ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (39)
![]()
![]()
ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (39)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
อิมาม อัศศอดิก กล่าวว่า “อีซาเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ในครั้งหนึ่ง ณ กะฮ์บะฮ์ และผ่านซอฟะอิฮ์เราะฮ์ และเขากล่าวซ้ำประโยคที่ว่า “ลับบัยกะ อับดุกะ วับคุฮุมมาฮิกะ ลับบัย (ข้าฯมาอยู่ ณ ที่นี้แล้ว ผู้เป็นข้าทาสของพระองค์และเป็นบุตรของข้าทาสหญิงของพระองค์ ข้าฯมาอยู่ ณ ที่นี่แล้ว)”
มีรายงานที่น่าเชื่อถือว่า ท่านศาสดาของอัลลอฮ์ กล่าวว่า “ฉันเห็นอีซาในคืนของการขึ้นมิอ์รอจ(การขึ้นสู่สวรรค์ชั้นฟ้า) เขามี ใบหน้าที่มีสีแดง มีผมหยักโศก และมีร่างกายขนาดปานกลาง”
มีรายงานไว้ว่า อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งอีซามาให้กับชาวอิสราเอล เท่านั้น และข้อบังคับทางกฎหมายของการเป็นศาสนทูตของเขา จำกัดไว้สำหรับนครเยรูซาเล็มเท่านั้น ภายหลังจากเขา สิบสองฮาริส หรืออัครสาวกจำนวนสิบสองคนเป็นผู้สืบทอดเขา
มีกล่าวไว้ในฮะดีษบทหนึ่งของอบูซารว่า ท่านศาสดาของ อัลลอฮ์กล่าวว่า “ศาสดาองค์แรกของชาวอิสรออีลก็คือมูซา และ ศาสตาองค์สุดท้ายของเขาก็คืออีซา ในระหว่างเขาทั้งสองมีบรรดา ศาสดาจำนวนหกร้อยคนที่ได้รับการแต่งตั้ง(จากอัลลอฮ์)”
ตามรายงานฮะดีษที่จริงแท้บทหนึ่ง มีรายงานไว้ว่า มีบุคคล ผู้หนึ่งถามอิมาม อัลบากิร ว่า เมื่ออีซาพูดขณะที่อยู่ในเปลนั้นเป็น การพิสูจน์ของอัลลอฮ์ให้กับผู้คนร่วมสมัยของเขาใช่หรือไม่ อิมาม กล่าวตอบว่า “ใช่ เขาเป็นศาสนทูตองค์หนึ่ง และเป็นฮุจญะฮ์ แต่เขาไม่ได้เป็นมุรซัล(หมายถึงเขาไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่ ดับลิม) เจ้าไม่เคยได้ยินดังที่อัลลอฮ์ตรัสไว้หรือว่า เขาพูดขึ้นขณะ ที่อยู่ในเปลดังว่า “ฉันเป็นข้าทาสคนหนึ่งของอัลลอฮ์ พระองค์ทรง ประทานคัมภีร์ให้กับฉันและทรงทำให้ฉันเป็นศาสนทูตคนหนึ่ง” ผู้เล่า เรื่องคนนี้สอบถามอีกว่า ซะกะรียาเป็นข้อพิสูจน์ในสมัยนั้นเช่นกัน ใช่หรือไม่ ท่านจึงกล่าวตอบว่า “ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น เขาเป็นข้อพิสูจน์หนึ่งของอัลลอฮ์สำหรับผู้คนเหล่านั้น และเป็นความเมตตา
ของอัลลอฮ์ที่มีต่อมัรยัม ในวาระที่ผู้คนกำลังเข้าใจผิดในตัวเธอ
สำหรับผู้ที่ได้ยินคำพูดต่างๆของเขาในขณะนั้น จากนั้นเขาก็ไม่ได้ เขาเป็นศาสนทูตคนหนึ่งของอัลลอฮ์และเป็นฮุญญะฮ์ของอัลลอฮ์ พูดสิ่งใด ภายหลังจากนั้นเมื่อซะการียากลับไปสู่อัลลอฮ์(เสียชีวิต) และวิทยญานของบิดาของเขา ขณะที่เขายังอยู่ในวัยเยาว์ เมื่ออีซา ยะห์ยาจึงเป็นผู้ช่วยเหลือของเขา เขาได้รับมรดกตกทอดในทรัพย์สิน มีอายุได้ 7 ขวบ เขาได้ประกาศการเป็นศาสนทูตของเขา และอัลลอฮ์ จึงทรงวิวรณ์พระคำของพระองค์มาให้กับเขา ดังนั้นอีซาจึงเป็น ฮุจญะห์ของอัลอฮ์ให้กับยะฮ์ยาและบุคคลอื่นๆทั้งหมด นับแต่การ มาปรากฏกายของอาดัม นับจนถึงวันพื้นคืนชีพ “โลกย่อมไม่อาจ ดำรงอยู่ได้หากปราศจากฮุจญะห์ของอัลลอฮ์
มีบันทึกไว้ในรายงานต่างๆที่น่าเชื่อถือได้ว่า ซอฟวาน ถาม อิมาม อัรริฎอ ดังว่า “ขออัลลอฮ์อย่าได้ทรงทำให้ฉันมีชีวิตอยู่เลย หากท่าน มิได้อยู่บนโลกนี้ หากเมื่อเป็นดังนั้นใครเล่าจะมาเป็นอิมาม ของเรา(ผู้นำ) อิมาม ริฎอ จึงชี้ไปที่อิมาม มุฮัมมัด อัลตะกี ที่กำลังยืน อยู่ข้างๆท่าน ซอฟวาน จึงอุทานขึ้นว่า เขามีอายุเพียงสามขวบ เท่านั้น” อิมามจึงกล่าวว่า “และจะเป็นอะไรไปเล่า ในเมื่ออีซาได้รับ การแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูต เมื่อเขามีอายุเพียงสามขวบเท่านั้น”
มีกล่าวไว้ในวจนะที่น่าเชื่อือได้ว่า อิมาม อัลบากิร กล่าวว่า “ภายหลังจากอีซาถือกำเนิด เขาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในวันหนึ่งนั้น เขาเติบโตเท่ากับเด็กอื่นเติบโตสองเดือน เมื่อเขามีอายุเจ็ดขวบ มารดา ของเขาพาเขามาที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง และให้เขานั่งลงต่อหน้าครู ครูจึงกล่าวขึ้นว่า บิสมิลลาฮ์ ฮิรเราะฮ์มา นิรร่อฮีม (ด้วยพระนามแห่ง อัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตายิ่งเสมอ) และอีซาจึงกล่าว ประโยคนี้ออกมาโดยทันที จากนั้นครูจึงขอให้เขาพูดว่า อับยาต หมายของคำว่าอับยาดไหม ครูจึงหยิบไม้เรียวขึ้นมาทำท่าจะตีเขา (ABJAD) อีซาจึงยกศีรษะของเขาขึ้นและสอบถามครูว่า ครูรู้จักความ
อีซาจึงกล่าวว่า “คุณครูครับ จงอย่าได้ตีฉันเลย หากท่านรู้ความ หมายของมันก็จงบอกฉันเถิด หาไม่แล้วก็จงถามฉันให้อธิบาย มันให้ฟัง” ครูจึงพูดขึ้นว่า “จงอธิบายไปเถิด” อีซาจึงอธิบายว่า A (อะลีฟ) คืออะลา หมายถึงความไพศาลของอัลลอฮ์ B (บา) ก็คือบะฮ์ยาต หมายถึงความกรุณาปรานี และคุณลักษณะต่างๆ ของ พระเจ้า J (ญีม) คือ ญะมาอัล อิลลาฮีดี D ก็คือ ตาล หมายถึง คืนอิลาฮี (ศาสนา) H ฮา หมายถึง เฮาล์ (นรก) V (วาว) บ่งบอกึ่ง ระอิลลี อะฮ์ลิลนาร ซึ่งหมายถึงความวิบัติจงมีแด่บรรดาผู้เป็นชาวนรก 2 (ชัย) ชี้ไปยังซาฟิร ซึ่งชี้ให้เห็นถึงเสียงหวีดร้องของบรรดาคน บาปในนรก และการระเบิดออกของไฟนรก “หา” คือ หุตติยะ แสดงให้เห็นว่า บรรดาบาปกรรมได้รับการชำระให้หมดไปด้วยการ อิสติฆฟาร (การขอลุแก่โทษ) “กาฟ” หรือ กัลมัน ก็คือพระดำรัส ของพระเจ้า และไม่มีผู้ใดจะไปเปลี่ยนแปลงพระดำรัสของพระองค์ได้ และตัวของอักษร ซีน อื่น ฟา ศอด หมายถึงวันฟื้นคืนชีพ (วันสุดท้าย ของโลกของการตัดสินพิพากษา) ซึ่งจะสำแดงถึงตาต่อตา ฟันต่อพัน (การตัดสินพิพากษาอย่างสมบูรณ์จะมีไปยังทั่วทุกตัวคนด้วย กับการชั่งตวงวัดอย่างเที่ยงตรง) เกรซัต (กอฟ รอ ซีน ตา ) หมายถึงทั้งหมดถูกทำให้หลับไปในหลุมฝังศพ และถูกทำให้ฟื้นคืนชีพ ในวันตัดสินพิพากษา” เมื่อครูได้ยินการอธิบายทั้งหมดเหล่านี้ ครูจึง บอกกับท่านหญิงให้พาบุตรชายของนางกลับไปได้ ทั้งนี้เพราะ เขามี ความรู้อันศักดิ์สิทธิ์และไม่จำเป็นต้องมีครู
มีเรื่องเล่าไว้ในวจนะที่เชื่อถือได้ว่า อิมาม อัศศอดิก กล่าวว่า “วันหนึ่งอีซาเดินทางไปที่ริมฝั่งน้ำ และโยนขนมปังจากกล่อง อาหารของเขาลงไปในน้ำ สาวกคนหนึ่งของท่านจึงถามขึ้นว่า “โอ้ผู้ เป็นวิญญานอันศักดิ์สิทธิ์ของอัลลอฮ์ ทำไมท่านจึงโยนส่วนหนึ่งจาก อาหารของท่านลงไปในน้ำเล่า” อีซาจึงอธิบายว่า “เพื่อว่าสัตว์เหล่านั้น ในแม่น้ำจะได้กินมัน การกระทำเช่นนี้มีผลบุญอันใหญ่หลา
มีการบันทึกไว้โดยผ่านทางสายรายงานที่แท้จริงว่า อิมาม ยะพร อัศศอติก กล่าวไว้ว่า “มีพระนามของอัลลอฮ์จำนวนเจ็ดสิบ สามพระนามเพียงสองพระนามเท่านั้นที่อีซาได้รับการประทานมา
ซึ่งเขาสามารถแสดงความมหัศจรรย์ทั้งหมดได้ อัลลอฮ์ทรงสอน พระนามทั้งหมดเจ็ดสิบสองพระนามให้กับเรา และทรงเก็บหนึ่ง พระนามไว้กับพระองค์ โดยที่พระองค์มิทรงสอนมันให้กับผู้ใด” ( นั่น คือรวมทั้งสองพระนามที่ประธานให้กับอีซา เช่นกัน) ดังนั้นจึงมีเจ็ด สิบสองพระนามรวมด้วยกันทั้งหมดที่พระองค์ทรงสอน มีการปืนทึกโดยผ่านทางแหล่งเดียวกันนี้ว่า อิมามกล่าวว่า
“จงยำเกรงอัลลอฮ์ และจงอย่าอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน” ไม่ต้องเป็นที่ สงสัยเลย ชะรีอะฮ์ ของอีซาผู้สูงส่ง รวมทั้งการท่องโลกของเขาเช่นกัน ครั้งหนึ่งในระหว่างการเดินทางดังกล่าว บรรดาสาวกของท่านรวม ทั้งมีชายผู้หนึ่งที่มีรูปร่างแคระผู้ซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับเขาเสมอ เมื่อพวก เขามาถึงแม่น้ำสายหนึ่งที่ต้องข้ามไป อีซาจึงกล่าวขึ้นว่า บิสมิลลาห์ (ด้วยพระนามของอัลลอฮ์) และจึงก้าวไปบนพื้นน้ำด้วยกับศรัทธา ที่มั่นคง และจึงเริ่มเดินไปบนน้ำด้วยเท้าเปล่า สาวกของเขาก็กล่าว “บิสมิลลาฮ์” ด้วยเช่นกัน และเดินตามท่านไปด้วยความเชื่อมั่น และ เดินเข้ามาใกล้จนถึงฝั่ง จิตวิญญานของเขาบังเกิดความหยิ่งผยอง ด้วยความคิดเกี่ยวกับอีซาที่ว่า เนื่องจากเขาก็สามารถเดินบนน้ำได้เช่น เดียวกันกับอีซา แล้วอีซาจะสูงส่งกว่าฉันได้อย่างไรกัน