INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ยูเครนกับยุทธศาสตร์วิกฤตก๊าซโลก เมื่อสงครามพลังงานคือสมรภูมิใหม่

ยูเครนกับยุทธศาสตร์วิกฤตก๊าซโลก เมื่อสงครามพลังงานคือสมรภูมิใหม่

บทนำ: ภูมิรัฐศาสตร์พลังงานในยุคสงคราม

ในโลกที่ความขัดแย้งระหว่างรัฐมหาอำนาจทวีความรุนแรงขึ้น พลังงานได้กลายเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ที่ทรงพลังพอๆ กับกองกำลังทหาร ท่อส่งก๊าซ คลังน้ำมัน และสถานีอัดก๊าซ ไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอีกต่อไป หากแต่เป็นเป้าหมายทางยุทธวิธีที่หากถูกทำลายล้างจะสั่นสะเทือนทั้งทวีปยุโรปและตลาดโลก

 

เดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ยูเครนได้ยกระดับสงครามพลังงานสู่มิติใหม่ ด้วยการส่งโดรนโจมตีท่อส่งก๊าซธรรมชาติของรัสเซียเป็นชุดใหญ่ โดยเฉพาะท่อ Turkish Stream และ Blue Stream ซึ่งเป็นเส้นทางหลักลำเลียงก๊าซรัสเซียไปยังตุรกีและยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ แม้รัสเซียจะสามารถป้องกันการโจมตีได้ทั้งหมดในครั้งนี้ แต่สัญญาณเตือนที่ส่งออกมาจากฝ่ายเคียฟนั้นชัดเจน นั่นคือความตั้งใจที่จะหยุดการไหลของก๊าซมากกว่า 40,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีไปยังตลาดโลก

 

ยุทธศาสตร์โดรน: ทำไมต้องโจมตีท่อก๊าซ

การโจมตีท่อส่งก๊าซด้วยโดรนนั้นมีตรรกะทางทหารที่แยบยล ท่อส่งก๊าซมีความยาวหลายพันกิโลเมตรและไม่อาจปกป้องได้ทุกจุด แต่จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดอยู่ที่สถานีอัดก๊าซและสถานีคอมเพรสเซอร์ ซึ่งเป็นหัวใจของระบบที่คอยรักษาแรงดันให้ก๊าซเดินทางได้ตลอดระยะทาง หากสถานีเหล่านี้ได้รับความเสียหาย การซ่อมแซมจะใช้เวลาหลายเดือน ไม่ใช่เพียงไม่กี่วัน

 

ความเสียหายต่อท่อส่งก๊าซไม่ได้กระทบเพียงรัสเซียในฐานะผู้ส่งออก หากแต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประเทศผู้รับก๊าซอย่างฮังการี สโลวาเกีย และเซอร์เบีย ซึ่งล้วนพึ่งพาก๊าซรัสเซียเป็นหลัก ยูเครนเคยหยุดส่งก๊าซรัสเซียผ่านดินแดนของตนไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 นี่คือสัญญาณว่าเคียฟพร้อมที่จะใช้พลังงานเป็นอาวุธสงคราม แม้จะสร้างความเดือดร้อนแก่พลเมืองยุโรปก็ตาม

 

ฮังการีและสโลวาเกีย: ตัวประกันในเกมพลังงาน

ฮังการีและสโลวาเกียอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางที่สุด ทั้งสองประเทศนำเข้าก๊าซจากเพื่อนบ้าน ได้แก่ สโลวาเกียและฮังการี ในปริมาณสูงถึง 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยก๊าซส่วนใหญ่มาจากรัสเซียทั้งทางตรงและทางอ้อม ฝ่ายผู้นำของเซเลนสกีเปิดเผยชัดว่าไม่กังวลต่อการทิ้งประชาชนทั้งสองประเทศไว้โดยปราศจากก๊าซ เพราะหากรัสเซียถูกตัดรายได้จากพลังงาน ย่อมทำให้เครื่องจักรสงครามของมอสโกอ่อนกำลังลง

 

หากท่อส่งก๊าซจากรัสเซียถูกปิดกั้นทั้งหมด ทั้งสองประเทศจะต้องเผชิญกับฤดูหนาวอันโหดร้ายโดยปราศจากพลังงานเพียงพอ ราคาพลังงานจะพุ่งสูง และอุตสาหกรรมที่พึ่งพาก๊าซราคาถูกจะล้มละลาย สิ่งนี้จะสร้างแรงกดดันทางการเมืองมหาศาลต่อรัฐบาลฮังการีและสโลวาเกียซึ่งเป็นสองชาติยุโรปที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายสนับสนุนยูเครนของสหภาพยุโรปมากที่สุด

