แอนน์ มัลเคฮี : การฟื้นฟูซีรอกซ์

แอนน์ มัลเคฮี : การฟื้นฟูซีรอกซ์
จิม คอลลินส์ กล่าวว่า เราได้พบบริษัทที่ตกลงจากความยิ่งใหญ่ แต่จากนั้น
ได้ฟื้นคืนรากฐาน ยืนต่อต้านสู้กับพลังของการทำลายที่สร้างสรรค์ ซีรอกซ ์ได้เข้าสู่ฟอร์จูน ณ ลำดับ 423 เมื่อ ค.ศ 1963 เรื่องราวความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ภายในประวัติศาสตร์บริษัทอเมริกัน สูงขึ้นเป็นลำดับที่ 21 เมื่อ ค.ศ 1990 แต่จากนั้นบริษัทได้เริ่มต้นตกต่ำลง เมื่อต้นทุนที่สูงถ่ายทอดเป็นราคาไม่สามารถเข่งขันได้ และเมื่อ ค.ศ 2001 ซีรอกซ์ ได้เผชิญกับราคาหุ้นตกลงมา 92%
จิม คอลลินส์ กล่าวว่าจอร์จ วอชิงตัน ไม่ต้องการเป็นประธานาธิบดี เเต่เป็นบุคคลที่ประเทศต้องการ ทำนองเดียวกับแอนน์ มัลเคฮี ไม่ต้องการเป็นซีอีโอ เเต่เธอเป็นผู้นำที่ซีรอกซ์ต้องการ แอนน์ มัลเคฮี สร้างความน่าเชื่อถือ
ตลอดอาชีพของเธอ ทุกตำแหน่งของความรับผิดชอบที่เธอได้ เธอนำด้วยความเป็นผู้นำระดับ 5 และทำมันภายในวิถีทางที่สร้างกระเป๋าใบเล็กของความยิ่งใหญ่ และเมื่อความรับผิดชอบของเธอเจริญเติบโต บุคคลมากขึ้นและมากขึ้นไว้วางใจเธอ เชื่อมั่นภายในเธอ และเธอสร้างความน่าเชื่อถือนี้จากรากฐาน จนในที่สุดคณะกรรมการบริษัทตัดสินใจเลือกเธอเป็นซีอีโอ
ภายในไม่ถึงสองปี การลดลงของเงินสด และตำแหน่งตลาดตกต่ำลง คำถามว่าซีรอกซ์สามารถอยู่รอดได้หรือไม่เป็นบริษัทอิสระ เเอนน์ มัลเคฮี
แม้เต่ไม่ได้เป็นรายชื่อเริ่มแรกของคู่แข่งขันซีอีโอ ดึงความสนใจของคณะกรรมการบริษัทด้วยความลุ่มหลงและการทุ่มเทของเธอต่อบริษัทและวัฒนธรรมของพวกเขา เมื่อเเอนน์ มัลเคฮี กลายเป็นซีอีโอของซีรอกซ์ ค.ศ 2011 ภายหลังการทำงานทั้งอาชีพของเธอข้างในบริษัท เธอไม่ยอมทำลายบริษัท เพื่อที่จะรักษาชีวิตมัน ฉันเป็นวัฒนธรรม ถ้าฉันไม่สามารถคิดพาวัฒนธรรมมากับฉันอย่างไร ฉันเป็นบุคคลที่ไม่เหมาะสมกับงาน เธอไม่ยอมยกธงขาว ไม่ยอมขายบริษัท
แอนน์ มัลเคฮี ให้คุณค่าแก่บุคคล เธอกล่าวว่า บุคคลเป็นทรัพย์สินยิ่งใหญ่ที่สุดของบริษัท พวกเขาเป็นข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของเรา เราต้องดึงดูดและรักษาบุคคลดีที่สุดไว้ เราต้องให้การกระตุ้นแก่พวกเขา และทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนที่สำคัญของภารกิจของบริษัท
กลยุทธ์ของเธอรับมือกับสถานการณ์ที่วิกฤติคือ การส่งเสริมความซื่อสัตย์และความเชื่อมั่น เธอย้ำว่าภายในเวลาที่ธุรกิจของเรากำลังต่อสู้ เราต้องให้ความรู้สึกของทิศทางและข้อแก้ปัญหาแก่บุคคลและลูกค้าของเรา ภายในการเเลกเปลี่ยน แอนน์ มัลเคฮี คาดหวังความพยายามและการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากบุคคลทุกคนของซีรอกซ์ ฉันให้ทางเลือกแก่บุคคลที่จะทำ ถลกแขนเสื้อและไปทำงาน หรือไม่ออกไปจากซีรอกซ์
ร่องรอยอย่างเเรกของซีรอกซ์มาจากการอ่านหนังสืิอที่ชอบของเธอ
“The Endurance” ของเเคโรไลน์ อเลกซานเดอร์ บันทึกเหตุการณ์ไม่น่า
เป็นไปได้ของนักผจญภัย เออร์เนสต์ เเชคเคิลตัน ช่วยชีวิตบุคคลของเขา
ภายหลังจากเรือของเขาชนก้อนน้ำแข็งของแอนตรากติกาเมื่อ ค.ศ 1961 การดึงเเรงบันดาลใจจากแชคเคิลตัน แอนน์ มัลคาฮี ไม่เคยใช้วันหยุดสุดสัปดาห์ สองปีเลย เธอไปเยี่ยมบุคคลของซีรอกซ์ทั่วโลก เธอมีชีวิตอยู่บนเครื่องบิน และพูดความจริงแก่บุคคลของเธอ
แอนน์ มัลเคฮี ยอมรับอย่างจริงใจว่าเธอไม่เคยวางแผนกลายเป็นซีอีโอ
แม้ว่าเธออยู่ ณ ซีรอกซ์ 24 ปี เมื่อเธอถูกแต่งตั้งเป็นซีอีโอ เธอใช้ 16 ปีภายในการขาย และส่วนที่เหลืออยู่เป็นหัวหน้าของทรัพยากรมนุษย์
เธอกล่าวว่า ฉันแน่ใจไม่ได้ถูกเลี้ยงดูที่จะกลายเป็นซีอีโอ และไม่ได้มี
ภูมิหลังทางการเงินเลย การกลายเป็นซีอีโอของแอนน์ มัลเคฮี เกิดขึ้น
เมื่อ ค.ศ 2001
ภายหลังคณะกรรมบริษัทได้ขับไล่ซีอีโอคนก่อน ดิค โธแมน เหลือเพียง
13 เดือนเท่านั้นภายในสำนักงานหัวมุม แอนน์ มัลเคฮี ทำงานกับซีรอกซ์
25 ปี
และในฐานะของซีอีโอ เธอไม่ต้องการทำร้ายวัฒนธรรมของบริษัท ประกาศการล้มละลาย หรือตัดการวิจัยและพัฒนา ตามที่ปรึกษาได้
ผลักดันเธอต่อสิ่งเหล่านี้ เธอได้ปิดธุรกิจที่ไม่ทำกำไร และลด 25
พันล้านเหรียญจากโครงสร้างต้นทุนของซีรอกซ์ เธอตัดสินใจเดิน
หน้าไปสู่ศตวรรษที่ 21 สุขใจกับอะไรที่สามารถนำเสนอต่อลูกค้า
และบุคคลของบริษัท เมื่อ ค.ศ 2006 ซีรอกซ์ทำกำไรต่อปีมากกว่า 1
พันล้านเหรียญ
คุณลักษณะของแอนน์ มัลเคฮี เป็นบุคคลของความถ่อมตัว ตรงไปตรงมา และความซื่อสัตย์ เมื่อเธอไม่รู้บางสิ่งบางอย่าง เธอถาม เมื่อบางสิ่ง
บางอย่างต้องพูด เธอพูด ทำให้เธอสามารถนำบุคคลอื่นภายในบริษัทได้
เเทนที่แอนน์ มัลเคฮี จะจมอยู่กับห้องผู้บริหารของเธอ เธอได้เดินทางอย่างกว้างขวาง เเสวงหาคำเนะนำ การป้อนกลับ และความเข้าใจจากบุคคล ณ ทุกระดับของบริษัท การพบส่วนบุคคลกับผู้บริหารและลูกค้าของซีรอกซ์และผู้นำธุรกิจอื่น นอกจากการเสาะหาการป้อนกลับอย่างจริงใจแล้ว แอนน์ มัลเคฮี กล่าว
ว่าทั้งความซื่อสัตย์และความเชื่อมั่นย่อมสำคัญต่อการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะระหว่างช่วงเวลาของวิกฤติ เมื่อองค์การของเรา
กำลังยุ่งยาก เราต้องให้บุคคลรู้สึกว่าเรารู้ว่าอะไรเกิดขึ้น และเรามีกลยุทธ์
ที่จะแก้ไขมัน เราต้องบอกบุคคลอะไรที่พวกเขาสามารถทำที่จะช่วยเหลือ
แม้ว่าที่ปรึกษาได้กระตุ้นเธอประกาศล้มละลายฟื้นฟูสถานการณ์ แต่เธอไม่เห็นด้วยกับมัน เธอได้เลือกเส้นทางที่บุคคลไม่กี่คนยอมรับ โดยข้อเท็จจริง เธอกล่าวว่า การล้มละลายไม่เคยชนะ เมื่อเธอยึดครองบริษัท เธอมีความมุ่งหมายอย่างเดียวเท่านั้น การยกบริษัทให้สูงขึ้นและจินตนาการให้ซีรอกซ์เป็นผู้เล่นไฮเทค
เเม้ว่าเธอได้รับการยกย่องต่อการแก้ปัญหาสภาพคล่องได้อย่างรวดเร็ว และการลดต้นทุนในขณะที่รักษาความผูกพันต่อนวัตกรรมที่สำคัญต่ออนาคตของซีรอกซ์ แอนน์ มัลเคฮีได้ยกย่องความสำเร็จของเธอแก่ความสำคัญของภาวะผู้ตาม บุคคลของเราเป็นผู้้อาสาสมัคร และพวกเขาสามารถเลือกที่จะรอให้อะไรหยุดลงถ้าพวกเขาไม่เชื่อ สิ่งนั้นสามารถเป็นอันตรายอย่างมากภายในบริษัทใหญ่ ดังนั้นการสร้างภาวะผู้ตามได้กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราสามารถทำเมื่อเป็นผู้นำ
แนวคิดความเป็นผู้นำที่อธิบายวิถึทางการนำบุคคลของแอนน์ มัลเคฮี ได้ดีที่สุดคือ ความเป็นผู้นำแบบแท้จริง ยืนยันว่าผู้นำที่ซื่อสัตย์ เปิดเผย “แท้จริง” และไว้วางใจได้ กระทบทางบวกมากที่สุดต่องค์การ ในขณะที่ความคิดของความเป็นผู้นำแบบแท้จริงมีรากฐานของมันภายในปรัชญา
กรีกโบราณ แต่กระนั้นความเป็นผู้นำเบบแท้จริงมาสู่แนวหน้าของการศึกษาการบริหารไม่กี่ทศวรรษที่แล้ว ด้วยสิ่งตีพิมพ์ของรายงานวิจัย บทความ และหนังสือ จำนวนมาก
จนกระทั่งบิลล จอร์จ ได้เขียนเกี่ยวกับมันเมื่อ ค.ศ 2003 และมันได้กลายเป็นแนวคิดความเป็นผู้นำที่นิยมแพร่หลาย ภายใน Authentic Leadership
บิลล์ จอร์จ ได้สร้างกรณีที่เราต้องการผู้นำใหม่ ไม่เพียงแค่กฏหมายใหม่
นำเราออกจากวิกฤติบริษัทในขณะนี้ เขาได้แสดงย่างชักจูงว่าผู้นำแบบ
แท้
จริงของบริษัทขับเคลื่อนด้วยภารกิจจะสร้างมูลค่าผู้ถือหุ้นสูงกว่าบริษัท
ที่มุ่งการเงิน ระหว่างความเป็นผู้นำสิบสองปีของบิลล์ จอร์จ ณ เมดโทรนิค มูลคาตลาดของบริษัทได้พุ่งสูงขึ้นจาก 1.1 พันล้านเหรียญเป็น 460 พันล้านเหรียญ เฉลี่ย 35% ต่อปี บิลล จอร์จ เป็นซีิอีโอก่อนหน้านี้ของเมดโทรนิค
บริษัทเทคโนโลยีการแพทย์แนวหน้าของโลก
คำถามมีคุณค่าที่สุดอะไรที่ผู้นำสามารถถามตัวพวกเขาเอง บิลล์ จอร์จ ได้กล่าวว่า คำถามดีที่สุดคือ ทำไมผมต้องการนำ ตามมาด้วยคำถาม ผมต้องการบรรลุอะไร ผ่านทางความเป็นผู้นำของผม นำไปสู่คำถามข้อสามว่า
ผมมีความรู้สึกของความมุ่งหมายหรือไม่ หรือผมเพียงแค่นำตอบสนองความต้องการอัตตาของผมเองเท่านั้น ถ้าคำตอบเป็นข้อหลัง เราจะไม่บรรลุความสำเร็จเป็นผู้นำเลย
ต่อผู้นำใครก็ตาม ณ ระดับใดก็ตาม ภายในองค์การใดก็ตาม ความชัดเจนของความมุ่งหมายเป็นส่วนผสมที่สำคัญของความสำเร็จ ด้วยคำพูดอีก
อย่่างหนึ่ง เราต้องรู้เรามุ่งหน้าไปที่ไหน และทำไมเรามุ่งหน้าไปที่นั่น เข็มทิศให้คำพูดเปรียบเทียบอุดมคติ เพียงแค่เข็มทิศชี้ไปสู่สนามแม่เหล็ก ทิศเหนือจริงส่วนบุคคลของเรา นำทางเส้นทางของเรา และดันเราไปข้างหน้า สิ่งนี้เป็นวิทยานิพนธ์ของ Discover Your True North โดย บิลล จอร์จ
ทิศเหนือจริงเป็นความรู้สึกภายในของอะไรที่เราต้องการบรรลุของชีวิตของเรา มันเป็นการรวมกันของค่านิยมของเรา ความเชื่อของเรา และความมุ่งหมายของเรา มันรักษาเราอยู่บนเส้นทางตรงเป็นความจริงต่อเรา
และมันแตกต่างกันต่อบุคคลแต่ละคนทุกคน
บิลล์ จอร์จ ได้อธิบายความเป็นผู้นำเเบบแท้จริงเป็นสไตล์ของความสม่ำเสมอด้วยบุคคลิกภาพและค่านิยมแกนของของผู้นำ และนั่นคือความซื่อสัตย์ จริยธรรม และความเป็นจริง
ความเป็นผู้นำแบบแท้จริงมุ่งพฤติกรรมผู้นำที่โปร่งใสและจริยธรรม เพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์อย่างเข้มแข็ง การเน้นความโปร่งใส ความจริงใจ และความซื่อสัตย์ ผู้นำถูกมองเป็นจริงใจและ “แท้จริง”
ผู้นำแบบแท้จริงสร้างความสัมพันธ์อย่างแท้จริง และบันดาลใจความไว้วางใจและเเรงจูงใจภายในบุคคลของพวกเขา และกระตุ้นการร่วมข้อมูลอย่างเปิดเผยที่ต้องการเพื่อที่จะตัดสินใจ ในขณะที่ยอมรับข้อมูลของบุคคลของพวกเขาอย่างจริงใจ


จิม คอลลินส์ เล่าภายใน How the Mighty Fall แอนน์ มัลเคฮี ได้ดึงสัญชาติญาน
การอยู่รอดที่ไม่น่าเป็นไปได้จาก “The Endurance” ของแคโรไลน์ อเล็กซานเดอร์ บันทึกเหตุการณ์นักผจญจัย เออรเนสต์ แชคเคิลตัน นักผจญภัยชาวไอริส ช่วยชีวิตบุคคลของเขาภายในพายุน้ำแข็งแอตเเลนติคอย่างไร
เมื่อ ค.ศ 1914 วันก่อนการระเบิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นักสำรวจที่มีชื่อเสียง เออร์เนสต์ แชคเคลตันละลูกเรือยี่สิบเจ็ดคน สุนัข 62 ตัว และเเมวหนึ่งตัว แล่นเรือไปทางแอตเเลนติคใต้ บนเรือสัญชาตินอร์เวย์ ชื่อ
เเอนดูรว์แรนซ์ ไปสู่แอนตรากติกา
ภายหลังออกไปจากอาร์เจนตินา เรือได้หยุดที่สถานีปลาวาฬ บนเกาะเซัาธ์ จอร์เจีย ที่นี่
พวกเขาได้เรียนรู้ว่าทะเลเวดเดลล์ ทะเลที่อันตรายมากที่สุดภายในโลก
เต็มไปด้วยน้ำแข็ง ผู้ล่าปลาวาฬบางคนกระตุ้นเเชคเคิลตัน รอจนถีงปีหน้า เเชคเคิลตัน
ใช้เวลาหนึ่งเดือน ณ สถานีปลาวาฬ หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น โชคไม่ดีมันไม่ดีขึ้นเลย ในที่สุดเเชคเคลตัน ได้เดินทางต่อไปแอนตากติกา ต่อมาหกสัปดาห์เท่านั้นเรือของพวกเขาได้ติดอยู่ภายในน้ำแข็ง
ลูกเรือใช้ความพยายามที่จะให้เรือออกจากก้อนน้ำแข็ง พวกเขาพยายามตัดผ่านน้ำแข็ง พวกเขาอยู่ห่างแผ่นดินมากกว่า 1000 ไมล์ ความห่วงใยมากที่สุดของเเชคเคลตันคือ การสียขวัญของลูกเรือ เขามุ่งหมายรักษา
จิต
วิญญานที่สูงของบุคคลไว้ เขาได้กระตุ้นการร้องเพลง การเล่นกีฬา น่าประหลาดใจระหว่างสิบเดือนที่เรือของพวกเขาติดอยู่ภายในน้ำแข็ง
ลูกเรือไม่ได้เสียขวัญเลย
ภายหลัง 327 วันติดอยู่ภายในน้ำแข็ง แอนดรูเเรนซ์ ได้จมลง เมื่อเสากระโดงได้โค่นล้ม และด้านข้างได้ถูกเศษน้ำแข็งฉีกไม้ขาดลง แชคเคลตัน ได้เสนอการมุ่งหน้าไปที่ทะเลเปิด เดินข้ามบนแผ่นน้ำแข็งหลายร้อยไมล์
เพื่อการแสวงหารรางวัลที่ยังคงอยู่ภายในประวัติศาสตร์ของการสำรวจ เรือของพวกเขา พวกเขามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างประวัติศาสตร์ที่กล้าหาญ
เดินทางข้ามทวีปแอนตารกติกา เพียงไม่กี่วันที่ออกเดินทาง
จากเกาะเซ้าธ์ แซนวิช ฤดูมาเร็วกว่าที่กำหนด ทำให้เรือของพวกเขา ติดอยู่ภายในก้อนน้ำแข็งทางใต้ ณ ลาติจูด 74 องศา ลึกลงไปภายในน้ำแข็งของทะเลเวดเดลล์ของแอนตรากติกา เเชคเคิลตัน และลูกเรือของเขาได้รอแพน้ำแข็ง
ที่จะปล่อยพวกเขา แต่หลายเดือนผ่านไป สถานการณ์ได้เลวร้ายลง แอนดรูว์แรนซ์ ไม่สามารถทนทานต่อไปอีกแล้ว เเชคเคลตัน ได้สั่งการลูกเรือ 28 คนของเขาละทิ้งเรือ และนำเสบียงทุกอย่างตั้งแคมป์บนน้ำเเข็ง สิ่งนี้มีทั้งอาหารที่เหลืออยู่ สุนัขลากเลื่อนเพื่อการเดินทาง และเรือช่วยชีวิต 20 ฟุตสามลำ นานกว่าสิบเดือน ก่อนที่เรือจะจมลงเมื่อ ค.ศ 1915 เนื่องจากเรือไม่สามารถทนกับแรงดันของก้อนน้ำแข็ง แอนดรูว์แรนซ์ ได้จมลงสู่
ก้อนทะเลเวดเดลล์ ปล่อยทิ้งบุคคลบนก้อนน้ำแข็งหลายร้อยไมลจากฝั่ง
ณ จุดนี้ ทางเลือกจุดหมายปลายทางหลายทางได้ถูกพิจารณา แต่ไม่มีทางเลือกไหนดูแล้วดี ในที่สุดแชคเคลตัน ตัดสินใจเดินขบวนข้ามน้ำแข็ง ลากเรือชูชีพสามลำข้างหลังพวกเขา
ลูกเรือ 28 คนของแอนดรูว์เเรนซ์ได้ตั้งแคมป์ความอดทนบนธารน้ำแข็งภายในทะเลอย่างหมดหวัง พวกเขาโดดเดี่ยวบนแพน้ำแข็งล่องลอยหลายร้อยไมล์จากแผ่นดิน ไม่มีเรือและวิธีการสื่อสารกับโลกภายนอก และด้วยเสบียงที่จำกัด มากกว่าสองเดือนผ่านไปและเสบียงได้ลดน้อยลง พวกเขาได้ล่าแมวน้ำและเพนกวินที่จะมีชิวิตอยู่ และในที่สุดถูกบังคับให้ยิงและกินสุนัขลากล้อเลื่อน ในที่สุดเมื่อวันที 8 เมษายน ค.ศ 1916 น้ำแข็งได้แยกตัว ทำให้แชคเคิลตันและลูกเรือของเขาขึ้นบนเรือชูชีพ พวกเขาได้ออกเดินทางไปยังแผ่นดินใกล้ที่สุด เกาะเอเลเฟ้นท์ เเม้ว่าในขณะนี้พวกเขาอยู่บนพื้นดิน เกาะเอเลเฟ้นท์ ไม่มีคนอาศัยและแห้งแล้ง แชคเคิลตันรู้ว่าไม่มีโอกาสของการ
ช่วยชืวิตเลย ถ้าพวกเขาอยู่นิ่ง ดังนั้นเขาได้ตัดสินใจออกเดินทางอีกครั้งหนึ่งด้วยเรือช่วยชีวิตลำหนึ่งจากสามลำ เขาได้พยายามเดินทาง 800 ไมล์
กลับไปยังเกาะเซ้าธ์ จอร์เจีย
เรือชูชีพเสียหายน้อยที่สุดได้ถูกคัดเลือกและชื่อเจมส์ แคลด์ ตามหัวหน้า
ผู้สนับสนุนการเงินของการเดินทาง ช่างไม้ของลูกเรือได้เสริมแรงมันด้วย
ไม้และผ้าใบจากขยะของเรือชูชีพลำอื่น และฉาบตัวเรือด้วยสีน้ำมันและทำให้เลือดจากเมวน้ำแข็งเป็นก้อน สเบียงสี่สัปดาห์ได้ถูกห่อไว้ เมื่อวันที่ 24 เมษายน แชคเคลตัน ได้นำลูกเรือห้าคนขึ้นบนเรือ และออกเดินทางขอความช่วยเหลือ
เเชคเคิลตัน รับรู้ว่า นี่ไม่ใช่ภารกิจของการสำรวจต่อไปอีกเเลีว แต่มันเป็นการอยู่รอดของชีวิต ดังนั้นเขาได้สร้างความกล้าหาญประกาศแก่
ลูกเรือว่า เรือและเสบียง
ไม่กลับมาแล้ว ดังนั้นในขณะนี้เราจะกลับบ้าน
เมื่อมาถึงฤดูร้อน น้ำแข็งได้เริ่มต้นละลาย แชคเคิลตันได้สั่งการลูกเรือ 28 ใช้เรือชูชีพเรือขนาด 22 ฟุต เพียงสามลำจากแอนดรูว์แรนซ์ เดินทางข้าม
ทะเลน้ำเเข็งและทะเลเปิดเกือบ 1300 กม ไปจนถึงเกาะเอเลเฟ้นท์ จากที่นี่แชคเคลตัน และบุคคลอื่นห้าคนใช้เรือชูชีพลำหนึ่งชื่อ เจมส์ เเคลด์ เดินทางไปสู่เซ้าธ์ จอรเจีย ส่งสัญญานเตือนภัยและขอความช่วยเหลือ เมื่อ ค.ศ 1916 แชคเคิลตัน ได้เดินทางกลับไปที่เกาะ
เอเลเฟ้นท์ช่วยชีวิตลููกเรือห้าคนที่เหลืออยู่ น่าประหลาดใจ ไม่มีลูกเรือคนไหนเลยของเขา เสียชีวิตระหว่างการเดินทางเกือบสองปีที่พวกเขาได้ติดอยู่ ลูกเรือที่เหลืออยู่ 22 คนอยู่บนเกาะเอเลเฟ้นท์และรอ
การต่อสู้กับคลื่นและลมอย่างรุนแรง มันใช้เวลา 16 วันนำเจมส แครด์ มาถีงฝั่งทางใต้ขอวเกาะเซ้าธ์ จอร์เจียร์ โชคไม่ดีพวกเขายังคงต้องติดต่อกับสถานีปลาวาฬบนฝั่งทางเหนือของเกาะ เเชคเคิลตันมองว่าพวกเขาควรจะเดินป่า ดังนั้นบุคคลสามคนอยู่กับเรือ ในขณะที่แชคเคิลตันและบุคคลสองคนเริ่มต้นเดิน ในที่สุดพวกเขาได้ติดต่อกับสถานีปลาวาฬได้สำเร็จ นักล่าปลาวาฬได้ช่วยแชคเคิลตันช่วยชีวิตบุคคลสามคนที่เหลืออยู่บนฝั่งทางใต้
แต่พวกเขาไม่สามารถไปถึงบุคคล 22 คน ณ เกาะเอเลเฟ้นท์
แชคเคิลตันได้ใช้ความพยายามสามครั้งช่วยชีวิตลูกเรือของเขา ครั้งเเรกยืมเรือจากอุรุกวัย ต่อมาจากชาวอังกฤษภายในอารเจนตินา และในที่สุดจากรัฐบาลชิลี ความพยายามสองครั้งแรกถูกขัดขวางด้วยน้ำแข็ง แต่ความพยายามครั้งสุดท้ายบรรลุความสำเร็จ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ 1916
แชคเคิลตันได้ช่วยชีวิตบุคคลที่ติดอยู่
เออร์เนต เเชคเคิลตันมีความมุ่งมั่นต่อภารกิจที่ทะเยอทะยาน เขาและบุคคลของเขาได้เดินทางไปทางใต้ การเดินเท้าข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค
ทักษะความเป็นผู้นำของเเชคเคิลตันแสดงได้ดีที่สุดระหว่างการเดินทางของเอนดูรว์แรนซ์ เมื่อความเป็นผู้นำของเขาได้ช่วยชีวิตลูกเรือ 28 คน เขาได้สร้างแรงบันดาลใจปลูกฝังความเชื่อว่าบุคคลที่ถูกทิ้งไว้ต้องรอดชีวิตและกลับบ้าน
เขามีข้อความที่เรียบง่ายที่แชคเคลตันเสริมแรงบ่อยครั้งบุคคลของเขายืนยันเป้าหมาย “ปลอดภัยและรอดชีวิต”
แขคเคิลตันเข้าใจอย่างสัญชาติญานต่อความสำคัญของการทำงานเป็นทีม บุคคลทุกคนถูกปฏิบัติอย่างเสมอภาค เขาทำให้บุคคลแต่ละคนรู้สึกว่า
มีความสำคัญ
เหนือสิ่งอื่นใด เขาเป็นบุคคลที่ช่วยชีวิตลูกเรือทั้งหมดของเรือเเอนดรูว์เเรนซ์
ชนและจมด้วยน้ำแข็งเมื่อ ค.ศ 1915 ด้วยการเดินทาง เขามีความเป็นผู้นำ
ที่สร้างแรงบันดาลใจ บุคคลบางคนเกิดเพื่อที่จะนำ แชคเคลตัน เป็นผู้นำโดยกำเนิด ปัจจุบันนี้คณะบริหารธุรกิจได้สอนวิธีการของเเชคเคลตัน บันดาลใจผู้ประกอบการในอนาคต เขาเป็นผู้นำที่ระมัดระวัง และเป็น
บุคคลที่ไม่เคยขอบุคคลของเขาทำอะไรก็ตามที่เขาไม่ทำด้วยตัวเขาเอง
เเชคเคิลตันสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เมื่อการเดินทางของเขาเผชิญกับความยุ่งยากที่ร้ายแรง เขาได้คิดค้นใหม่เป้าหมายของทีม เขาได้เริ่มต้นการเดินทางด้วยภารกิจของการสำรวจ แต่มันกลายเป็นภารกิจของการรอดชีวิตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เเอนดรูว์เรนซ์ต้องหยุดนิ่ง
ติดอยู่กับก้อนน้ำแข็ง น้ำแข็งได้กลายเป็นบ้านของพวกเขาต่อหกเดือนข้างหน้า แชคเคิลตันรับรู้ว่าบุคคลของเราต้องรอ เขากลัวผล
กระทบของการอยู่เฉย ความเบื่อหน่าย และความขัดเเย้งท่ามกลางบุคคลของเขา มากกว่าเขาทำกับความหนาวและน้ำเเข็ง เขากำหนดให้บุคคลแต่ละคนรักษาหน้าที่ประจำของอย่างใกล้ชิดเท่าที่เป็นไปได้ กะลาสีเช็ดล้างดาดฟ้า นักวิทยาศาสตร์รทดลองอะไรกับน้ำแข็ง บุคคลอื่นถูกมอบหมายให้ล่าเเมวน้ำและเพนกวินเป็นอาหารสด
เขารักษากิจวัตรประจำวันเพื่ออาหารอย่างเข้มงวด และยืนยันบุคคลทุกคนต้องสังสรรค์หลังอาหารเย็น เป็นยาชูกำลังเพื่อขวัญที่ตกต่ำลง ด้วยงาน
ประจำวัน ระเบียบวินัย และการเกี่ยวพันกัน เเชคเค้ลตันได้จัดการความ
กลัวร่วมกันที่คุกคามเมื่อการเดินทางไม่เป็นไปตามแผน

ทำไมเราต้องการนำ เรารู้อย่างไรถ้าเราอยู่บนส้นทางที่เหมาะสม – และเป็นเส้นทางที่เหมาะสมต่อเราหรือไม่ ความเป็นผู้นำที่แท้จริงสำคัญต่อความสำเร็จ บิลล์ จอร์จ เป็นผู้เขียนของ True North : Discover Your Authentic Leadership และ Discovet Your True North ความคิดของความเป็นผู้นำแบบเเท้จริงมีมายาวนาน แม้ว่ามันอาจจะถูกรู้จักด้วยชื่อแตกต่างกัน จนกระทั่งหนังสือ
Authentic Leadership ของบิลล์ จอร์จ ได้ทำให้ถ้อยคำนิยมแพร่หลายเมื่อ ค.ศ 2003 นับแต่นั้นมาถ้อยคำได้กลายเป็นคำศัพท์ธุรกิจ แต่เรามีบางสิ่งบางอย่างเบื้องหลังคำศัพท์ – ความคิดมีมานานเป็นศตวรรษสามารถช่วยผู้นำนำบุคคลด้วยการมีความรู้สึกของการตระหนักตนเอง เอกลักษณ์ ความซื่อสัตย์ และความลุ่มหลง ด้วยความตระหนักตัวเอง ผู้นำควรจะคุ้นเคยกับทั้งพวกเขามองตัวพวกเขาเองอย่างไร และบุคคลอื่นมองพวกเขาอย่างไร และบางทีสำคัญที่สุด การกระทำของพวกเขากระทบบุคคลรายรอบพวกเขาไม่ว่าดีเหรือเลวอย่างไร
ความเป็นผู้นำคือความเป็นจริงไม่ใช่สไตล์ ความเป็นผู้นำเริ่มต้นและจบลง
ด้วยความเป็นจริง มันเป็นตัวเราเอง เป็นบุคคลที่เราถูกสร้างให้เป็น ความพยายามเลียนแบบรายการคุณลักษณะของความเป็นผู้นำเพื่อการพัฒนาภาพพจน์หรือบุคลิกภาพ ตรงกันข้ามกับความเป็นจริง ผู้นำแบบแท้จริงต้องการอย่างจริงใจรับใช้บุคคลอื่นผ่านทางความเป็นผู้นำของพวกเขา
ตามบิลล์ จอร์จ ผู้นำแบบแท้จริงถูกขับเคลื่อนโดยความมุ่งหมายทางศีลธรรมและจริยธรรม และไม่เคยมองผ่านค่านิยมแกนและหลักการของพวกเขา พวกเขานำด้วยหัวใจของพวกเขา ปลูกฝังความสัมพันธ์ระยะยาว และเเสดงความดีเด่นผ่านทางวินัยตนเอง
โมเดลความเป็นผู้นำที่เเท้จริงของบิลล์ จอร์จ มักจะถูกแสดงเป็นวงกลม
ด้วยชื่ออยู่ภายในตรงกลาง และชั้นข้างนอกถูกแตกเป็นคุณลักษณะเฉพาะห้าอย่างที่ผู้นำมีอย่างแท้จริงคือ ความมุ่งหมาย ค่านิยม วินัยตนเอง ความสัมพันธ์ และหัวใจ
ข้อหนึ่ง ผู้นำแบบแท้จริงมีความรู้สึกของความมุ่งหมาย การรู้ว่ามันเกี่ยวกับอะไร และมันมุ่งหน้าไปที่ไหน ความมุ่งหมายแสดงตัวมันเองเป็นความลุ่มหลง ผู้นำที่ลุ่มหลงสนใจภายในอะไรที่พวกเขากำลังทำ บันดาลใจและห่วงใยเกี่ยวกับงานของพวกเขา พวกเขาสามารถอธิบายความมุ่งหมาย
ของพวกเขาอย่างชัดเจนแก่บุคคลอื่น ผู้นำมีการเชื่อมโยงที่แท้จริงต่อบุคคลของพวกเขา ด้วยการแสดงความสนใจอะไรที่พวกเขาทำ และ
สนใจภายในภาพใหญ่เพื่อองค์การ และความลุ่มหลงเพื่อความช่วย
เหลือสร้างความสำเร็จ ความรู้สึกของความมุ่งหมายสามารถดูแล้วแตก
ต่างบนพื้นฐานของผู้นำ แต่ในที่สุดผู้นำแบบแท้จริงไม่ต้องการปลอมความรู้
สึกของความมุ่งหมาย พวกเขาลุ่มหลงเกี่ยวกับงานของพวกเขาอยู่แล้ว และบุคคลสามารถมองเห็นได้ภายในพฤติกรรมและการปฏิบัติของพวกเขา
ผู้นำแบบแท้จริงรู้พวกเขาคือใคร และพวกเขายืนหยัดเพื่ออะไร พวกเขารู้
ว่ามุ่งหน้าไปที่ไหน และบันดาลใจและจูงใจจากภายในที่จะบรรลุเป้าหมายของพวกเขา
ข้อสองผู้นำแบบแท้จริงมีค่านิยม สามารถอธิบายมันคืออะไร และ
พวกเขาไม่ประนีประนอมกับมันเพื่ออะไรก็ตาม นี่ถูกรู้จักกันเป็นความซื่อสัตย์ด้วย ความซื่อสัตย์เป็นพฤติกรรมที่สำคัญต่อความเป็นผู้นำที่บรรลุความสำเร็จอย่างแท้จริง ผู้นำกระทำภายในวิถีทางที่สอดคล้องกับค่านิยม
ของพวกเขาอยู่เสมอ เเละคาดหวังมาตรฐานจริยธรรมที่สูงและความซื่อสัตย์ภายในบุคคลด้วย บุคคลที่มองเห็นผู้นำมีค่านิยมที่สำคัญต่อ
พวกเขาจะเคารพและชื่นชมผู้นำของพวกเขา ค่านิยมของผู้นำแบบแท้จริงจะเเตกต่างกัน บนพื้นฐานความเชื่อเเละศีลธรรมของพวกเขา และมันสามารถถูกกำหนดโดยนโยบายของบริษัทด้วย
ผู้นำมีค่านิยมส่วนบุคคลเป็นป้ายชี้ทางเพื่อทุกสิ่งทุกอย่าง
ที่พวกเขาทำ ด้วยเหตุนี้ค่านิยมส่งแสงผ่านทางพฤติกรรมของพวกเขา
ค่านิยมของผู้นำแบบแท้จริงถูกกำหนดโดยความเชื่อส่วนบุคคลของ
พวก
เขา พัฒนาผ่านทางความรู้สึกของตัวเอง การปรึกษาบุคคลอื่น และประสบการณ์นานหลายปี ผู้นำแบบแท้จริงเข้าใจค่านิยมของพวกเขาเอง
และพวกเขาใช้ค่านิยมเหล่านี้ทำสิ่งที่ถูกต้องภายในสถานการณ์ที่ยุ่ง
ยาก โดนไม่ยอมประนีประนอม
การใข้สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ค่านิยมของพวกเขาเข้มแข็งขึ้น บุคคลสามารถบอกผู้นำเป็นจริงต่อค่านิยมของพวกเขาผ่านทางพฤติกรรมของพวกเขา
ข้อสาม ผู้นำแบบแท้จริงสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลของพวกเขา และพยายามสร้างการเชื่อมโยงที่แท้จริงกับบุคคลรายรอบพวกเขาทั่วทั้งองค์การ พวกเขาเต็มใจร่วมอะไรก็ตามเกี่ยวกับตัวพวกเขาเอง สื่อสาร
และรับฟังบุคคลอื่นอย่างเเท้จริง บุคคลตอบสนองอย่างดีต่อผู้นำที่ดูแล
พวกเขา และจำอะไรเกี่ยวกับชีวิตของพวกเขา เช่น ผู้นำที่แท้จริงถาม
เกี่ยวกับครอบครัวของพวกเขา ถ้าบุคคลบอกว่าพวกเขาต้องเลิกงานเร็ว นำภรรยาของพวกเขาไปพบหมอ ผู้นำสามารถถามอย่างสุภาพ ถ้าทุกสิ่งทุก
อย่างยอมรับได้ พวกเขาต้องการความช่วยเหลืออะไร ผู้นำแบบเเท้จริงผูกมัดภายในการเปิดเผยร่วมกันกับบุคคลอื่น พวกเขาสร้างข้อผูกมัดที่เข้มแข็งระหว่างตัวพวกเขาเองและบุคคลอื่น บนพื้นฐานความไว้วางใจและความ
ใกล้ชิด พวกเขาไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกสิ่งทุกอย่างต่อบุคคลทุกคน
แต่พวกเขาต้องถูกมองอย่างโปร่งใสและเปิดเผย ผู้นำจะเปิดเผยเกี่ยวกับ
จุดอ่อนของพวกเขา และเต็มใจรับฟังบุคคลอื่นอยู่เสมอ
ข้อสี่ ผู้นำแบบแท้จริงมีจุดมุ่งและวินัย เป้าหมายและวินัยตนเองช่วยให้ผู้นำแบบเเท้จริงมีจุดมุ่งของการก้าวไปข้างหน้า พวกเขาไม่ยอมแพ้ เมื่อความล้ม
เหลวเกิดขึ้น และปลูกฝังนิสัยเพื่อความยืดหยุ่น และความเข้มแข็งทาง
ความคิด
การมีเป้าหมายภายในใจ และวินัยตนเอง ไปสู่ที่นั่น ทำให้ผู้นำง่ายที่จะเดินตาม บุคคลรู้สึกเชื่อมั่นและสงบใจ เมื่อพวกเขามองเห็นผู้นำมีวินัยตนเองด้วย มันกระตุ้นการตระหนักตนเองของพวกเขาเอง เพื่อการตอบสนอง
ของพวกเขา กระตุ้นให้พวกเขาสงบใจและผ่อนคลายด้วย องค์การสามารถเจริญเติบโตเมื่อความเป็นผู้นำแสดงความอดทนและสงบใจไม่ว่าอะไรก็ตาม ผู้นำที่มีวินัยตนเองยังคงใจเย็น สวบใจ และสม่ำเสมอระหว่างสถานการณ์ที่กดดัน
ผู้นำแบบแท้จริงจะสื่อสารเป้าหมายไปยังบุคคล และช่วยให้เส้นทางที่จะบรรลุเป้าหมาย เมื่ออะไรเกิดขึ้นเพิ่มความเครียดต่อสถานการณ์ ผู้นำไม่
สติแตกหรือคร่ำครวญ ผู้นำแบบแท้จริงที่ปฏิบัตวินัยตนเองสามารถรักษาจุดมุ่งและอยู่บนเส้นทาง เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายของพวกเขา พวกเขารับผิดชอบตัวพวกเขาเอง ต่อบุคคอื่น และพวกเขายึดบุคคลอื่นรับผิดชอบต่อองค์การ
ข้อห้า ผู้นำแบบแท้จริงเต็มใจแสดงความลุ่มหลงต่อบุคคลของพวกเขา
พวกเขารู้สึกไวต่อความต้องการของบุคคลอื่น และเต็มใจช่วยเหลือพวกเขาได้อะไรที่พวกเขาต้องการ การตระหนักตัวเองนี้สำคัญที่จะช่วยบุคคลไว้วาง
ใจความเป็นผู้นำ หัวใจที่จริงใจช่วยให้บุคคลรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้เป็นแค่
ฟันเฟืองภายในเครื่องจักร บุคคลรู้ว่าผู้นำของพวกเขามองพวกเขาเป็นบุคคล และห่วงใยพวกเขาเป็นบุคคล
ผู้นำแบบแท้จริงลุมหลง คล้ายมากกับผู้นำแบบรับใช้ พวกเขาพยายามให้อำนาจแก่บุคคลอื่น และตอบสนองความต้องการของพวกเขา ผู้นำดึงสิ่ง
ดีที่สุดของบุคคลออกมา ผ่านทางการรับฟังและปฏิบัติต่่อพวกเขาอย่าง
เท่าเทียมกัน บางทีหัวใจเป็นด้านอ่อนที่สุดของผูนำแบบแท้จริง หัวใจ
แสดงความตระหนักที่ผู้นำควรจะมีเกี่ยวกับการต่อสู้ของบุคคลอื่น พวกเขาพยายามช่วยเหลือบุคคลอื่นที่ต้องการมัน พวกเขามักจะถูกอธิบายเป็นผู้นำที่ลุ่มหลงวางบุคคลอื่นก่อนพวกเขาเอง
ทิศเหนือจริงเกี่ยวกับพลังของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ถูกระบุ
โดยความรู้สึกของความลุ่มหลงและความมุ่งหมาย และโดยความต้องการสร้างความแตกต่าง ใครก็ตามสามารถพบดาวเหนือที่เเท้จริิงของพวกเขาเอง
ถ้าเราสนใจและรักอะไรที่เราทำอย่างลึกซึ้ง
ถ้าเราไม่มีความรู้สึกที่ชัดเจนของทิศเหนือจริงของเรา เราอาจจะรู้สึกเหมือนกับเราล่องลอยภายในสายลม ดังที่จิม เบิรคส์ ซีอีโอของจอห์นสัน แอนด์ จอหน์สัน ครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า ถ้าไม่มีเข็มทิศทางศีลธรรม เราจมน้ำภายในความวุ่นวาย ผมคิดว่านั่นเป็นความจริง ทิศเหนือจริงเป็นเข็มทิศทางศีลธรรมของเราอย่างเเท้จริง

ผู้นำเบบแท้จริงต้องการอย่างจริงใจรับใช้บุคคลอื่นผ่านทางความเป็นผู้นำของพวกเขา พวกเขาให้อำนาจแก่บุคคลที่พวกเขานำ สร้างความแตกต่าง
จากที่พวกเขาอยู่บนอำนาจ เงิน หรือชื่อเสียงแก่ตัวพวกเขาเอง พวกเขาถูกนำทางด้วยหัวใจ ความลุ่มหลง และความเห็นอกเห็นใจ พวกเขานำด้วยความมุ่งหมาย ความหมาย และค่านิยม พวกเขาสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน
กับบุคคล บุคคลอื่นเดินตามพวกเขา เพราะว่าพวกเขารู้ว่ายืนอยู่ตรงไหน พวกเขาสม่ำเสมอและวินัยตนเอง เมื่อหลักการของพวกเขาถูกทดสอบ
พวกเขาไม่ยอมประนีประนอม
เพื่อที่จะกลายเป็นผู้นำแบบแท้จริง เราแต่ละคนต้องพัฒนาสไตล์ความเป็นผู้นำของเราเอง สอดคล้องกับบุคลิกภาพและคุณลักษณะของเรา สไตล์ความเป็นผู้นำของเราไม่ใช่อะไรสำคัญ แต่กระนั้นมันสำคัญว่าเราพัฒนา
สไตล์ความเป็นผู้นำของเราที่ใช้การได้ดีต่อเรา และสอดคล้องกับบุคลิกภาพและคุณลักษณะของเรา
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มักจะถูกอ้างเป็นตัวอย่างที่ส่งแสงของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง การใช้ถ้อยคำที่มีคุณธรรม จริยธรรม และบันดาลใจของเขานำไปสู่ขบวนการสิทธิมนุษยชนทรงพลังมากที่สุดภายในประวัติศสาสตร์อเมริกัน
การกระทำของเขาแสดงคุณลักษณะทุกอย่างที่สร้างผู้นำแบบแท้จริง และในที่สุดนำบุคคลหลายล้านคนจากภูมิหลังที่หลากหลายรวมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยืนนาน เขาเป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ของผู้นำที่ปฏิบัติความเป็นผู้นำแบบแท้จริง ผ่านทางความเชื่อคริสเตียนของเขาและเเรงบันดาลใจจากมหาตมะ คานธีที่ยิ่งใหญ่ การจัดตั้งการประท้วงที่สันติและไม่รุนแรง มาร์ติน ลูเธอร์ คิงใช้การประท้วงที่ไม่รุนแรงด้วยการอ่านเกี่ยวกับมหาตมะ คานธี
ใช้ปลดปล่อยอินเดียจากการปกครองของอังกฤษ เเละบรรลุอิสรภาพ หลักฐานนี้สามารถพบได้จาก
คำปราศัยหลายครั้งและข้อเขียนของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ไม่เคยพยายามอ้างว่ายุทธวิธีไม่รุนแรงของเขาเป็นสิ่งใหม่ และมักจะยกย่องมหาตมะ คานธีอยู่เสมอ
มหาตมะ คานธี บันดาลใจบุคคลไปทั่วโลกรวมทั้งมาร์ติน ลูเธอร์ คิง
บุคคลสองคนไม่มีโอกาสพบกันเลย มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อายุ 19 ปี เมื่อมหาตมะ คานธีถูกลอบสังหาร
มาร์ติน ลูเธอร์ คิงเรียนรู้เกี่ยวกับมหาตมะ คานธีผ่านทางข้อเขียนของเขา และการเดินทางไปอินเดียเมื่อ ค.ศ 1959 มาร์ติน ลูเธอร์ คิงได้ใช้หลักการความไม่รุนแรงของคานธีอย่างมากภายในกิจกรรมสิทธิมนุษยชนของเขาเอง ในขณะที่การต้อต้านรถโดยสารมอนต์โกเมอรีอยู่ต่อไป มหาตมะ คานธีของอินเดีย เป็นเเสงสว่างนำทางของเทคนิคของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่รุนเเรงของเรา
ความไม่รุนเเรงเป็นมากกว่าเพียงแค่การเห็นด้วยว่าเราไม่ทำร้ายร่างกายศัตรูของเรา มหาตมะ คานธีอ้างรูปแบบความไม่รุนแรงของเขาเป็น สัตยาเคราะห์
หมายถึง พลังแห่งความจริง หรือพลังแห่งความรัก การปฏิบัติสัตยาเคราะห์
หมายถึงบุคคลควรจะเเสวงหาความจริงและความรัก ผ่านทางการต่อต้านที่ไม่รุนแรง
การต่อต้านรถโดยสารมอนต์โกเมอรี่ การประทัวงครั้งใหญ่ต่อระบบรถโดยสารของมอนต์โกเมอรี อลาบามา โดยนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนและผู้สนับสนุนของพวกเขา นำไปสู่การตัดสินของศาลสูงว่ากฏหมายการแบ่งแยกบนรถโดยสารของมอนตโกเมอรีผิดรัฐธรรมนูญ การประท้วง 381 วันได้นำ
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง มาสู่สปอร์ตไลท์เป็นผู้นำสำคัญมากที่สุดคนหนึ่งของการเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนอเมริกัน เหตุการณ์กระตุ้นการต่อต้านเกิดขึ้นภายในมอนต์โกเมอรีเมื่อ โซรา พารค ช่างเย็บผ้าหญิง ไม่ยอมให้ที่นั่งของเธอบนรถโดยสารเมือง กฏหมายท้องที่กำหนดว่าผู้โดยสารผิวดำนั่งหลังรถโดยสาร ในขณะที่ผู้โดยสารผิวขาวนั่งข้างหน้า ถ้าที่นั่งส่วนนี้กลายเป็นเต็ม ชาวผิวดำต้องยกที่นั่งของเธอให้ชาวผิวขาว เมื่อโรซา พาร์ค ไม่ยอมให้ที่นั่งของเธอแก่ชาวผิวขาว เธอได้ถูกจับเข้าคุก และต่อมาเธอได้ถูกประกันตัวโดยผู้นำสิทธมนุษยชนท้องที่คนหนึ่ง
บิลล์ จอร์จ มุ่งที่คุณลักษณะของผู้นำที่แท้จริงห้าอย่างคือ ความมุ่งหมาย ค่านิยม ความสัมพันธ์ วินัยตนเอง และหัวใจ มารติน ลูเธอร์ คิง แสดงคุณลักษณะของผู้นำแบบแท้จริงอย่างชัดเจน ความลุ่มหลงของมาร์ติน
ลูเธอร์ คิง คือ การมีความเสมอภาคท่ามกลางบุคคลทุกคนภายในอเมริกา การสร้างความมุ่งหมายแก่เขา เขาได้แสดงหัวใจหรือความลุ่มหลง
เมื่อเขาได้ปราศัยหรือพูดกับบุคคลอื่น เเสดงความรักต่อบุคคลทุกคนอยู่เสมอ แม้แต่บุคคลที่ทำผิดกับเขา เช่น เมื่อบ้านของเขาถูกโยนระเบิด
เขาลุกขึ้นและพูดเกี่ยวกับสันติภาพ กระตุ้นไม่ให้เพื่อนของเขาต่อสู้กลับด้วยความรุนแรง เขาแสดงวินัยตนเองหรือความสม่ำเสมอ แม้แต่เมื่อเขาถูกจับต่อการพูดต่อสู้ความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้น เมื่อปล่อยตัวเขายังคงพูด
เกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมและการปฏิบัติที่ไม่ดีอย่างต่อเนื่อง เขาสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนของเขา และเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในขณะนี้ที่พวกเขาประสบอยู่
ความเชื่อมั่นตนเองและความลุ่มหลงของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง บันดาลใจบุคคลอื่น และกล้าหาญที่จะเป็นผู้นำไร้ความกลัว โดยเฉพาะวางตัวเขาเองภายในอันตรายหลายครั้งด้วยชีวิตที่สั้นของเขา ทั้งที่ถูกจำคุกสิบสามครั้ง เขาไม่เคยเปลี่ยนเเปลงพฤติกรรมของเขา แต่ยังคงยึดมั่น
ที่จะบรรลุเป้าหมายของเขาภายใต้อุปสรรค มาร์ติน ลูเธอร์คิง เชื่อมั่นต่อการระดมฝูงชนจำนวนมากที่จะชนะอุปสรรคท่อดับเพลิงไม่สามารถรับมือกับบุคคลเป็นล้านคน น้ำจะต้องหมดลง หมา ไม่สามารถกัดบุคคลเป็นล้านคนได้ กองทัพอเมริกาไม่รู้จะจัดการบุคคลเป็นล้านได้อย่างไร มาร์ติน ลูเธอร์ คิง พูด
คำปราศัยที่บันดาลใจและอารมณ์ที่มีความหมายของมาร์ติน ลูเธอร์
คิง กวาดฝูงชนอย่างมากมายรวมกัน ณ วอชิงตัน ข้อความที่เข้มแข็งทรงพลัง ได้ถูกปราศัยภายในถ้อยคำพูดของเขา ผมมีความฝัน เรียกร้องให้สิ้นสุดการเหยียดเชื้อชาติ และรักษาศักดิ์ศรีต่อสังคมที่เขามีชีวิตอยู่
บิลล์ จอร์จ ได้อธิบายมรดกของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ของการอยู่กับความจริงต่อความเชื่อของเขา เดินตามความมุ่งหมาย และเเสดงความกล้าหาญภายใต้ความกดดัน และให้บทเรียนที่ลึกซึ้งแก่ผู้นำทุกคน บทเรียนสำคัญที่สุดที่ผู้นำทุกคนสามารถดึงจากความเป็นผู้นำของมาร์ติน ลูเธอร์ คิงคือ การรับรู้ว่าเราสามารถสร้่างความแตกต่างอย่างไรภายในโลกผ่านทางความเป็นผู้นำของเรา
เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ค.ศ 1963 การเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งภายในประวัติศาสตร์ของอเมริกาคือ การเดินขบวนของชาวอเมริกันทั้งผิวขาวและผิวดำไปยังกรุงวอชิงตัน เพื่อที่จะเรียกร้องงานและเสรีภาพ ผู้นำขบวนคือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง เรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเหยียดสีผิวของอเมริกา เขาได้ยืนปราศัยอยู่ที่ขั้นบันไดของอนุสาวรีย์อับราฮัม ลินคอล์น วอชิงตัน ท่ามกลางชาวอเมริกันประมาณ 250,000 คน และการถ่ายทอดโทรทัศน์ไปทั่วโลก การปราศัยครั้งนี้มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้แสดงวิสัยทัศน์ด้วยการใช้ถ้อยคำที่สร้างแรงบันดาลใจและกระทบต่อความรู้สึกของชาวอเมริกันมากที่สุด “ผมมีความฝัน” ได้กลายเป็นถ้อยคำที่เป็นอมตะตราบเท่าทุกวันนี้ จนกระทั่ง จอห์น เคนเนดี้ ประธานาธิบดี ได้เชิญเข้าพบ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้ถูกลอบยิงเสียชิวิตไปในที่สุด
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







