INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทยและโลกมุสลิม ตอนที่ 1

unnamed 21

การใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทยและโลกมุสลิม ตอนที่ 1

จรัญ มะลูลีม

การบังคับใช้กฎหมายอิสลามในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยของสุโขทัย อยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในสมัยดังกล่าวนโยบายด้านการปกครองที่มีต่อบริเวณที่เรียกว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรูปแบบหัวเมืองประเทศราช

กฎหมายอิสลามในสมัยนั้นจึงมีฐานะเป็นตัวกำหนดความสัมพันธ์ของประชากรในหัวเมืองเหล่านั้น  โดยที่รัฐบาลกลางไม่ได้นำเอาหลักกฎหมายแพ่งที่ใช้อยู่ทั่วไปๆ มาบังคับใช้ในหัวเมืองเหล่านี้

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว   แม้ว่าการใช้กฎหมายอิสลามยังคงมีอยู่แต่ในเวลาต่อมาได้มีการปรับปรุงแนวทางการปกครองหัวเมืองเหล่านี้ใหม่  กระนั้นรัฐบาลก็คงให้ใช้กฎหมายอิสลามอยู่เช่นเดิม  ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นรากฐานที่สำคัญของการใช้กฎหมายอิสลามจนถึงปัจจุบัน

การใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูล ได้ดำเนินมาจนถึงปี 2486 ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ในระหว่างนั้นรัฐบาลโดยจอมพลแปลก (ป) พิบูลสงคราม ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นได้ประกาศใช้นโยบายรัฐนิยมและชาตินิยม จึงได้ยกเลิกการใช้กฎหมายอิสลามในเขต 4 จังหวัดดังกล่าว

ส่งผลทำให้บทบัญญัติบรรพ 5 และบรรพ 9 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ถูกบังคับใช้ครอบคลุมไปถึงจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูลด้วย  นับตั้งแต่นั้นมาประชาชนชาวมุสลิมทุกคนต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยครอบครัวและมรดกเช่นเดียวกับประชาชนที่นับถือศาสนาอื่นๆ ของประเทศ  (เด่น โต๊ะมีนา, ศาลศาสนา เอกสารสำหรับการนำเสนอต่อสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540)

 

การยกเลิกการบังคับใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนพลเมืองผู้นับถือศาสนาอิสลามที่อยู่ในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลาและสตูลเป็นอย่างมาก  เนื่องจากเนื้อหาของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับครอบครัวและมรดกมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับหลักกฎหมายอิสลาม   ประกอบกับจอมพล ป. พิบูลสงครามได้หมดอำนาจลงเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลใหม่ของนายกรัฐมนตรี พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ จึงได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามอีกครั้ง

ในสามจังหวัดภาคใต้มีการใช้กฎหมายชะรีอะฮ์หรือกฎหมายอิสลาม โดยเฉพาะกฎหมายที่ว่าด้วยครอบครัวหรือมรดก (Personal Law) โดยในแต่ละจังหวัดจะมีดะโต๊ะยุติธรรม จังหวัดละ 2 คน ยะลา มีเพิ่มมาอีก 1 คนในอำเภอเบตง รวมทั้งสามจังหวัดจะมีดะโต๊ะ 9 คน  ดะโต๊ะจะทำงานอยู่ที่ศาลจังหวัดและศาลเยาวชนและครอบครัว

ผู้ที่เป็นดะโต๊ะยุติธรรมเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมายทั่วไปและกฎหมายอิสลามโดยการสอบคัดเลือก ถือเป็นข้าราชการฝ่ายตุลาการของกระทรวงยุติธรรม

ทั้งนี้สำหรับภาคใต้ในกรณีที่โจทย์และจำเลยเป็นมุสลิม  ต้องใช้กฎหมายอิสลามจะใช้กฎหมายแพ่งไม่ได้   แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นมุสลิมก็ต้องใช้กฎหมายของแผ่นดิน  เนื่องจากการใช้ดะโต๊ะยุติธรรมตัดสินคดีต้องมีค่าใช้จ่าย ด้วยเหตุนี้โจทย์และจำเลยส่วนใหญ่จึงหันไปใช้บริการของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดหรือมัจญ์ลิส  แต่ที่ก่อให้เกิดความยากลำบากก็คือมัจญ์ลิสหรือคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดไม่มีอำนาจบังคับคดี  ในประเทศไทยมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดอยู่ 36 จังหวัด  แต่กฎหมายอิสลามจะใช้ในสี่จังหวัดเท่านั้น  คือปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา  ทั้งนี้จังหวัดที่มีมัสญิดสามแห่งขึ้นไปสามารถมีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดได้

