดียวกัน เมื่อช่างย้อมผ้า อธิบายให้กับอีซาว่า เขาจะต้องย้อมผ้าในสีต่างๆกัน แต่อีซาใส่ผ้า กลับมาจึงสอบถามเขา อีซาบอกกับเขาว่า เขาได้ใส่เสื้อผ้าทั้งหมดลงไป ในถึงใบนั้นใบนี้ อีซาบอกกับเขาว่า อย่าได้กังวลไปเลย แต่ช่างย้อมผ้า
กลับตะโกนด้วยความโกรธว่า “เจ้าได้ทำให้เสื้อผ้าเสียหายหมดแล้ว” เขา จึงเดินไปเอาเสื้อผ้าออกจากถังย้อม ทั้งหมดของมันต่างถูกย้อม ออกมาเป็นสีต่างๆกันตามความต้องการของช่างย้อม ช่างย้อม ผ้ารู้สึกประหลาดใจและตระหนักว่า อีซา ต้องเป็นศาสนทูตของพระเจ้า และเขาจึงประกาศตนเป็นมุสลิม(เป็นผู้ศรัทธา) ในที่สุดเมื่อมัรยัมนำเอา อีซากลับมา จึงเดินทางไปยังซีเรีย นางจึงหยุดพักตั้งกระโจมอยู่ ณ หมู่บ้านเล็กๆที่ชื่อว่า นาซีเราะห์ ดังนั้นคำว่า นาซีเราะห์ นี้ จึงมี ส่วนเกี่ยวข้องกับชื่อนี้ จากนั้นอีซาจึงเริ่มภารกิจของการชี้นำสิ่งถูก สร้างของอัลลอฮ์ และประกาศสาส์นของพระผู้สร้าง
3.14 อีซา ประกาศการเป็นศาสนทูตของท่าน
ส่งบรรดาทูตหรือสาวกออกไปยังสถานที่ใกล้เคียง
อัลลอฮ์ตรัสว่า “และจงปฏิ “และจงปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างกับคนของ เมืองนั้น (อันตักยา) เมื่อบรรดาสาวก(ที่อีซาส่งไป) ไปถึงเมืองนั้น (เมื่อเราได้ส่งสาวกสองคนไปยังพวกเขา พวกเขาต่างก็ปฏิเสธ สาวก ทั้งสองคนนี้ ดังนั้นเราเสริมกำลังให้กับคนที่สาม และพวกเขาต่าง กล่าวว่า แท้จริงเราเป็นทูตมายังพวกท่าน) บางคนกล่าวว่า ทั้งสอง คนนั้นก็คือยะฮันนาและชามูน และคนที่สามนั้นก็คือยูนุส และมี บางคนกล่าวว่า สองคนแรกก็คือ ศอดิก และศิดก์ และคนที่สาม คือสะลูน
เชค ตะบัรซี ษะละบี และนักอรรถาธิบายอัลกุรอานกลุ่มหนึ่ง ได้เล่าเรื่องไว้ว่า อีซาส่งทูตสองคนไปยังเมืองอันติออก เพื่อพวกเขาจะ
ได้ชี้นำทางผู้คนที่นั่น เมื่อเดินทางไปถึงแล้ว พวกเขาเห็นชายชรา คนหนึ่งกำลังให้แกะกินหญ้า เขาคือ ฮะบีบ นัจญาร(ช่างไม้) ผู้เป็น มุอฺมิน(ผู้ศรัทธา)จากครอบครัวของยาซีน ทั้งสองจึงกล่าวให้สลาม กับเขา เมื่อฮะบีบได้สอบถามดูว่า เขาทั้งสองเป็นใคร พวกเขาจึง ตอบว่า อีซาเป็นผู้ส่งพวกเขามา ผู้ซึ่งแนะนำให้ผู้คนเคารพสักการะ อัลลอฮ์ พระเจ้าองค์เดียว แทนที่จะกราบไหว้เทวรูปต่างๆ รูปต่างๆ เมื่อฮะบีบ ถามต่อว่า พวกเขามีสัญญานใดๆของการเป็นทูตศาสนาบ้างไหม พวกเขายืนยันว่ามี โดยกล่าวว่าพวกเขาสามารถรักษาคนป่วยได้ และ ทำให้คนตาบอดและคนเป็นโรคเรื้อนหายได้ ฮะบีบจึงขอให้เขา ทั้งสองมารักษาบุตรชายของเขาที่ป่วยไข้อยู่เป็นแรมปี พวกเขาจึงขอให้ฮะบีบ นำบุตรชายของเขามาให้ดู ฮะบีบจึงนำพวกเขาไปยังที่ บ้านของเขา ซึ่งทันทีที่ทูตสองคนได้เอามือของพวกเขาสัมผัสไปที่ร่าง ของเด็กชายผู้นี้ เขาจึงลุกขึ้นกระปี้กระเปล่าและมีจิตใจดี ด้วยกับ ความมหาจำเริญของอัลลอฮ์ ข่าวนี้จึงแพร่สะพัดไปทั่วเมืองเป็นผล ให้ผู้คนจำนวนมากหายนจากการป่วยไข้ของพวกเขา ข่าวนี้จึงรู้ไปถึง กษัตริย์ของเมืองๆนั้นซึ่งมีพระนามว่า ซันนาคาน ผู้ซึ่งเป็นกษัตริย์ องค์หนึ่งของกรุงโรม(ไบแซนไทน์) ที่กราบไหว้เทวรูป กษัตริย์จึง ทรงมีพระบัญชาให้ทูตทั้งสองคนนี้เข้าเฝ้าโดยถามพวกเขาว่าพวกเขา เป็นใครกัน พวกเขาจึงกล่าวตอบว่า อีซาเป็นผู้ส่งพวกเขามา พระองค์ทรงสอบถามว่ามีความอัศจรรย์อันใดบ้างที่พวกเขาแสดงได้ พวกเขาจึงกล่าวตอบว่าพวกเขาทำคนตาบอดและคนเป็นโรคเรื้อนให้หาย กษัตริย์สอบถามว่า ทำไมอีซาจึง ด้วยกับพระบัญชาของอัลลอฮ์ ส่งพวกเขามา พวกเขากล่าวตอบว่าพวกเขาถูก ส่งมาเพื่อแจ้งให้กับผู้ คน ยุติการเคารพกราบไหว้เทวรูปต่างๆเสีย ซึ่งพวกมันทั้งไม่ได้ยิน และมองไม่เห็น และมาเพื่อนำพระบัญชาของอัลลอฮ์เพียงพระองค์ เดียวผู้ซึ่งทรงเห็นและทรงได้ยิน กษัตริย์จึงตรัสว่า บางทีอัลลอฮ์ ของพวกท่านเป็นบางสิ่งที่นอกเหนือไปจากบรรดาเทวรูป พวกเขา
กล่าวตอบว่า “ใช่แล้ว เป็นเพราะพระองค์ผู้ทรงสร้างท่านและบรรดา และบรรดา พระเจ้าต่างๆของท่าน” กษัตริ กษัตริย์ตรัสว่า “เอาหละถึงตอนนี้ ท่านไปได้ แล้ว และฉันจะใคร่ครวญดูในสิ่งที่ท่านพูด” ดังนั้นพวกเขาจึงละออก จากกษัตริย์และจึงเผยแผ่กับผู้คนต่อไป ต่อมาภายหลัง พวกเขาจึงถูก จับกุมตามพระบัญชาของกษัตริย์
อะลี อิบนิ อิบรอฮีม และบุคคลอื่นๆเล่าเรื่องต่างๆที่น่าเชื่อถือและเป็นของจริงแท้ โดยกล่าวว่า อิมาม มุฮัมมัด อัลบากิร กล่าวว่า อัลลอฮ์ทรงส่งบุคคลสองคนไปยังผู้คนแห่งเมือง อันติออค ทูตทั้งสอง คนนี้ เร่งรีบในการนำสิ่งที่ผู้คนไม่ยอมเชื่อถือไปประกาศ ดังนั้นพวก เขาจึงประพฤติอย่างเกรี้ยวกราดกับทูตทั้งสองนี้และจับตัวพวกเขา คุมขังไว้ในวิหารแห่งเทวรูปของตน
