สงครามไมโครชิปจีน-สหรัฐฯ ตอนที่ 1

สงครามไมโครชิปจีน-สหรัฐฯ ตอนที่ 1 : แนวรบเทคโนโลยี — จาก Entity List ถึงดราม่า H200
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
การปรับโครงสร้างระบบนิเวศเซมิคอนดักเตอร์โลกมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์
จุดเริ่มต้น: จากมาตรการเฉพาะจุด สู่สงครามเชิงโครงสร้าง
สิ่งที่เริ่มต้นในเดือนตุลาคม 2022 ด้วยมาตรการควบคุมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ (BIS) ที่มุ่งเป้าชิปลอจิกขั้นสูง วงจรรวม และอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ไปยังจีน ได้ขยายตัวกลายเป็นการปรับโครงสร้างระบบนิเวศชิปโลกอย่างถาวร ปัจจุบันโลกกำลังแยกออกเป็นสองห่วงโซ่อุปทานคู่ขนาน สถาปัตยกรรมชิปที่แตกต่างกัน และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เข้ากันไม่ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ นี่ไม่ใช่ข้อพิพาทเชิงนโยบายชั่วคราวอีกต่อไป แต่เป็นการจัดวางตำแหน่งการแข่งขันที่จะกำหนดทิศทางตลาดเซมิคอนดักเตอร์ไปจนถึงปี 2035
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการที่ NVIDIA ออกแบบชิป H20 เพื่อให้ต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมโดยเฉพาะสำหรับตลาดจีน ซึ่งใช้งานได้ระยะหนึ่งก่อนที่ Washington จะปรับเกณฑ์ตามทัน สะท้อนรูปแบบวนซ้ำของสงครามนี้ คือ อุตสาหกรรมหาทางเลี่ยง แล้วรัฐปรับมาตรฐานตาม
ดราม่า H200: นโยบายที่กลับไปกลับมาใน 12 เดือน
กรณีศึกษาที่สะท้อนความสับสนของนโยบายปี 2026 ได้ชัดที่สุดคือชิป H200 ของ NVIDIA ซึ่งรัฐบาล Trump ดำเนินการสวนทางกันเองภายในเวลาไม่ถึงปี: สั่งแบน → ยกเลิกแบน → เก็บภาษีนำเข้า 25% → สร้างกรอบใบอนุญาตรายปีที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าขัดแย้งในตัวเอง
แรงกดดันสองทิศทางในวอชิงตัน
ทำเนียบขาวต้องการลดอุณหภูมิประเด็นชิปเพื่อเปิดทางเจรจาการค้ากับปักกิ่งก่อนการเยือนจีนของประธานาธิบดี Trump จึงอนุมัติส่งออกชิประดับสูงขึ้นและระงับมาตรการควบคุมเพิ่มเติม แต่แนวทางนี้จุดกระแสต่อต้านในสภาคองเกรส ซึ่งผลักดัน AI OVERWATCH Act ให้สภาคองเกรสมีอำนาจยับยั้งใบอนุญาตส่งออกชิป AI ที่ปัจจุบันอยู่ในมือกระทรวงพาณิชย์ ผลลัพธ์คือกระทรวงพาณิชย์เลือกเส้นทางบังคับใช้กฎเดิมอย่างเข้มงวดขึ้นแทนการออกกฎใหม่ เพื่อแสดงความแข็งกร้าวต่อสภาโดยไม่กระทบการเจรจาการค้ากับจีน
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 กลุ่ม ส.ส. สองพรรคจำนวน 8 คน ยื่นจดหมายถึงรัฐมนตรีพาณิชย์ Lutnick และรัฐมนตรีต่างประเทศ Rubio เรียกร้องให้แบนการส่งออกอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (SME) ไปจีนทั้งประเทศ แทนที่จะควบคุมเฉพาะบริษัทในบัญชีดำ เหตุผลคือมาตรการเฉพาะจุดล้มเหลว เพราะเมื่ออุปกรณ์ข้ามพรมแดนจีนไปแล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ แทบไม่มีทางบังคับใช้ข้อจำกัดปลายทางการใช้งานได้อีก
แนวร่วมพันธมิตร: เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ในที่บีบคั้น
สงครามชิปไม่ใช่เรื่องทวิภาคีสหรัฐฯ-จีนอีกต่อไป แต่กำลังปรับโครงสร้างพันธมิตรทั่วเอเชียและยุโรป ญี่ปุ่นกำหนดรายการควบคุมส่งออก 23 รายการแล้ว ขณะที่ MATCH Act ของสหรัฐฯ พยายามประสานมาตรการควบคุมระหว่างพันธมิตรให้เป็นเนื้อเดียวกันมากขึ้น แต่ประเทศเหล่านี้เผชิญทางแพร่งเชิงยุทธศาสตร์ คือการปฏิบัติตามข้อเรียกร้องวอชิงตันเสี่ยงสูญเสียตลาดจีนซึ่งยังเป็นผู้บริโภคชิปและอุปกรณ์การผลิตรายใหญ่ของโลก
ตัวอย่างที่ชัดคือ Samsung และ SK Hynix ในเกาหลีใต้ ซึ่งเคยได้รับสถานะ Validated End-User (VEU) ให้รับอุปกรณ์ควบคุมจากสหรัฐฯ โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตเป็นรายชิปเมนต์ ต้นปี 2026 สถานะนี้ถูกแทนที่ด้วยใบอนุญาตรายปีซึ่งสร้างความไม่แน่นอนในการวางแผนระยะยาว ส่วน ASML ของเนเธอร์แลนด์ ผู้ผูกขาดเครื่องพิมพ์ลาย EUV รายเดียวของโลก ก็ติดอยู่กลางไฟ ระหว่างแรงกดดันจากวอชิงตันกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับจีนที่ยอดขายอุปกรณ์ลิโธกราฟีขั้นสูงยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
จีนตอบโต้: Huawei และ SMIC เติบโตท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตร
ผลลัพธ์ที่ขัดกับเจตนารมณ์เดิมของมาตรการคว่ำบาตรคือ Huawei ซึ่งได้รับการอุดหนุนจากรัฐกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ พร้อมคำสั่งให้หน่วยงานรัฐจีนซื้อฮาร์ดแวร์ ชิป อุปกรณ์มือถือ และซอฟต์แวร์จาก Huawei เป็นการเฉพาะ คาดการณ์ว่ารายได้จากชิปของ Huawei จะแตะ 12,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 7,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ประเด็นถกเถียงในวงวิเคราะห์คือ มาตรการคว่ำบาตรอาจกลับกลายเป็นตัวเร่งให้ Huawei แข็งแกร่งขึ้นแทนที่จะทำให้อ่อนแอลง แม้ในด้านเทคโนโลยี SMIC ที่ 7 นาโนเมตร และตระกูลชิป Ascend ของ Huawei ยังตามหลังผู้นำโลกอยู่มากในแง่ผลผลิตและความสามารถขยายสเกล ในขณะที่TSMC ของไต้หวันสามารถลดขนาดชิ๊ปจาก3นาโนเมตรเป็น1.3 นาโนเมตรซึ่งตามขอบเขตทฤษฎีไม่สามารถลดขนาดได้อีกแล้วในขบวนการผลิตแบบนี้
บทวิเคราะห์: ทิศทางที่ต้องจับตา
- ทำเนียบขาวจะยังคงเลือกทางบังคับใช้กฎเดิมอย่างเข้มข้น แทนออกกฎใหม่ ตราบใดที่การเจรจาการค้ากับปักกิ่งยังดำเนินอยู่
- แรงเสียดทานระหว่างฝ่ายบริหารกับสภาคองเกรสเรื่องอำนาจอนุมัติใบอนุญาตส่งออกจะทวีความรุนแรง โดยเฉพาะหาก AI OVERWATCH Act ผ่านสภา
- การขยายมาตรการควบคุมไปยังวัสดุต้นน้ำและบริการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ คือสัญญาณว่าสงครามชิปกำลังเชื่อมโยงเข้ากับสงครามวัตถุดิบ ซึ่งจะเป็นประเด็นหลักของบทความตอนที่ 2
ตอนต่อไป: จะวิเคราะห์เชิงลึกด้านวัตถุดิบและภูมิรัฐศาสตร์ — การที่จีนใช้แร่หายาก แกลเลียม เจอร์เมเนียม เป็นอาวุธตอบโต้ และผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานกลาโหมและอุตสาหกรรมโลก