สำหรับการเรียนการสอนกฎหมายอิสลามจะมีอยู่ในมหาวิทยาลัยที่อยู่ในภาคใต้ของไทย เช่น มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยนราธิวาส ราชนครินทร์ หรือที่มีสอนเป็นวิชาเฉพาะอยู่ในสาขาสังคมศาสตร์ก็มีอยู่ในหลายมหาวิทยาลัยของไทยอย่างเช่นในมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นต้น และในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในภาคใต้

อย่างเช่นที่มหาวิทยาลัย ฟาฏอนีจะมีหลักสูตรการเรียนการสอนห้าปี เป็นหลักสูตรนิติศาสตร์ 4 ปี ถ้าจะเรียนกฎหมายอิสลามก็เรียนเพิ่มเติมอีกหนึ่งปี  โดยเรียนก่อนหลักสูตร 4 ปีหรือหลังหลักสูตร 4 ปีก็ได้ จะได้ double degree

ประเทศมุสลิมส่วนใหญ่มักใช้กฎหมายอิสลาม (ชะรีอะฮ์) ว่าด้วยครอบครัวและมรดกเป็นด้านหลักส่วนกฎหมายอื่นๆ ก็มักปฏิบัติตามแนวทางกฎหมายสากลโดยทั่วไปหรือกฎหมายที่มีจุดกำเนิดมาจากเจ้าอาณานิคมเดิมเช่นกฎหมายที่มีกำเนิดมาจากอังกฤษถูกใช้ในอียิปต์  และมาเลเซีย  ส่วนกฎหมายที่มีกำเนิดมาจากฝรั่งเศสจะถูกใช้ในแอลจีเรีย (อัลญีเรีย)

ในกรณีของประเทศสิงคโปร์ซึ่งมีชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูอยู่ร้อยละ 14 นั้นพบว่าเมื่อสิงคโปร์ได้รับเอกราชในปี 1965 สิงคโปร์ยังคงใช้นโยบายเดิมในการบูรณาการกฎหมายอิสลามกับกฎหมายบ้านเมืองเพื่อบังคับใช้กับพลเมืองที่เป็นมุสลิมอย่างต่อเนื่อง  อย่างไรก็ตาม ได้มีการพัฒนาในการกำหนดเกี่ยวกับกิจการของมุสลิมและกฎหมายครอบครัวในลักษณะที่เหมาะสมกับบริบทของสิงคโปร์ มาตรา 153 ของรัฐธรรมนูญแห่งสิงคโปร์ได้บัญญัติว่า “สภานิติบัญญัติอาจออกบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อกำหนดกิจการศาสนาของมุสลิมและกำหนดให้มีสภาศาสนาเพื่อเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีในเรื่องที่เกี่ยวกับกิจการของศาสนาอิสลาม”

กฎหมายฉบับนี้ได้วางโครงสร้างระบบกฎหมายอิสลามในสิงคโปร์โดยกำหนดให้มีองค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายอิสลาม ได้แก่ สภาศาสนาอิสลาม (Islamic Religious Council) สำนักงานจดทะเบียนสมรสและการหย่าสำหรับชาวมุสลิมซึ่งทำหน้าที่บริหารการสมรสและการหย่าตามกฎหมายอิสลาม และศาลชะรีอะฮ์ (Syariah Court)

ในกรณีของบรูไนทันทีที่ สุลต่าน ฮัสซานัล โบลกียะฮ์ แห่งบรูไน ประกาศใช้ชะรีอะฮ์เป็นกฎหมายอาญาปกครองประเทศ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาทำนองว่า บรูไนกำลังถอยหลังเข้าคลอง เพราะกลับไปใช้กฎหมายเก่าแก่  เป็นกฎหมายที่อาจมีผลกระทบต่อหลักสิทธิมนุษยชน แต่ในอีกด้านหนึ่งเสียงจากประชาชนบรูไนกลับมองว่า กฎหมายชะรีอะฮ์ต่างหากที่จะช่วยหยุดยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับฝ่ายไหน สิ่งสำคัญลำดับแรกสุดคือ การทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับหลักชะรีอะฮ์ และแนวโน้มของการใช้ชะรีอะฮ์ในกลุ่มประเทศมุสลิมโลก

ในทางภาษาศาสตร์แล้ว ชะรีอะฮ์หมายถึง “ทางโล่งที่จะเดินไป” แต่ในทางวิชาการหมายถึง “บทบัญญัติแห่งกฎหมายอิสลามที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในทุกๆ มิติ” ด้วยเหตุนี้ อิทธิพลของหลักชะรีอะฮ์จึงมีอยู่ให้เห็นเสมอในพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของชาวมุสลิมตั้งแต่เกิดจนตาย โดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่งใช้

