แคชเมียร์ความขัดแย้งที่ถูกลืม ตอนที่ 1

แคชเมียร์ความขัดแย้งที่ถูกลืม ตอนที่ 1
จรัญ มะลูลีม
แคชเมียร์ (แคชมีร) เป็นรัฐที่มีมหาราชาปกครองในครั้งที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ
เมื่ออินเดียได้รับเอกราชในปี 1947 และมีการแยกประเทศออกเป็นปากีสถานในเวลาต่อมานั้น พบว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านที่กำหนดโดยอังกฤษว่าใครจะเลือกอยู่กับประเทศใดดูเหมือนจะไม่มีอุปสรรคมากนัก รัฐที่มีมหาราชาปกครองทั้งหลายมีอิสระที่จะเลือกอยู่กับปากีสถานหรืออินเดียก็ได้ แต่ที่น่าเศร้าใจก็คือบางรัฐอยู่ใกล้อินเดียแต่เลือกจะไปอยู่กับปากีสถาน ในขณะที่รัฐที่อยู่ใกล้ปากีสถานกลับเลือกที่จะอยู่กับอินเดีย จึงมีผู้เสียชีวิตขณะเดินทางด้วยระยะเวลาที่ยาวนานไปยังรัฐที่ตนเองเลือกเป็นจำนวนมาก
กระบวนการเลือกถิ่นที่อยู่ของผู้คนในรัฐต่างๆ ไม่ว่าจะไปอยู่กับอินเดียหรือปากีสถานดำเนินต่อไปตามกระบวนการของมันเอง และส่วนใหญ่จะเต็มไปด้วยความสงบ ยกเว้นในกรณีของรัฐแคชเมียร์ ไฮเดอราบัดและคัลท์ (Kalt)
แคชเมียร์จึงกลายเป็นดินแดนแหงความขัดแย้ง ซึ่งเวลานี้บริหารโดยสามประเทศคืออินเดีย ปากีสถานและจีน
ก่อนวันที่ 5 สิงหาคม (2019) ที่ผ่านมารัฐจัมมูและแคชเมียร์ได้รับสถานะพิเศษภายใต้มาตรา 370 ของรัฐธรรมนูญอินเดีย
สำหรับสิทธิพิเศษที่รัฐจัมมูและแคชเมียร์มีอยู่นี้ได้รับการประกาศให้เป็นกฎหมายโดยรัฐสภาของอินเดียยกเว้นการป้องกันประเทศการสื่อสารและการต่างประเทศที่ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลกลาง
นอกจากนี้ รัฐจัมมูและแคชเมียร์ยังเป็นรัฐที่มีธงชาติและรัฐธรรมนูญของตนเองอีกด้วย
รัฐจัมมูและแคชเมียร์ประกอบไปด้วยผู้คนจากหลากหลายศาสนา เช่นอิสลาม (ร้อยละ 68.61) ฮินดู (ร้อยละ 28.43%) คริสต์ (ร้อยละ 0.28)
จัมมูเป็นพื้นที่เดียวในรัฐจัมมูและแคชเมียร์ที่มีชาวฮินดูเป็นคนส่วนใหญ่ (ร้อยละ 65) อิสลาม (ร้อยละ 30) ส่วนที่เหลือจะเป็นชาวสิกข์ (Sikhs)
ในทางชาติพันธุ์ คนจัมมูส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายโดกรา (Dogra) ที่รวมกับอยู่หลายกลุ่ม
ส่วนหุบเขาแคชเมียร์ก็เป็นพื้นที่ของชนพื้นเมืองชาวแคชเมียร์ ซึ่งได้ออกมารณรงค์เพื่อการแยกออกจากอินเดีย ส่วนกลุ่มชนที่ไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนของชาวแคชเมียร์ก็ได้แก่ชาวพาหาริส (Paharis) กุจจารส์ (Gujjars) และ บากาลาวาส์ ซึ่งครอบครองดินแดนนี้อยู่
สำหรับดินแดนของชาวลาดักห์ (Ladakhi) นั้นประกอบด้วยชาวมุสลิม (ร้อยละ 46) จากจำนวนประชากรที่มีอยู่สองแสนคนในพื้นที่
ประชาชนในพื้นที่แยกออกเป็นอย่างละครึ่งระหว่างมณฑลเลห์ (Leh) กับการ์กิล (Kargil) ร้อยละ 76.8 ของประชากรของการ์กิลเป็นมุสลิม ในขณะที่ร้อยละ 66.4 เป็นชาวพุทธ
แม้ว่าการท่องเที่ยวในหุบเขาแคชเมียร์อันงดงามจะทำรายได้สำคัญให้กับเศรษฐกิจของรัฐ แต่ปัญหาความขัดแย้งและผู้ก่อความไม่สงบก็ทำให้การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอยู่เนืองๆ
อย่างไรก็ตามการท่องเที่ยวก็ยังดำเนินต่อไป รัฐแคชเมียร์จึงมีรายได้ทั้งจากนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญชาวฮินดูที่มาจากต่างประเทศหรือมาจากภายในประเทศ
ผู้แสวงบุญชาวอินเดียจะเดินทางมาที่ดินแดนเวชห์โน เทวี (Vaishno Devi) เป็นจำนวนมากซึ่งทำรายได้ให้แก่รัฐแคชเมียร์ถึง 4.75 พันล้านรูปี ความตึงเครียดระหว่างอินเดีย-ปากีสถานขยายตัวอยู่เสมอ ในดินแดนสวรรค์บนดินอย่างแคชเมียร์
ซึ่งความขัดแย้งว่าด้วยปัญหาแคชเมียร์มีดังต่อไปนี้
ความขัดแย้งเริ่มต้นในปี 1947 เมื่ออินเดียและปากีสถานได้รับเอกราชจากอังกฤษ รัฐมหาราชาทั้งหลายที่เวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองของนักล่าอาณานิคมอังกฤษ สามารถเลือกที่จะเข้าร่วมกับปากีสถานหรืออินเดียก็ได้ อันเนื่องมาจากการได้รับเอกราชดังกล่าว มหาราชาที่ปกครองรัฐจัมมูและแคชเมียร์อยู่ในเวลานั้นเลือกที่จะอยู่กับอินเดีย แม้ว่าจะเป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิมก็ตาม ปากีสถานปฏิเสธการตัดสินใจดังกล่าว
ด้วยเหตุนี้ สงครามครั้งแรกระหว่างอินเดียและปากีสถานเหนือดินแดนแห่งความขัดแย้งอย่างรัฐจัมมูและแคชเมียร์จึงเกิดขึ้นหลังจากอินเดียได้รับเอกราชไม่นาน (1947-1948)
นับจากปี 1947 เป็นต้นไป ประชากรของรัฐจัมมูและแคชเมียร์ 70,000 คน ต้องจบชีวิตลงอันเนื่องมาจากความรุนแรงในดินแดนแคชเมียร์ที่คนแคชเมียร์เองและชาวมุสลิมทั่วโลกเรียกว่าแคชเมียร์ที่ถูกยึดครอง (Occupied Kashmir) เช่นเดียวกับดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง (Occupied Palestine)
ในแคว้นแคชเมียร์เองมีขบวนการติดอาวุธและขบวนการทางการเมืองที่ตั้งขึ้นมาด้วยตัวเองหรือไม่ก็เข้าร่วมกับปากีสถานและต้องการให้มีการลงมติที่เป็นอิสระ เพื่อตัดสินชะตากรรมของชาวแคชเมียร์ แต่อินเดียปฏิเสธข้อเรียกร้องทั้งปวงที่มีอยู่
จัมมูและแคชเมียร์ตั้งแต่ปี 1846 จนถึงปี 1952 เป็นรัฐมหาราชาภายใต้อังกฤษที่ปกครองอินเดียและปกครองโดยจัมวาล ราชบุตร (Jamwal Rajput) จากราชวงศ์โดกรา
ทฤษฏีสองชาติ
ทฤษฏีสองชาติ (two-nation theory) เป็นอุดมการณ์ว่าด้วยอัตลักษณ์พื้นฐานและการรวมชาวมุสลิมในอนุทวีปเอเชียใต้ให้เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน มากกว่าจะเป็นเรื่องของภาษาหรือชาติพันธุ์ ดังนั้นชาวอินเดียมุสลิมและชาวอินเดียฮินดูจึงกลายเป็นสองชาติที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์หรือเรื่องอื่นๆ
ทฤษฏีสองชาติเป็นหลักการพื้นฐานของขบวนการปากีสถาน (นั่นคืออุดมการณ์ของปากีสถานในฐานะรัฐ-ชาติมุสลิมของเอเชียใต้) และการแยกออกจากอินเดียในปี 1947
ดังที่มุฮัมมัด อะลี จินนะฮ์ (Muhammad Ali Jinnah) บิดาของปากีสถานได้กล่าวเอาไว้ว่า “เราควรมีรัฐที่เราสามารถมีชีวิตอยู่และหายใจได้อย่างคนอิสระ และเราควรพัฒนาไปตามทางนำและวัฒนธรรมของเราเอง และที่ซึงหลักการความยุติธรรมทางสังคมของอิสลามสามารถมีอิสระที่แสดงออกได้”
การแยกปากีสถานออกจากอินเดียในปี 1947
การแยกอินเดียออกเป็นปากีสถานเกิดขึ้นในปี 1947 เป็นการแยกตัวออกมาจากจักรวรรดิอังกฤษมาเป็นอินเดียและปากีสถาน
นำไปสู่การจัดตั้งรัฐอิสระที่มีอธิปไตยอย่างปากีสถาน ซึ่งต่อมาแยกออกเป็นปากีสถานและบังกลาเทศ และสหภาพอินเดีย (ต่อมาเป็นสาธารณรัฐอินเดีย เมื่อวันที่ 14-15 เดือนสิงหาคม ปี 1947)
การดำเนินการภายใต้อังกฤษ
เครื่องมือของการเลือกพื้นที่เป็นเอกสารตามกฎหมาย ซึ่งนำเสนอตามพระราชบัญญัติของอินเดียเมื่อปี 1985 และถูกนำมาใช้ในปี 1947 เพื่อให้ผู้ปกครองในแต่ละรัฐที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษสามารถเข้าไปอยู่ร่วมกับอินเดียหรือปากีสถานก็ได้
แม้ว่าดินแดนแคชเมียร์จะมีคนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม แต่ในที่สุดมหาราชาก็ลงนามในการนำเอารัฐจัมมูและแคชเมียร์ให้มาอยู่ภายใต้การควบคุมของอินเดีย
เปิดโอกาสให้อินเดียส่งทหารของตนเข้าไปกดดันชาวปากีสถานที่อยู่ในแคชเมียร์และเริ่มเปิดสงคราม
โดยสงครามเริ่มต้นในวันที่ 22 ตุลาคม 1947-1 มกราคม 1949 ในแคว้นแคชเมียร์และตามมาด้วยข้อตกลงหยุดยิง ที่ทำให้รัฐมหาราชาแห่งจัมมูและแคชเมียร์จบสิ้นลง
มีการกำหนดเขตหยุดยิงในปี 1947 ซึ่งต่อมากลายเป็นเส้นควบคุมหรือ Line of Control ตามข้อตกลงสิมลา (Simla Agreement) แห่งปี 1972
โดยมีการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หลังสงคราม ปากีสถานเข้าครอง 1 ใน 3 ของแควันแคชเมียร์ ซึ่งได้แก่ อะซาดแคชเมียร์ (Azad Kashmir) และ กิลกิต – บัลติสถาน (Gilgit – Baltistan)
ในขณะที่อินเดียเข้าครองพื้นที่ส่วนที่เหลือ ซึ่งได้แก่หุบเขาแคชเมียร์ จัมมูและวาดิกห์ แต่ไม่รวมอักไซชิน (Aksai Chin) และเส้นทางทรานส์ – การาโกราม (Trans – Karakaram Tract)







