INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ชาวอาหรับก่อนสมัยอิสลาม ตอนที่ 1

ชาวอาหรับก่อนสมัยอิสลาม ตอนที่ 1

จรัญ มะลูลีม

ดินแดนอาระเบียนั้นส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ราบที่เป็นทรายซึ่งส่วนหนึ่งเป็นที่ราบและอีกส่วนหนึ่งเป็นทะเลทราย   แผ่นดินส่วนใหญ่แห้งแล้งไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกและไม่สามารถเกื้อกูลให้ชุมชนที่มาตั้งหลักแหล่งอยู่ให้มีชีวิตอยู่ได้   ยกเว้นแต่ที่ซึ่งเรียกว่าโอเอซิสซึ่งมีอยู่ห่างๆ กันเท่านั้น

ดังนั้นนับตั้งแต่นานมาแล้วผู้คนที่อาศัยอยู่ในนั้นจึงจำต้องเป็นพวกเร่ร่อนอาศัยอยู่กับการเลี้ยงแกะ เลี้ยงอูฐ  ผู้คนส่วนใหญ่ของชาวอาหรับโบราณที่ทำอาชีพเลี้ยงปศุสัตว์จึงต้องโยกย้ายไปเรื่อยๆ เพื่อหาที่ที่มีหญ้ามีน้ำอุดมสมบูรณ์ให้แก่ฝูงปศุสัตว์ของพวกเขา

เมื่อไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและไม่มีรากเหง้าเช่นนี้  พวกเขาจึงได้มีวัฒนธรรมในระดับต่ำ  ไม่รู้เรื่องศิลปะวิทยาที่ผู้คนซึ่งมีอารยธรรมรู้   คนที่อ่านออกเขียนได้ก็มีอยู่น้อยคน   แต่เฉพาะในศูนย์การพาณิชย์บางแห่งเท่านั้น   ส่วนพวกที่อยู่ในทะเลทรายนั้นส่วนใหญ่จะไม่รู้หนังสือ

ขอบเขตความคิดของพวกเขาจึงคับแคบ  การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตรนั้นหนักหนาสาหัสเสียจนพวกเขาสิ้นเรี่ยวแรงในการหาเลี้ยงชีพประจำวัน   จนไม่มีเวลาหรือแนวโน้มที่จะคิดถึงเรื่องศาสนาหรือปรัชญา    ศาสนาของพวกเขาคือการนับถือพระเจ้าหลายองค์และปรัชญาของพวกเขาถูกรวมอยู่ในคำพูดที่หลักแหลมคมคาย

ถึงแม้ว่าชาวอาหรับโบราณจะไม่มีวรรณกรรมที่เขียนขึ้น  แต่พวกเขาก็มีภาษาที่อุดมไปด้วยคำศัพท์ต่างๆ  เมื่อไม่มีภาพเขียนและภาพปั้น  พวกเขาจึงสร้างภาษาขึ้นให้เป็นวิจิตรศิลป์และรู้สึกภาคภูมิใจในการที่สิ่งเหล่านี้สามารถแสดงความรู้สึกออกมาได้อย่างมากมาย  ดังนั้นพวกเขาจึงมีความนับถือกวีและนักพูดที่สามารถใช้ถ้อยคำได้อย่างไพเราะงดงาม

การนับถือรูปเจว็ดซึ่งมีพระเจ้าหลายองค์นั้นแพร่ขยายไปทั่วแหลมอาระเบียโบราณ    คนเกือบทุกเผ่าจะมีเทพเจ้าของตนเองซึ่งเป็นศูนย์กลางของชีวิตทางศาสนาของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม  ในขณะเดียวกันชาวอาหรับโบราณก็เชื่อว่ามีพระเจ้าผู้สูงสุดอยู่ด้วย ซึ่งพวกเขาเรียกว่าอัลลอฮ์ (Allah)    แต่ความเชื่อนี้ออกจะเลื่อนลอยและความศรัทธาในอัลลอฮ์ก็ออกจะอ่อนแอ    พวกเขาจะวิงวอนต่ออัลลอฮ์ในยามที่มีอันตราย    แต่พออันตรายนั้นหมดไปพวกเขาก็ลืมพระองค์เสียและพวกเขายังเคารพนับถือเทพเจ้ารองๆ ลงไปอีกเป็นจำนวนมากมายด้วยหรืออย่างน้อยก็คิดว่าตนวิงวอนต่ออัลลอฮ์โดยอาศัยเทพเจ้าเหล่านั้น    โดยเฉพาะเทพที่มีเพศหญิงสามองค์ซึ่งถูกถือว่าเป็นบุตรีของอัลลอฮ์   นั่นคืออัล-อุซซา (al-‘zza) อัล-มะนาต (al-Manat)  และอัล-ลาต (al-Lat)

เทพเจ้าจำนวนนับไม่ถ้วน   ที่ชาวอาหรับโบราณสักการบูชานั้นมีรายชื่อยืดยาว   ดังที่อิบนุ อัล-ก็อลบี (ibn-al-Kalbi)  ซึ่งมีชีวิตอยู่ในฮิจญ์เราะฮ์ศักราชที่ 2 ได้เขียนไว้ (Ibn al-Kalbi, Kitabaal-Asnam, ed. Ahmad Zaki Pasha, 1914)    เทพเจ้าเหล่านี้บ้างก็เกิดจากการนำนามธรรมให้เป็นบุคคล  อย่างเช่น ญัดด์  (โชค) สะอฺด์ (โชคดี ลางดี) ริฏอ (ความโปรดปราน) วัดด์ (มิตรภาพ) และมะนาฟ (ความสูงส่ง) เป็นต้น    เทพเจ้าบางองค์ก็ได้ชื่อมาจากสถานที่ที่ตนได้รับความเคารพนับถือ อย่างเช่น ซุล อัล-เคาะลาซะฮ์ และซุล อัซ-ซะห์เราะฮ์  เป็นต้น

เทหวัตถุในท้องฟ้าและพลังอื่นๆ ของธรรมชาติซึ่งได้รับความนับถือว่าเป็นเทพเจ้าก็มีบทบาทสำคัญอยู่ในทำเนียบเทพเจ้าของชาวอาหรับโบราณ   ชาวอาหรับหลายเผ่านับถือดวงอาทิตย์ (เรียกว่าซัมส์)     หมู่ดาวลูกไก่ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้ให้ฝนก็ได้รับความนับถือให้เป็นเทพเจ้ามีนามว่าอัษษุรอยยา (al-Thurayya)

ดาวพระศุกร์ซึ่งส่องแสงสุกใสเป็นพิเศษอยู่บนท้องฟ้าอันแจ่มใสของอาระเบีย   ก็ได้รับความนับถือว่าเป็นเทพธิดามีนามว่า อัล-อุซซา (แปลว่า “ผู้มีอำนาจที่สุด”)  มีสักการะสถานอยู่ที่นัคละฮ์ใกล้นครมักกะฮ์   นอกจากนั้นยังมีเทพเจ้าที่มีชื่อแสดงถึงความสำคัญเช่นเทพเจ้า อัล-มาลิก (กษัตริย์) และ บัล หรือ บาอัล (ผู้เป็นเจ้า) เป็นต้น

สัญลักษณ์แทนเทพเจ้าของชาวอาหรับโบราณนั้นคือรูปเคารพ (รูปเจว็ด) หินศักดิ์สิทธิ์และวัตถุเคารพอื่นๆ    ในเวลาเดียวกันหินศักดิ์สิทธิ์ก็ใช้เป็นแท่นบูชาด้วย  ใช้เลือดของเหยื่อที่ถูกบวงสรวงเทรดลงบนหินนั้นหรือทาที่หินนั้นด้วย

