INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

แคชเมียร์ความขัดแย้งที่ถูกลืม ตอนที่ 3

1565147378664 960x0

แคชเมียร์ความขัดแย้งที่ถูกลืม ตอนที่ 3

จรัญ มะลูลีม

ความขัดแย้งในแคชเมียร์เป็นปัญหาเก่าแก่ที่ยังแก้ไขไม่ได้  และเรื่องราวการแก้ไขปัญหาแคชเมียร์ก็ยังคงคาราคาซังอยู่ที่สหประชาชาติ

จนถึงบัดนี้องค์การระหว่างประเทศก็ยังคงปฏิเสธที่จะให้การยอมรับอธิปไตยของอินเดียเหนือรัฐจัมมู แคชเมียร์ รวมทั้งไม่ยอมรับข้ออ้างที่ว่าส่วนหนึ่งของแคชเมียร์อยู่ใต้การปกครองของปากีสถาน

อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาจากประชาคมระหว่างประเทศก็ค่อนข้างจะเงียบเชียบไป  แต่ก็มีการเรียกร้องให้มีความอดกลั้นในภูมิภาค  ทั้งนี้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐได้กล่าวในวันที่ 5 สิงหาคม (2019) ว่าสหรัฐสนับสนุนอินเดียให้มีการพูดคุยกับผู้ที่ได้รับผลกระทบกับการตัดสินใจดังกล่าว   พร้อมกับกล่าวว่าเรื่องแคชเมียร์นั้นอินเดียถือเป็นเรื่องภายในของอินเดียเอง  แต่สหรัฐมีความเป็นห่วงใน “รายงานเรื่องการคุมขัง พร้อมสนับสนุนให้มีการเคารพสิทธิส่วนบุคคลของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ”

ประธานาธิบดีทรัมป์ซึ่งเคยเสนอตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยมาก่อนไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้แต่อย่างใด

ปฏิกิริยาที่รุนแรงที่สุดนั้นมาจากปากีสถาน  ซึ่งตอบโต้การประกาศแต่ฝ่ายเดียวของอินเดีย ซึ่งเท่ากับเปลี่ยนแปลงสถานะที่มีอยู่ของชาวแคชเมียร์ที่เป็นมติของสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ

และเนื่องจากเป็นคู่กรณีในความขัดแย้งภายในประเทศ  ปากีสถานก็จะกระทำทุกอย่างเพื่อเผชิญกับก้าวย่างที่ผิดกฎหมายของอินเดีย

รัฐบาลปากีสถานได้ลดความสัมพันธ์ทางการทูตกับอินเดียลงด้วยการขับทูตอินเดียออกนอกประเทศและยกเลิกความสัมพันธ์ทางการค้าทวิภาคีกับอินเดีย

พร้อมกับย้ำว่าจะปิดน่านฟ้าสำหรับเครื่องบินอินเดียอีกครั้ง  และยกเลิกรถไฟสายด่วนซามญ์เฮาตา (Samjhauta) ลง

เขาเตือนอินเดียว่าสงครามอาจเกิดขึ้นได้และสงครามในภูมิภาคระหว่างสองมหาอำนาจนิวเคลียร์จะส่งผลที่เลวร้ายที่สุดต่อโลก

พร้อมกับกล่าวเพิ่มเติมว่า เขาได้ขอให้ทรัมป์เข้ามาดูความขัดแย้งในแคชเมียร์  เนื่องจากอินเดียประสบความล้มเหลวต่อการขานรับการเจรจาอีกครั้ง

จีนคิดอย่างไร

กระทรวงการต่างประเทศของจีนเองก็ปฏิเสธการตัดสินใจของอินเดียที่ประกาศให้ลาดักห์ (Ladakh) เป็นรัฐสหพันธ์ (Union Territoy) ที่ต้องขึ้นอยู่กับระเบียบและกฎหมายของอินเดีย

ทั้งนี้ดินแดนพิพาทอัคไซ ชิน (Aksai Chin) ที่จีนมีข้อพิพาทกับอินเดียนั้นส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารของลาดักห์เช่นกัน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า อินเดียยังคงละเลยอธิปไตยแห่งดินแดนของจีนด้วยการประกาศเปลี่ยนแปลงกฎหมายภายในประเทศแต่ฝ่ายเดียว  ด้วยเหตุนี้สำหรับจีนแล้วปฏิกิริยาของอินเดีย  จึงไม่อาจยอมรับได้และจีนก็กังวลเป็นอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น   พร้อมกล่าวต่อไปว่าตำแหน่งของจีนที่มีต่อประเด็นแคชเมียร์  “มีความสองคล้องและกระจ่างชัด” ยึดโยงอยู่กับข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศปัญหาแคชเมียร์จึงเป็น  “ประเด็นที่ตกค้างมาจากประวัติศาสตร์” ซึ่งควรจะแก้ไขผ่านการสานเสวนาและการปรึกษาร่วมกัน

ชาห์บาส ชารีฟ (Shahbaz Sharif) ผู้นำฝ่ายค้านของปากีสถานกล่าวว่า หากจะมีข้อสังเกตใดๆ สำหรับปากีสถานจากจุดยืนของจีนผู้เป็นมิตรสนิทของปากีสถานแล้วก็จะพบว่าจีนก็ไม่ได้ออกมาสนับสนุนปากีสถานอย่างเปิดเผยแต่อย่างใด  หลังจากอินเดียประกาศยกเลิกสิทธิพิเศษของชาวแคชเมียร์ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากความเป็นจริงในพื้นที่ของเอเชียใต้

เขาเรียกข้อเสนอที่ทรัมป์จะเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในแคชเมียร์ว่าเป็นกับดักมากกว่าจะเป็น ความพยายามในการแก้ไขข้อพิพาทของทรัมป์ อย่างที่รัฐบาลปากีสถานอ้างถึง

เรซา รอบบานีย์ (Reza Rabbani) ประธานวุฒิสภาและผู้นำฝ่ายค้านอาวุโสของปากีสถาน  ขอให้รัฐบาลออกห่างจากสหรัฐและกล่าวว่ามี “การเชื่อมต่อ” ระหว่างสหรัฐอิสราเอลและอินเดีย

ปากีสถานเคยประกาศว่าจะนำเอาประเด็นเรื่องเขตปกครองพิเศษเข้าสู่คณะมนตรีถาวรสหประชาชาติ

ในปี 1948 คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติกำหนดให้มีการลงความเห็นเรื่องแคชเมียร์  ยาวาหระลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) ก็ให้สัญญาเช่นนั้น

แต่สัญญาดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาปฏิบัติ  โดยในเวลานั้นปากีสถานกับสหรัฐเป็นพันธมิตรทางทหารที่เข้มแข็ง ส่วนอินเดียในเวลานั้นยืนหยัดเคียงคู่กับสหภาพโซเวียต

อินเดียกับปากีสถานต่อสู้กันมาแล้วในสี่สงครามและอารมณ์ที่มีอยู่ในปากีสถานในเวลานี้ก็คือความโกรธเคืองสะสมที่มีต่ออินเดีย

ฟาวาด เชาว์ดรี (Fawad Chaudhry) รัฐมนตรีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ยืนยันว่าอินเดียเป็นประเทศ “ฟาสซิสต์” และกล่าวว่าปากีสถานยังไม่ได้พูดถึงการทำสงครามอีกครั้งอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในพื้นที่  แต่“ปากีสถานจะต้องไม่ปล่อยให้แคชเมียร์กลายเป็นปาเลสไตน์อีกแห่ง” เขากล่าวโดยย้ำว่า

“เราต้องเลือกระหว่างความไร้เกียรติและสงคราม”  อย่างไรก็ตามมีชาวปากีสถานไม่กี่คนที่ต้องการมีสงครามอีก  ในเวลานี้ทั้งสองประเทศต่างก็มีอาวุธนิวเคลียร์  หากเกิดสงครามอย่างเต็มรูปแบบก็จะเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดคิดได้ท่ามกลางโวหารจากชายแดนของทั้งสองประเทศ

ในวันที่ 8 เดือนธันวาคม 2019 ชาฮ์ มะห์มูด กุเรชี (Shah Muhamd Dureshi) รัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานกล่าวว่า ปากีสถานไม่ได้มองหาสงครามมาเป็นข้อเลือก  แต่ก็กล่าวเช่นเดียวกันว่าปากีสถานมีสิทธิที่จะตอบโต้ในทุกๆ กรณีที่มีการรุกราน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *