INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ศาสนาในตะวันออกกลาง (เอเชียตะวันตก) ตอนที่ 2

ศาสนาในตะวันออกกลาง (เอเชียตะวันตก) ตอนที่ 2

            จรัญ มะลูลีม

ดังนั้นในขณะที่พวกเนสตอเรียไม่ยอมรับส่วนใดๆ ที่ยกให้การรับทุกข์ทรมานเป็นของพระเจ้า พวกโมโนทิสและพวกเมลค์จำนวนมากถือตรงกันข้าม  ต่อมาได้มีการปรองดองกันโดยพวกโมโนเธลีด์ (Monotheletes) ซึ่งถือว่าพระคริสต์มีสองลักษณะคือ ลักษณะพระเจ้าและลักษณะมนุษย์แต่มีเพียงเจตนารมณ์เดียวคือเจตนารมณ์ของพระเจ้า

สถานภาพของแต่ละความเชื่อนี้มีความจงรรักภักดีต่อชาติพันธุ์และท้องถิ่นมาช่วยทำให้แข็งแกร่งขึ้นด้วย  คำสอนทางการของรัฐและของราชอาณาจักรนี้ได้รับการอุดหนุนโดยชาวกรีกส่วนใหญ่ส่วนนิกายเนสตอเรียนั้นได้รับการสนับสนุนจากประชากรส่วนใหญ่ของซีเรียและเมโสโปเตเมียที่พูดภาษาซีเรีย

นิกายโมโนฟีส์นั้นเรียกกันอย่างกว้างขวางว่านิกายยาคอมไบ   ตามชื่อนักคิดที่สำคัญที่สุดของนิกายนี้  ชาวอาร์เมเนียถูกเรียกว่าเกรกอเรียนตามชื่อสาวกของอาร์เมเนียและอียิปต์ถูกเรียกว่าคอปต์ ซึ่งเป็นคำที่ได้มาจากชื่อโบราณของอียิปต์

ในหลายๆ ส่วนของแอฟริกาเหนือได้เกิดความขัดแย้งทางศาสนาอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความประสงค์ร้ายต่ออำนาจของราชอาณาจักร   ประชากรส่วนใหญ่คือผู้ถือนิกาย โดนาตี (Donatism) คนเหล่านี้ถือว่าคริสตจักรควรเป็นองค์กรที่ไม่ถูกเรื่องราวทางโลกทำให้เสียหายไป  ฉะนั้นรัฐบาลจึงไม่ควรเข้าไปยุ่งในกิจการของคริสตจักร  ควรให้พระผู้บริสุทธิ์เท่านั้นเป็นผู้บริหาร

ภายในองค์กรสำคัญของคริสต์ซึ่งรัฐบาลของราชอาณาจักรสนับสนุนอยู่นั้น  ภายหลังได้เกิดการแบ่งแยกกันขึ้นระหว่างภาคตะวันออกกับตะวันตก    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาเรื่องคำสั่งสอน  แต่ส่วนใหญ่เกิดจากเรื่องอำนาจของพระ

ฝ่ายตะวันตกหรือโรมันคาทอลิกยอมรับอำนาจสูงสุดของสันตะปาปา  ซึ่งเป็นสังฆราชของกรุงโรม  แต่ฝ่ายตะวันออกคือฝ่ายออร์ธอดอกซ์นั้นเป็นกลุ่มของคริสตจักรที่ปกครองตนเองอยู่ภายใต้ผู้อุปถัมภ์และผู้มีอำนาจอื่นๆ จำนวนหนึ่ง

ถึงแม้ว่าต่อมาไม่ช้าก็เร็ว ประชากรส่วนมากของจักรวรรดิโรมันจะกลายเป็นคริสเตียนไปก็ตาม  แต่ชาวยิวก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อศาสนาของตัวเองอยู่   คือศาสนาจูดาห์ ซึ่งเคลื่อนมาสู่ขั้นตอนใหม่หลังจากชาวโรมันทำลายโบสถ์ในกรุงเยรูซาเลมเสีย

ในศตวรรษแรกแห่งค.ศ. การสักการะบูชาพระเจ้าร่วมกันของพวกพระจะสามารถทำได้แต่ในโบสถ์เท่านั้น  แต่เมื่อไม่มีโบสถ์ดังกล่าวเสียแล้ว  ก็ได้มีการจัดการอำนาจในชุมชนโดยพวกครูธรรมดาๆ และนักเทศน์ (rabbi) ในโบสถ์ยิวหรือสถานที่สอน

การที่พวกนักเทศน์เหล่านี้ทำการศึกษาคัมภีร์โตราห์และกฎหมายมาเป็นร้อยๆ ปีได้ก่อให้เกิดการอภิปรายถกเถียงและการตีความหมายและทำให้มีการเขียนคัมภีร์ทัลมูด (Talmud) ซึ่งถูกเรียบเรียง  ตีความหมายและทำให้มีการเขียนคัมภีร์ทัลมูด (Talmud) ซึ่งถูกเรียบเรียงขึ้นในศูนย์กลางสำคัญสองแห่งของชีวิตชาวยิวคือในปาเลสไตน์และบาบิโลน และต่อมาได้ใช้เป็นรากฐานของกฎหมายแห่งบุคคลและพฤติกรรมในสังคม  ผู้ที่รับคัมภีร์ยิวฉบับนี้มีชื่อว่าพวกแรบไบ