อัลลอฮฺจึงทรงส่งบุคคลที่สามไปเป็นทูตของพระองค์ * เมื่อเขาเดินทางเข้าสู่เมืองนั้นแล้วจึงขอร้องผู้พำนัก ณ ที่เมืองนั้นให้พาเขา เข้าเฝ้ากษัตริย์ของพวกเขา เมื่อพวกเขามาถึงประตูของพระราชวัง ทูตผู้นี้จึงกล่าวขึ้นว่า ฉันได้ทำการเคารพภักดีอยู่ในป่า และบัดนี้จึง มีเจตนาที่จะสักการะพระเจ้าของกษัตริย์ของพวกท่าน พวกเขาจึง
*มีรายงานว่า เขาคือ ชามูน อัซซอฟา
นำสาส์นนี้ไปทูลต่อกษัตริย์ผู้ซึ่งได้มีบัญชาให้พวกเขานำเขามายังวิหาร ของพวกเขาเพื่อว่าเขาจะได้สักการะอัลลอฮ์ของเขา เขาจึงถูกนำตัว
มายังวิหารแห่งบรรดาเทวรูปตามบัญชานั้นที่ซึ่งเขาและอีกสองคน มายังหน้านั้นยังคงเคารพสักการะอัลอฮ์เพียงพระองค์เดียว เมื่อทูต คนที่สามพบกับทูตสองคนก่อนหน้านี้ เขาจึงกล่าวกับพวกเขาว่า ถือเป็นเรื่องแปลกที่พวกเขาใช้วิธีแข็งกร้าวกับบรรดาพวกกราบไหว้ เทวรูปที่ให้พวกเขาละเลิกออกจากศาสนานั้น และหันมายอมรับ ในศานสนาใหม่ และสอบถามดูว่า ทำไมพวกเขาจึงไม่ใช้วิธีการ ที่ผ่อนปรน จากนั้นเขาจึงกล่าวกับทั้งสองว่า จงอย่าได้แพร่งพรายไป ในหมู่ผู้คนว่า เราทั้งสามรู้จักกัน จากนั้นเขาจึงเข้าไปยังพระราชวัง ของกษัตริย์ กษัตริย์จึงบอกกับเขาว่า พระองค์ได้ยินมาว่าเขาได้กราบ ไหว้เทพเจ้าของพระองค์แล้ว และเพราะฉะนั้นเขาจึงเป็นพี่น้องร่วม ศรัทธาของพระองค์ และจึงถือเป็นหน้าที่ของพระองค์ที่จะช่วยเหลือเขา และดังนั้นขอให้เขาบอกกับพระองค์ถึงสิ่งใดก็ตามที่เขาต้องการ เขาจึงทูลขึ้นว่า โอ้พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ ข้าฯ มิประสงค์สิ่งใด แต่ข้าฯ ได้เห็นบุคคลทั้งสองคนถูกจองจำอยู่ในวิหารของพระองค์ พวกเขา เป็นใครกันหรือ กษัตริย์จึงตรัสว่าพวกเขามาเข้าเฝ้าพระองค์ด้วยกับ เจตนาที่หันห่างพระองค์ออกจากศาสนาของพระองค์และบอกว่า ศาสนาของพระองค์นั้นเป็นเท็จ พวกเขาต่างเชิญชวนพระองค์ให้ เคารพสักการะพระเจ้าแห่งสวรรค์” ทูตคนที่สามนี้จึงกล่าวขึ้นว่า “โอ้พระองค์ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ ถือเป็นการดีกว่าในส่วนของเราที่จะ ดังนั้นเราก็จะตามศาสนา
เสวนากับพวกเขาอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบ ถ้าหากพิสูจน์กันให้ เห็นว่าสัจธรรมอยู่กับพวกเขาแล้ว
ของพวกเขาได้ และถ้าหากเป็นที่ยืนยันว่าสัจธรรมอยู่กับพวกเราแล้ว
พวกเขาก็ควรจะมาสู่ศาสนาของเราและสมควรที่จะได้รับเลือกให้เข้า มาสู่การได้รับการปลดเปลื้องและยินยอมให้กับทุกสิ่งเท่าที่มีไว้บริการ ให้กับพวกเขา