เนื่องด้วยชะรีอะฮ์คือบทบัญญัติทางกฎหมายที่มาจากพระเจ้า แหล่งที่มาของบทบัญญัติจึงมาจาก    1.อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์ที่รวบรวมวจนะและคำบัญชาของพระเจ้า 2. หะดีษและซุนนะฮ์ หรือคำสอนและแบบอย่างการปฏิบัติของท่านศาสดามุฮัมมัดในฐานะที่เป็นผู้มีอำนาจในการอธิบายรายละเอียดคำบัญชาของพระเจ้า ทั้งสองแหล่งที่มานี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขตามกาลเวลาได้

คำถามคือ หลังจากที่ท่านศาสดาจากไป   มีกิจกรรมมากมายของมนุษย์เกิดขึ้น ซึ่งหลายกรณีเป็นกิจกรรมที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและไม่มีปรากฏในอัล-กุรอานและซุนนะฮ์ ดังนั้นประชาคมมุสลิมจะใช้อะไรเป็นเครื่องมือในการตัดสินกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น ? คำตอบก็คือ นอกจากแหล่งที่มาที่สำคัญที่สุดของหลักชะรีอะฮ์ข้างต้นแล้ว ก็ยังมี อิจญ์มาอ์ หรือความเห็นเป็นเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ทางกฎหมายอิสลามที่ไม่ขัดต่อแหล่งที่มา และอิจญ์ติฮาด หรือการใช้วิจารณญาณในการนำประเด็นปัญหามาตัดสินให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของอิสลาม

ดังนั้นแหล่งที่มาของกฎหมายอิสลามจึงอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ แหล่งที่มาที่จะเปลี่ยนแปลงหลักการไม่ได้ กับแหล่งที่มาที่เป็นการตีความจากแหล่งที่มาประเภทแรก ซึ่งสามารถที่จะปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป อันสะท้อนให้เห็นถึงการมีพลวัตของชะรีอะฮ์ที่ไม่ได้หยุดนิ่งตายตัวเสียทีเดียว

หากจะแบ่งกลุ่มประเทศมุสลิมตามระบบทางกฎหมาย ก็คงแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทกว้างๆ คือ กลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลามเป็นหลัก กลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลามผสมกับระบบกฎหมายอื่น และกลุ่มประเทศที่ไม่ใช้กฎหมายอิสลามเลย

ประเทศที่ใช้กฎหมายอิสลามเป็นหลัก (อันครอบคลุมถึงกฎหมายครอบครัว กฎหมายอาญา และบางกรณีก็รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวกับความเชื่อส่วนบุคคล) กลุ่มประเทศเหล่านี้ได้แก่ อียิปต์ มอริตาเนีย ซูดาน อัฟกานิสถาน อิหร่าน อิรัก มัลดีฟส์ ปากีสถาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย เยเมน และบางพื้นที่ของอินโดนีเซีย มาเลเซีย ไนจีเรีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

กลุ่มที่ 2 คือประเทศมุสลิมที่ใช้กฎหมายแบบผสมผสาน คือใช้ชะรีอะฮ์ในกฎหมายครอบครัวและมรดกเท่านั้น แต่ในกรณีอื่นๆ จะมีการใช้กฎหมายสากลทั่วไป กลุ่มประเทศประเภทนี้มีมากที่สุด อันประกอบไปด้วย แอลจีเรีย คอโมโรส จิบูตี แกมเบีย ลิเบีย (กำลังอยู่ในการเปลี่ยนไปใช้ชะรีอะฮ์) โมร็อกโก โซมาเลีย บาห์เรน บังกลาเทศ กาซา จอร์แดน คูเวต เลบานอน มาเลเซีย โอมาน และซีเรีย นอกจากนี้บางประเทศยังยินยอมให้ใช้ชะรีอะฮ์ในกฎหมายครอบครัวและมรดกสำหรับมุสลิมชนกลุ่มน้อย เช่น อินเดีย สิงคโปร์ อังกฤษ ศรีลังกา ไทย เป็นต้น

ส่วนกลุ่มประเทศที่ไม่ใช้ชะรีอะฮ์เลยคือ บูร์กินาฟาโซ ชาด กินีบิสเซา มาลี ไนเจอร์ เซเนกัล ตูนิเซีย (กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลง) อาเซอร์ไบจาน เติร์กเมนิสถาน อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน คิร์กิสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี แอลบาเนีย และโคโซโว

วันนี้บรูไนกำลังจะถูกเพิ่มเข้าไปในรายชื่อกลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายชะรีอะฮ์เป็นหลัก และมีแนวโน้มว่าจะมีประเทศอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นในอนาคตอันใกล้ที่พร้อมจะใช้กฎหมายชะรีอะฮ์ในการปกครองประเทศ (ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ในศราวุฒิ อารีย์,  บรูไน : อีกหนึ่งประเทศภายใต้ชะรีอะฮ์ คมชัดลึก , 1 พฤศจิกายน 2556)

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *