คัสเซม โซไลมานี ตอนที่ 3

คัสเซม โซไลมานี ตอนที่ 3
จรัญ มะลูลีม
สหรัฐย่อมทำตามรัฐบาลอิสราเอลที่หวาดเกรงความเข้มแข็งของกองกำลังฮิซบุลลอฮ์ในเลบานอน
เบ็นจามิน เนตันยาฮู (Benjamin Netanyahu) กล่าวด้วยความภูมิใจว่าในเดือนสิงหาคม ปี 2019 เครื่องบินอิสราเอลได้เข้าโจมตีเขตแดนของประเทศอิรักเพื่อ “ป้องกันมิให้อิหร่าน ผงาดขึ้นมา” อิสราเอลจะโจมตีอิรักได้ก็ต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์และการสนับสนุนด้านข่าวกรองจากสหรัฐเป็นด้านหลัก
หลังการสังหารอย่างโหดเหี้ยมต่อกองกำลังของอิรักในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนธันวาคม ความร่วมมือกันอย่างสันติระหว่างกองทัพอิรักและสหรัฐก็ได้กลายมาเป็นความยากลำบากขึ้นเรื่อยๆ
อะบู มะห์ดี อัล-มุฮันดิส (Abu Mahdi al-Muhandis) สัญญาว่าจะมีการตอบโต้อย่างรุนแรงต่อกองกำลังของสหรัฐ หลังจากทหารของเขา 25 คนต้องจบชีวิตลง
อัล-มุฮันดิส ซึ่งเดินทางไปกับโซไลมานีที่กรุงแบกแดดอยู่กับโซไลมานีในยานพาหนะที่จะนำพวกเขาเข้าไปสู่เมืองและถูกสหรัฐโจมตีในวันที่ 2 มกราคม ปี 2019
อับดุล มะห์ดี (Abdul-Mahdi) นายกรัฐมนตรีของอีรักได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีนักรบของอิรักว่าเป็น “ความหฤโหดที่ไม่อาจยอมรับได้”
เขากล่าวว่ารัฐบาลของเขาถือว่าเป็นการโจมตีที่เป็น “การละเมิดอธิปไตยของอิรักและอันตรายจากการขยายตัวที่คุกคามต่อความมั่นคงของอิรักและภูมิภาคทั้งมวล”
สหรัฐพยายามที่จะหยุดยั้งความเป็นศัตรูที่ปรากฏอยู่ในหมู่คนกลุ่มน้อย ที่สหรัฐรู้สึกว่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอิหร่านในการเมืองของอิรัก
หลังจากโจมตีที่มั่นของกอตาอิบ ฮิซบุลลอฮ์ทรัมป์ได้ทวีต ข้อความสนับสนุนผู้ประท้วงให้หยุดอำนาจอิหร่านที่สนับสนุนรัฐบาลกลางของอิรัก
“สำหรับคนหลายล้านคนที่เป็นประชาชนในอิรักที่ต้องการเสรีภาพและผู้ที่ไม่ต้องการจะถูกควบคุมและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอิหร่าน นี่คือเวลาของพวกท่านแล้ว”
ก่อนที่จะมีการสังหารโซไลมานีเจ้าหน้าที่อาวุโสของอิรักและผู้นำทางการเมืองได้เรียกร้องให้ทหารสหรัฐออกจากประเทศของพวกเขา
ในทุกพรรคการเมืองต่างก็มีความคิดเห็นใกล้เคียงกันในประเด็นนี้ มุกตะฏอ อัล-ศาดร์ (Maqtada al-Sadr) นักการศาสนาที่มีชื่อเสียง ซึ่งสนับสนุนการประท้วงรัฐบาลอิรักในกรุงแบกแดดและที่อื่นๆ อย่างนะยัฟ (Najaf) และบัศเราะห์ (Barra) จนกระทั่งมีการโจมตีของสหรัฐเกิดขึ้น ได้ออกแถลงการณ์ด้วยการกล่าวว่าตัวเขาต้องการที่จะทำงานกับกองกำลังที่สนับสนุนอิหร่านและอิรักเพื่อมิให้มีทหารของสหรัฐในอิรักโดยผ่านวิธีทางการเมืองและกฎหมาย
นักการศาสนา ซึ่งสนับสนุนพวกเขาประกอบขึ้นเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ในรัฐสภาอิรัก กล่าวว่าหากแนวทางสันติทำงานไม่ได้ในการเอาสหรัฐออกไป พวกเขาก็จะพิจารณาที่จะใช้ “ปฏิบัติการอื่น”
หลังจากการสังหารโซไลมานีและอัล-มุฮันติส นักการศาสนาหนุ่มก็ประกาศว่าเขาจะฟื้นฟู “กองทัพมะห์ดีขึ้นมาใหม่”
กองกำลังภายใต้การควบคุมของเขาได้ทำสงครามนองเลือดกับกองกำลังสหรัฐผู้เข้ามายึดครองหลังปี 2003 รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ว่าสหรัฐ “ต้องรับผิดชอบต่อผลที่จะตามมาจากปฏิบัติการณ์ที่ผิดกฎหมายนี้”
นักการศาสนาสูงสุดของอิรัก อะยาตุลลอฮ์ อะลี อัล-ซิสตานี (Ayatollah Ali al-Sistani) ในขณะที่ประณาม ”การรุกรานที่เลวร้าย” ที่มีต่ออิรักในเดือนธันวาคมได้เตือนว่าประเทศไม่ควรจะกลายมาเป็น “การตั้งถิ่นฐานของประเทศในภูมิภาคและการหาคะแนนระหว่างประเทศ”
หลังจากทรัมป์ประกาศถึงชัยชนะในการถล่มกองกำลังของอิรัก คนจำนวนนับพันได้ออกมารวมตัวกันในเขตปลอดภัย “กรีนโซน” ในกรุงแบกแดดเพื่อประท้วงสถานทูตสหรัฐ
เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศอิรัก โดยผู้ประท้วงที่โกรธเคืองซึ่งอยู่ในกรุงแบกแดดนั้น หลายคนของพวกเขามาจากกองกำลังของอิรัก พวกเขามีจำนวนท้วมท้น ซึ่งผู้ดูแลความปลอดภัยของสถานทูตทำอะไรไม่ได้ พวกเขาเข้าไปในบริเวณสถานทูตและเผาตึกเล็กๆ บางตึก อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้เข้าไปในเส้นทางหลักเข้าสู่สถานทูต ทหารอิรักที่ประจำการอยู่ในเครื่องแบบอย่างครอบครันก็โดดเข้าร่วมกับการประท้วงที่มีความรุนแรงเป็นช่วงๆ เหมือนกัน รัฐมนตรีมหาดไทยของอิรัก ยัซซีน อัล ยัสซีรี กล่าวว่าการประท้วงเป็นอันตรายต่อปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐที่ต่อต้านอิรัก
การเข้ายึดสถานทูตสหรัฐ
สถานทูตสหรัฐในกรุงแบกแดดเป็นสถานทูตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีขนาดใหญ่มากกว่า 100 เอเคอร์และปฏิบัติการณ์ในความเป็นจริงเป็นเหมือนกับเป็นรัฐซ้อนรัฐ ทหารที่ดูแลความปลอดภัยของสถานทูตต้องใช้ก๊าซน้ำตาต่อต้านผู้ประท้วง ทรัมป์ออกคำสั่งให้มีการเพิ่มทหารเข้าไปอีก 750 นายในพื้นที่
รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐกล่าวว่าการเคลื่อนไหวนี้เป็นการตอบโต้ระดับการคุกคามเจ้าหน้าที่สหรัฐและอ้างว่าอิหร่านคือ “ผู้ปลุกเร้า” การประท้วงและเตือนว่าอิหร่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับการเข้าไปในสถานทูต
เขาออกแถลงการณ์ว่าอิหร่านจะต้อง “จ่ายราคาแพง” หากชีวิตชาวอเมริกันและผลประโยชน์ของชาวอเมริกันต้องเสียหาย
จากรายงานของสื่อสหรัฐ ทรัมป์และที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของเขาอย่าง ไมค์ ปอมปิโอ ถูกทำให้เชื่อว่าโซไลมานีคือผู้อยู่เบื้องหลังผู้ประท้วงที่อยู่นอกสถานทูตหลังจากนั้นการตัดสินใจที่จะเอาชีวิตโซไลมานีจึงเกิดขึ้น
ผู้นำจิตวิญญาณสูงสุดอะยาตุลลอฮ์ อะลี คอเมเนอี ตอบโต้ด้วยการกล่าวว่าทรัมป์ “ไม่อาจทำอะไรเพื่อต่อต้านอิหร่านได้” “และหากเขามีตรรกะซึ่งเขาไม่มีจะรู้ว่าอาชญากรรมที่เขาก่อไว้ทั้งในอิรักและอัฟกานิสถานทำให้ชาติเหล่านี้เกลียดชังเขา” ในหมู่ผู้บริหารของสหรัฐต่างก็มีความกลัวที่จะออกมาจากสถานทูตและสื่อของสหรัฐก็กล่าวว่าอาจมีเหตุการณ์ที่เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยที่สถานทูตสหรัฐถูกยึดครองดังที่เคยปรากฏมาก่อนในกรุงเตหะราน เมื่อ 40 ปีที่ผ่านมา
หลังจากสองวันผ่านไป ผู้ประท้วงตกลงที่จะสิ้นสุดการเข้าไปนั่งอยู่ที่ประตูทางเข้าสถานทูตจากการร้องขอของรัฐบาลอิรักและนักการศาสนาอาวุโส ผู้นำกอตาอิบ ฮิซบุลลอฮ์และนักต่อสู้คนอื่นๆ ก็ขอให้ผู้ประท้วงออกไปจากกรีนโซน ผู้นำผู้ประท้วงขอให้ผู้ประท้วงยกเลิกการประท้วงเมื่อนายกรัฐมนตรีให้การยืนยันว่าเขาจะเร่งรัดให้กองกำลังของสหรัฐออกไปจากอิรัก
ผู้วางนโยบายของสหรัฐยอมรับความจริงว่าทหารของสหรัฐและผลประโยชน์ทางธุรกิจของสหรัฐย่อมหมดไปในที่สุด เมื่อสหรัฐต้องถูกบีบให้ออกจากอิรักก่อนที่โซไลมานีจะถูกสังหารเสียอีก
การตัดสินใจถล่มกองกำลังของอิรักทำให้การคงอยู่ของทหารสหรัฐเป็นไปไม่ได้ ผู้สื่อข่าว Washington Post ในกรุงเบรุต วิจารณ์ว่าหนทางเดียวที่นักการทูตที่ติดอยู่ในสถานทูตจะออกมาจากกรุงแบกแดดได้ก็โดยการใช้เฮลิคอปเตอร์เหมือนการออกมาจากเวียดนาม ปฏิบัติการณ์ในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคมอาจส่งสัญญาณการเริ่มต้นของการสิ้นสุดการครอบครองของสหรัฐในอิรักก็ได้