ทั้งศาสนาจูดาห์และคริสต์ศาสนา  (ส่วนใหญ่ที่เป็นนิกายเนสตอเรีย) ได้แพร่หลายไปทางทิศตะวันออกสู่อิหร่าน  แต่ที่นี่ก็ต้องต่อสู้กับขบวนการทางศาสนาอย่างอื่นๆ ในสมัยซาซาเนีย (คือศตวรรษที่ 3-7) นิกายมาซดาได้ฟื้นคืนชีพขึ้นอีก  และยังมีศาสนาใหม่เกิดขึ้นมาท้าทายอีกคือนิกาย  มานีเซีย (Manichaeism) ซึ่งเรียกตามชื่อผุ้ตั้งนิกายคือมานี (Mani) ครูสอนศาสนาผู้สอนว่าร่างกายมนุษย์นั้นเมื่ออยู่ในโลกเขาก็ควรต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้พื้นจากความชั่วร้ายในโลกด้วยการใฝ่หาความรู้ใหม่ในตัวตนที่แท้จริงของเขา  โดยอาศัยแสงสว่างภายในตน

เมื่อเขาปลดปล่อยตัวเองได้เขาก็จะสามารถช่วยบูรณะธรรมชาติที่แท้จริงของสากลจักรวาลได้โดยการเอาชนะหลักการของความชั่วซึ่งเป็นผู้ต่อสู้ทำสงครามกับพระเจ้า    ศาสนามานีเซียนี้แพร่ขยายออกไปนอกอิหร่านไปทางตะวันตกทั่วโลกโรมันเข้าสู่เอเชียส่วนในและไปไกลจนถึงประเทศจีนระยะหนึ่ง (Albert Hourani. “Religions,” in The Cambridge Encyclopedia of the Middle East and North Africa, pp.32-34.)

คริสต์ศาสนาเป็นศาสนาสำคัญศาสนาหนึ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางหรือเอเชียตะวันตก  ในปัจจุบันมีสายสำคัญอยู่สองสายคือ สายตะวันออกได้แก่นิกายออร์ธอดอกซ์ คอปต์และนิกายอื่นๆ ส่วนสายตะวันตกได้แก่นิกายโรมันคาทอลิกและนิกายโปรแตสแตนต์  ชาวคอปต์สืบเชื้อสายมาจากชาวคริสเตียน  ศาสนานิกายคอปต์นั้นใกล้เคียงกับนิกายออร์ธอดอกซ์ (คำว่าออร์ธอดอกซ์ เป็นชื่อรวมของนิกายย่อยๆ ทุกนิกายของคริสต์ศาสนาที่มีประมุขของตนเองเป็นพระ แต่ไม่ถือว่าพระสันตะปาปาเป็นประมุขสูงสุด  คำว่าออร์ธอดอกซ์ มาจากคำภาษากรีกว่า orthos = ถูกต้องกัน doxa=ความคิดเห็น)   ส่วนนิกายโรมันคอทอลิกนั้นมีสันตะประปาเป็นประมุขสูงสุด  แต่นิกายโปรเตสแตนต์ไม่มีประมุขเป็นสงฆ์  ผู้แยกนิกายคือมาร์ติน ลูเธอร์

ศาสดาของคริสต์ศาสนาคือเยซูคริสต์ (คัมภีร์ใหม่เป็นภาคหลังของคัมภีร์ไบเบิล กล่าวถึงเรื่องราวการก่อตั้งศาสนาคริสต์ตั้งแต่กำเนิดศาสดาเยซูคริสต์) เริ่มเผยแพร่ศาสนาเมื่ออายุ 30 ปี เมื่ออายุได้ 33 ถูกชาวยิวที่ต่อต้านจับตรึงกางเขน  นักบุญพอล ชาวยิวโพ้นทะเล เป็นสาวกรุ่นแรกๆ ที่นำคริสตศาสนาไปเผยแผ่ ได้เดินทางไปเผยแผ่ในหลายแห่ง  ในที่สุดได้ยึดอากรุงโรมเป็นศูนย์กลาง แต่ถูกประหารชีวิตที่กรุงโรมในสมัยจักรพรรดิเนโร งานนิพนธ์ของนักบุญพอลเรียกว่าคัมภีร์จดหมาย (epistles) อยู่ในคัมภีร์ใหม่ (New Testament) (คำว่าคริสต์นั้นจากภาษากรีกว่า Christor = เมสสิอาห์ (ผู้ช่วยชีวิต) หรือคัมภีร์ไบเบิล ภาคหลังเป็นที่ยึดถือของชาวคริสต์ทุกนิกาย

คริสตศาสนาเชื่อว่าคัมภีร์เก่าคือคัมภีร์ที่ชาวยิวนับถือกับคัมภีร์ใหม่ เป็นคัมภีร์ของคริสตศาสนาและเน้นว่าศาสดาเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า   ศาสดาเยซูสอนให้รักพระเจ้า    ให้สร้างสันติแก่โลกและสร้างความรักฉันท์พี่น้องระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

กรุงเยรูซาเลมนับว่าเป็นศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์เพราะเป็นสถานกำเนิดของคริสตศาสนาและเป็นที่ซึ่งศาสดาเยซูถูกตรึงกางเขน

ปัจจุบันนี้ในตะวันออกกลางมีผู้นับถือศาสนาคริสต์อยู่หลายล้านคน   ในอียิปต์มีผู้ถือนิกายคอปต์อยู่ประมาณ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นชาวคริสต์กลุ่มใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลาง  ผู้นับถือนิกายโรมันออร์ธอดอกซ์มีจำนวนรองลงมา  ส่วนมากอยู่ในซีเรียและเลบานอน  รองลงมาคือจำนวนผู้ถือนิกายมารอน (Moronite) นิกายเมลค์ (Melkite) และนิกายคอลเดีย (Chaldea) เป็นต้น

 

ความสัมพันธ์ระหว่างอารยธรรมกับศาสนา

อารยธรรมที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันปีมาแล้วบนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนหรือในบริเวณใกล้เคียงกับอียิปต์  เมโสโปเตเมียและกรีกได้บรรลุถึงจุดสูงสุดของความสำเร็จทำให้ต้องอัศจรรย์ใจและนิยมชมชอบอยู่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นในด้านวิทยาศาสตร์  อุตสาหกรรม เกษตร การค้า การสงครามหรือกิจกรรมใดๆ ของมนุษย์

สาเหตุสำคัญซึ่งได้ให้พลังแก่อารยธรรมเหล่านี้ก็คือศาสนา  เป็นความจริงที่ว่ารูปแบบของสาเหตุสำคัญนี้ได้เปลี่ยนไปจากลัทธิการบูชาเทพเจ้ากลุ่มสะสามองค์ของอียิปต์โบราณ ซึ่งแสดงออกในนิยายปรัมปราเกี่ยวกับโอสิริส ไอซิส และฮอรัส  และแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของชีวิตในความตายและการฟื้นคืนชีพอีกทั้งความเป็นนิรันดร์ผ่านคนรุ่นใหม่ต่อๆ ไปจนถึงลัทธิป่าเถื่อนของเฮลลาส  ซึ่งปรากฏอยู่ในการแสดงออกทางประสาทสัมผัสของสัจจะ  ความดีและความงาม

ในทำนองเดียวกันมันได้เปลี่ยนไปในช่วงเวลาต่อมาๆ และเสื่อมทรามลงจนถึงระดับที่การแสดงออกมาทางประสาทสัมผัสของเฮลลาสกลายเป็นลักษณะหยาบคายไป

อย่างไรก็ตามศาสนาก็ยังเป็นต้นเหตุที่วางรูปชะตากรรมของโลกอยู่นั่นเอง    และศาสนาก็ยังมีบทบาทอย่างเดียวกันในยุคสมัยของเรานี้

ในบางครั้งอารยธรรมสมัยปัจจุบันก็ต่อต้านศาสนาหรือพยายามกำจัดศาสนาออกไปหรือมิฉะนั้นก็ทอดทิ้งศาสนาไปก็มี   แต่กระนั้นในไม่ช้ามันก็หันเหมาหาศาสนาอีก   ส่วนอีกด้านหนึ่งศาสนาก็ยังเกี่ยวข้องกับอารยธรรมของเราอยู่ต่อไปและสักวันหนึ่งอาจถึงกับกลืนอารยธรรมเข้าไปก็ได้

ในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ซึ่งอารยธรรมได้วางอยู่บนแท่นของศาสนามานับพันๆ ปี แล้วก็ได้มีศาสนาที่มีชือ่เสียงบนโลกเกิดขึ้นสามศาสนา   ในอียิปต์การเข้ามาของโมเสสนำไปสู่การประกาศศาสนาของพระองค์ต่อประชาชนฟาโรห์ก็บอกประชาชนว่า “ข้าคือนายสูงสุดของพวกเจ้า” (กุรอาน, 79:24)  โมเสสได้ต่อสู้กับฟาโรห์และพระของเขา   จนกระทั่งในที่สุดพระองค์ก็ต้องอพยพโยกย้ายไปยังปาเลสไตน์พร้อมด้วยลูกหลานแห่งอิสราเอล     ในปาเลสไตน์ก็ปรากฎศาสดาเยซูขึ้น   พร้อมด้วยพระวจนะและดวงจิตของพระเจ้า ซึ่งทรงมอบให้แก่พระนางแมรี

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com