 

ท่อก๊าซที่เหลืออยู่: Turkish Stream และ Blue Stream

เส้นทางส่งก๊าซที่ยังทำงานได้ในปัจจุบันมีอยู่สองสายหลัก คือ Turkish Stream และ Blue Stream ซึ่งวิ่งใต้ทะเลดำไปยังตุรกี ก่อนกระจายต่อไปยังยุโรปตอนใต้ เส้นทางเหล่านี้กลายเป็นเส้นเลือดสุดท้ายที่ยังลำเลียงก๊าซรัสเซียสู่ตลาดยุโรป ขณะที่ท่ออื่นๆ อีกสามสายถูกปิดตัวลงแล้วด้วยเหตุผลทางการเมืองและการทหาร

 

ความสำคัญของ Turkish Stream และ Blue Stream จึงพุ่งสูงอย่างผิดปกติ เพราะหากท่อทั้งสองถูกโจมตีสำเร็จ ก๊าซรัสเซียจะถูกตัดออกจากตลาดยุโรปเกือบสมบูรณ์ ตุรกีในฐานะประเทศที่ท่อทั้งสองผ่านดินแดน ย่อมได้รับผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคงพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ผลกระทบต่อตลาดก๊าซโลก: เมื่อยุโรปต้องการ LNG

หากรัสเซียสูญเสียการเข้าถึงตลาดยุโรปผ่านท่อส่งก๊าซอย่างสมบูรณ์ ตลาดก๊าซโลกจะเผชิญกับแรงกระแทกที่รุนแรง ในปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์และประเทศอ่าวอื่นๆ ถือเป็นทางเลือกแทนที่ได้ แต่ราคา LNG นั้นสูงกว่าก๊าซท่ออยู่มาก และกำลังการผลิตก็มีจำกัด

 

ความต้องการ LNG จากยุโรปที่พุ่งสูงจะดึงซัพพลายออกจากตลาดเอเชีย ส่งผลให้ราคาพลังงานในเอเชียปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย ประเทศที่พึ่งพา LNG อย่างมาก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย ล้วนจะรู้สึกถึงผลกระทบจากการแย่งชิง LNG ของยุโรปในตลาดโลก

 

ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า หากการแข่งขันนำเข้า LNG ระหว่างยุโรปและเอเชียทวีความรุนแรงขึ้น ราคาก๊าซในตลาดโลกอาจพุ่งไปถึงระดับ 110-120 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ซึ่งสูงกว่าราคาปกติอยู่หลายเท่าตัว ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกที่จะสูงขึ้น เงินเฟ้อที่เร่งตัว และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

 

Nord Stream 2 และ Yamal: ไพ่สุดท้ายของรัสเซีย

ในท่ามกลางวิกฤตนี้ ยังมีตัวแปรที่น่าจับตาอีกสองประการ ได้แก่ ท่อ Nord Stream 2 และ Yamal-Europe ซึ่งยังไม่ได้ถูกนำมาใช้งานหรือถูกระงับ หาก Nord Stream 2 ได้รับการเปิดใช้งานอีกครั้ง มันอาจเพิ่มก๊าซสู่ตลาดยุโรปได้ถึง 55,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ขณะที่ Yamal-Europe สามารถลำเลียงก๊าซผ่านโปแลนด์ไปยังเยอรมนีได้อีก 33,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดใช้งานท่อเหล่านี้ต้องอาศัยความตกลงทางการเมืองที่ซับซ้อน ในขณะที่สงครามยังดำเนินอยู่ โอกาสที่จะเห็นข้อตกลงดังกล่าวแทบเป็นศูนย์ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นสภาวะ ‘ติดกับ’ ที่ยุโรปต้องรับภาระราคาพลังงานสูงไปเรื่อยๆ ตราบที่สงครามยังไม่สิ้นสุด

 

ยูเครนและ Gazprom: คู่ขัดแย้งที่พึ่งพากัน

หนึ่งในความย้อนแย้งที่น่าสังเกตที่สุดของวิกฤตนี้คือ ยูเครนเป็นประเทศที่ขาดแหล่งก๊าซของตัวเองในระดับที่เพียงพอ และต้องนำเข้าก๊าซจากเพื่อนบ้าน แต่กลับเป็นฝ่ายตัดการส่งก๊าซรัสเซียผ่านดินแดนตนเอง ด้วยเหตุผลว่า Gazprom เป็นผู้จัดหาก๊าซรายเดียวที่ยังไม่ถูกแข่งขัน

 