ในทันใดนั้น เขาก็เริ่มจมน้ำ เขาจึงร้องเรียนต่ออีซา ผู้ซึ่งกำลังดึงมือเขาขึ้นมา จากน้ำ พร้อมกับถามเขาว่า “โอ้ชายแคระ จิตใจของเจ้าคิดอะไรอยู่ หรือ ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความหายนะนี้ขึ้น เขาจึงบรรยายมันออกไป ตามที่ใจของเขาจะคิดได้ อีซาจึงบอกกับเขาว่า เขาได้หันเหหัวใจ ของเขาไปในทิศทางหนึ่งซึ่งอัลลอฮ์มิทรงประสงค์มัน และอธิบาย ให้กับเขาฟังว่า เขาจินตนาการตัวของเขาให้อยู่ในระดับหนึ่งที่เหนือกว่าของเขา(อีซา) ดังนั้นอัลลอฮ์จึงถือเอาว่าเขาเป็นศัตรูของพระองค์
ฉะนั้นเขาจึง “ขอลุแก่โทษ” เขาได้รับการอภัยและจึงได้รับสถานะเติม ของเขากลับคืนมา อิมามกล่าวว่า “จงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮ์ และจงอย่าอิจฉาริษยาซึ่งกันและกัน”
ตามการเล่าเรื่องที่น่าเชื่อถือได้เรื่องหนึ่ง จากอิมาม อัศศอดิก ว่า มีครั้งหนึ่งที่อีซาขึ้นไปบนภูเขาที่มีชื่อว่า อะรีฮา ซาตานจึงเข้ามา ทำเขาในรูปของกษัตริย์องค์หนึ่งแห่งปาเลสไตน์ และจึงกล่าวว่า “โอ้ รุฮุลลอฮ์(วิญญานแห่งพระเจ้า) เนื่องแต่ท่านได้ทำให้คนตายฟื้นคืนชีพ และรักษาคนป่วยและคนตาพิการ และคนเป็นโรคเรื้อน ดังนั้นจง ทำตัวของท่านให้หล่นลงไปจากภูเขานี้เถิด” อีซาจึงกล่าวตอบไปว่า “ฉันปฏิบัติทุกสิ่งไปตามคำสั่งของอัลลอฮ์ และพระองค์ก็มิได้มี พระบัญชามาให้ฉันกระทำในสิ่งนั้น”
มีฮะดีษที่แท้จริงอีกบทหนึ่ง รายงานไว้โดยอิมาม มุฮัมมัด อัล บากิร ว่า วันหนึ่ง อีซาพบกับอิบลีส จึงถามมันว่า “โยงใยอันใดที่หลอก ลวงของเจ้ามีถึงฉันบ้าง” มันจึงกล่าวตอบว่า “ฉันจะลวงล่อท่านได้ อย่างไร เมื่อคุณยายที่เคารพของท่านในวาระที่นางให้กำเนิดมัรยัม มารดาของท่าน วิงวอนต่ออัลลอฮ์ว่า โอ้อัลลอฮ์ ขอมอบหมายเธอและผู้สืบทายาทของเธอเอาไว้ในการปกปักษ์รักษาของพระองค์ ดังนั้น ขอได้โปรดคุ้มครองพวกเขาจากการล่อลวงของซาตาน (และท่านก็เป็น ทายาทของเหล่านาง) มีกล่าวไว้ในหนังสือบางเล่มว่า เมื่อมัรยัมเดิน ทางมาถึงอียิปต์ ซึ่งในขณะนั้นอีซายังเป็นเด็กน้อย นาง(มัรยัม)จึง เข้าไปพำนักอยู่ ณ บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเป็นของชาวนาคนหนึ่ง ทั้งนี้ เพราะพระนางเป็นผู้ที่เป็นมิตรอย่างมากกับคนจน และชอบช่วยเหลือให้การอุปถัมภ์กับพวกเขา วันหนึ่งทรัพย์สินของชาวนาคนนั้นถูก ขโมยไป เขาจึงกล่าวโทษพวกคนจนเหล่านั้นที่อาศัยอยู่ในบ้านของเขา สิ่งนี้จึงทำให้มัรยัมรู้สึกเศร้าสลดใจมาก เมื่ออีซาได้เห็นดังนี้ จึงถาม มารดาของเขาว่า คุณแม่ต้องการเห็นเขาที่จะทำการเปิดเผยให้เห็น ว่าใครเป็นหัวขโมยตัวจริงที่ขโมยทรัพย์สินชาวนาคนนั้นหรือไม่