ชาวอาหรับโบราณทำการฆ่าอูฐ แพะแกะ และวัวตัวเมียเพื่อทำการบวงสรวงเทพเจ้าโดยให้เทพเจ้าดื่มแต่เลือดของสัตว์เหล่านั้น   ส่วนผู้บูชานั้นกินเนื้อของมันเสียเอง แต่แรกนั้นการบวงสรวงถูกถือว่าเป็นการเลี้ยงอาหารแก่เทพเจ้าหรืออย่างน้อยก็เพื่อทำให้เทพเจ้ามีความพึงพอใจ

ดังนั้นจึงถือว่าการบวงสรวงทำให้ผู้บูชาได้เข้าใกล้ชิดกับเทพเจ้านั้นๆ   ชาวอาหรับก็เหมือนกับชาวยิวที่ชอบเอาลูกสัตว์ตัวแรกที่เกิดมาในฝูงปศุสัตว์ของตนไปบวงสรวง   ถ้ามีทารกเกิดมาในบ้านใด  พ่อแม่ก็จะโกนผมลูกแล้วเอาแกะไปบวงสรวงแทนตัวเด็กทารก

การปฏิบัติเช่นนี้ยังมีอยู่ในหมู่ชาวอาหรับและชาวมุสลิมชาติอื่นๆ ในปัจจุบันนี้ซึ่งเรียกกันว่าอะกิเกาะฮ์ (Aqiqah) หากแต่ในชาวมุสลิมจะไม่มีเรื่องของการบวงสรวง   แต่คงมีแค่พิธีโกนผมและพิธีทางศาสนาเท่านั้น

นอกจากจะใช้แท่งหินหยาบๆ เป็นสัญลักษณ์แทนเทพเจ้าของชาวอาหรับโบราณแล้วก็ยังใช้รูปปั้นที่ทำขึ้นด้วยความชำนาญไม่มากก็น้อย   จะทำด้วยไม้หรือหินก็ได้เรียกว่า เศาะนาม (Sanam) หรือวะษัน (Wathan) ซึ่งแต่แรกคงจะไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าหมายถึงหิน

รูปเคารพเหล่านี้จะถูกวางไว้ในโบสถ์ซึ่งใช้เป็นสถานสักการะ   เป็นที่ถวายของบวงสรวงและของบูชาให้โบสถ์หรือวัด  โบสถ์เหล่านี้มิได้มีขนาดใหญ่โตเหมือนโบสถ์ในอียิปต์หรือกรีซ   เป็นแต่เพียงอาคารง่ายๆ    บางครั้งก็มีแต่กำแพงหรือเอาก้อนหินมาวางล้อมไว้เท่านั้น

ไม่ใช่แต่เพียงตัวอาคารเท่านั้นที่ได้รับความนับถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์    แต่บางครั้งสิ่งแวดล้อมที่นั่นก็ถูกถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มิอาจละเมิดได้ด้วย    และถือกันว่าอยู่ใต้การคุ้มครองของเทพเจ้านั้นๆ   บางครั้งก็มีการบูชาต้นไม้ด้วย

ในโบสถ์จะมีพระเป็นผู้ดูแลและเป็นผู้อนุญาตให้ผู้บูชาเข้ามาทำการสักการบูชาได้   ตำแหน่งนี้มักถ่ายทอดกันมาเป็นมรดก    คำหนึ่งที่ใช้เรียกพระคือคำว่ากาฮิน  ซึ่งใช้เรียกหมอเวทมนต์ด้วยเช่นกัน   เชื่อกันว่าพระจะอยู่ใต้อิทธิพลของเทพเจ้าและมีความสามารถในการพยากรณ์เหตุการณ์ในอนาคตและกระทำการอื่นๆ ทางไสยศาสตร์

คำประกาศของพวกเขาก็เหมือนกับคำทำนายของเทพเจ้ากรีกโบราณ   คือเลื่อนลอยและสองแง่สองนัยไม่ชัดเจน   เมื่อเวลาผ่านไปพระซึ่งเคยเป็นผู้ดูแลโบสถ์ก็กลายเป็นหมอเวทมนต์ไปด้วย    รวมทั้งหมอเวทมนต์ที่เป็นผู้หญิงด้วยเช่นกัน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com