สงครามไมโครชิปจีน-สหรัฐฯ ตอนที่ 2

สงครามไมโครชิปจีน-สหรัฐฯ ตอนที่ 2 : แร่หายากเป็นอาวุธ และเกมภูมิรัฐศาสตร์ห่วงโซ่อุปทาน
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
จากการควบคุมชิป สู่การควบคุมต้นทางแร่ธาตุที่หล่อเลี้ยงมัน
จากสงครามชิป สู่สงครามวัตถุดิบ
หากตอนที่ 1 คือแนวรบเทคโนโลยีที่วอชิงตันเป็นฝ่ายรุก ตอนที่ 2 นี้คือแนวรบที่ปักกิ่งกุมความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง นั่นคือการควบคุมแร่ธาตุวิกฤต จีนไม่ได้ตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรชิปด้วยการเจรจาเพียงอย่างเดียว แต่เลือกใช้อาวุธที่ตนเองผูกขาดอยู่แล้วในห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ คือแร่หายากและโลหะกึ่งตัวนำสำคัญ ซึ่งเป็นจุดที่สหรัฐฯ และพันธมิตรเปราะบางที่สุด
เส้นทางการขยายมาตรการควบคุมของจีน (2023-2026)
มาตรการของจีนไม่ได้มาในครั้งเดียว แต่ทยอยขยายขอบเขตอย่างเป็นระบบ เริ่มจากแกลเลียมและเจอร์เมเนียมในเดือนกรกฎาคม 2023 ตามด้วยกราไฟต์ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน แอนติโมนีและวัสดุความแข็งสูงพิเศษในเดือนสิงหาคม 2024 ทังสเตนและเทลลูเรียมในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 แร่หายากกลุ่มกลาง-หนักอย่างแกโดลิเนียมและเทอร์เบียมในเดือนเมษายน 2025 และในเดือนธันวาคม 2024 จีนสั่งแบนส่งออกแกลเลียม เจอร์เมเนียม แอนติโมนี ไปยังสหรัฐฯ โดยตรงเป็นการเฉพาะ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือเดือนมีนาคม 2026 เมื่อคณะรัฐมนตรีจีนประกาศ State Council Order No. 834 ว่าด้วยความมั่นคงของห่วงโซ่อุตสาหกรรมและอุปทาน ซึ่งผนวกมาตรการควบคุมส่งออก มาตรการตอบโต้ ความมั่นคงข้อมูล และการคัดกรองการลงทุน เข้าเป็นกรอบความมั่นคงแห่งชาติเป็นหนึ่งเดียว สร้างพันธะการปฏิบัติตามกฎหมายทั่วทั้งองค์กรสำหรับทุกนิติบุคคลที่ดำเนินงานในเขตอำนาจศาลจีน
กลยุทธ์ “บาซูก้านัดเดียว”: ยกระดับแล้วพัก
นักวิเคราะห์อธิบายรูปแบบพฤติกรรมของจีนว่าเป็น “บาซูก้านัดเดียว” คือประกาศมาตรการที่รุนแรงเพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนและความไม่แน่นอนในตลาดโลก ก่อนจะระงับหรือผ่อนคลายบางส่วนในภายหลัง เช่น MOFCOM ประกาศฉบับที่ 70 และ 72 ของปี 2025 ที่ระงับทั้งมาตรการควบคุมแร่หายากเดือนตุลาคมและข้อกำหนดใบอนุญาตเฉพาะสหรัฐฯ ตรรกะเบื้องหลังคือหากใช้ไพ่นี้บ่อยเกินไป จะเร่งให้ประเทศผู้นำเข้าเร่งกระจายแหล่งอุปทานอย่างถาวรแทนที่จะพึ่งพาจีนต่อไป จีนจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างการส่งสัญญาณอำนาจกับการไม่ผลักดันให้โลกหนีออกจากตนเองเร็วเกินไป
ผลกระทบด้านราคาสะท้อนความจริงจังของมาตรการเหล่านี้ได้ชัดเจน ราคาแกลเลียมพุ่งขึ้นกว่า 123% เจอร์เมเนียม 203% และแอนติโมนี 144% นับจากต้นปี 2025 แม้ปริมาณการค้าจริงจะไม่ได้หยุดชะงักสนิท เพราะผู้นำเข้าใช้วิธีดึงคลังสำรอง เปลี่ยนเส้นทางขนส่งผ่านประเทศที่สาม เช่น เบลเยียม หรือหาผู้ผลิตทางเลือก แต่ผลกระทบที่แท้จริงจึงปรากฏในรูปราคาที่สูงขึ้นมากกว่าปริมาณที่หายไป
บังคับใช้กฎเข้มข้นขึ้น: จากใบอนุญาตสู่การจับกุม
เดือนกรกฎาคม 2026 จีนเปิดกลไกให้ประชาชนและองค์กรแจ้งเบาะแสการละเมิดมาตรการควบคุมแร่ยุทธศาสตร์ ผ่านประกาศ MOFCOM ฉบับที่ 26 สะท้อนท่าทีบังคับใช้กฎที่แข็งกร้าวขึ้นอย่างชัดเจน ล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าพนักงานสัญชาติญี่ปุ่นสองคนถูกควบคุมตัวที่เมืองต้าเหลียนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ในข้อหาลักลอบขนสินค้าที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากซึ่งอยู่ภายใต้ข้อจำกัดส่งออก นับเป็นหนึ่งในกรณีแรก ๆ ที่มีการควบคุมตัวชาวต่างชาติในความผิดลักษณะนี้
ในประเทศเอง บริษัทออปติกความแม่นยำสูงของจีนมูลค่าตลาดราว 11,700 ล้านหยวน ก็เผชิญการสอบสวน โดยประธานบริษัทถูกด่านศุลกากรเซี่ยงไฮ้ควบคุมตัว จากข้อหาแจ้งเท็จว่าเลนส์ที่มีส่วนผสมเจอร์เมเนียมเป็นเพียงกระจกออปติกทั่วไป เพื่อหลบเลี่ยงข้อกำหนดใบอนุญาตส่งออก สะท้อนว่าจีนกำลังบังคับใช้กฎนี้อย่างจริงจังทั้งกับต่างชาติและกับพลเมืองของตนเอง
การตอบโต้ของสหรัฐฯ: เร่งสร้างห่วงโซ่อุปทานคู่ขนาน
แรงกดดันจากจีนผลักดันให้สหรัฐฯ เร่งลงทุนสร้างขีดความสามารถแร่หายากในประเทศ ตัวอย่างเด่นคือ MP Materials ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ วงเงิน 400 ล้านดอลลาร์ในรูปหุ้นบุริมสิทธิ บวกเงินกู้ 150 ล้านดอลลาร์ พร้อมกำหนดราคาประกันขั้นต่ำ NdPr ที่ 110 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมเป็นเวลา 10 ปี และสัญญารับซื้อผลผลิตทั้งหมดจากโรงงานแม่เหล็ก 10X ที่กำลังก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม จีนยังคงกุมกำลังการกลั่นแกลเลียมบริสุทธิ์ ต่ำระดับปฐมภูมิของโลกไว้ราว 99% ขณะที่สหรัฐฯ พึ่งพาการนำเข้า 100% โดยไม่มีคลังสำรองยุทธศาสตร์แห่งชาติสำหรับแร่นี้เลย เป็นช่องโหว่ที่กระทบโดยตรงต่อระบบเรดาร์ AESA ของเครื่องบิน F-35 ระบบนำวิถีขีปนาวุธ SM-6 และ Patriot รวมถึงอิเล็กทรอนิกส์เรือดำน้ำชั้น Virginia
มิติภูมิรัฐศาสตร์: ผลกระทบต่อพันธมิตรและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แรงกดดันสองทางจากทั้งวอชิงตันและปักกิ่งกำลังบีบให้ประเทศอย่างญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และเกาหลีใต้ ต้องเลือกจุดยืนที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างการรักษาห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ และการรักษาตลาดวัตถุดิบกับจีน สำหรับประเทศไทยและอาเซียนในฐานะจุดเชื่อมต่อของห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์ไฟฟ้าโลก ความผันผวนของราคาแร่และความเสี่ยงด้านการบังคับใช้กฎที่เข้มงวดขึ้นของจีน หมายถึงต้นทุนนำเข้าที่ไม่แน่นอนและความจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานใหม่ในระดับนโยบาย ไม่ต่างจากที่ประเทศเหล่านี้เผชิญในภาคพลังงานจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
บทสรุป: สงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุดง่าย ๆ
- สงครามชิปและสงครามแร่หายากได้หลอมรวมกันเป็นแนวรบเดียว ภายใต้กรอบความมั่นคงห่วงโซ่อุปทานแห่งชาติของทั้งสองฝ่าย
- กลยุทธ์ “บาซูก้านัดเดียว” ของจีนจะยังใช้ได้ผลในระยะสั้น แต่ยิ่งใช้บ่อย ยิ่งเร่งการกระจายแหล่งอุปทานทางเลือกของโลกให้เร็วขึ้น เป็นดาบสองคมต่อจีนเองในระยะยาว
- การบังคับใช้กฎที่เข้มข้นขึ้นจนถึงขั้นควบคุมตัวชาวต่างชาติ สะท้อนว่าจีนมองประเด็นนี้เป็นเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือต่อรองการค้า
- สำหรับไทยและอาเซียน นี่คือสัญญาณให้ต้องติดตามควบคู่กับความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ด้านพลังงานจากตะวันออกกลาง ในฐานะสองแนวรบที่กระทบห่วงโซ่อุปทานโลกพร้อมกัน