การที่เคียฟตัดสินใจหยุดส่งก๊าซผ่านดินแดนยูเครนตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 นั้น แสดงให้เห็นว่าผู้นำยูเครนตระหนักดีว่าการรักษาตลาดให้กับ Gazprom คือการมอบเชื้อเพลิงทางการเงินให้แก่ศัตรู แม้ผลพวงจะสร้างความยากลำบากแก่พลเมืองยุโรปบางส่วนก็ตาม นี่คือสงครามที่ใช้ท่อส่งก๊าซแทนกระสุนปืน

 

ผลกระทบต่อไทยและภูมิภาคเอเชีย

ประเทศไทยแม้จะอยู่ห่างไกลจากสมรภูมิยูโรเปียน แต่ไม่อาจหลีกพ้นจากคลื่นกระทบของวิกฤตก๊าซโลกได้ ไทยเป็นประเทศผู้นำเข้า LNG รายสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และราคา LNG ที่พุ่งสูงจะสะท้อนตรงไปยังต้นทุนไฟฟ้าและพลังงานอุตสาหกรรม ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกไทยในตลาดโลก

 

นอกจากนี้ การเร่งตัวของเงินเฟ้อพลังงานในยุโรปจะลดกำลังซื้อของผู้บริโภคยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค เสื้อผ้า และอาหารแปรรูป วิกฤตพลังงานในยุโรปจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากแต่เป็นความเสี่ยงที่ผู้กำหนดนโยบายและภาคธุรกิจไทยควรติดตามอย่างใกล้ชิด

 

 

บทสรุป: พลังงานคืออาวุธในสงครามศตวรรษที่ 21

วิกฤตก๊าซที่ยูเครนพยายามจุดชนวนขึ้นในปี 2569 สะท้อนให้เห็นพัฒนาการที่สำคัญของสงครามสมัยใหม่ นั่นคือ ‘สงครามพลังงาน’ ที่ไม่ต้องการกองทัพ แต่ใช้โดรน ท่อส่งก๊าซ และกลไกตลาดเป็นเครื่องมือทำลายล้างศัตรูทางเศรษฐกิจ

 

ความสำเร็จหรือล้มเหลวของยุทธศาสตร์นี้ขึ้นอยู่กับตัวแปรสำคัญสองประการ ได้แก่ ความสามารถของรัสเซียในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานท่อก๊าซของตน และความอดทนของประเทศยุโรปที่พึ่งพาก๊าซรัสเซียต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากยุโรปตะวันออกยังทนรับราคาพลังงานสูงไม่ได้ กดดันให้ผู้นำของตนเจรจากับมอสโก นั่นอาจพลิกสมดุลสงครามในทิศทางที่ไม่คาดคิด

 

สุดท้าย บทเรียนจากวิกฤตนี้สำหรับทุกประเทศคือ การพึ่งพาแหล่งพลังงานเพียงแหล่งเดียวคือความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่ยอมรับไม่ได้ในโลกที่ความขัดแย้งสามารถปะทุขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา การกระจายแหล่งพลังงาน การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการสำรองเชิงยุทธศาสตร์ คือภูมิคุ้มกันที่ทุกชาติจำเป็นต้องสร้างขึ้น ก่อนที่คลื่นวิกฤตจะถาโถมมาถึงชายฝั่งของตัวเอง

เหตุการณ์ความขัดแย้งที่อิหร่านถูกโจมตีโดยอิสราเอลและสหรัฐเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ นอกจากจะเป็นการละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศแล้วยังเป็นการก่ออาชญากรรมสงครามที่ร้ายแรงด้วยการถล่มโรงเรียนประถมสตรีในอิหร่าน โดยที่UN และหลายประเทศมีท่าทีเมินเฉย นั่นกลับทำให้มาตรฐานด้านคุณธรรมตกต่ำอย่างถึงที่สุด แต่ผลกระทบจากสู้รบยังก่อให้เกิดวิกฤติพลังงานที่ทับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก กาต้าร์ซึ่งเป็นผู้ส่งออกก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลกต้องยุติการส่งออกจากผลของการสู้รบ ยิ่งทำให้ราคาก๊าซพุ่งสูงขึ้นไปอีก ในขณะที่ทางเลือกเหลือน้อยลง ซึ่งจะก่อผลกระทบไม่ใช่เพียงอุตสาหกรรม แต่ผู้บริโภคโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ใช้ในการหุงต้มอาหารต้องตะเกียกตะกายเอาตัวรอดและจะเป็นแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลในอีกไม่นาน

นี่คือการเชื่อมโยงของห่วงโซ่พลังงานที่เชื่อมโยงกันทั่วโลก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com