INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อิสลามการเมือง : กรณีศึกษาการเมืองอิสลามในอิรัก ตอนที่ 2

 work islam star crescent 1

อิสลามการเมือง : กรณีศึกษาการเมืองอิสลามในอิรัก ตอนที่ 2

 

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

คณะรัฐประศาสนศาสตร์  วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

การใหลบ่าอารยธรรมอิสลามสู่อิรัก

ถึงแม้ว่าในดินแดนและแผ่นดินเมโสโปเตเมีย(อิรักปัจจุบัน) เป็นการถือกำเนิดของเหล่าบรรดาศาสดาสำคัญหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นศาสดาอิบรอฮีม ถือได้ว่าเป็นบุคคลที่ได้ถือกำเนิด ณ เมืองอูร แห่งดินแดนเมโสโปเตเมีย  หรือศาสดานุฮ์(อ)   ศาสดาศอและ(อ)ศาสดาสำคัญอีกหลายท่าน  แต่ในขณะที่ดินแดนแห่งนั้นมีการเรียกร้องสู่การภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว  ก็จะพบว่าประชาชนได้นับถือศาสนาดั้งเดิม โดยบูชารูปปั้น  กราบไหว้ดวงดาว  และต่อมาศาสดายูดายได้เข้ามาเผยแพร่และนำคำสอนของศาสนามาเผยแผ่ในดินแดนเมโสโปเตเมีย  แต่ด้วยกับคำสอนที่เน้นความเป็นชาตินิยมสูงของชาวยิว  จึงไม่เป็นที่สนใจมากนักสำหรับชาวสุเมเรียน  และชาวบาลิโลเนียน   และอีกมุมหนึ่งก็มีชาวคริสต์ได้เดินทางมาเผยแผ่ แต่ก็มุ่งเน้นความเป็นนักบวชและระบบสงฆ์หรือคริสตจักรมากเกินไป  และประชาชนยังไม่พึงพอใจและไม่ประทับใจกับระบอบสงฆ์ของศาสนาโซโรอันเตอร์ ที่จักรพรรดิเปอร์เซียได้นำเข้ายังดินแดนนี้  นั่นคือในสมัยจักรพรรดิ์ไซรัสมาหาราชได้พิชิตนครบาบิโลน

ต่อมาชาวบาบิโลเนียน ได้หันมาสนอกสนใจในคำสอนของศาสนาอิสลาม ผ่านสาส์นของพระศาสดามุฮัมมัดที่ได้ส่งไปยังชาวเยเมนในยุคต้นของการกำเนิดศาสนาอิสลาม  และจากผลพวงของการขยายอาณาจักรของอิสลามที่ใหลบ่าสู่เปอร์เซีย ต่อมาได้ใหลบ่าสู่ดินแดนบาบิโลนนั้น ในยุคคอลีฟะฮ์ที่สอง ทำให้ดินแดนอิรักหรือบาบิโลนมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น  ในที่สุดชาวอิรักได้หันมายอมรับศาสนาอิสลามและยกเลิกศาสนาดั้งเดิมของพวกเขา

จากคำรายงานทางประวัติศาสตร์    เมื่อศาสดาอิสลามได้อพยบสู่นครมะดีนะฮ ไม่กี่ปี ก็ได้ส่งสาส์นไปยังประเทศหรือนครรัฐต่างๆของโลก  ซึ่งศาสดาได้เขียนสาส์นนั้น ได้เชิญชวนสู่ศาสนาอิสลาม  และหนึงจากสาส์นของศาสดา คือส่งถึงกษัตรย์ของเปอร์เซีย และได้เชิญชวนสู่ศาสนาศานติ ศาสนาอิสลาม  แต่ทว่าดังที่กล่าวไว้ในตำราประวัติศาสตร์ว่า กษัตริย์เปอร์เซียนั้นได้ลบหลู่สาส์นของศาสดา และได้ฉีกสาส์นฉบับนั้น

นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความอหังการและความไร้มารยาทของกษัตริย์อิหร่าน  เพราะว่าประเทศอื่นๆได้แสดงออกถึงการให้เกียรติกับศาสดา หรือบางประเทศยังได้ส่งของขวัญให้กับสาสดาเพื่อแสดงออกถึงความเป็นมิตร

กษัตริย์กุซโรแห่งเปอร์เซียได้มีคำสั่งต่อผู้ปกครองแคว้นประเทศเยเมน ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของอิหร่านในยุคนั้น ให้ทำการตรวจสอบและค้นคว้าถึงบุคคลนั้นที่ได้อ้างตนเป็นศาสดาและได้นำศาสนาใหม่มา   ซึ่งบุรุษผู้นั้นยังได้เขียนชื่อของเรา เหนือชื่อของกษัตริย์เปอร์เซีย  และถ้าเป็นไปได้ให้นำตัวผู้อ้างตนเป็นศาสดานั้น มายังกษัตริย์เปอร์เซีย

ขณะนั้นคณะทูตของกษัตริย์ประเทศเยเมนอยู่ ในนครมะดีนะฮฺ  ซึ่งกษัตริย์อิหร่านได้ค้ำบาต และได้ยึดอำนาจการปกครองให้กับลูกชายขึ้นแทน   ดังนั้นศาสดาได้ส่งข่าวให้กับคณะทูตของประเทศเยเมนทราบ   ดังนั้นพวกเขาได้กังวลต่อเหตุการณ์กับกษัตริย์เป็นอย่างนิ่ง   และต่อมาคณะทูตนั้นได้รับข่าวจากหน่วยข่าวของพวกเขา ซึ่งตรงกับที่ศาสดาได้บอกกับพวกเขา  และกษัตริย์แห่งเยเมนได้ให้คำมั่นสัญญากับชาวเยเมนทั้งหลายว่า หลังจากนี้ไปชาวเยเมนจะเข้ารับศาสนาอิสลามกันเป็นจำนวนมาก  และยังมีชาวเปอร์เซียที่อาศัยอยู่ในประเทศเยเมนจะเข้ารับอิสลามด้วย  และในสมัยนั้นด้วยสื่อของนักประวัติศาสตร์และตำราประวัติศาสตร์ได้เขียนไว้ด้วยชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในเยเมน และรายงานไว้อีกว่า แท้จริงชาวอิหร่านนั้นมีอิทธพลยิ่งต่อการปกครองในเยเมน

เช่นเดียวกันในสมัยของศาสดามุฮัมมัด จากการเผยแพร่ศาสนาและการเชิญชวนสู่อิสลาม ทำให้จำนวนหนึ่งของชาวเยเมน   ซึ่งเป็นชาวอิหร่านทั้งเป็นผู้นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์และศาสนาอื่นๆได้หันมารับอิสลาม  แม้กระทั้งผู้ปกครองเมืองที่ได้ถูกแต่งตั้งโดยกษัตริย์ก็หันมารับอิสลาม  ดังนั้นในยุคต้นๆของอิสลาม กลุ่มชนที่ยอมรับศาสนาอิสลาม คือชาวอิหร่านที่อาศัยอยู่ในเยเมนและอิรัก

ในช่วงแรกๆของการประสูติศาสดามุอัมมัด  ได้มีชาวอิหร่านกลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในประเทศเยเมน เช่นในเมืองเอเดน  อัฏระตุลเมาต์  และแถบชายฝั่งทะเลแดง  และการปกครองของเยเมนในยุคนั้นอยู่ภายใต้อาณาจักรของเปอร์เซีย และก่อนจะเข้าสู่รายละเอียด ใคร่จะวิเคราะห์บางประเด็นเพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องนี้ได้มากยิ่งขึ้น

ในยุคของกษัตริย์ อนูชีรอน  ประเทศเอทิโอเปียได้บุกโจมตีเยเมนทางทะเล  และพวกเขาได้ยึดเอาดินแดนส่วนนั้นมาปกครอง และกษัตริย์ ไซฟ์  บิน ซียะซัน  เป็นกษัตริย์ของเยเมนในยุคนั้นได้กล่าวกับองครักษ์ของอนูชัยรอนว่าให้ช่วยเหลือเขาด้วย และหัขับไล่ชาวเอทิโอเปียออกไปจากเยเมน  นักประวัติศาสตร์ได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ไซฟ์ เขาได้พำนักอยู่ในเยเมนมากกว่าเจ็ดปี แล้วจึงได้เข้าพบกับอนูชีรอน  และไซฟ์ ได้กล่าวกับอนูชีรอนว่า โปรดช่วยเหลือเราด้วยเถิดต่อการทำสงครามกับชาวเอทิโอเปีย  และได้โปรดส่งกองพลทหารของท่านให้เราด้วย  เพื่อที่จะได้ยึดเอาประเทศของข้าคืนมา

อนูชีรอนกล่าวว่า ในจารีตประเพณีทางศาสนาของข้า คงไม่ง่ายที่ข้าจะลวงล่อเหล่าทหารพวกนั้น  และให้พวกเขามาช่วยเหลือกับคนที่ไม่มีศรัทธาเหมือนกับพวกเขา  และหลังจากได้หารืออยู่สักระยะหนึ่ง ก็ได้ตัดสินใจว่าให้นำนักโทษประหารนั้นออกจากเรือนจำแล้วไปสู้รบกับชาวเอทิโอเปีย

จำนวนนักโทษประหารมีเพียงพันนาย แต่ทว่าทหารของเอทิโอเปียมีถึงสามหมื่นนาย  ในที่สุดนักโทษประหารเหล่านั้นได้ถูกฆ่าตายหมด   และแม่ทัพคนหนึ่งเป็นชาวเปอร์เซีย ชื่อว่า วะฮ์รูซ ต่อสู้กับพวกเอทิโอเปีย และหลังจากชาวเอทิโอเปียปราชัย  และกษัตรย์ไซฟ์ ได้สิ้นชีพลง  นายพลอิหร่านผู้นี้  ซึ่งมีชื่อเดิมว่า”ฆัรซอเดะ” ได้ขึ้นเป็นผู้ปกครองเยเมน และเยเมนได้เป็นประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรอิหร่านในสมัยนั้น

ในช่วงที่ศาสนาอิสลามได้เบ่งบาน และศาสดาได้เริ่มการเผยแพร่นั้น  และการปกครองในเยเมนยุคนั้น มีชาวอิหร่านเป็นผู้ปกครองชื่อว่า บอซาน บิน ซาซาน  และการทำสงครามต่างๆของศาสดากับพวกอาหรับและพวกบูชาเจว็ด  ก็ได้เริ่มในยุคของบาซาน  และบาซานได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ปกครองเมืองเยเมน จากกษัตริย์ฆุรโร  และยังได้มีหน้าเป็นผู้ลูแลเมืองและมนทลในแคว้นสมุทรอาหรับ เข่น  เมืองฮิยาซ  และเขาจะเป็นผู้รายงานต่างๆต่อกษัตริย์เปอร์เซีย

ศาสดามุฮัมมัด ได้เชิญชวน กษัตริย์ฆุสโร สู่ศาสนาอิสลาม ในปีคริสตศักราชที่๖  และจากสาสน์ของศาสดาทำให้เขารู้สึกโกรษ และได้ฉีกสาส์นนั้นทิ้ง  และต่อมาเขาได้ส่งสาส์นถึงบาซาน ณ เยเมน และมีคำสั่งว่าให้นำตัวนุรุษผุ้นั้น(ศาสดา)มาหาเขา

บาซานได้ส่องผู้ใกล้ชิดสองทน คือ บาบิวัย และฆุสโร ไปยังนครมะดีนะฮ์  และได้นำสาส์นของกษัตริย์เปอร์เซียมอบให้ศาสดา  และนี่คือครั้งแรกความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิหร่านกับศาสดา

เมื่อข่าวว่ากษัตริย์จากเปอร์เซียได้เข้ามากดดันมุฮัมมัด ถึงหูของพวกบูชาเจว็ด  ทำให้พวกเขารู้สึกดี และกล่าวกันว่า ต่อไปนี้มุฮัมมัดถูกควบคุมแน่ และพวกเขาไม่ยอมให้มุฮัมมัดมีอิสระไปอย่างง่ายด้ายแน่  และพวกเขาถือว่า กษัตริย์ฆุสโรแห่งเปอเซีย อยู่ข้างพวกเขา และกษัตริย์เปอร์เซียต้องทำลายมุฮัมมัดเป็นแน่   และตัวแทนของบาซาน ซึ่งมีอำนาจในมือขณะนั้น ได้เข้าประชิดบ้านของศาสดา และจะเข้ามาพูดคุยกับศาสดา  แต่ทว่าศาสดากล่าวว่า  ให้มาพรุ่งนี้ ฉันจะให้คำตอบ

ศาสดามุฮัมมัดกล่าวว่า”พระเจ้าได้ส่งข่าวบอกฉันว่า กษัตริย์ของพวกเจ้าได้เสียชีวิตลงแล้ว และประเทศของพวกเจ้าในไม่ช้าจะมีประชาชนยอมรับอิสลาม  ดังนั้นจงกลับไปยังเยเมนเถิด  และจงบอกกับท่านบาซานว่า จงเลือกอิสลาม เป็นศาสนาแหงชีงิตเถิด  และถ้าเขาเป็นมุสลิม ก็คงให้เขาปกครองเยเมนเหมือนเดิม   และศาสดายังได้มอบของกำนัลที่ระลึกแก่ทหารทั้งสองนั้น  และทั้งสองจึงได้เดินทางกลับเยเมน    และทั้งสองได้กล่าวถึงเหตุการณ์และสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับบาซานฟัง  และบาซานได้กล่าวว่า  ฉันจะตรวจสอบเรื่องดังกล่าวสักวันสองวัน  ถ้าเป็นเรื่องจริง  แสดงว่า เขาผู้นั้นเป็นศาสดาของพระเจ้า  และในตอนนั้นเราจะตัดสินใจกันอีกทีว่าจะเอาอย่างไร  ผ่านไปไม่กี่วัน ได้มีม้าเร็วมาส่งข่าวถึงการตายของกษัตริย์ และเขาได้กล่าวทุกอย่างเหมือนกับที่ศาสดาได้กล่าวกับพวกเขา และยังได้กล่าวถึงสาเหตุการตายของบิดากษัตริย์อย่างละเอียด   ดังนั้นทำให้กษัตริย์เยเมนได้ส่งสาส์นว่า โปรดให้การคุ้มครองประชาชนชาวเยเมน  และบุรุษที่อ้างตนว่าเป็นศาสดา ให้เขาเป็นอิสระ และอย่าได้สร้างความลำบากใจแก่เขาผู้นั้น   และในขณะนั้นเอง ท่านบาซาน ได้ยอมรับอิสลาม  และต่อมาชาวอิหร่านที่อาศัยเมืองอันบาห์ และเมืองอะรอร  ก็ได้ยอมรับอิสลาม

ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้ให้บาซานปกครองเยเมนต่อไป  และจากนั้นเขาได้เป็นผู้ปกครองที่ถูกแต่งตั้ งจากศาสดา  และเขาได้เผยแพร่ศาสนาอิสลาม ต่อสู้กับผู้ต่อต้าน  และบาซานได้เสียชีวิตในช่วงที่ศาสดายังมีชีวิตอยู่   และกระแสการใหลบ่าของอิสลามสู่ดินแดนเมโสโปเตเมียหรืออิรักในปัจจุบันผ่านคณะทูตของศาสดาที่ผ่านเส้นทางของเยเมนมาก่อน ถึงแม้ว่าในขณะนั้นอิทธิพลของเปอร์เซียและจักรพรรดิ์แห่งซาซานิดเข้ายึดครองดินแดนแถบนั้นก็ตาม

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *