กวีนิพนธ์และภาษาอาหรับ ตอนที่ 2

กวีนิพนธ์และภาษาอาหรับ ตอนที่ 2
จรัญ มะลูลีม
อิบนุกุฎอยบะฮ์ (Ibn Qutayba – ค.ศ.828-89) ผู้เป็นนักทฤษฎีเกี่ยวกับวรรณกรรมคนสำคัญคนแรกได้บรรยายถึงแบบอย่างของบทกวีแบบกอศิดะฮ์ (qasida) ซึ่งนักกวีในสมัยต่อมาจะต้องคำนึงถึง
เขาแนะนำว่า กอศิดะฮ์ นั้นจะเริ่มต้นขึ้นด้วยการกล่าวถึงการสูญเสียที่อยู่อาศัยและสูญเสียความรัก ตามมาด้วยคำพรรณนาถึงการเดินทางและจบลงด้วยเนื้อหาอันแท้จริงในเรื่องการสรรเสริญ การไว้อาลัยหรือการเสียดสีเยาะเย้ย
ข้อเขียนของนักทฤษฎีนี้อาจมีความสำคัญต่อพัฒนาการของบทกวีน้อยกว่าการฝึกฝนของนักกวีแบบใหม่ๆ บทกวีของพวกเขาเป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่าบทกวีของผู้ประพันธ์ กอศิดะฮ์ ก่อนสมัยอิสลาม
บางคนมิได้มีเชื้อสายอาหรับ อาศัยอยู่ในเมือง เป็นผู้รู้ถึงแบบอย่างของบทกวีที่ตกทอดมาถึงพวกเขา แต่ก็ใช้มันด้วยความสำนึกของตนเองในแบบที่เป็นงานศิลปะทางวรรณกรรม
บทกวีแบบบาดี (badi’) ที่เป็นรูปแบบใหม่เจริญขึ้น มีลักษณะเด่นโดยการใช้ภาษาที่ประณีตบรรจง มีลักษณะเป็นวาทศิลป์ และมีการใช้คำศัพท์ที่หายาก คำต่างๆ ที่มีความหมายกลับกันถูกวางไว้ติดๆ กัน ทั้งหมดนี้แสดงออกมาภายในโครงสร้างอันเข้มงวดของการใช้จังหวะและคำสัมผัส ซึ่งเป็นเครื่องหมายของกวีนิพนธ์ในระยะแรกๆ
เรื่องราวของบทกวีมีความหลากหลายมากกว่าเดิม กวีได้เขียนถึงความรักในแนวเสน่หา ไม่ใช่เพียงแต่เป็นไปตามรูปแบบของการแสดงความเสียใจในการสูญเสียคนที่รักไปหรือถูกห้ามมีความรัก บางคนก็เขียนถึงความขัดแย้งทางศาสนาและจริยธรรมแห่งศตวรรษต้นๆ ของอิสลามด้วย อบุล-อะลา อัล-มะอัรรี (Abu’l-‘Ala al-Ma’arri – ค.ศ. 973-1057) กวีชาวซีเรียได้เขียนบทกวีและงานร้อยแก้วที่วิจิตรบรรจง ซึ่งแฝงความสงสัยต่อความคิดที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปในเรื่องวิวรณ์และชีวิตหลังความตาย
เป็นเรื่องธรรมดาว่าการสดุดีจะต้องได้รับการเน้นเป็นพิเศษ การสรรเสริญเผ่าพันธุ์ของกวีเองมีไม่มากเท่ากับการสดุดีผู้ปกครองหรือผู้อุปถัมภ์ ในคำสดุดีนั้น ส่วนแรกของสิ่งที่อิบนุ กุฏอยบะฮ์ (Ibn Qutayba) ถือว่าเป็นแบบอย่างแรกของกอศิดะฮ์ นั้นสั้นลงไป กลายเป็นแค่เพียงบทนำของเนื้อเรื่องสำคัญเท่านั้น
ผู้ปกครองหรือผู้อุปถัมภ์จะได้รับการสรรเสริญด้วยภาษาที่ประณีตบรรจงและเป็นทางการ ซึ่งบางครั้งอาจปรากฏบุคลิกภาพของกวีและความรู้สึกของเขาอยู่ในนั้นด้วย
อัล-มุตะนับบี (Al-Mutanabbi – ค.ศ. 915-68) ได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์วรรณกรรมสมัยต่อมาว่าเป็นกวีเอกที่เขียนบทกวีชนิดนี้ เขาถือกำเนิดในเมืองคูฟะฮ์ มีเชื้อสายอาหรับ เขาใช้ระยะเวลาช่วงต้นๆ ของเขาไปในเผ่าของบะนู กัลบ์ (Banu Kalb) ซึ่งเป็นชนเผ่าของอาหรับ เขาใช้ช่วงแห่งวัยหนุ่มของเขาไปในกิจกรรมทางการเมือง และใช้เวลาในช่วงหลังๆ ของเขาในฐานะนักกวีของราชสำนักอยู่หลายรัชสมัยในเมืองอเล็ปโป กรุงไคโรแบกแดดและชีราช
ปีที่มีผลสำเร็จมากที่สุดของเขาอาจเป็นระหว่างที่เขาเป็นกวีของชัยฟ์ อัด-เดาลา (Sayf al-Dawla) ผู้ปกครองราชวงศ์ฮัมดานิยะฮ์ (Hamduniyah) หรือที่ตะวันตกเรียกว่าฮัมดานิด (Hamdannid) แห่งเมืองอเล็ปโปและซีเรียเหนือ ผู้ปกครองได้รับการสรรเสริญด้วยถ้อยคำที่เกินจริง เมื่อพระองค์ฟื้นจากความเจ็บป่วยกวีของพระองค์ได้ประกาศว่า
ความสูงส่งและเกียรติยศกลับมาเมื่อพระองค์หายป่วย และความเจ็บปวดได้ผ่านจากพระองค์ไปสู่ศัตรูของพระองค์… แสงสว่างซึ่งได้ละทิ้งดวงอาทิตย์ไปราวกับว่าต้องสูญเสียมันไปและกลายเป็นความเจ็บป่วยอยู่ในร่างกายก็ได้กลับคืนมายังดวงอาทิตย์แล้ว… ชาวอาหรับเป็นหนึ่งในโลกในความเป็นเผ่าพันธุ์ของเขา แต่ชาวต่างชาติมีส่วนร่วมกับชาวอาหรับในความกรุณาของเขา…. มิใช่เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่ข้าพระองค์ขอแสดงความยินดีในความหายจากการเจ็บป่วยของพระองค์ เมื่อพระองค์มีสุขภาพดีทุกคนก็ย่อมมีสุขภาพดีด้วย (W.Madelung , ‘The assumption of the title Shahanshah by the Buyids and ‘the reign of Daylam” ‘ , Journal of Near Eastern Studies, Vol. 28 (1969 , pp. 84-108, 168-83)
อย่างไรก็ตาม การผสมผสานเข้าด้วยกันเช่นนี้ย่อมทำให้มีการยกย่องตัวเองอยู่ด้วยอย่างที่มีอยู่ในบทกวี เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ชัยฟ์ อัด-เดาลา ก็ได้เปลี่ยนความโปรดปรานด้วยกวีอีกบทหนึ่ง
โอ้ ผู้ที่ยุติธรรมที่สุดในหมู่มนุษย์ เว้นแต่การปฏิบัติของพระองค์ที่มีต่อข้าพระองค์ การวิวาทของข้าพระองค์อยู่กับพระองค์ พระองค์ทรงเป็นทั้งศัตรูและผู้พิพากษาของข้าพระองค์… ข้าพระองค์เป็นผู้ที่แม้กระทั่งคนหูหนวกก็ยังสดับฟังถ้อยคำของเขา ข้าพระองค์หลับไปโดยที่หนังตาของข้าพระองค์ปิดต่อถ้อยคำที่เร่ร่อนไปทั่ว ในขณะที่คนอื่นๆ มิได้หลับนอนเนื่องด้วยถ้อยคำเหล่านั้น พวกเขาแข่งขันกันและกัน…. พระองค์ผู้ไร้ค่าเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับหรือชาวเปอร์เซียประกาศบทกวีของพวกเขาต่อหน้า นี่เป็นคำติเตียนต่อพระองค์ แต่ได้กระทำขึ้นด้วยความรัก มันมีไข่มุกฝังไว้ภายใน แต่มันก็คือถ้อยคำของข้าพระองค์ (G.Hanotaux (ed.), Historire de la nation egyptienne, Vol. 4 : G.Wiet, L’Egypte arabe , Paris, 1937)
กวีทั้งหลายยังคงใช้แบบแผนเดิมต่อไป แต่การเขียนร้อยแก้วด้วยภาษาอาหรับนั้นเป็นของใหม่ กุรอานเป็นงานร้อยแก้วงานแรกที่ใช้ภาษาอาหรับชั้นสูง (หรืออย่างน้อยก็เป็นร้อยแก้วชิ้นแรกที่ดำรงอยู่) และการผลิตของคนอื่นๆ ก็คือสิ่งที่ตามมาโดยธรรมชาติ
ได้มีการรวบรวมเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับศาสดาและชัยชนะของชาวอาหรับและเขียนลงไว้ และนักเทศน์ที่ได้รับความนิยมก็ได้สร้างศิลปะการพูดที่มีแนวเรื่องของอิสลามขึ้นมา
ออกจะในตอนหลังร้อยแก้วชนิดใหม่ที่มีลักษณะศิลปะก็ได้ปรากฏขึ้น โดยสำรวจหาแนวเรื่องมาจากวัฒนธรรมอื่นๆ ตัวอย่างในระยะแรกสุดและมีชื่อเสียงที่สุดตัวอย่างหนึ่งของร้อยแก้วแบบนี้ได้แก่ เรื่องกาลิลาและดิมนา (Kalila wa Dimna) ซึ่งเป็นการรวบรวมนิยายเชิงศีลธรรมเกี่ยวกับชีวิตสัตว์ซึ่งรับมาจากภาษาสันสกฤตโดยผ่านมาทางภาษาปาห์ลาวี และแต่งเป็นร้อยแก้วภาษาอาหรับโดยอิบนุล-มุกัฟฟะฮ์ (Ibn al-Muqaffa’ – ประมาณ ค.ศ. 720-56) ผู้เป็นข้าราชการในสมัยอับบาสิยะฮ์ที่มีเชื้อสายอิหร่าน
เขาเป็นตัวอย่างของเลขานุการแบบอิสลามและแบบอาหรับคนหนึ่ง ผู้ซึ่งได้นำเอาความคิดและวรรณกรรมเรื่องราวในชีวิตประจำวันมาจากเรื่องเก่าแก่ที่ตกทอดมาถึงพวกเขาเข้ามาสู่ภาษาอาหรับ
แต่ที่เคียงคู่มากับคนเหล่านี้ก็คือนักเขียนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งดึงเอาความบันดาลใจของพวกเขามาจากโลกอันกว้างใหญ่ที่ถูกทำให้มีอยู่โดยการแพร่ขยายของอิสลามและอาณาจักรของอิสลาม นั่นคือประชาชนและประเทศต่างๆ หลากหลาย
ลักษณะใหม่ๆ ต่างๆ ของมนุษย์ ปัญหาใหม่ๆ ในเรื่องศีลธรรมและพฤติกรรม นักเขียนเหล่านี้พยายามที่จะมองสิ่งเหล่านี้จากมุมมองแห่งบรรทัดฐานของศาสนาใหม่คือศาสนาอิสลาม และแสดงมันออกมาในรูปแบบของวรรณกรรมที่น่าอ่าน
ในหมู่ผู้ปฏิบัติการตามรูปแบบของวรรณกรรมชนิดใหม่คือ อะดาบ (adab) นั้น มีอัล-ญาหิซ (al-Jahiz – ค.ศ. 776/7-868/9) เป็นผู้ที่เด่นดังในฐานะนักเขียนระดับพิเศษและได้รับการตอบรับอย่างแข็งขันด้วยการแสดงออกโดยภาษาที่เป็นแบบอย่างที่ดี เขามีรากเหง้าอยู่ในครอบครัวของชาวแอฟริกันที่มีเชื้อสายทาส ซึ่งติดต่อกับเผ่าต่างๆ ของชาวอาหรับ แต่ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นอาหรับมาเป็นเวลาช้านานแล้ว
เขาได้รับการเลี้ยงดูในเมืองบัศเราะฮ์ แต่ต่อมาได้ไปอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์ของเคาะลีฟะฮ์ อัล-มะอ์มูน (Caliph al-Ma’mun) ความอยากรู้อยากเห็นในด้านวุฒิปัญญาของเขามีอยู่อย่างกว้างขวาง และงานของเขาก็เป็นการรวบรวมความรู้ที่หาได้ยากและน่าสนใจเกี่ยวกับมนุษย์และโลกธรรมชาติ
ประเทศต่างๆ สัตว์สิ่งแปลกๆ ในมนุษย์ ภายใต้สิ่งนี้ยังมีการสอดแทรกคำอธิบายเรื่องศีลธรรมเข้าไปด้วย เช่น เรื่องมิตรภาพและความรัก ความอิจฉาและความหยิ่งทระนง ความตระหนี่ ความเท็จและความจริงใจ อย่างเช่น
คนที่ดีงามนั้นมิได้เสแสร้งว่าเป็นคนดีงาม สิ่งที่เป็นมากไปกว่าการมีโวหารนั้นก็คือการพูดจาคล่องแคล่วที่เสแสร้ง เมื่อคนคนหนึ่งพูดถึงคุณภาพของเขามากเกินจริง ก็เป็นเพราะว่าในตัวของเขาขาดอะไรบางอย่างไป นักเลงทำท่าอวดดีก็เพราะรู้ถึงความอ่อนแอของตนเอง ความหยิ่งผยองนั้นเป็นความน่าเกลียดในคนทุกคน… มันเลวทรามเสียยิ่งกว่าความโหดร้ายซึ่งเป็นบาปที่เลวร้ายที่สุด และความถ่อมตนนั้นดีกว่าความเมตตาซึ่งเป็นการกระทำที่ดีที่สุดเสียอีก (M.Canard, Histoire de la dymastie des Hamdanides , (Paris, 1953). ร้อยแก้วแบบอะดาบที่เกิดขึ้นในตอนต้นของสมัยอับบาสิยะฮ์นั้นตั้งใจที่จะอบรมศีลธรรมและให้ความบันเทิงไปพร้อมๆ กัน







