กุฎีช่อฟ้า ตอนที่ 2

กุฎีช่อฟ้า ตอนที่ 2
จรัญ มะลูลีม
ผอ.ไฟซ้อล บุญรอด ผู้อำนวยการโรงเรียนอิสลามศรีอยุธยามูลนิธิ ได้กล่าวถึงมัสญิดกุฎช่อฟ้าในบทความเรื่องกุฏีช่อฟ้า สายน้ำ 3 ศรัทธา : อยุธยามรดกโลก ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญที่ครอบคลุมวิถีชีวิตของผู้คนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เอาไว้ว่า
ชุมชนมุสลิมคลองตะเคียนเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมแห่งสายน้ำ 3 ศรัทธาของพี่น้องหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนาทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม ที่เชื่อมโยงด้วยสายน้ำ ลำคลอง ประวัติศาสตร์ที่รวมเจ้าพระยาเข้าเป็นหนึ่งเดียวในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา ราชธานีที่มั่นคง มั่นคั่ง เป็นระยะยะกว่า 417 ปี
พระนครศรีอยุธยาจึงได้รับการยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกด้านวัฒนธรรม เพราะด้วยความสำคัญของสังคมที่มีวัฒนธรรมหลากหลาย บุคคลแต่ละคนจะเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนซึ่งมีลักษณะทางวัฒนธรรมที่เป็นของตนเองและหลายๆ กลุ่มชนจะรวมตัวกันเป็นสังคมใหญ่ การอยู่รอดของกลุ่มชนเกิดจากการเห็นคุณค่าของกระบวนการคิดและสัญลักษณ์ที่เกิดจากการสร้างสังคมร่วมกันบนความแตกต่างดังกล่าว นั่นคือสังคมพหุวัฒนธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา ราชธานีไทยแต่โบราณกาล
มัสญิดเป็นองค์กรที่มีความสำคัญยิ่งในศาสนาอิสลามเพื่อพัฒนามุสลิมให้เป็นมุอ์มินผู้ศรัทธาที่สมบูรณ์ มัสญิดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของชุมชนมุสลิม และเป็นสัญลักษณ์ที่สามารถบ่งบอกถึงความเจริญรุ่งเรืองได้เช่นกัน
ดังได้กล่าวมาแล้วมัสญิดกุฎีช่อฟ้ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อบรรดาพ่อค้าวาณิชย์มุสลิมจากชาติต่างๆ อาทิ มัวร์ เปอร์เซีย อาหรับ อินเดีย แขกจาม ชวา และมลายู รวมถึงท่านเฉกอะห์หมัดฯ พ่อค้าชาวเปอร์เซียได้เดินทางมาติดต่อทำการค้ากับกรุงศรีอยุธยา เกิดความมั่งคั่งรุ่งเรือง จนได้รับการวางพระราชหฤทัยจากพระเจ้าทรงธรรมพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอุยธยา ในปี 2159 ให้ดำรงตำแหน่งสมุหนายกและเป็นปฐมจุฬาราชมนตรีแห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นมีมัสญิดกุฏีช่อฟ้าอยู่ก่อนแล้ว
ทรงพระราชทานที่ดินแก่ชาวมุสลิมในพื้นที่คลองตะเคียนในปัจจุบัน ซึ่งมีชาวมุสลิมหลากหลายเชื้อชาติ มีลำคลองสำคัญในการทำมาค้าขายและอยู่อาศัยในบริเวณนี้ คือคลองตะเคียน (คลองขุนละครไชย) คลองปทาคูจาม คลองเทศ เป็นต้น
เมื่อเกิดชุมชนมุสลิมจึงได้มีการสร้างมัสญิดเพื่อเป็นศูนย์รวมในการประกอบศาสนกิจ ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของมัสญิดกุฎีช่อฟ้า มีการบูรณะเปลี่ยนทรงหลังคาจากเดิมที่เป็นโดมใหญ่อยู่ตรงกลาง มีโดมขนาดเล็ก อยู่ด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก มีหออะซาน (หออะซานคือหอที่เรียกผู้คนมาละหมาด) 2 หอ ลักษณะของโดมมีรูปแบบของชาวจามปา มีชื่อว่า จามมามัสญิด
ในแผนที่โบราณของฝรั่งเศส ก็ปรากฏชื่อเรียกว่า de Moorse Temple (สุเหร่ามัวร์) ต่อมามีชื่อสุเหร่ากุฎีเจ้าเซ็น สุเหร่าต้นโพธิ์ สุเหร่าใหญ่ จนมีการบูรณะเปลี่ยนทรงหลังคาจากโดมเป็นหลังคาทรงจั่วมีช่อฟ้าในระกาและหางหงส์
สำหรับชื่อมัสญิดกุฎีช่อฟ้านั้นเป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) แห่งราชวงศ์จักรีคราวเสด็จประพานทางชลมารค พระองค์ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นมา ณ มัสญิด และได้ทรงทราบจากราษฎรที่เข้าเฝ้าในขณะนั้นว่า ชื่อสุเหร่ากุฎีเจ้าเซ็น พระองค์ก็ทรงตรัสว่า คนที่นี่เป็นแขกเจ้าเซ็นใช่ไหม
ผู้เข้าเฝ้าในขณะนั้นได้ทูลตอบว่ามิใช่แขกเจ้าเซ็นแต่เป็นแขกที่มาจากปัตตานี พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสพระราชทานให้เปลี่ยนชื่อจากสุเหร่ากุฎีเจ้าเซ็น เป็นสุเหร่ากุฎีช่อฟ้า จากลักษณะสถาปัตยกรรมที่มีช่อฟ้าอยู่บนหลังคามัสญิด ต่อมามีพระราชบัญญัติมัสญิดอิสลาม ปี 2490 ใช้คำเรียกมัสญิดแทนคำว่าสุเหร่า จึงมีชื่อเรียกว่ามัสญิดกุฎีช่อฟ้ามาจนถึงปัจจุบัน
จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมรูปทรงของมัสญิดกุฎีช่อฟ้า เมื่อประมาณปี 2500 ก่อนที่จะมีการรื้อหลังคาและฝาด้านทิศเหนือและทิศใต้ของมัสญิด เพื่อทำการบูรณะซ่อมแซมขยายขนาดของมัสญิด จะเห็นว่าอาคารมัสญิดกุฎีช่อฟ้าเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนรูปทรงหลังคาเสมือนโบสถ์ของไทยมีช่อฟ้าใบระกาและหางหงส์ ตรงกับที่บันทึกไว้ในเหตุการณ์สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
ส่วนประตูและหน้าต่างเป็นลักษณะโค้ง มีการทำให้โค้งด้วยการก่ออิฐให้รับน้ำหนักซึ่งเป็นการถ่ายน้ำหนักไปข้างๆ และลงสู่ผนัง ข้างในมัสญิดปูด้วยหินอ่อน มิมบัรและเมี๊ยะรอบ (ช่องผนัง) สำหรับอิหม่ามนำละหมาด เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปผสมผสานกับของชนชาติอาหรับ สำหรับโคมไฟแขวนทองเหลืองของมัสญิดกุฎีช่อฟ้าปัจจุบันได้รับพระราชทานมาแล้ว ถึงสองรัชกาลในครั้งรัชกาลที่ 5 และเมื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ถือเป็นเครื่องสังเค็ดพระราชทานให้กับศาสนสถานที่มีความสำคัญเมื่อพระมหากษัตริย์เสด็จสวรรคต
ปัจจุบัน มัสญิดกุฎีช่อฟ้า เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจทางศาสนาของสับบุรุษกว่า 5,000 คน มีการจัดให้ความรู้ศาสนาบรรยายศาสนธรรม โรงเรียนสอนอัลกุรอาน ฟัรฎูอีน สำนักงาน ห้องประชุม หอประชุม ห้องสมุด สถานที่ต้อนรับคณะศึกษาดูงาน และศูนย์เรียนรู้ชุมชนด้านคุณธรรมและวัฒนธรรมชุมชน
มัสญิดกุฎีช่อฟ้ากับเครื่องสังเค็ด
เครื่องสังเค็ด เป็นคำโบราณ มีความหมายว่า “ของที่ระลึก” สำหรับงานอวมงคล โดยเครื่องสังเค็ดเป็นสิ่งของที่จัดทำเป็นพิเศษสำหรับบุคคลหรือสำหรับอารามต่างๆ ได้แก่วัดในศาสนาพุทธ , โบสถ์ในศาสนาคริสต์, มัสญิดในศาสนาอิสลามและสำหรับสถานที่ราชการต่างๆ ได้แก่ โรงเรียนและโรงพยาบาล ไว้เพื่อเป็นที่ระลึก เครื่องสังเค็ดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ใช้ในการประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
หลังจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ปี 2543 และมีกำหนดวันในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 4 เมษายน ปี 2454
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำของที่ระลึกและเครื่องสังเค็ดในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระราชทานแก่ศาสนสถานที่มีความสำคัญ ในส่วนของศาสนาอิสลามได้ทรงให้จัดทำโคมไฟติดเพดานสำหรับมัสญิด โดยมัสญิดกุฎีช่อฟ้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณในการได้รับพระราชทานโคมไฟในครั้งนั้นด้วย (โคมไฟพระราชทานสีเขียว)
และเหตุการณ์ที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งคือ ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ปี 2560
ในการนี้พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ์ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำของที่ระลึกและเครื่องสังเค็ดในพระราชพิธีถวายพระเพลิงและพระราชทานแก่ศาสนสถานที่มีความสำคัญอีกครั้ง และมัสญิดกุฎีช่อฟ้าก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณในการได้รับพระราชทานเครื่องสังเค็ดในครั้งนี้อีกเช่นเดียวกัน (โคมไฟพระราชทานสีเหลือง)
ที่ผ่านมา โต๊ะกียะอ์ฟัด ตะเคียนคาม (บุตรโต๊ะกีแย้ม) อิหม่ามมัสญิดกุฎีช่อฟ้า ได้รับพระราชทานเสื้อยูเบาะห์จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2459 ที่ทรงพระราชทานแก่ผู้นำศาสนาอิสลาม จำนวน 69 ท่าน ณ พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท ลานด้านหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ในวโรกาสที่ผู้นำศาสนาอิสลามเข้าเฝ้าถวายไชยมงคล ในวันมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนพรรษาพร้อมทูลเกล้าฯ ถวายคฑาอาดิ้ล พร้อมรับพระราชทานเสื้อยูเบาะห์ พร้อมผ้าซะญาดะห์ ซึ่งในปัจจุบันลูกหลานอิหม่ามยะอ์ฟัด ตะเคียนคาม ยังคงเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์และได้นำไปแสดงในนิทรรศกาลในวาระสำคัญระดับประเทศหลายครั้ง (ดูรายละเอียดของเรื่องนี้ใน ผอ.ไฟซ้อล บุญรอด กุฎีช่อฟ้าสายน้ำ ศรัทธา : อยุธยามรดกโลก, จุลสารที่ระลึก 45 ปี ช.ม.ช. (ชมรมมัสยิดช่อฟ้า ธันวาคม 2563, หน้า 25-30)







